Martial World ศิลาลึกลับกับวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ - ตอนที่ 34 ด่านทดสอบความมุ่งมั่น
“เจ้าซันปิงมันไปถึงขั้นที่สามมาได้ระยะหนึ่งแล้ว แต่ยังคงปล่อย
พละกำลังออกมาได้เพียง 2300 จิน ทั้งอายุก็มากถึง17ปีอีก คงไม่อาจ
เป็นอันตรายต่อข้าได้” หวังหยานเฟิงกล่าวขณะโบกพัดไปๆมาๆ เขาหรี่
ตาลงขณะประเมินซันปิง การประเมินเข้าทดสอบในครั้งนี้ ไม่ได้มาจาก
ผลการสอบเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงอายุ และ ระดับขั้นของผู้เข้าสอบ
ด้วย ยิ่งการฝึกฝนและอายุสูงขึ้น เกณฑ์ที่จะให้รางวัลก็ยิ่งสูงขึ้นตามไป
ด้วย และสำหรับการสอบครั้งนี้ ผู้มีอายุถึง17ปีแต่มีพละกำลังเพียง2300
จินยังถือว่าค่อนข้างน้อย
“นายท่าน ถึงเวลาที่ท่านจะแสดงพลังแล้วขอรับ”
“แน่นอน” หวังหยานเฟิง พับเก็บพัดของเขาลงไปและส่งให้
ผู้ติดตามของเขา
ทันทีที่เขาได้ก้าวขั้นมาบนเวทีใครต่อใครหลายๆคนก็เริ่มจำหน้าเขา
ได้
“นั้นคือหวังหยานเฟิงแห่งเมืองเยว่ลู่!”
ทันทีที่ฝูงชนรู้จักเขาและเริ่มแพร่ข่าว ผู้เข้าทดสอบหลายๆคนต่างก็
จ้องมองมาที่เขา ในบรรดาผู้ทดสอบกลุ่มนี้หวังหยานเฟิง ถือได้ว่ามี
โอกาสที่จะผ่านด่านแรกมากเสียยิ่งกว่าผู้ใด ไม่ใช่แค่พละกำลังที่น่ากลัว
เท่านั้น แต่เขาพึ่งจะอายุได้เพียง15ปีเท่านั้น
แต่ที่สำคัญที่สุดก็คือ ระดับพรสวรรค์ที่สูงมากต่างหาก
แม้หวังหยานเฟิงจะมีพรสวรรค์ระดับสี่ แต่ความจริงแล้ว พรสวรรค์
ระดับสี่ที่ว่านี้ ก็แบ่งออกเป็นสามช่วง คือ ช่วงต่ำ ช่วงกลาง และช่วงสูง
ซึ่งหวังหยานเฟิงได้ถือว่าอยู่ในช่วงที่สูงซึ่งพบเจอได้ยากยิ่ง
หวังหยานเฟิงยืนอยู่ต่อหน้าแท่นหิน เขาสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ลม
หายใจไหลผ่านไปตามหลอดลมเหมือนดั่งอสรพิษกำลังเคลื่อนไหวอย่าง
ดุดัน นั่นเป็นลักษณะของผู้ที่ฝึกฝนอยู่ในขั้นที่3 ขั้นอวัยวะภายใน!!
