Martial World ศิลาลึกลับกับวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ - ตอนที่ 347 มรสุมกำลังมาเยือน
“แม่นางฉินแห่งแห่งหนึ่งในสี่ผู้บัญชาการเช่นนั้นหรือ?” เจ้าเมืองใบ
หม่อนสีเขียวจ้าวเหยียนหมิงประหลาดใจ
“แน่นอนว่าเป็นนาง ถึงแม้ผู้บัญชาการฉินจะมีหลานสาวหลายคน มี
เพียงแม่นางฉินผู้เดียวเท่านั้นที่สามารถเดินเคียงข้างกับท่านมู่อี้ได้ นั้นก็
คือท่านหญิงฉินซิงเซวียน”
ฉินซิงเซวียนหรือ?
นั่นเป็นสตรีที่น่าภาคภูมิหนึ่งในสี่ผู้บัญชาการ และเป็นผู้ที่ผู้
บัญชาการฉินโปรดปรานมากที่สุด เหตุใดตัวตนสูงส่งเช่นนี้จึงมายังเมือง
ใบหม่อนสีเขียวของเราในเวลาเช่นนี้? และชายชุดขาวที่อยู่ด้านหน้าของ
ฉินซิงเซวียนคือผู้ใดกัน?
ในขณะที่จ้าวเหยียนหมิงกำลังตื่นตระหนก ฉินจื่อหยาก็กล่าวถาม
“ผู้ใดเป็นผู้นำของที่แห่งนี้หรือ?”
ในเมื่อจูผิงตาย จ้าวเหยียนหมิงจึงต้องเข้ามาเป็นตัวแทนเขา “ข้าเอง
จ้าวเหยียนหมิงเป็นเจ้าเมืองใบหม่อนสีเขียวแห่งนี้”
“‘งั้นหรือ เช่นนั้นท่านเจ้าเมืองจ้าว ข้าคือเจ้าสำนักเจ็ดแก่นแท้ฉินจื่
อหยา และเหล่าผู้เชี่ยวชาญทั้ง 120 คนนี้ก็มาจากสำนักเจ็ดแก่นแท้
เช่นกัน พวกเราจะหาทางเข้าสู่เมืองใบหม่อนสีเขียวและต้องการให้ท่าน
เจ้าเมืองจ้าวเตรียมการให้ที”
‘ผู้เชี่ยวชาญ 120 คนแห่งสำนักเจ็ดแก่นแท้มายังเมืองใบหม่อนสี
เขียวเช่นนั้นหรือ?
จ้าวเหยียนหมิงแทบไม่อยากจะเชื่อ นี่เป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่อย่าง
แท้จริง! จะต้องรู้ด้วยว่าในช่วงเวลาที่ฝูงสัตว์อสูรบุกเช่นนี้ ทุกเมืองใน
อาณาจักรลิขิตฟ้าต่างก็ได้รับความลำบาก แม้แต่เมืองหลวงก็ยังไม่มี
ข้อยกเว้น ในครั้งนี้ สำนักเจ็ดแก่นแท้กลับส่งผู้เชี่ยวชาญ 120 คนมายัง
เมืองใบหม่อนสีเขียวด้วยอินทรีย์วายุสวรรค์ และแม้แต่ตัวของเจ้าสำนัก
เจ็ดแก่นแท้ฉินจื่อหยาก็ยังมาด้วยตนเอง มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่?
