Martial World ศิลาลึกลับกับวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ - ตอนที่ 328 ไม่มีเส้นทางสู่สวรรค์ ไม่มีประตูสู่โลก
- Home
- Martial World ศิลาลึกลับกับวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่
- ตอนที่ 328 ไม่มีเส้นทางสู่สวรรค์ ไม่มีประตูสู่โลก
“เจ้าคิดว่าข้าไม่อาจที่จะหยุดหยั้งเจ้าได้จริงหรือ?” มุมปากของ
หลินหมิงยกขึ้นและมีรอยยิ้มเล็กน้อย เผยให้เห็นสีหน้าที่ครุ่นคิด
เมื่อเห็นรอยยิ้มของหลินหมิง หัวใจของไป่หลัวก็เกิดหนาวสั่น เจ้า
เด็กคนนี้ มีแผนบางอย่างเช่นนั้นหรือ?
ไป่หลัวมักจะมีสมบัติปกป้องชีวิตที่เหนือกว่าผู้อื่นเสมอ เขาเป็น
ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคนิคการหลบหนี และเดิมทีแผนกภาพมายานั้น
เชี่ยวชาญด้านการปลอมตัวและการหลบหนี
ไป่หลัวนั้นมั่นใจในเทคนิคการหลบหนีของตนเป็นอย่างยิ่ง นอกซะ
จากเขาจะเจอกับนักสู้ขั้นปราณปลายฟ้าที่ทรงพลัง ไม่เช่นนั้น ไม่ว่าเขา
จะเจอกับนักสู้ขั้นปราณต้นฟ้าที่เก่งกาจเพียงใด เขาก็ยังเชื่อมั่นว่าตนจะ
สามารถหลบหนีไปได้
“หลินหมิง หากเจ้ามั่นใจนัก! เช่นนั้นก็ลองหยุดข้าดูหน่อยเป็น
อย่างไร!”
ในขณะที่กล่าวออกมานั้นร่างของไป่หลัวก็เริ่มสั่น ผิวของเขา
กลายเป็นซีดขาวดั่งกระดูกในทันที มีหมอกควันโลหิตลอยออกมาจากร่าง
ของเขาลอยอยู่ในสายลม ร่างของไป่หลัวกลายเป็นลำแสงสีโลหิตพุ่ง
ออกไปด้วยความเร็วที่น่าเหลือเชื่ออย่างยิ่ง!
เคล็ดวิชามายาโลหิตหลบหนี!
เคล็ดวิชามายาโลหิตหลบหนีนั้นเป็นวิชาที่ต้องใช้ปราณโลหิตและ
ปราณชีวิตซึ่งเป็นสิ่งอันตราย ความเร็วในการหลบของพวกเขาจะเพิ่มขึ้น
เป็น 10 เท่าในช่วงเวลานึง ความเร็วเช่นนี้มิใช่สิ่งที่แม้แต่นักสู้ขั้นปราณ
ปลายฟ้าจะตามทัน แม้พวกเขาจะพยายามไล่ตามอย่างหนักก็ตามที
นี่เป็นเหตุผลที่ทำให้ไป่หลัวมั่นใจอย่างมาก แน่นอนว่า เขาสามารถ
คงความเร็วเช่นนั้นไว้ได้เพียงแค่ช่วงหนึ่งชั่วธูปเท่านั้น แต่นั้นก็เพียงพอ
แล้วที่จะหนีพ้นจากหลินหมิงและสู้ขั้นปราณปลายฟ้า เขาจะสามารถหา
สถานที่ปลอดภัยและฟื้นฟูตนเองได้
ใช้เคล็ดวิชามายาโลหิตหลบหนีนั้นเป็นทางเลือกสุดท้ายของผู้ใช้ภาพ
มายา หลังจากที่ใช้มันไปแล้ว มันก็ยากที่จะฟื้นฟูกลับมาแข็งแกร่งดังเดิม
ต้องเวลากว่าครึ่งปี ไป่หลัวจำเป็นที่จะต้องใช้มัน มิเช่นนั้น มิเช่นนั้นเขา
คงไม่มีวันที่จะใช้เคล็ดวิชาที่ส่งผลร้ายแรงเช่นนี้แน่
เจ้าต้องการที่จะหนีไปเช่นนั้นหรือ?