ฝูงชนที่อยู่โดยรอบต่างพากันอ้าปากค้างอย่างเกรงกลัว “จริงหรือนี่
เขาฝึกฝนถึงขั้นที่สาม ทั้งยังสำเร็จการหายใจเช่นอสรพิษได้โดยมีอายุ
เพียง15ปีเท่านั้น เขาต้องได้รับพลังที่สวรรค์ประทานลงมาให้เป็นแน่ ”
“อืม..ทักษะของการฝึกขั้นอวัยวะภายในจะช่วยในการปกป้องจุดชีพ
จรและปอดของผู้ใช้ และอวัยวะใหญ่ๆที่สำคัญอีก5แห่ง มันสามารถ
คุ้มครองอวัยวะที่เปราะบางจากการถูกโจมตีได้ และยิ่งกว่านั้นหัวใจและ
ปอดของผู้ใช้จะแข็งแกร่งขึ้นอย่างมาก ทำให้มีกำลังวังชามากกว่าปกติ
กล้ามเนื้อของพวกเขาเองก็จะแข็งแกร่งขึ้นไปอีก หวังหยานเฟิงสามารถ
พ่นลมหายใจออกมาเช่นอสรพิษได้ นั่นทำให้ใครหลายๆคนเป็นต้องรู้สึก
อิจฉาเขาขึ้นมาทันที”
ขณะที่การโต้เถียงกำลังดำเนินอยู่นั่น หวังหยานเฟิงก็ได้ชกไปที่แท่น
หินอย่างรุนแรง จนเสียงดังสนั่นกึกก้องไปตามอากาศ ลำแสงบนหินพุ่ง
ขึ้นอย่างต่อเนื่องและในที่สุดก็ค่อยๆหยุดลง
“2400 จิน”
ในบรรดาผู้ที่ฝึกฝนถึงขั้นที่สามมักจะมีพละกำลังประมาณ2000จิน
แต่หวังหยานเฟิงเขาพึ่งเข้าสู่ขั้นที่สามได้ไม่นาน ทั้งยังมีอายุเพียง15ปี
เท่านั้น แต่กลับแสดงพละกำลังออกมาได้ถึง 2400จิน ส่งผลให้ผู้ที่มองอยู่
ตะลึงอ้าปากค้าง
อย่างไรก็ตาม ก่อนที่ฝูงชนจะเริ่มสงบสติอารมณ์ได้ ก็มีเสียงประกาศ
ออกมาจากการอีกด้านหนึ่ง มีชายรูปร่างสูงกำยำได้ชกไปที่แท่นหิน และ
แสงบนหินก็ได้แสดงค่าพละกำลังของเขาออกมา “2400 จิน”
พละกำลังของหวังหยานเฟิงพึ่งจะประจักษ์แก่สายตาผู้คนได้ไม่นาน
ก็มีคนอื่นที่ทำแต้มออกมาได้สูสีมาเป็นคู่แข่งกับเขาเสียแล้ว หลินหมิงมอง
ไปยังชายตัวสูงกำยำที่ว่านั่นและก็ต้องตกใจที่รู้ว่า ชายคนนั้นพึ่งฝึกฝนถึง
ขั้นที่สองเท่านั้น ไม่ใช่เรื่องง่ายๆเลยที่ผู้ฝึกฝนขั้นสามจะแสดงพละกำลัง
2000จินออกมาได้ แต่นี้เขากลับฝึกฝนถึงขั้นที่สองเท่านั้นเอง มันจะ
แข็งแกร่งเกินไปแล้ว!!!
หลินหมิงสังเกตว่าถึงแม้ชายคนนั้นจะไม่ได้ทำตัวเด่นอะไรนัก แต่
ด้วยความสูงและร่างกายที่โตทำให้เขาดูโดดเด่นมากกว่าผู้คนโดยรอบ
เป็นไปได้ว่ากล้ามเนื้อของเขาจะต้องหนาแน่นและแข็งแกร่งยิ่งกว่าผู้ใหญ่
เสียอีก
นี่รึที่เขาเรียกว่าพละกำลังศักดิ์สิทธิ์ที่มีมาแต่กำเนิด
พวกที่มีพลังดังกล่าวจะแข็งแรงกว่าผู้คนในรุ่นเดียวกันหลายเท่านัก
ถึงแม้ว่าจะหายากมากก็ตาม แต่นั่นก็แสดงให้เห็นแล้วว่าชายหนุ่มคนนี้ก็
เป็นหนึ่งในนั้นเหมือนกัน
หวังหยานเฟิงเองก็ได้เห็นชายหนุ่มคนที่ว่าเช่นเดียวกัน เขาไม่ได้
สนใจอะไรมากนัก พละกำลังศักดิ์สิทธิ์รึ ทักษะการต่อสู้มิใช้เพียงใช้
พละกำลังอย่างเดียวเท่านั้น แต่รวมไปถึงกระบวนท่าและสมาธิด้วย คนที่
มีพละกำลังศักดิ์สิทธิ์มาแต่กำเนิดไม่จำเป็นจะต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญด้าน
การต่อสู้ทุกคนซะหน่อย
….
