Martial World ศิลาลึกลับกับวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ - ตอนที่ 346 ตำแหน่งที่ซ่อนของสมบัติลับ
โจวซินอวี่รู้ว่าเหตุผลที่หลินหมิงยอมเสี่ยงชีวิตตนเองเดิมพันมากถึง
เพียงนี้ก็เพื่อเศษผลึกหัวใจปีศาจ ถ้าหากหลินหมิงมิได้ช่วยนางเอาไว้ นาง
คงไม่อาจรอดจากหายนะมาจถึงตอนนี้ได้ ก็จะยิ่งไร้ซึ่งความหวังในการ
ฟื้นฟูสำนักคว้าจันทร์
เหตุผลที่นางทำเช่นนี้ก็เพราะว่าตอนนั้นนางตกอยู่ในสถานการณ์
วิกฤต….
เมื่อคิดได้เช่นนี้ โจวซินอวี่ก็โล่งใจมากขึ้น จากนั้นนางก็กระซิบบอก
ว่า “ข้ามีกุญแจไขสู่สมบัติลับ ส่วนที่ว่ามันอยู่ที่ใดนั้น คือมันอยู่ที่ทะเล
ทางใต้ บนเกาะจันทราทมิฬ”
“เกาะจันทราทมิฬหรือ?” หลินหมิงตกตะลึงไปชั่วครู่ ในช่วงไม่กี่
เดือนมานี้ เขาได้อ่านตำราโบราณและเข้าใจถึงขุมพลังของเขตแดนทางใต้
ตำแหน่งที่ตั้ง สภาพการและสภาพทางภูมิศาสตร์ สำหรับเกาะจันทรา
ทมิฬ เขาก็เคยอ่านเจอ มันเป็นสถานที่อันตรายที่อยู่ภายในทะเลทางใต้
และเป็นดวงตาของทะเลทางใต้ดินแดนแห่งชีพจรหยิน หลายปีที่ผ่านมา
พลังงานหยินได้มารวบตัวกันบริเวณนั้น มีคำบอกเล่าว่าในช่วงเวลาใน
อดีตกาล สงครามใหญ่ได้เกิดขึ้นบนที่แห่งนั้นและมีผู้เชี่ยวชาญระดับสูง
ตกตายไปมากมายนับไม่ถ้วน
ตั้งแต่ตอนนั้นมา สายลมที่เหน็บหนาวถึงกระดูกและหมอกทมิฬก็ได้
ปกคลุมดินแดนแห่งนั้น และมีสิ่งแปลกประหลาด ผีดุร้ายและสัตว์อสูรที่
ไม่มีอยู่ในตำรามีตัวตนอยู่ที่แห่งนั้น เพียงแค่สายลมที่หนาวเหน็บถึง
กระดูกก็เป็นอันตรายต่อนักสู้ที่อยู่ในขั้นผสานชีพจรแล้ว สำหรับเหล่าผีดุ
ร้ายและสัตว์อสูรประหลาดที่อยู่บนเกาะนั้น มันมีหลายตัวที่มีความ
แข็งแกร่งเทียบเท่านักสู้ขั้นปราณต้นฟ้า และมีการกล่าวเอาไว้ด้วยว่า
ราชันภูตผีนั้นแข็งแกร่งเทียบเท่านักสู้ขั้นปราณปลายฟ้า
เมื่อคิดได้เช่นนี้ หลินหมิงจึงคิ้วขมวด “สำนักคว้าจันทร์ของเจ้าซ่อน
ขุมสมบัติเอาไว้ที่แห่งนั้นจริงหรือ?”