หลินหมิงเค้นเสียงไม่พอใจ และไม่ได้เคลื่อนไหวหรือโจมตีเลย ความ
จริงแล้ว เขาไม่มีเวลาที่จะโจมตีไป่หลัวที่รวดเร็วเช่นนั้นได้เลยต่างหาก
อากาศสั่นสะเทือน สายลมกู่ร้อง ไป่หลัวราวกับเป็นดาวตกโลหิตที่
พุ่งเขาปะทะกับชั้นบรรยากาศ
ปัง!!!
มันเกิดเสียงดังสนั่นเมื่อไป่หลัวพุ่งเข้าชนกับกำแพงที่มองไม่เห็นอย่าง
รุนแรง ในทันใดนั้น เนื้อหนังและโลหิตของเขากระจายออกมาและ
กระจายไปทั่ว
นี่มันราวกับมะเขือเทศที่ถูกโยนเข้าใส่หน้าต่างที่มีกระจกหนา มันจึง
แตกกระจายในทันที
เกิดแสงแวบสาดประกายจ้าชั่วขณะตอนพุ่งชน จากนั้น… โลหิตก็ปก
คลุมทั่วร่างไป่หลัว จนดูราวกับมะเขือเทศที่แหลกเละและค่อยๆตกลงมา
จากอากาศ
ตั้งแต่ต้นจนจบ หลินหมิงไม่ได้ลงมือทำสิ่งใดเลย
ทั่วร่างไป่หลัวปกคลุมไปด้วยโลหิต กระดูกทั่วทั้งร่างแหลกละเอียด
เกือบหมด “ข้า…เอือกก ข้า…เอือกก”
ทันใดที่ไป่หลัวเปิดปากของเขา โลหิตก็พุ่งออกมาจากปากของเขา
ราวกับบ่อน้ำพุ
เขายื่นแขนที่หักและกำลังสั่นออกไป ทั้งตัวเต็มไปด้วยโลหิต และ
ใบหน้าเต็มไปด้วยความไม่อยากที่จะเชื่อ
“ท่านรองเจ้าสำนักไป่ ท่านใช้ปราณโลหิตเพื่อเพิ่มความเร็วของตน
จนถึงขีดสุด และท่านยังได้พุ่งชนกำแพงล่องหนของอาคมดินแดนแห่งฝัน
ที่ท่านมองไม่เห็นอีก ในโลกของปถุชน มีคนเคยกล่าวเอาไว้ว่า คนเรา
มักจะฆ่าตัวตายโดยเอาหัวพุ่งชนกำแพง แต่ข้านั้นไม่คิดเลยว่า นักสู้เองก็
เป็นเช่นเดียวกัน…” ในขณะที่หลินหมิงกำลังล่อเลียน ไป่หลัวก็โกรธจน
แทบสิ้นสติ
“เมื่อท่านใดโดนเพลิงสายฟ้าแห่งการทำลายของข้าเข้าไป ข้าก็ได้
วางอาคมดินแดนแห่งฝันไปเรียบร้อยแล้ว ข้าจะบอกให้ก็ได้ว่าอาคมนี้มี
เพียงผู้ที่อยู่ในขั้นปราณปลายฟ้าเท่านั้นที่สามารถทำลายมันได้ ปิดกั้นทุก
อย่างจากภายในและภายนอก หรือว่าท่านรองเจ้าสำนักไป่ได้ตกใจกลัว
และหนีไป โดยที่ไม่รู้ว่าอาคมดินแดนแห่งฝันได้ถูกวางเอาไว้เช่นนั้น
หรือ?”
