Martial World ศิลาลึกลับกับวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ - ตอนที่ 35 แท่นหยกแห่งทะเลสาบมรกต
แก่นแท้แห่งศิลปะการต่อสู้ไม่ใช่สิ่งที่แสดงถึงคุณธรรมหรือธรรมะแต่
อย่างใด ไม่ว่าจะเป็นพระพุทธรูปผู้มีความชอบธรรมหรือประมุขนิกาย
ปีศาจที่ชั่วร้าย ความจริงแล้วแก่นแท้แห่งศิลปะการต่อสู้ไม่ได้เป็นตัว
ตัดสินว่าจะดีหรือชั่วร้าย มันเพียงแค่แยกแยะได้ว่าใครจะเลือกเดินไปบน
เส้นทางไหน
การฝึกศิลปะการต่อสู้คือการดิ้นรนต่อสู้ในแต่ชีวิตประจำวัน ชีวิตคน
คนหนึ่งจะเต็มไปด้วยความทุกข์ยากอันตรายและสิ่งล่อใจ หากว่าจิตใจไม่
มั่นคงแล้วมันเป็นเรื่องง่ายที่จะถอดใจและยอมแพ้ต่อเส้นทางของนักสู้
ดังนั้นความพยายามก่อนหน้านั้นทั้งหมดก็จะสูญเปล่า
บางคนฝึกศิลปะการต่อสู้เพียงเพื่อความมั่งคั่งและความสนุกสนาน
แท้จริงแล้วในจิตใจของพวกเขาเหล่านั้นพวกเขาฝึกศิลปะการต่อสู้โดยไม่
เข้าใจความหมายที่แท้จริงของมัน สิ่งนี้อาจจะไม่ส่งผลกระทบอะไรในช่วง
ต้นของการบ่มเพาะการฝึกฝน แต่มันจะเป็นสิ่งกีดขวางที่ยากจะก้าวข้าม
ในภายหลัง เมื่อมาถึงขั้นผสานชีพจรก็เพียงพอแล้วสำหรับคนคนหนึ่งซึ่ง
ต้องการใช้ชีวิตอย่างหรูหราฟุ่มเฟือยบนกองเงินทอง มีหญิงงามทั่ว
อาณาจักรลิขิตฟ้าและนักรบมากมายที่จะยอมรับในตัวของบุคคลที่ไปถึง
ขั้นนี้ ผู้คนส่วนใหญ่เมื่อประสบความสำเร็จในขั้นนี้แล้ว การฝึกฝนพัฒนา
ตนก็จะหยุดอยู่เพียงเท่านั้นเพราะไม่อาจต้านทานความหรูหรา
สะดวกสบายได้
การทดสอบความมุ่งมั่นไม่ใช่การทดสอบการบ่มเพาะพลังของแต่ละ
คน แต่มันทำให้รับรู้ถึงความมุ่งมั่นและแก่นแท้ของศิลปะการต่อสู้ของแต่
ละคน หลินหมิงมั่นใจมากเกี่ยวกับเรื่องนี้ แม้ว่าเขาจะไม่ได้รับศิลาลึกลับ
นั่น เขาก็เชื่อว่าเขาจะมีโอกาสผ่านถึง 120%
ณ เวลานี้มีมากกว่าครึ่งของผู้สมัครเข้าทดสอบที่ล้มเหลวในการ
ทดสอบแรก ดังนั้นหลังจากที่พวกเขาออกจากสนามสอบไป สนามก็มี
ที่ว่างมากขึ้น
โชคร้ายที่หลินเสี่ยวตงก็ไม่มีคุณสมบัติที่จะเข้าสำนัก ดังนั้นเขาจึง
ต้องถูกไล่ไปอยู่บนถนนหลักที่อยู่ห่างไกลออกไปจากสนาม
หลินหมิงหันกลับไปดูหลินเสี่ยวตง แม้ว่าคนจะเยอะหลินหมิงก็ยังหา
เขาพบ
หลินเสี่ยวตงเองก็เห็นหลินหมิงเช่นกัน เขายกนิ้วโป้งส่งไปให้กำลังใจ
หลินหมิง หลินหมิงก็ยิ้มตอบ เมื่อเขาหันกลับมาเขาก็พบว่าคนๆหนึ่งใน
กลุ่มคนมองมาที่เขา เด็กผู้หญิงคนหนึ่งสวมชุดกระโปรงดอกไม้งาม นางดู
เหมือนหญิงสาวชนชั้นสูงด้วยหมวกที่ทำจากขนของหงส์ นางยืนอยู่ในมุม
ที่ไม่เด่นมุมหนึ่งแต่นางก็เห็นทุกอย่าง
หลินหมิงจำเด็กผู้หญิงคนนั้นได้ นางคือหลานอวิ๋นเยว่