จ้าวเหยียนหมิงรู้สึกว่าตนไม่อาจทำอันใดได้ และยิ่นนิ่งมึนงงอยู่นาน
ถึง 4-5 ลมหายใจหลังจากนั้น เขาก็ได้กล่าวออกมาด้วยความปลื้มใจ
อย่างมาก “ยินดีต้อนรับท่านเจ้าสำนักฉิน ข้าเป็นตัวแทนของเมืองใบ
หม่อนสีเขียวและขอขอบคุณท่านเจ้าสำนักฉินที่มาช่วยเหลือพวกเราใน
ยามนี้”
ฉินจื่อหยามิได้รอคำฟังเยินยอของจ้าวเหยียนหมิง และกล่าวถาม
ออกไปตรงๆ “ท่านเจ้าเมืองจ้าว เท่าที่ข้ารู้ หลินหมิงได้อยู่ในเมืองใบ
หม่อนสีเขียว แต่เขาไม่ได้อยู่ที่นี่เช่นนั้นหรือ?” ฉินจื่อหยาส่งจิตสัมผัสของ
เขาออกไปได้สักครู่แล้ว แต่กลับไม่อาจสัมผัสถึงตัวตนของหลินหมิงในบริ
เวณนี้เลย
“นี่… ” จ้าวเหยียนหมิงสีหน้ากลายเป็นขมขื่นในทันที สถานะของ
หลินหมิงนั้นสำคัญเป็นอย่างยิ่ง และในตอนนี้เขาได้พบเจอกับปัญหา จ้าว
เหยียนหมิงได้กลัวว่าเรื่องร้ายบางอย่างอาจจะเกิดขึ้น
เขารวบรวมความกล้าและอธิบายทุกอย่างทั้งหมดอออกไป ซึ่งก็คือมี
ผู้เชี่ยวชาญขั้นปราณต้นฟ้า 4 คน และมีแม้กระทั่งผู้ที่อยู่ในจุดสูงสุดของ
ขั้นปราณต้นฟ้าไล่ล่าเขา ฉินจื่อหยาคิ้วขมวด แต่สีหน้าอันงดงามของฉิน
ซิงเซวียนกลับกลายเป็นสลดลงอย่างมาก
เขาถูกไล่ล่าโดยผู้เชี่ยวชาญที่อยู่ในจุดสูงสุดของขั้นปราณต้นฟ้า
เช่นนั้นหรือ? และยังมีผู้เชี่ยวชาญขั้นปราณต้นฟ้าคนอื่นอีกด้วย!?
ฉินซิงเซวียนรู้สึกราวกับว่าหัวใจของนางถูกบีบ
ฉินจื่อหยารีบหยิบเอายันต์สื่อสารและส่งสัญญาณเสียงของตน
ออกไป แต่กลับพบว่าไม่พบเจอตำแหน่งของหลินหมิงเลย มีเพียงยันต์
สื่อสารของเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์เท่านั้นที่มีระยะสื่อสารกว้างไกลกว่านี้
เพราะยันต์สื่อสารของเขามีระยะเพียงแค่ 100 ลี้เท่านั้น ฉินจื่อหยาคาด
เดาว่าหลินหมิงจะต้องอยู่นอกระยะสื่อสารอย่างแน่นอน
“ท่านเจ้าเมืองจ้าว พวกนั้นเป็นใครกัน? สัญลักษณ์อันใดเกี่ยวกับ
พวกเขาที่มองเห็นได้หรือไม่?” ฉินจื่อหยากล่าวถามด้วยน้ำเสียงขุ่นเคือง
“ผู้ต้อยต่ำเช่นข้ามิอาจรู้…” จ้าวเหยียนหมิงส่ายศีรษะอย่างจน
ปัญญา เขาทำได้เพียงอธิบายเรื่องราวอย่างคร่าวๆและดูเหมือนว่ามัน
แทบจะไม่มีประโยชน์อันใดเลย
ในที่สุด จ้าวเหยียนหมิงก็ได้กล่าวว่าโจวซินอวี่มีสัญลักษณ์รูปจันทร์
ครึ่งเสี้ยวบนชุดของนาง และฉินจื่อหยาเข้าใจในทันที พวกเขาจะต้องมา
จากสำนักคว้าจันทร์ และหลินหมิงได้ตัดสินใจที่บ้าบิ่นเอาตนเองเข้าไป
เกี่ยวข้องเรื่องระหว่างศิษย์สายตรงของสำนักคว้าจันทร์
……………….