การทดสอบยังคงดำเนินต่อไป หลายๆคนที่ผ่านมาได้ก็จะอยู่บน
จุดสูงสุดของขั้นที่2เป็นส่วนใหญ่
สำนักเจ็ดแก่นแท้ได้กำหนดไว้ว่าผู้ที่จะเข้าร่วมทดสอบได้ต้องมีอายุ
ระหว่าง 15 ถึง 18ปี ซึ่งในอายุช่วงนี้มันเป็นเรื่องธรรมดาที่จะไปสู่
จุดสูงสุดของขั้นที่2
ส่วนบางคนก็อาจไปได้ถึงขั้นที่สามแล้ว ซึ่งส่วนใหญ่กลุ่มคนพวกนี้จะ
ทำแต้มพละกำลังได้ที่ประมาณ2000จิน บางคนที่มีพรสวรรค์สูงก็อาจทำ
ได้ถึง 2500 จินเลยทีเดียว
ในที่สุด ก็ถึงเวลาของหลินหมิงแล้ว
ก่อนที่หลินหมิงจะขึ้นไปบนเวทีที่มีแท่นหินทดสอบ เขาก็พึ่งตระหนัก
ได้ว่าสถานการณ์ในตอนนี้มันแย่กว่าที่เขาคิดไว้เสียอีก แม้ว่าเขาจะไม่คิด
ว่าเขาจะแพ้ให้แก่หวังหยานเฟิงก็ตาม แต่พลังของเขาก็ยังห่างไกลจาก
หวังหยานเฟิงอยู่ถึงหนึ่งขั้น
ในการทดสอบทุกๆรอบ หลินหมิงจำต้องทุ่มเทพลังทั้งหมดออกมา
เพื่อให้สามารถแย่งชิงรางวัลกับพวกที่แข็งแกร่งเหล่านั้นได้
หลินหมิงสูดลมหายใจเข้าอย่างแผ่วเบาและผ่อนคลาย เขาพยายาม
กำจัดสิ่งรบกวนในจิตใจออกให้หมด ‘ชีพจรปราณเทพคลั่ง’ โคจร
ไหลเวียนอย่างสงบในร่างกายของเขา เมื่อเทียบกับคนระดับเดียวกันแล้ว
พลังของเขาแข็งแกร่งกว่าหลายเท่านัก
การฝึก ‘ไหลลื่นดุจแพรไหม’ ซึ่งเป็นแก่นแท้แห่งการผสานความ
แข็งแกร่งและพลิ้วไหวเข้าด้วยกัน หลินหมิงพยายามจดจำและใช้สมาธิ
และใช้พลังแห่งเคล็ดบ่มเพาะ‘ชีพจรปราณเทพคลั่ง’ ทันใดนั้นร่างกาย
ของเขาก็ผ่อนคลาย และขาค่อยๆตึงเหมือนคันธนูโค้ง ข้อมือของเขาลด
ต่ำลงและปล่อยหมัดออกไปอย่างรวดเร็วดั่งพยัคฆ์ตะครุบเหยื่อ
“ปึงง!!!”
หมัดของsลินหมิงพุ่งตรงไปยังกลางแท่นหินอย่างพอดิบพอดี แสงบน
แท่นหินพุ่งขึ้นสูงด้วยความเร็วที่แทบไม่น่าเชื่อ จนกระทั่งค่อยๆหยุดลง
อย่างช้าๆที่ค่าๆหนึ่ง
“2700 จิน”
“เป็นไปไม่ได้ เจ้าเด็กนั่น… เจ้าเด็กนั่นมันเหมือนกับปีศาจในร่าง
มนุษย์ อีกเพียงไม่กี่ร้อยจินก็จะเทียบได้กับผู้ที่ฝึกฝนอยู่ในขั้นที่สี่แล้ว!!!!”