หลินหมิงรีบถอนสายตาของเขาออกจากนาง เขารู้ตัวว่าถ้าเขายังมอง
นางต่อไป มันจะยิ่งเพิ่มความลำบากใจให้กับหลานอวิ๋นเยว่ มันยังดีกว่า
ถ้านางจะไม่รู้ว่าเขามองนาง…
ในใจของหลินหมิง เขาก็ไม่ได้ตำหนิอะไรหลานอวิ๋นเยว่ อย่างไรก็
ตามมันก็เป็นแค่ข้อตกลงลับๆระหว่างสองครอบครัว และพวกเขาก็ไม่ได้
กล่าวถึงการแต่งงานหรืออะไรทำนองนั้นในวงกว้าง หลานอวิ๋นเยว่ก็แค่
เลือกเหมือนเด็กผู้หญิงทั่วไปเมื่อต้องตกอยู่ในสถานการณ์เช่นนั้น
หลานอวิ๋นเยว่ไม่รู้ว่าหลินหมิงมองนางอยู่ หลานอวิ๋นเยว่ต้องต่อสู้กับ
หัวใจของนางมาเป็นเวลานานกว่าจะตัดสินใจได้ว่าจะมาดูการทดสอบใน
ครั้งนี้หรือไม่ เดิมทีนางเองก็ไม่ต้องการที่จะพบเจอหลินหมิงอีก แต่ในใจ
ของนางยังเต็มไปด้วยความกังวล นางต้องการจะรู้ว่าเขายังสบายดีอยู่
หรือไม่
นางจำได้ว่าสองเดือนที่แล้วนางเห็นหลินหมิงพยายามที่จะขายจารึก
ที่ด้อยคุณภาพหลายแผ่น เหตุการณ์ที่หน้าหอร้อยสมบัติทำให้นางรู้สึก
สงสารเขา
การสนับสนุนในด้านศิลปะการต่อสู้ของเด็กคนหนึ่งมักจะขึ้นอยู่กับ
ฐานะความมั่งคั่งในตระกูลของเด็กคนนั้น หากว่าเด็กคนนั้นมิได้มี
พรสวรรค์ที่ล้ำเลิศและยังขาดแคลนทุนทรัพย์ในการซื้อสมุนไพรและยา
โอสถต่างๆ ในสถานการณ์ที่น่าเศร้าเช่นนี้พวกเขาอาจทำได้เพียงใช้หญ้า
สมุนไพรถูกๆในการบรรเทาอาการเจ็บปวดจากการฝึก และหากเป็น
เช่นนั้นแล้วร่างกายก็จะสะสมอาการบาดเจ็บไว้ภายใน
ความคิดเหล่านี้ทำให้หลานอวิ๋นเยว่เจ็บปวดใจ โดยส่วนตัวนางชอบ
ความเข้มแข็งและความมุ่งมั่นของเขา นางจำได้ว่าตอนที่นางยังเป็นเด็ก
เขาปกป้องนางจากอันธพาลกลุ่มใหญ่ เขายืนอยู่ด้านหน้าของนางเป็นดั่ง
อัศวินผู้กล้าหาญ เขาทำให้นางรู้สึกว่าได้รับการปกป้องและปลอดภัยจาก
อันตรายทั้งปวง
แต่แล้วในท้ายที่สุดความรู้สึกเหล่านั้นก็ไม่ได้ยั่งยืนตลอดไป…
นางเป็นหญิงสาวที่มีเสน่ห์และโดดเด่นกว่าหญิงใดในเมืองใบหม่อนสี
เขียว พรสวรรค์ของนางอยู่ในเกณฑ์ที่ดีและถึงแม้ว่านางจะไม่ได้มาจาก
ครอบครัวชนชั้นสูง แต่ครอบครัวของนางก็ร่ำรวย เด็กผู้หญิงเช่นนี้ย่อม
หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะมีความรู้สึกเหนือกว่า นางไม่สามารถโน้มน้าวให้ตัวเอง
ให้ชีวิตดังเช่นคนปกติธรรมดาได้ ชีวิตที่นางจะต้องแต่งงานกับหลินห
มิงน่ะรึ และกลายเป็นเพียงนายหญิงของร้านอาหารเล็กแห่งหนึ่ง ชีวิตที่
เขาและนางจะรักกันและมีลูกตั้งแต่อายุยี่สิบ และซักวันหนึ่งเขาก็จะตาย
จากไป ทิ้งนางไว้ให้อยู่ตัวคนเดียวกับรูปลักษณ์ที่โรยราลงไปตามกาลเวลา
นางไม่ต้องการที่จะมีชีวิตเช่นนั้นอย่างเด็ดขาด นางต้องการอนาคตที่
ก้าวหน้า!