ทั้งวันมานี้ มีเพียงฝูงสัตว์อสูรบุกมาเพียงประปรายเท่านั้น ไม่จำเป็น
ที่จะต้องใช้กองกำลังทั้งหมดเข้าสู่ด้วยซ้ำด้วยเหล่าผู้เชี่ยวชาญนับร้อยจาก
สำนักเจ็ดแก่นแท้ก็เกินกว่าคำว่าเพียงพอแล้ว ถึงแม้ผู้เชี่ยวชาญทุกคนจะ
เทียบได้กับทหารหลายร้อยนาย ย่อมเท่ากับมีกองทัพนับแสน เผชิญหน้า
กับฝูงสัตว์อสูรดุร้ายระดับ 2 นับแสน พวกเขากำลังเพียงแค่ส่งผู้เชี่ยวชาญ
ขั้นปราณต้นฟ้าออกไปจัดการสัตว์อสูรดุร้ายระดับ 4 ที่เป็นจ่าฝูงจากนั้น
สัตว์อสูรตัวอื่นๆก็จะล่าถอยไปเอง
อย่างไรก็ตาม ถึงแม้พวกสัตว์อสูรจะไม่ใช่ปัญหาอีกแล้ว แต่ทั่วทั้ง
ค่ายทหารก็ยังไม่าจที่จะนิ่งนอนใจได้ ราวกับมีเมฆครึมลอยอยู่เหนือค่าย
ทหาร นั้นเป็นเพราะพวกเขาไม่รู้ว่าหลินหมิงเป็นหรือตายในตอนนี้
จ้าวเหยียนหมิงและคนอื่นๆของตระกูลชั้นสูงต่างก็เริ่มเข้าใจอย่าง
หนึ่ง และนั่นคือฉินจื่อหยาที่มาเดินไกลจากเมืองลิขิตฟ้าและแม้แต่ฉินซิง
เซวียนพร้อมทั้งท่านมู่อี้มาด้วย นี่มิใช่เพราะช่วยเหลือเมืองใบหม่อนสี
เขียว แต่เพื่อปกป้องตระกูลหลิน
จ้าวเหยียนหมิงมิอาจจินตนาการได้ว่า การแสดงออกถึงเพียงนี้
หมายถึงสิ่งใด
แม้แต่หลินว่านซานผู้นำตระกูลหลินก็จะมีอาจที่จะนั่งลงได้ เขามิเคย
คิดเลยว่าฉินจื่อหยา ผู้ที่มีสถานะสูงยิ่งกว่าจักรพรรดิแห่งอาณาจักรลิขิต
ฟ้าจะมุ่งหน้ามายังเมืองใบหม่อนสีเขียวเพื่อปกป้องตระกูลของเขา นี่ทำ
ให้เขาปิติยินดีอย่างไม่อาจเอ่ยออกมาเป็นคำพูดได้
แต่จ้าวเหยียนหมิงนั้นกังวลเป็นอย่างมาก เขารู้ดีว่าสถานะของ
หลินหมิงนั้นสูงส่ง แต่ในตอนนี้ ดูเหมือนว่าไม่เพียงแค่จะมีสถานะที่สูงส่ง
เท่านั้น แต่ยังเป็นตัวตนที่สำคัญเป็นอย่างยิ่งต่อหุบเขาเจ็ดแก่นแท้ เขายัง
ได้ฟังจากฉินจื่อหยาว่าแผนกต่างๆของหุบเขาเจ็ดแก่นแท้ก็ได้ส่งกำลังมา
ช่วยเหลือเช่นกัน พวกเขาอยู่ไม่ห่างไปมากนัก พวกเขาน่าจะมาถึงเขต
แดนของอาณาจักรลิขิตฟ้าในอีกไม่นาน
ในตอนนี้เรื่องมันเกี่ยวข้องกับผู้ที่เป็นเจ้าสำนักโดยตรงอีกด้วย จ้าว
เหยียนหมิงพบว่ามันช่างเป็นเรื่องที่ยากจะเข้าใจ เขามิรู้ว่าผู้เชี่ยวชาญขั้น