“อืม ใช่แล้ว เกาะจันทราทมิฬ ยากที่จะมีผู้ใดไปและยากที่จะเข้าไป
ได้ เพราะว่ามีการป้องกันที่หนาแน่น ท่านหลินอาจจะไม่รู้ แต่เมื่อพันปี
ก่อน เหล่าสำนักเขตแดนทางใต้มิได้ต้องการที่จะปิดล้อมเมืองจักรพรรดิ
ปีศาจแห่งความเงียบงันจริงๆ แต่อาจกล่าวได้ว่าพวกเขาถูกบังคับ ความ
ยิ่งใหญ่ของเมืองจักรพรรดิปีศาจแห่งความเงียบงันน่าเกรงขามเป็นอย่าง
ยิ่ง แม้กระทั่งกลุ่มพันธมิตรทั้งหมดก็ยังไม่ได้มีขนาดใหญ่กว่ามือง
จักรพรรดิปีศาจแห่งความเงียบงัน ในสงครามครั้งนั้นสำนักคว้าจันทร์มิได้
รับผลประโยชน์ แต่กลับสูญเสียอย่างมากมาย ผู้เชี่ยวชาญหลายคนได้ตก
ตายไป หากสมบัติถูกเก็บไว้ในสำนักคว้าจันทร์ พวกมันคงถูกปล้นไป
ตั้งแต่ตอนนั้น…” ในขณะที่โจวซินอวี่กล่าวอยู่นี้ นางก็ได้ถอนหายใจ นาง
จดจำได้ถึงประวัติศาสตร์ที่รุ่งโรจน์และงดงามของสำนักคว้าจันทร์ แต่ก็
นึกไปถึงตอนที่สำนักได้ถูกทำลายด้วยเช่นกัน มันทำให้หัวใจของนางรู้สึก
สลดลง
ก่อตั้ง 100 ปีเป็นราชวงศ์ ก่อตั้ง 1,000 ปีเป็นสำนักและก่อตั้ง
10,000 ปีเป็นแดนศักดิ์สิทธิ์ สำหรับสำนักระดับ 3 การอยู่มาได้ถึง 1-2
พันปีก็ถือว่านานมากแล้ว
หลินหมิงผงกศรีษะเห็นด้วย ถ้าไม่ใช่เช่นนั้น สำนักคว้าจันทร์ก็คง
ต้องล้มสลายไปเพราะความอ่อนแอเนื่องจากหายนะที่เกิดจากการปล้น
ชิง “แต่… แม้ว่าสมบัติเหล่านั้นจะอยู่ในเกาะจันทราทมิฬ ที่นั่นจะ
สามารถหยุดยั้งผู้เชี่ยวชาญที่อยู่ปลายขอบจุดสูงสุดของขั้นปราณปลายฟ้า
ได้หรือไม่?”
“ผู้เชี่ยวชาญที่อยู่ปลายขอบจุดสูงสุดของขั้นปราณปลายฟ้า โดย
ปกติแล้วพวกเขามิได้สนใจสนใจเกาะจันทราทมิฬที่ต้องไปด้วยอันตราย
หินดำบนเกาะนั้นสามารถที่จะยับยั้งและป้องกันการรับรู้ทางจิตวิญญาณ
ตราบใดที่ประตูลับถูกซ่อนอยู่ใต้ดิน มันก็เป็นไปไม่ได้ที่จะหาพบ อีกอย่าง
เกาะจันทราทมิฬนั้นกว้างใหญ่ไพศาล หากปราศจากผู้รู้ทาง แม้แต่
ผู้เชี่ยวชาญขั้นปราณปลายฟ้าจะใช้เวลานานหลายปีก็ยังมิอาจหา
ตำแหน่งสมบัติพบได้”
“เป็นเช่นนี้เอง…” หลินหมิงตระหนักได้ว่าการไปยังเกาะทมิฬนั้น
ไม่ใช่ตัวเลือกที่ดีที่สุด หากเขาเกิดความสับสนและเดินเข้าไปในอันตราย
มันคงเป็นเรื่องที่น่าเศร้าแน่นอน
โจวซินอวี่มองไปยังหลินหมิงด้วยความกังวลและกล่าวว่า “เกาะ
จันทราทมิฬนั้นอันตรายอย่างยิ่ง แต่สำนักของข้ามีวิธีการบางอย่างเพื่อ
หลีกเลี่ยงอันตราย เช่นนั้นมันจึงไม่เสี่ยงมากเกินไป”
“เช่นนั้นข้าคงจำเป็นที่จะต้องรบกวนแม่นางโจวนำทางเมื่อถึงเวลา
นั้น… ก่อนหน้านี้ ข้าเองก็ได้ยินว่า แม่นางโจวเคยกล่าวเอาไว้ว่า ภายใน
สมบัตินั้นมีเศษผลึกหัวใจปีศาจ 12 ชิ้นที่เหลืออยู่ใช่หรือไม่? และยังมีแผ่น
หยกที่บรรจุเคล็ดบ่มเพาะต่างๆ ของหายากเช่น โอสถ วัสดุ เกราะ อาวุธ
หินลมปราณแก่นแท้ และอื่นๆอีกใช่หรือไม่?”