ด้วยระดับการบ่มเพาะของไป่หลัว หากเขาตื่นตระหนกแม้เพียง
เล็กน้อย เขาก็จะไม่สามารถที่จะสัมผัสได้ถึงพลังงานที่ผันผวนในโลกแห่ง
นี้ได้ คงกล่าวได้ว่า เพราะเขาเกิดความหวาดกลัวต่อหลินหมิง จึงตื่น
ตระหนกและรีบหลบหนีจนเกินไป
“อ่า… โลกแห่งอาคม…” ริมฝีปากของไป่หลัวสั่นขณะที่จับจ้องไปยัง
หอกแห่งดาวหางม่วงของหลินหมิงที่กำลังใกล้เข้ามาเรื่อยๆ สีหน้า
กลายเป็นซีดขาว เมื่อชายที่กลัวความตายและได้เผชิญหน้ากับความตาย
ในเวลานี้ คนผู้นั้นก็จะยิ่งหวาดกลัวยิ่งขึ้น “หลินหมิง… ได้โปรด… อย่าฆ่า
ข้าเลย ข้าเป็นถึงรองเจ้าสำนักเจ็ดแก่นแท้แห่งอาณาจักรลิขิตฟ้า ไม่ว่าจะ
อย่างไร ข้าก็ยังเป็นอาจารย์ของเจ้าคนนึง ในอนาคตเจ้าจะกลายเป็นหนึ่ง
ในจักรพรรดิผู้มากพรสวรรค์ เจ้าอย่าได้กลายเป็นผู้อกตัญญูที่สังหาร
อาจารย์เลย…”
หลินหมิงชะงักพร้อมทั้งประหลาดใจ และเริ่มหัวเราะออกมา นี่เป็น
มุกตลกที่สุดที่เขาได้ยินมาในชีวิตนี้เลย “เจ้าคิดว่าเจ้าเป็นอาจารย์ของข้า
งั้นหรือ? ฮ่าฮ่า… ข้าเคยพบผู้ที่ไร้ยางอายมามาก แต่ก็ไม่เคยพบผู้ใดไร้
ยางอายเท่าเจ้ามาก่อน ในตอนนั้นเจ้าใช้วิชามายาเพื่อหลอกลวงให้ข้าไป
ติดกับดัก โดยที่ไม่เคยคิดว่าข้าเป็นลูกศิษย์ด้วยหรือ?”
“ข้าผิดไปแล้ว ข้าถูกครอบงำโดยความเขลา หากเจ้าไว้ชีวิตข้าไป ข้า
สามารถช่วยเจ้าขึ้นให้การเปิดเผยแผนการของโอวหยางปั่วเยี่ยนได้ ด้วย
สถานะของเจ้าปัจจุบัน ตราบใดที่สามารถพิสูจน์ได้ว่าโอวหยางปั่วเยี่ยน
นั้นต้องการที่จะทำร้ายเจ้า เช่นนั้นท่านฉีซงเทียนจะต้องจะต้องช่วยเหลือ
เจ้าในการจัดการกับโอวหยางปั่วเยี่ยน… เขาอาจจะสังหารโอวหยางปั่ว
เยี่ยนเลยก็เป็นได้!” ก่อนที่ไป่หลัวจะตาย สมองของเขาดูปลอดโปร่งและ
ความคิดทุกอย่างชัดเจนขึ้นมา นี่คงเป็นฟางเส้นสุดท้ายที่เขามี
เขานั้นเป็นเพียงตัวตนที่ไม่สำคัญ โอวหยางปั่วเยี่ยนคือศัตรูที่แท้จริง
ของหลินหมิง ในความคิดของไป่หลัว ไม่มีทางที่ความแข็งแกร่งของหลินห
มิงจะก้าวข้ามโอวหยางปั่วเยี่ยนได้ในเวลาอันสั้นอย่างแน่นอน
ขึ้นให้การเอาผิดโอวหยางปั่วเยี่ยนเช่นนั้นหรือ? หลินหมิงลังเลเมื่อ
คิดถึงเรื่องนี้ นี่ไม่เหมือนกับแผนการที่เป็นกับดักเลย
“…ใช่ ใช่แล้ว! ตราบใดที่ข้าให้การเอาผิดเขา ต่อให้ไม่มีหลักฐานใดๆ
ท่านฉีซงเทียนจะต้องสงสัยอย่างแน่นอน ตราบใดที่เขาสงสัยโอวหยางปั่ว
เยี่ยน เขาจะต้องส่งคนไปคอยสังเกตการณ์ เมื่อเป็นเช่นนั้น…”
มันราวกับไป่หลัวที่กำลังจะจมน้ำและพบเจอท่อนไม้พอดี เขาจึงคว้า