“ไม่แน่เสมอไป อาจจะเป็นเช่นนั้นก็ได้ การที่เด็กที่ฝึกฝนถึงขึ้นสอง
จะมีพละกำลังเช่นนี้ เป็นไปได้ว่าเด็กคนนี้เองก็เป็นพวกมีพละกำลัง
ศักดิ์สิทธิ์มาแต่กำเนิดเช่นกัน”
ฝูงชนต่างโต้เถียงเรื่องนี้กันอย่างบ้าคลั่ง และบางคนก็จำได้ว่าเขาคือ
หลินหมิง เขาได้ตะโกนขึ้นมา “ข้ารู้จักเขา เมื่อครึ่งชั่วโมงก่อน บนถนน
สายหลักเขาใช้พลังแขนโยนคนขี่ม้าที่พุ่งมาด้วยความเร็วลอยกระเด็นขึ้น
ไปบนฟ้าได้ เขาสามารถโยนคนที่พุ่งเขามาอย่างรวดเร็วบนหลังมาที่มีการ
ฝึกฝนขั้นที่สองไปในอากาศได้อย่างง่ายดาย ข้าก็คิดว่าเป็นเด็กปีศาจเสีย
อีก แต่ดูเหมือนว่าเขาจะเป็นคนที่มีพละกำลังศักดิ์สิทธิ์มาแต่กำเนิดจริงๆ
ไม่ต้องสงสัยเลยที่เขาจะทำเช่นนั้นได้”
“ไม่ใช่ว่าเขาถูกเจ้าหน้าที่จับตัวเอาไว้รึ เขารอดออกมาได้อย่างไร
กัน”
ขณะที่คนกำลังโต้เถียงกันอยู่ ชายหนุ่มรูปร่างสูงกำยำที่ทำแต้ม
พละกำลังออกมาได้สูสีกับหวังหยานเฟิงก็มองมาที่หลินหมิง ชายหนุ่มร่าง
โตเผยรอยยิ้มให้เขาอย่างเป็นมิตร ชายคนนั้นไม่คิดว่าจะได้เจอกับคนที่มี
พละกำลังศักดิ์สิทธิ์มาแต่กำเนิดเหมือนกับตนเอง เขาจึงค่อนข้างเข้าใจ
หลินหมิงที่อาจถูกมองเป็นตัวประหลาด
หวังหยานเฟิงมองมาที่หลินหมิงและทำปากเบ้ด้วยความไม่พอใจ
เจ้านี้เองก็เป็นคนที่มีพละกำลังศักดิ์สิทธิ์ด้วย เจ้าพวกนี้น่ารำคาญเสียจริง
มีอยู่ยั้วเยี้ยะเหมือนแมลงสาบคลานออกมาจากซากไม้
“พี่เฟิงคนพวกนี้โผล่มาจากไหนก็ไม่มีใครรู้แถมยังแย่งความโดดเด่น
ไปจ่กท่านพี่เฟิงอีก นี่มันเหมือนปล้นกันชัดๆเลย”คนที่อยู่ข้างๆหวังหยาน
เฟิงพูดขึ้นมา
หวังหยานเฟิงตอบกลับ“ก็ไม่มีอะไรมากหรอก การจะมีพละกำลัง
ระดับนี้ในขั้นสองก็ถือว่าเหมาะสมแล้ว ในการต่อสู้ที่แท้จริง เพียง
พละกำลังทื่อเช่นนั้นไม่มีโอกาสเอาชนะข้าได้อย่างแน่นอน ถึงแม้พวกมัน
จะมีพละกำลังศักดิ์สิทธิ์ก็ตาม แต่ก็มีไม่กี่คนหรอกที่จะประสบความจริงๆ
ได้”
หวังหยานเฟิงพูดด้วยน้ำเสียงที่หงุดหงิด แม้ว่าเขาจะคาดการณ์ไว้
แล้วว่าเขาจะผ่านด่านแรกไปได้โดยง่ายและเป็นตัวเต็งในงานนี้ แต่เขา
กลับถูกบดบังรัศมีซ้ำแล้วซ้ำเล่าโดยเจ้าเด็กเหลือขอพวกนั้น ซึ่งมันทำให้
เขาหนักใจอย่างมาก
“ที่ท่านพูดมานั่นก็เป็นเรื่องจริง ในภายภาคหน้าเราจำเป็นจะต้องให้
ความสำคัญกับปลังปราณ พละกำลังก็มีประโยชน์เพียงแค่เพียงช่วง
เริ่มต้นเท่านั้น เจ้าเด็กพวกนี้ก็คงผยองได้อีกไม่นานนักหรอก” ผู้ติดตาม
ของหวังหยานเฟิงกล่าวเสริม
หลังจากหลินหมิงผ่านการทดสอบ ก็ถึงคราวของหลินเสี่ยวตง เขา
ก้าวมาที่แท่นหินแล้วก็เริ่มหมุนคอหมุนมือไปมา เขาทำเช่นนี้นี้อยู่หลาย
นาที จนเจ้าหน้าที่คุมสอบเริ่มหมดความอดทน หลินเสี่ยวตงถึงได้เริ่มออก
แรงชกไปที่แท่นหิน
“ปั๊ก” เสียงที่ทุ้มๆแน่นๆดังออกมาจากแท่นหิน แล้วก็มีแสงพุ่งขึ้น
เบาๆและหยุดนิ่งลงในที่สุด
เจ้าหน้าที่ขมวดคิ้วขณะที่มองมาที่หลินเสี่ยวตง “750 จินยังไม่ผ่าน
… แต่เจ้ายังมีโอกาสอีก2ครั้ง”
ผลลัพธ์ที่ออกมาถือว่าแย่น่าดู เพราะว่าโดยทั่วไปคนที่มาสมัครล้วน
แน่ใจแล้วว่าตนมีพละกำลังมากกว่า900จิน ไม่มีใครต้องการแสดงความ
อับอายขายขี้หน้าออกมา แต่สำหรับหลินเสี่ยวตงแล้วแค่นี้ถือว่าจิ๊บๆ
เพราะเดิมทีเขาก็เป็นคนที่ค่อนข้างหน้าด้านอยู่แล้ว จึงไม่ยากที่จะเมินไม่
สนใจผู้คนรอบข้างที่มองมายังเขา เขาเหวี่ยงข้อมือและชกออกไปอีกครั้ง
“700 จิน ”
อีกครั้ง!!