โจวซินอวี่แม้มริมฝีปากและผงกศีรษะ สำนักระดับ 3 ของนางก่อตั้ง
มานับพันปี ถึงแม้พวกเขาจะตกต่ำลงหลังจากนั้น แต่พวกเขาก็ยังมั่งคั่งไป
ด้วยมรดกสืบทอด สำนวนของทรัพยากรต่างๆที่พวกเขาได้รับในปีนั้น
เป็นสิ่งนักสู้ทั่วไปมิอาจจินตนาการออกได้
“แม่นางโจว ท่านกล่าวว่าหากข้าช่วยท่าน ท่านจะแบ่งปันสมบัติ
ให้กับข้า เรามาคุยเรื่องว่าจะแบ่งกันอย่างไรในตอนนี้เลยดีหรือไม่?”
หลินหมิงกล่าวอย่างราบเรียบ
โจวซินอวี่รู้สึกอึดอัดใจ นางนั้นอ่อนแอและได้ตกอยู่ภายใต้การเจรจา
ต่อรอง แต่คำกล่าวของนางในตอนนี้ไม่มีน้ำหนักใดๆเลย หากนางถูก
หลินหมิงบังคับ นางอาจกล่าวบางอย่างเช่น ‘สมบัติลับเหล่านี้เป็น
สิ่งจำเป็นในการฟื้นฟูสำนักคว้าจันทร์ของข้า หากเจ้าต้องการมัน เช่นนั้น
ก็ข้ามศพข้าไปก่อน’ หรืออะไรทำนองนั้น
แต่นางนั้นมิได้ถูกบังคับ แต่เป็นการขอให้เขาช่วยเหลือด้วยความ
ต้องการของตนเอง และยอมรับการแบ่งปันสมบัติให้เขาอีกด้วย หลินหมิ
งเองก็ได้ช่วยเหลือนางไว้หลายครั้ง และในช่วงเวลาเหล่านั้น นางเพียงแค่
เพิ่มปัญญาเข้ามาและไม่อาจช่วยอันใดได้ แต่สิ่งที่เหนือไปกว่านั้นคือ
นางอายที่จะคัดค้านและหวังเพียงว่าหลินหมิงจะไม่เอาสมบัติของนาง
มากเกินไป
หลินหมิงครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่และกล่าว “ข้านั้นไม่ต้องการแผ่นหยก
เคล็ดบ่มเพาะต่างๆหรือหินลมปราณแท้ สมบัติเกราะหรืออาวุธ แต่ถ้า
หากมีโอสถเปิดทางสวรรค์ ข้าจะเอาบ้าง และหากมีสมบัติบางอย่างที่
น่าสนใจ พวกเราก็ต่อรองกันได้ สำหรับเศษผลึกหัวใจปีศาจข้าขอ 10
ชิ้น!”