หลอมรวมแก่นแท้นั้นคืออะไร ไม่เพียงแค่นั้น แต่ยังเป็นผู้เชี่ยวชาญขั้น
หลอมรวมแก่นแท้ระดับสูงอีกด้วย หมายความว่าสำหรับหุบเขาเจ็ดแก่น
แท้ ต่อให้หลินหมิงมิใช่ศิษย์ของหุบเขาเจ็ดแก่นแท้ในอนาคต แต่หากได้มี
ความสัมพันธ์อันดีกับหลินหมิงก็จะเป็นสิ่งยืนยันว่าหุบเขาเจ็ดแก่นแท้จะ
ได้อยู่อย่างสงบสุขไปอีกหลายร้อยปี
ในตอนนี้เอง จ้าวเหยียนหมิงได้เลิกนึกถึงเรื่องที่จูผิงได้ถูกสังหาร เขา
สั่งการให้หน่วยค้นหาออกค้นหาว่าหลินหมิงอยู่ที่ใด อย่างไรก็ตาม ก็ไม่ได้
ข่าวคราวอันใดกลับมาเลย
ในขณะที่จ้าวเหยียนหมิงมองเห็นฉินจื่อหยามีสีหน้าสลดลงเรื่อยๆ
เขาก็ได้เดินเป็นวงกลมไปมา และจากนั้นเขาก็ค่อยๆนึกบางอย่างขึ้นมาได้
หากหลินหมิงหายไปและอาจตายไปแล้ว เช่นนี้เขาก็คงมีความผิดเพียงแค่
ละเลยหน้าที่ ไม่ ผลที่ตามมาจะต้องร้ายแรงมากอย่างแน่นอน แม้แต่ฉินจื่
อหยาก็อาจจะโดนลงโทษไปด้วย
ฉินซิงเซวียนรู้สึกหัวใจหนักอึ้งด้วยความกังวล นางไม่กินมื้อเที่ยง
เพราะไม่มีอารมณ์ หลินหมิงได้หายตัวไปกว่า 10 ชั่วโมงแล้ว
จากนั้นเวลาตอนเย็น ก็มีจุดดำปรากฏบนเส้นขอบฟ้าทางทิศ
ตะวันตก หน่วยสังเกตการณ์รีบรายงานมาในทันที และเขาสามารถที่จะ
มองเห็นปีกคู่สีแดงของมังกร แต่บนหลังของมันมีรูปร่างของคน 2 คน
และผู้ที่อยู่ด้านหน้าคือหลินหมิง
ด้วยการที่หลินหมิงกลับมา ฉินจื่อหยาได้ให้จ้าวเหยียนหมิง หลิน
หลินว่านซานและมู่อี้ ฉินซิงเซวียนไปหาหลินหมิงได้ส่วนคนอื่นให้รออยู่ที่
ค่ายทหาร
ในขณะที่มังกรปีกวารีใกล้เข้ามา จ้าวเหยียนหมิงจึงได้ถอนหายใจ
ยาว และหลินว่านซานรวมทั้งคนอื่นอื่นๆตื่นเต้นเป็นอย่างมาก
สำหรับฉินจื่อหยา เขาไม่ได้มีความสุขและในเวลานี้เขาก็สงสัย
เล็กน้อย ในเมื่อหลินหมิงกลับมาอย่างสบาย แล้วผู้ที่ไล่ล่าเขาล่ะ…
ฉินซิงเซวียนมิได้กังวลเรื่องเหล่านั้น ในที่สุด ความรู้สึกหนักใจของ
นางก็ได้คลายออกไป ในขณะที่คิดว่าตนเป็นสหายที่ดีของหลินหมิง นาง
ควรที่จะดีใจที่ได้พบเขา แน่นอนว่ามันมีเหตุผลที่นางไม่รู้สึกดีใจ แต่นางก็