“750 จิน”
โดยปราศจากข้อสงสัยหลินเสี่ยวตงรู้สึกแย่กับความล้มเหลวในครั้งนี้
มากพอดู
สำหรับหลินเสี่ยวตงแล้ว ผลลัพธ์เช่นนี้ก็ถือว่าเหมาะสมแล้ว เขาพึ่ง
จะอายุ15ปีและพ่อของเขาก็ได้ตัดสินใจไว้ว่าจะส่งเขาให้เขาศึกษาที่สำนัก
เจ็ดแก่นแท้เมื่อมีอายุ 18 ปีหลินเสี่ยวตงไม่ได้วางแผนว่าจะไปให้ถึงขั้น
ผสานชีพจรตั้งแต่ต้นอยู่แล้ว สิ่งที่เขาต้องการเพียงอย่างเดียวก็คือรักษา
สถานะในตระกูลไว้เท่านั้น
“ที่ข้ามอบโอสถกวางทองให้เจ้า เจ้าไม่ได้ใช้มันเลยรึ”หลินหมิงถาม
ขณะที่หลินเสี่ยวตงเดินกลับออกมา
“ข้าใช้มันไปหมดแล้ว ไม่เช่นนั้นอย่างข้าจะแสดงพละกำลังมากว่า
600จินได้อย่างไร” หลินเสี่ยวตงยักไหล่อย่างไม่ใส่ใจนัก เขาจากไปและ
ทิ้งหลินหมิงไว้เบื้องหลัง
อย่างไรก็ตามหลินหมิงก็คิดว่านี่เป็นเพียงเรื่องธรรมดา ก่อนที่เขาได้
ฝึกเคล็ดบ่มเพาะแห่งแดนเทวะ ‘ชีพจรปราณเทพคลั่ง’
เขาก็ทำได้เพียงแค่ 850 จินเท่านั้น ซึ่งการฝึกของเขาทั้งหนักและ
โหดร้ายกว่าหลินเสี่ยวตงมากนัก ไม่แปลกที่ก่อนหน้าจะใช้โอสถกวางทอง
เสี่ยวตงจะทำได้เพียง600จิน
มันเป็นเรื่องยากสำหรับผู้ที่มีพรสวรรค์เพียงระดับสามทั้งยังไร้ขุน
นางคอยหนุนหลังให้ในการที่จะเข้าสำนักเจ็ดแก่นแท้ ตั้งแต่อายุ15ปี
แม้แต่ด่านทดสอบแรกก็ยังยากที่จะผ่านเข้าไปได้เลย
การทดสอบด้านพละกำลังยังคงดำเนินต่อไปจนเกือบๆเที่ยง ผู้เข้า
ทดสอบได้รับอนุญาตให้พักผ่อนได้สักพักก่อนจะดำเนินการทดสอบใน
ด่านต่อไป
แต่เนื่องจากเวลาที่ให้พักนั้นมีน้อยเกินไป หลินหมิงได้แค่ทานอาหาร
เล็กน้อยก่อนจะได้นั่งทำสมาธิแล้วรีบกลับไปที่ลานทดสอบอีกครั้ง
การทดสอบที่สองคือ การแสดงถึงความทะเยอทะยาน ซึ่งเป็นหัวใจ
ของการทดสอบทักษะการต่อสู้เลยก็ว่าได้
สำหรับเหล่ายอดนักสู้ที่จะมีอนาคตไกลและยิ่งใหญ่แล้ว เพียงแค่
ความสามารถหรือการสนับสนุนจากตระกูลเท่านั้นยังไม่เพียงพอ พวกเขา
ยังจำเป็นต้องมีความตั้งใจที่เด็ดเดียวเพื่อไปสู่ฝันอันยิ่งใหญ่อย่างไม่ย่อท้อ
ด้วยเช่นกัน