มันเอาไว้ จากนั้นเขาก็กล่าวด้วยความตื่นเต้นมากขึ้นเรื่อยๆ พยายามที่จะ
ลุกขึ้นยืนให้ได้ ทันใดนั้น จู่ๆประกายแสงเย็นชาจากปลายหอกแห่งดาว
หางม่วงก็ได้แวบพุ่งไปเสียบคอหอยของไป่หลัว
หอกได้เสียบเข้าไปและถูกดึงออกมาอย่างรวดเร็วราวกับไม่มีสิ่งใด
เกิดขึ้นนอกเสียจากรูเลือดที่อยู่บนคอของไป่หลัว…
ดวงตาของไป่หลัวราวกับสูญเสียจิตวิญญาณไป เขายื่นมือออกไปราว
กับกำลังจะคว้าจับบางสิ่ง “…ทำไมกัน…” เพราะว่าเส้นเสียงของเขาขาด
เสียงจึงกลายเป็นแหบแห้งอย่างมาก
“ข้าต้องขอโทษด้วย แต่ข้าไม่สามารถเชื่อท่านได้ และที่สำคัญที่สุด…
หากข้าไม่สังหารท่านที่นี่ จิตใจของข้าคงไม่อาจคลายกังวล” หลินหมิงก
ล่าวอย่างไม่ใส่ใจนัก พร้อมทั้งถอนหอกกลับไป
“จิตใจ….ไม่อาจ… คลายกังวล… เป็นเพราะสิ่ง…. นี้เอง… ฮ่าฮ่า…”
ไป่หลัวหัวเราะและจากนั้นเขาก็ล้มคว่ำลงไปบนพื้น ตายไปในที่สุด
ถึงแม้ว่าหลินหมิงจะรู้ว่าหากเชื่อคำกล่าวของไป่หลัว อาจจะมีโอกาส
70-80% ที่จะแก้ปัญหาที่เกิดจากโอวหยางปั่วเยี่ยนได้ ไป่หลัวเป็นผู้ที่มี
ความขุนเคืองกับเขาและหลินหมิงก็เกลียดชังเขา หลินหมิงเป็นนักสู้ที่เชื่อ
ในสัญชาตญาณของตนและทำตามมัน เขาไม่ต้องการไว้ชีวิตที่น่าสมเพช
ของไป่หลัวเพียงเพราะเขากลัวว่าจะมีอันตรายเกิดขึ้นกับเขา
และหลังจากที่ไป่หลัวให้การเอาผิดโอวหยางปั่วเยี่ยนในอนาคตจริง
เขาจะต้องทำให้คำสาบานที่จะว่าไม่สังหารไป่หลัวและนั้นจะทำให้หลินห
มิงเสียใจอย่างมากในภายหลัง
หลินหมิงจะไม่อ่อนข้อให้ผู้ที่ชั่วร้าย
ยิ่งไปกว่านั้น หลินหมิงมีแผนอันบ้าระห่ำอยู่ในใจอยู่แล้ว เขาต้องการ
จะสังหารโอวหยางปั่วเยี่ยนและทดสอบความสามารถต่างๆของตนไป
ด้วย
หลินหมิงจ้องมองไปยังศพของไป่หลัว จากนั้นดึงเอากริชเล่มนึงออก
มา ตัดเอาปราณโลหิตของไป่หลัวและลองให้ลูกบาศก์ศักดิ์สิทธิ์ได้ดูดซับ
มัน แต่ผลที่ออกมาก็น่าผิดหวังเช่นเดิม หลังจากที่มันได้เคยเปิดออกมา 2
ครั้ง มันก็ไม่ได้สนใจปราณโลหิตของนักสู้ขั้นปราณต้นฟ้าอีกเลย
ไป่หลัวเป็นนักสู้ขั้นปราณต้นฟ้าคนที่ 2 ที่หลินหมิงได้สังหาร
ในตอนนี้เขาสามารถยืนยันได้แล้วว่าปราณโลหิตของนักสู้ขั้นปราณต้นฟ้า
ไม่อาจที่จะใช้กับลูกบาศก์ศักดิ์สิทธิ์อีกต่อไป
“หากข้าเดาผิด ปราณโลหิตของนักสู้ขั้นปราณปลายฟ้าก็คงจะไม่
สามารถสามารถเปิดลูกบาศก์ศักดิ์สิทธิ์…” หลินหมิงพึมพัมกับตนเอง
หากหลังจากที่เขาสามารถสังหารโอวหยางโอวปั่วเยี่ยนและเอา
ปราณโลหิตมา เขาจะลองใช้มันเปิดลูกบาศก์ศักดิ์สิทธิ์ดูอีกซักครั้ง….