หลินหมิงนั้นต้องการเศษผลึกหัวใจปีศาจอย่างบ้าคลั่ง พวกมันคือ
เหตุผลที่เขายอมเสี่ยงชีวิตในครั้งนี้ พวกมันคือสิ่งที่เขาจะใช้ในการผสาน
ไขกระดูกให้มากยิ่งกว่าเดิม ด้วยเศษผลึกหัวใจปีศาจ 10 ชิ้นและโอสถ
เปิดทางสวรรค์หลายเม็ด เขาสงสัยว่าจะผสานไขกระกระดูกได้สำเร็จสักกี่
เปอร์เซ็นในคราวหน้า
โจวซินอวี่ฟังคำขอของหลินหมิง ถึงแม้นางจะรู้สึกทุกข์ใจเล็กน้อย
นางรู้ว่าหลินหมิงนั้นจะไม่ขอมากเกินไป หรืออาจจะกล่าวได้ว่าไม่มีสิ่งใด
อยู่ในความสนใจของเขามากนัก
และเช่นกัน นางไม่อาจต่อรองได้
ความจริงคือในการฟื้นฟูสำนักนั้น มันไม่ได้ขึ้นอยู่กับโอสถระดับสูง
เช่นเศษผลึกหัวใจปีศาจ แต่ขึ้นอยู่กับเคล็ดบ่มเพาะ หินลมปราณแท้ แต่
ปริมาณของโอสถและวัสดุเป็นสิ่งที่ศิษย์ใหม่ต้องการที่จะใช้
นางกัดริมฝีปากและกล่าวออกมา “ขอบคุณท่านหลินยิ่งนัก”
“เช่นนั้นแม่นางโจว ข้ามีเรื่องจะรบกวนให้ท่านตามข้ามาอีกในไม่กี่
วันข้างหน้าได้หรือไม่ หากท่านว่าไม่ว่าอันใด ข้าอยากจะให้ท่านส่งกุญแจ
มาไว้กับข้าให้เป็นผู้ดูแลมันได้หรือไม่?” หลินหมิงหรี่ตาลง ถึงแม้การ
กระทำของเขาจะค่อนข้างชั่วร้ายเล็กน้อย เขาไม่อาจที่จะวางใจกับผู้ที่เขา
ไม่ค่อยจะรู้จัก โจวซินอวี่อาจจะหนีไปที่อื่นหากเขาไม่ได้จับตามอง
ในขณะที่โจวซินอวี่ฟังที่หลินหมิงกล่าวออกมาอย่างไม่ไว้ใจนาง นาง
กลายเป็นโกรธขึ้นมา ดวงตาอันงดงามที่เดือนดาลของนางจ้องมายังเขา
จากนั้นนางก็ล้วงไปในคอเสื้อและเอาจี้หยกออกมา โยนให้กับหลินหมิ
งและกล่าวอย่างเย็นชาว่า “กุญแจอยู่ภายใน ท่านเอาไปได้”
หลินหมิงคว้าเอาจี้หยกมาและแตะจมูกของตนด้วยความเขินอาย
พร้อมทั้งกล่าวอย่างตะกุกตะกัก “ข้าขออภัยที่ไร้มารยาทกับแม่นางโจว
ข้าอยากให้แม่นางโจวช่วยเข้าใจสักนิดและให้อภัยข้า”
หลินหมิงสัมผัสจี้หยกที่ยังมีกลิ่นอายอุ่นจากตัวของโจวซินอวี่อย่าง
ทะนุถนอม มันค่อนข้างที่จะมีรูปร่างสมส่วน ในขณะที่เขาส่งสัมผัสจิต
วิญญาณการรับรู้ หลินหมิงก็ประหลาดใจที่พบว่าด้านในเป็นพื้นที่มิติ
บรรจุสิ่งของ จี้หยกนี้เป็นเหมือนดั่งแหวนมิติ และมีระดับค่อนข้างสูงอีก
ด้วย
ภายในมีเพียงสิ่งของชิ้นเดียว มันคือกล่องหกเหลี่ยมที่มีสีทองและ
แดง กว้างน้อยกว่า 3 นิ้ว แต่ก็ใหญ่เพียงพอที่จะวางไว้ตรงกลางฝ่ามือ
กล่องไม้นี่ดูคล้ายกับทำจากโลหะ แต่มันกลับดูอบอุ่น มีรูปจันทร์เต็มดวง
แกะสลักอยู่บนผิวหน้า
หลังจากสังเกต กุญแจไม้นี้ก็แปลกเป็นอย่างยิ่ง มันแผ่กลิ่นอาย