ดังนั้นนางจึงเลือกจูเอี๋ยน ไม่เพียงเพราะความสัมพันธ์ระหว่าง
ตระกูลจู้และราชวงศ์ แต่เขายังสามารถช่วยให้นางเข้าสำนักเจ็ดแก่นแท้
ได้ เขายังให้ยาโอสถที่หายากแก่นาง และยังจะช่วยนางให้เข้าสู่ขั้นผสานชี
พรให้ได้ ภายใต้สิ่งล่อใจเช่นนั้น หลานอวิ๋นเยว่ไม่อาจทนต่อความน่า
หลงใหลในอนาคตที่ก้าวหน้าของนางได้
ในเช้าวันนี้หลานอวิ๋นเยว่สับสนว่านางควรจะทำเช่นไร เมื่อพิจารณา
จากความเหมาะสมแล้วนางไม่ควรมาดูเขา แต่สุดท้ายนางก็ล้มเหลวใน
ความตั้งใจเช่นนั้น นางมาดูเขาในตอนบ่าย นางคิดว่าหลินหมิงน่าจะไม่
ผ่านด่านการทดสอบพละกำลัง เมื่อเป็นเช่นนั้นเขาก็จะยอมแพ้ต่อความ
ฝันของเขาและกลับบ้านไปใช้ชีวิตปกติอย่างปลอดภัย และทำให้นางเลิก
กังวลใจเรื่องเขาเสียที นางไม่คิดว่าจะได้เห็นหลินหมิงอยู่ในกลุ่มผู้ที่ผ่าน
เข้ารอบ มันทำให้นางต้องประหลาดใจและเป็นกังวล
นางประหลาดใจเพราะนางคิดว่าเป็นไปไม่ได้ที่คนธรรมดาอย่าง
หลินหมิงจะสามารถฝึกฝนมาถึงขั้นที่สอง ได้โดยมีอายุเพียง15ปี และไร้
ขุนนางหนุนหลัง
นางกังวลว่าหลินหมิงจะต้องฝึกฝนอย่างหักโหม จนร่างกายของเขา
ได้รับบาดเจ็บภายในขั้นรุนแรง และเขาอาจจะต้องพิการในอีกไม่กี่สิบปี…
…
…
…
ผู้คุมการทดสอบหญิงกลับมาอีกครั้ง นางจ้องมองไปที่ฝูงชนเห็นได้
ว่ามีกลุ่มคนจำนวนหนึ่งที่ผ่านเข้ามาได้ นางคิดว่าผลที่ออกมานี้ก็ไม่ได้
เลวร้ายเกินไป “ทุกคนตามข้ามา พวกเรากำลังจะมุ่งหน้าไปแท่นหยกแห่ง
ทะเลสาบมรกต
ฝูงชนคนกว่าร้อย เหล่าหนุ่มสาวทั้งชายหญิงต่างก้าวตามหญิงสาวผู้
คุมการทดสอบไปอย่างมุ่งมั่นตั้งใจ นางได้เดินผ่านประตูที่ดูทรงพลัง
อำนาจและแผ่รังสีคุกคามแห่งสำนักเจ็ดแก่นแท้เข้าไป
สำนักเจ็ดแก่นแท้นั้นตั้งอยู่บนหุบเขา ที่แห่งนี้ไร้ซึ่งตึกอาคารสูงหรือ
สิ่งก่อสร้างขนาดใหญ่ใดใด จะมีก็แต่เพียงแผ่นดินกว่างไกลไร้ที่สิ้นสุดและ
ศาลาที่ห้อมล้อมไปด้วยลำธารที่ดูเป็นธรรมชาติ ศาลาเหล่านี้ถูกสร้างขึ้น
อย่างประณีตงดงาม ตั้งตระหง่านอยู่กลางทิวทัศน์ที่สดใสสวยงาม มันทำ
ให้เหล่าผู้คนจำต้องอุทานออกมาอย่างซาบซึ้งกินใจในงานฝีมืออันไร้ที่ติ
และกลมกลืนกับธรรมชาติเช่นนี้
เหล่าหนุ่มสาวเดินต่อไปเป็นเวลาดื่มชาหมดหนึ่งถ้วย พวกเขาก็
ค่อยๆเข้ามาใกล้ทะเลสาบสีเขียวมรกต มันมีสีสันสดใสเช่นเดียวกับหยก