ยังก้าวเท้าไปข้างหน้าและค่อยๆหยุดลง และยืนนิ่ง โดยไม่แน่ใจ นาง
มองเห็นหญิงสาวที่งดงามอยู่ด้านหลังของหลินหมิง ที่งดงามแทบจะไม่
ด้อยไม่กว่านางเอง…
ในช่วงเวลาที่จ้าวเหยียนหมิงได้อธิบายถึงสถานการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้น
ฉินซิงเซวียนได้ยินชัดเจนว่ามีผู้เชี่ยวชาญขั้นปราณต้นฟ้าหลายคนโจมตี
ค่ายพักทหารเพื่อหญิงนางหนึ่ง และหญิงผู้นั้นก็มิได้มีความสัมพันธ์ใดๆ
กับหลินหมิงมาก่อน แต่เขากลับเสี่ยงชีวิตของตนเพื่อที่จะช่วยชีวิตนาง…
ฉินซิงเซวียนดวงตากรอกไปมา นางไม่รู้ว่าคิดสิ่งใดต่อไป
“ท่านวีรบุรุษหลิน ท่านทำให้ข้าหวาดกลัวแทบตาย” จ้าวเหยียน
หมิงรู้สึกราวกับว่าก้อนหินยักษ์ที่อยู่บนบ่าได้ถูกวางลง เข้าก็แทบจะทรุด
ลงด้วยความโล่งอก
เมื่อมองเห็นหลายคนต่างเฝ้ารอการมาของเขาด้วยความกังวล
หลินหมิงจึงเขินอาย เพราะว่าเขาได้ผลาญปราณแท้ไปมากและยังดูดซับ
เศษผลึกหัวใจปีศาจอีกด้วย ลมหายใจของเขายังไม่คงที่และจึงต้องใช้
เวลาเข้าฌานกว่าจะกลับ เขาไม่คิดว่าจะมีผู้คนมากมายเช่นนี้ที่กังวล
เกี่ยวกับเขา
“หลินหมิง เจ้าไปที่ใดจึงใช้เวลานานเช่นนี้? เมื่อคืนก่อนเกิดสิ่งใดขึ้น
กันแน่?” ฉินจื่อหยากล่าวถามออกมา
หลินหมิงยกมือคารวะและกล่าว “ท่านเจ้าสำนักฉิน ข้าขออภัยที่มิได้
กลับมาให้เร็วกว่านี้ ในการต่อสู้ ข้าได้ใช้พลังมากเกินไป เช่นนั้นจึงได้หา
ถ้ำเพื่อเข้าณานจึงทำให้กลับมาช้ากว่าที่ควรเป็น”
ฉินจื่อหยาได้ไปยังเต็นท์ด้วยกัน “หลินหมิง ผู้ที่ไล่ล่าเจ้าเป็นศิษย์
ของสำนักคว้าจันทร์ใช่หรือไม่? ข้าได้ฟังมาจากเจ้าเมืองใบหม่อนสีเขียว
ว่ามีแม้กระทั้งผู้เชี่ยวชาญที่อยู่ในจุดสูงสุดของขั้นปราณต้นได้ใช่หรือไม่?”
หลินหมิงลังเลและกล่าวตามจริงออกไป “ใช่ แต่ผู้นั้นได้ถูกข้าสังหาร
ไปแล้ว”
ฉินจื่อหยาตกตะลึง ผู้เชี่ยวชาญที่อยู่ในจุดสูงสุดของขั้นปราณต้นที่
ไม่ได้อ่อนด้อยไปกว่าตัวเขาเอง กลับถูกสังหารโดยหลินหมิงเช่นนั้นหรือ?
มันยากที่จะจินตนาการถึงเรื่องเช่นนี้ได้ มันหมายความว่าความแข็งแกร่ง
ของหลินหมิงเหนือยิ่งกว่าเขาอีกหรือ?