โบราณออกมา อย่างน้อยมันก็มิใช่ของปลอมและเขาก็ไม่จำเป็นต้องกังวล
อีกแล้วว่าโจวซินอวี่จะหลอกลวงเขาด้วยวิธีการบางอย่างในขณะเดินทาง
ร่วมกับเขาไปอีกหลายวันข้างหน้า
“ต้องขอบคุณแม่นางโจวที่เข้าใจ” ถึงแม้หลินหมิงจะดูราวกับ
ขอบคุณอย่างยิ่ง แต่ก็มิได้หมายความว่าเขาจะปล่อยให้โจวซินอวี่จากไป
ง่ายๆ
โจวซินอวี่ไม่ได้กล่าวออกมาด้วยความโกรธอีก ไม่อาจรู้ได้ว่านาง
กำลังคิดสิ่งใดอยู่
เมื่อบรรยากาศอึดอัดเล็กน้อย หลินหมิงจึงปลีกตัวไปนั่งเข้าฌานเพื่อ
ฟื้นฟูปราณแท้ โจวซินอวี่เองก็เข้าไปนั่งฝั่งตรงข้ามกลับหลินหมิงเพื่อ
เข้าฌานเช่นกัน หลังจากที่โคจรปราณแท้ไปหลายรอบ นางก็ผลอยหลับ
ไปโดยพิงตัวกับผนังถ้ำพอดี
นางเหนื่อยเป็นอย่างมากนางยังไม่ได้นอนทั้งคืนอีกด้วย สำหรับนักสู้
ขั้นผสานชีพจร การไม่นอนคืนนึงนั้นก็ไม่เป็นอะไร ก่อนที่โจวซินอวี่จะ
มายังที่แห่งนี้ นางได้เดินทางผ่านป่าไพศาลทางใต้ 4-5 วันจน เดินทาง
มาถึงยังเมืองใบหม่อนสีเขียว และจากนั้นก็มีฝูงสัตว์อสูรเข้าบุกเมืองจน
ไม่ได้หลับนอน และจากนั้นก็มีผู้ที่ตามจับตัวนางและหลินหมิงได้ช่วยนาง
หนีออกมา จากนั้นก็มาอยู่ในอาคมดินแดนแห่งฝันรอคอยอยู่ 3 ชั่วโมง
ด้วยความตื่นตระหนกจนอาคมได้หายไปและหลินหมิงคลี่คลายปัญหา
ต่างๆลงได้ ตอนนี้นางจึงสามารถคลายกังวลและลดการป้องกันลง จึงเป็น
ธรรมดาที่นางจะผลอยหลับไป
โจวซินอวี่หลับไป 3-4 ชั่วโมง และเมื่อนางตื่นขึ้นมาก็เป็นเวลาบ่าย
หุบเขารกร้างยังคงเงียบสงบ ในช่วงที่โจวซินอวี่หลับอยู่ นางยังคงใช้การ
ป้องกันเผื่อเอาไว้ นางรู้ถึงการออกไปจากถ้ำของหลินหมิง แต่ก็ไม่ได้ใส่ใจ
มากนัก ในขณะที่นางได้เดินออกจากถ้ำ นางมองเห็นหลินหมิงกำลังย่าง
กระต่ายอยู่ด้านนอก
ในหุบเขาที่รกร้างเช่นนี้ พวกกระต่ายจึงมีศัตรูทางธรรมชาติอยู่ไม่
มาก จึงทำให้กระต่ายค่อนข้างอ้วน ทั่วร่างของมันถูกย่างเป็นสีทองเหลือง
อร่ามและกลิ่นหอมโชยออกมาในอากาศ
เป็นกลิ่นหอมที่น่าหลงไหลเป็นอย่างยิ่ง โจวซินอวี่รู้สึกหิวในทันที
นางยังมิได้กินสิ่งใดเลยทั้งวันทั้งคืน
นางค่อนข้างมีความสุขที่ได้กินเนื้อกระต่ายย่างที่แสนอร่อยนี้ เมื่อ
นางกินเสร็จเรียบร้อย นางจึงเลียนิ้วมือที่เรียวเล็กของตน นางไม่คิดเลย
ว่าหลินหมิงมีทักษะการทำอาหารที่ดีเลิศถึงเพียงนี้
หลินหมิงลุกขึ้นและกล่าว “ก่อนที่เราจะไปยังเกาะจันทราทมิฬ ข้า
จำเป็นที่จะต้องเตรียมตัวเสียก่อน เช่นนั้นข้าขอรบกวนแม่นางโจวในไม่กี่