ล้ำค่า บนผิวน้ำไม่มีแม้แต่ละลอกคลื่น น้ำแต่ละหยาดหยดเรียงตัวกัน
อย่างเรียบสงบ และแม้ว่านี่จะเป็นฤดูใบไม้ร่วง แต่กลับไม่มีใบไม้แม้แต่ใบ
เดียวที่ลอยอยู่บนผิวของทะเลสาบนี้ มันเป็นเรื่องที่ทำให้ทุกคนต้องแปลก
ใจ
ในใจกลางทะเลสาบสีเขียวมรกต มีแท่นหยกที่ได้รับการแกะสลัก
จากหยกขาว แท่นหยกนี้ถูกเชื่อมจากฝั่งเข้าไปสู่กลางทะเลยสาบด้วย
สะพานหินเก้าแห่ง มันเป็นดังเช่นโลกแห่งจิตนาการที่เกิดอยู่ในชีวิตจริง
หลินหมิงพบว่าไม่กี่เมตรห่างออกไปจากแท่นหยกมีศาลาตั้งอยู่ ใน
ศาลานั้นมีโต๊ะหินเงาแวววับ บนโต๊ะหินเต็มไปด้วยชาหอมกรุ่นและผลไม้
แห้ง รอบๆโต๊ะนั่งมีคนแก่หลายคนและเด็กสาวคนหนึ่งที่กำลังมองพวก
เขาอย่างความสนใจ
โดยไม่มีทางที่ใครจะได้คาดคิดมาก่อน พวกเขาคือฉินซิงเซวียนและ
ท่านมู่อี้
หลินหมิงชะงักในทันที เหตุใดพวกเขาทั้งสองจึงได้ปรากฏตัวอยู่ในที่
แห่งนี้?
มู่อี้เห็นว่าหลินหมิงมองไปที่เขา เขาก็ยิ้มตอบกลับมาอย่างสงบแผ่ว
เบา ฉินซิงเซวียนก็ยิ้มให้เขาอย่างเป็นมิตรเช่นกัน
หลินหมิงยิ้มตอบรับพวกเขาอย่างมีมารยาท เขาสงสัยว่าคนอื่นๆที่
อยู่กับมู่อี้ก็ต้องไม่ธรรมดาเช่นกัน ในหมู่พวกเขาเมื่อดูจากการหายใจและ
การแสดงออกแล้ว พวกเขาต้องแข็งแกร่งไม่น้อยไปกว่ามู่อี้อย่างแน่นอน
คนเหล่านี้เป็นผู้เชี่ยวชาญระดับสูง!
หลินหมิงคาดเดาไม่ผิด คนเหล่านี้บางคนเป็นเพื่อนของมู่อี้ บางคน
เป็นเจ้าหน้าที่อาวุโสแห่งอาณาจักรลิขิตฟ้า ทั้งยังมีผู้อาวุโสแห่งสำนักเจ็ด
แก่นแท้ด้วย การทดสอบเช่นนี้จะจัดขึ้นเพียงสองครั้งต่อปี พวกเขา
จะต้องมาเฟ้นหาต้นกล้าที่มีพรสวรรค์ในหมู่ผู้สมัคร
พวกเขาต่างมองหาผู้ที่มีความสามารถเพียงพอและยังต้องมีแก่นแท้
อันบริสุทธิ์แห่งจิตวิญญาณการต่อสู้ ในทุกๆปีผู้สมัครต้องแสดงพรสวรรค์
และข้อมูลอื่นๆในการสมัครสอบ ดังนั้นเหล่าผู้อาวุโสจึงไม่จำเป็นต้อง
ตรวจวัดด้วยตนเอง พวกเขาสามารถตรวจสอบได้ผ่านข้อมูลที่สมัครเข้า
มา
ผู้สมัครที่น่าจับตาที่สุดก็คือเด็กคนหนึ่ง เขาน่าจะเป็นผู้ที่แข็งแกร่ง
ที่สุดในกลุ่มและมีพรสวรรค์ระดับสี่ ในช่วงที่สูง
การจะมีเด็กที่มีพรสวรรค์ระดับห้าเกิดขึ้นแม้เพียงสักคนในรอบหนึ่ง
ทศวรรษก็เป็นเรื่องน่ายินดี โดยปกติก็จะเป็นเช่นนี้ ผู้เข้าสอบที่มี
พรสวรรค์สูงสุดก็มักจะมีพรสวรรค์ระดับสี่ช่วงสูงหรือไม่ก็พรสวรรค์ระดับ