นี่เป็นแผนการที่หลินหมิงคิดเอาไว้
ลูกบาศก์ศักดิ์สิทธิ์ของแดนเทวะ ในแดนเทวะนักสู้ขั้นปราณต้นฟ้า
และนักสู้ขั้นปราณปลายฟ้านั้นราวกับเป็นมดตัวนึง หากลูกบาศก์
ศักดิ์สิทธิ์เป็นวัตถุที่ผู้อาวุโสระดับสูงต่างต่อสู้เพื่อแย่งชิงมัน แล้วเหตุใด
เพียงแค่โลหิตของนักสู้ขั้นปราณต้นฟ้าธรรมดาจากโลกแห่งนี้จึงจะมี
ความหมายกับมันได้เล่า?
บางทีอาจจะมีเพียงปราณโลหิตระดับของโลหิตเกล็ดย้อนเท่านั้นที่
ลูกบาศก์ศักดิ์สิทธิ์จะสนใจ?
หลินหมิงยังคงจำได้เมื่อตอนที่เขาดูดซับโลหิตเกล็ดย้อนในครั้งแรก
ในตอนนั้น ระดับการบ่มเพาะของเขายังไม่เพียงพอ และเยี่ยนมู่ตั้งใจที่จะ
ผนึกโลหิตเกล็ดย้อนเอาไว้ในร่างของเขาก่อนจนกว่าระดับการบ่มเพาะ
ของเขาจะเพียงพอที่สำหรับการดูดซับมัน
แต่ในทันทีที่โลหิตเกล็ดย้อนได้ไหลเข้าไปในร่างของหลินหมิง
ลูกบาศก์ศักดิ์สิทธิ์ได้เกิดความร้อนรน มันได้ส่งพลังที่แข็งแกร่งออกมา
สกดข่มมันและเกือบจะแย่งเอาโลหิตเกล็ดย้อนไปจากหลินหมิงได้
เมื่อตอนที่โลหิตเกล็ดย้อนได้เกือบถูกลูกบาศก์ศักดิ์สิทธิ์กลืนกินเข้า
ไป มันจึงตกใจและเลือกที่จะผสานเข้ากับร่างกายของหลินหมิงแทน
หลังจากเกิดอุบัติเหตุในตอนนั้น ลูกบาศก์ศักดิ์สิทธิ์ก็ได้เลิกพยายาม
ที่จะดูดซับโลหิตเกล็ดย้อน แต่มันยังช่วยให้หลินหมิงผสานเข้ากับโลหิต
เกล็ดย้อนด้วยความตั้งใจของมันเอง
เพราะเหตุนี้ หลินหมิงจึงได้ข้อสรุป
ลูกบาศก์ศักดิ์สิทธิ์เป็นสิ่งที่มีสติปัญญา และมิใช่วัตถุที่ไร้ชีวิต
จากนั้นหลินหมิงจึงพอจะเดาได้ว่า สิ่งที่ลูกบาศก์ศักดิ์สิทธิ์ต้องการไม่
น่าจะใช้ปราณโลหิตของนักสู้ขั้นปราณต้นฟ้าและปราณฟ้าหรือแม้กระทั่ง
ขั้นหลอมรวมแก่นแท้ เพราะไม่ว่าอย่างไรมันก็เป็นปราณโลหิตระดับต่ำ
หากเทียบกับในแดนเทวะ สิ่งที่มันต้องการจริงๆก็คือปราณโลหิตของสิ่งที่
ทรงพลังอย่างแท้จริง ตัวอย่างเช่นปราณโลหิตของผู้อาวุโสระดับสูงของ
แดนเทวะ
เหตุผลที่มันได้ดูดซับปราณโลหิตของนักสู้ขั้นปรารต้นฟ้าระดับต่ำใน
ตอนแรก เป็นเพราะมันต้องการส่งสัญญาณให้รู้ว่ามันต้องการปราณ
โลหิต!
แต่เหตุใดมันถึงต้องการดูดซับปราณโลหิตนั้นย่อมมิอาจรู้ได้?