วันนี้ด้วย…”
ณ เมืองใบหม่อนสีเขียว –
หลังเกิดจากความโกลาหลในคืนก่อนโดยหวงจื่อเซวียน กองทัพก็ได้
ค้นพบสิ่งผิดปกอย่างนึง – จูผิงได้หายตัวไป
ทั่วทั้งค่ายทหารต่างก็ค้นหาตัวเขา แต่ไม่พบแม้แต่ซากศพ แม้แต่
ทหารยามก็ยังได้รายงานว่าไม่เห็นจูผิงออกมาจากเต็นท์เลย ราวกับว่าเขา
ได้สลายหายไปเป็นอากาศธาตุ
เมื่อการสืบสวนมาถึงจุดนี้ ตัวตนสำคัญของเมืองใบหม่อนสีเขียวต่าง
ก็เริ่มคาดเดากันว่าเกิดสิ่งใดขึ้น จูผิงได้ถูกสังหารโดยใครบางคนที่ขุ่นเคือง
กับเขา สำหรับผู้ที่สามารถสังหารเขาได้ภายในค่ายทหารแห่งนี้โดยไม่พบ
แม้แต่ซาก มันมีเพียงผู้เดียวเท่านั้น
สำหรับหลินว่านซาน จวงฝาน หลินหวู่ซินและคนอื่นๆตระหนักได้ถึง
สิ่งนี้ สีหน้าของพวกเขาก็กลายเป็นน่าเกลียด พวกเขาไม่มีคุณสมบัติ
พอที่จะตัดสินใจการกระทำของหลินหมิงหรือกล้าที่จะตั้งคำถาม แต่
ปัญหาก็คือหลินหมิงได้ถูกไล่ล่าโดยเหล่าผู้เชี่ยวชาญและหายไปด้วยกัน
และผู้บัญชาการของพวกเขายังถูกสังหารด้วย
พวกเขาจะทำอย่างไรดีหากฝูงสัตว์อสูรบุกมาอีกครั้ง?
ทุกคนต่างกังวลราวกับเป็นมดที่ถูกลนด้วยไฟ จนถึงรุ่งเช้าวันต่อมา
ในที่สุดฉินจื่อหยาและกลุ่มของเขาก็มาถึงยังเมืองใบหม่อนสีเขียวโดยขี่
อินทรีย์วายุสวรรค์มา
มีอินทรีย์วายุสวรรค์หลายสิบและมีสองหรือผู้เชี่ยวชาญระดับสูง
มาถึงก่อน ตามมาด้วยกลุ่มขนาดใหญ่เช่นนี้บินอยู่ห่างออกไป หน่วย
สังเกตการณ์ต่างพากันตกตะลึง และรีบรายงานอย่างร้อนลนไปยังค่าย
ทหาร
หลินว่านซานและคนอื่นๆต่างก็รีบวิ่งมาดู
สวรรค์!
มีผู้เชี่ยวชาญมากกว่า 100 คน! มองไปยังปราณแท้ที่แผ่ออกมา หาก
มิใช่นักสู้ขั้นผสานชีพจร เช่นนั้นพวกเขาก็จะต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญขั้นปราณ
ต้นฟ้า!
หลินว่านซานและคนอื่นต่างตกตะลึง เกิดอันใดขึ้น? ในระหว่างการ
บุกของฝูงสัตว์อสูร กลับมีผู้เชี่ยวชาญมาช่วยพวกเขานับร้อยคน พวกเขารู้
ว่ามันหมายความว่าอย่างไร เมืองใบหม่อนสีเขียวได้ปลอดภัยอย่างแท้จริง
แล้ว แต่เหตุใดพวกเขาจึงมายังที่แห่งนี้?
พวกเขาจำไม่ได้ว่าชายชุดขาวที่อยู่ด้านหน้าผู้ใด แต่พวกเขาจำสอง
คนที่อยู่ด้านหลังได้
“สองคนนั้นมิใช่ว่าคือ… ท่านมู่อี้กับแม่นางฉินหรือ?” จวงฝานมอง
ไปยังฉินซิงเซวียนและมู่อี้ที่ยืนอยู่บนหลังของอินทรีย์วายุสวรรค์ เขาเคย
พบมู่อี้และฉินซิงเซวียนมาก่อน แต่ในปัจจุบันพวกเขาน่าจะยังอยู่ในเมือง
ลิขิตฟ้า