สี่ช่วงกลาง
การสอบรอบแรกไม่ได้สำคัญอะไรนัก ดังนั้นผู้อาวุโสของสำนักจึง
ไม่ได้ปรากฏตัว พวกเขาสามารถประเมินได้จากข้อมูลการฝึกฝนที่มีอยู่
แล้ว และในตอนนี้พวกเขามาสังเกตผู้สมัครที่มีหัวใจมุ่งมั่นที่จะก้าวไปบน
เส้นทางแห่งการต่อสู้
“เข้ามาได้ ปกป้องความคิดของพวกเจ้าให้ดี ตั้งจิตอยู่บนสมาธิอัน
แน่วแน่ และเมื่อเจ้าข้ามผ่านขั้นที่ห้าไปได้ เจ้าก็จะผ่านการทดสอบด่านนี้
“ผู้คุมหญิงกล่าว
ผู้สมัครก้าวขั้นมาบนสะพานหิน หัวใจของพวกเขาเริ่มสั่นสะท้าน
ความมั่นใจที่มีในรอบแรงจางหายไปแทบไม่เหลือในครานี้ ในด่านแรก
พวกเขารู้ดีถึงขีดจำกัดพละกำลังของพวกเขาอยู่แล้ว มีแค่บางคนที่เกิด
ความกังวลและไม่สามารถแสดงความแข็งแกร่งทั้งหมดของพวกเขาได้ถึง
ได้ตกรอบไป พวกเขาส่วนใหญ่ที่มันใจในพละกำลังของตนเองจึงไม่ได้
กังวลนัก แต่ในด่านนี้คือการทดสอบจิตใจ พวกเขาไม่เคยมีความรู้
เกี่ยวกับมันมาก่อน
ผู้สมัครหลายคนไม่เคยรู้แม้แต่รายละเอียดของการทดสอบจิตใจใน
ครั้งนี้ เพียงแต่พวกเขาเคยได้ยินว่านี่คือการสอบที่มีอัตราการคัดออกสูง
มากถึง 90%!
ในสิบคนจะมีเพียงคนเดียวเท่านั้นที่ผ่านเข้าไปได้!
เหล่าเด็กหนุ่มสาวที่มีพรสวรรค์อันโดดเด่นกว่าผู้ใดในกลุ่มคนที่อายุ
เท่ากับพวกเขา พวกที่เคยได้รับความเคารพนับถือและถูกเรียกว่า
อัจฉริยะตั้งแต่วัยเด็ก แต่แม้ในกลุ่มเด็กอัจฉริยะดังกล่าว ก็ยังถูกคัด
ออกไปในด่านทดสอบจิตใจ!
นี่เป็นการทดสอบที่น่าหวาดกลัวอย่างแท้จริง!
“จงนั่งลงบนแผ่นหยก หลังจากนับสิบลมหายใจแล้วการทดสอบก็จะ
เริ่มขึ้น”ผู้คุมหญิงกล่าว แม้ว่านางจะอยู่ไกลจากผู้เข้าสอบ แต่ทุกคนก็ยัง
ได้ยินเสียงของนางดังภายในหู มันคือวิธีการในการส่งผ่านข้อความด้วย
พลังปราณที่เหนือกว่าครั้งที่จูเอี๋ยนเคยใช้ส่งข้อความให้กับหลินหมิง
หลินหมิงสงสัยว่าผู้คุมการทดสอบหญิงคนนี้ อาจไปถึงขั้นผสานชีพ
จรแล้วก็เป็นได้!!
เมื่อหลิงหมิงเดินขึ้นไปบนแท่นหยก เขามองดูฝูงชนที่อยู่ห่างไกล
ออกไป และพบว่าหญิงคนหนึ่งในหมู่ฝูงชนที่มาชมการทดสอบในรอบที่
สองของพวกเขา นางคือหลานอวิ๋นเยว่ นางยืนพิงต้นไม้และจ้องมาที่เขา
และดูเหมือนว่านางจะไม่คิดว่าเขาจะหานางพบ
หลินหมิงมองอยู่เพียงครู่เดียวและตัดสายตาจากนาง เขาค่อยๆ
นั่งขัดสมาธิอย่างช้าๆลงบนแท่นหยก