หลินหมิงมักจะคิดว่าลูกบาศก์แห่งพรเจ้านี้เป็นวัตถุที่ผิดธรรมดา
อะไรบางอย่าง
เมื่อตอนที่มันอยู่ในโลกเดิม มันได้กลืนกินจิตวิญญาณของผู้อาวุโส
ระดับสูงจากแดนเทวะเอาไว้มากมาย ทำให้เกิดหายนะและการล่มสลาย
ของแดนเทวะ ในตอนนี้มันได้มาอยู่ในมือของหลินหมิง และเริ่มดูดซับ
ปราณโลหิต!
กลืนกินจิตวิญญาณ!
ดูดซับปราณโลหิต!
นี่เป็นสิ่งที่พบได้ในเคล็ดวิชาบ่มเพาะของปีศาจเท่านั้น หรือว่าผู้ที่
สร้างมันขึ้นมาจะเป็นเทพปีศาจ?
หลินหมิงไม่ได้เดินบนเส้นทางที่ชั่วร้าย ความแข็งแกร่งใดๆ – ตราบ
ที่มันทรงพลัง – เขาก็จะใช้งานมันได้ตราบใดที่มันไม่ได้ทรยศเขา
หลังไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นกับมันเป็นเวลานาน หลินหมิงจึงเก็บศพของไป่
หลัวและรีบกลับไปยังแนวหน้าของกองทัพอีกครั้ง
หลังจากที่กำลังกลับไป หลินหมิงพบว่าฝูงสัตว์อสูรบนั้นไม่ได้หยุดลง
เลย แต่กลับยิ่งเพิ่มจำนวนขึ้นรุนแรงและอันตรายมากขึ้น สัตว์อสูร
ระดับสูงหลายตัวก็เริ่มหลั่งไหลเข้ามา
“สัตว์อสูรดุร้ายระดับ 4 และยังมีถึง 2 ตัว?” หลินหมิงขมวดคิ้ว สัตว์
อสูรดุร้ายระดับ 4 เริ่มทยอยเข้ามาเรื่อยๆ และอีกไม่นานคงจะมีสัตว์อสูร
ดุร้ายระดับ 5 ปรากกฎตัวออกมาอย่างแน่นอน
ถึงแม้จะเป็นหลินหมิง การที่จะเผชิญหน้ากับสัตว์อสูรดุร้ายระดับ 5
ก็เป็นเรื่องยากอย่างแน่นอน!
“นี่มันคงต้องยุ่งยากซักเล็กน้อย…” หลินหมิงยังคงมีสีหน้าที่สงบ
ไม่เพียงแค่หลินหมิงที่คิดเช่นนั้น แต่ตัวตนระดับสูงคนอื่นๆในเมือง
ใบหม่อนสีเขียวเองก็คิดเช่นกัน สัตว์อสูรระดับสูงเริ่มโผล่มามากขึ้นเรื่อยๆ
ทหารเกือบครึ่งได้บาดเจ็บและล้มตายไป
หากไม่ใช่เพราะการช่วยเหลือของชายชุดเหลือง ป่านนี้สัตว์สูรคงบุก
เข้าเมืองไปได้แล้ว
“หลินหมิงผู้นี้ ทั้งที่เมืองใกล้จะถูกทำลายแล้วเขามัวไปอยู่ที่ใดกัน?
หากไม่สามารถพึ่งพาเขาได้ในยามวิกฤต เช่นนั้นเขาก็คงเป็นได้แค่คนนอก
สำหรับพวกเรา!”
จูผิงกล่าวออกมาอย่างหยิ่งผยองและทำเสียงไม่พอใจ ในบรรดาคน
เหล่านี้ มีเขาเพียงผู้เดียวที่รู้จักไป่หลัวและเขาก็กังวลอย่างมาก เขาไม่รู้ว่า
ไป่หลัวนั้นสังหารหลินหมิงได้สำเร็จหรือไม่ หากสำเร็จ เช่นนั้นเหตุใดเขา
จึงยังไม่กลับมา? ในการปกป้องเมืองใบหม่อนสีเขียวเขาจำเป็นที่จะต้อง
เพิ่งพาความแข็งแกร่งของไป่หลัว