ฉินจื่อหยาไม่อาจที่จะยอมรับเรื่องการเติบโตที่น่าหวาดกลัวเช่นนี้
มันเกินกว่าความเข้าใจของเขา
“ท่านเจ้าสำนักฉิน ข้าอยากจะขอร้องท่านให้เก็บเรื่องนี้ไว้เป็น
ความลับและไม่เปิดเผยมันออกไป” หลินหมิงนั้นไม่ต้องการที่จะให้ข่าว
แพร่กระจายอออกไปถึงหูของโอวหยางปั่วเยี่ยนที่อยู่ในหุบเขาเจ็ดแก่น
แท้ เขาต้องการที่จะซ่อนความแข็งแกร่งจากศัตรูเพื่อที่จะทำให้ศัตรู
ประมาทเขา
“ย่อมได้…” ฉินว่านซานเปิดปากราวกับว่าต้องการจะกล่าว
บางอย่าง และจากนั้นจึงส่ายศีรษะ เด็กคนนี้เป็นสัตว์ประหลาดอัจฉริยะ
อย่างแท้จริง
“ใช่สิ ท่านเจ้าสำนักฉิน เกี่ยวกับสัตว์อสูรบุก เกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์จะ
ตอบโต้อย่างไรเช่นนั้นหรือ?”
เมื่อกล่าวถึงเรื่องนี้ ฉินจื่อหยาก็หายตกตะลึง “จากข่าวที่ได้มา
หลังจากที่สัตว์อสูรบุกสิ้นสุดลง เกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์จะเริ่มทำการ
เคลื่อนไหวเผชิญหน้ากับดินแดนปีศาจแห่งทะเลทางใต้…”
ฉินจื่อหยาถอนหายใจ นี่เป็นสงครามใหญ่ที่จะกวาดไปทั่วทั้งเขต
แดนทางใต้ ใช้ทุกอย่างที่มีเข้าปะทะกัน ครั้งนี้ ผู้ใดจะรู้ว่าจะมีนักสู้กี่คนที่
จะสูญเสียและมีกี่สำนักที่จะถูกทำลายเพราะเรื่องนี้
อย่างไรก็ตาม สงครามก็คือช่วงเวลาที่เหล่าอัจฉริยะจะได้เติบโต มัน
เป็นเช่นนี้มาตั้งแต่อดีตกาล วีรบุรุษและผู้เชี่ยวชาญต่อสู้ภายใต้เปลวเพลิง
แห่งสงคราม เขตแดนทางใต้นั้นมิได้เกิดสงครามใหญ่มามากกว่าพันปีแล้ว
บางทีอาจเป็นเพราะว่ามันได้สงบสุขมานาน
…
หลินหมิงทำได้เพียงผงกศีรษะโดยปราศจากคำพูดใดๆ คำกล่าวของ
ฉินจื่อหยานั้นมิได้เกินความคาดการณ์ของเขา นี่อาจเป็นผลลัพท์ที่ดิน
แดนปีศาจแห่งทะเลทางใต้ต้องการ หากดินแดนปีศาจแห่งทะเลทางใต้
ต้องการที่จะโจมตีเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ เกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์นั้นได้เปรียบ
ในดินแดนของตน ด้วยค่ายกลป้องกันขนาดใหญ่ที่ครอบคลุมทั้งเกาะ
ดินแดนปีศาจแห่งทะเลทางใต้จะต้องสูญเสียมากมายมหาศาลหากโจมตี
โดยตรง
แต่การล่อเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ออกมาจากที่ซ่อน สถานการณ์
เช่นนั้นก็จะไม่เกิดขึ้นและพวกเขาก็จะไม่สูญเสียมากเกินไป
…………….
ในขณะที่ฉินจื่อหยาและหลินหมิงกำลังสนทนากันอยู่นั้น ฉินซิงเซ
วียนนั่งอยู่ริมขอบของผ้าม่าน จ้องมองไปยังเมฆยามเย็นสีแดงฉานที่ต้อง
แสงยามเย็นของอาทิตย์ตก สาดส่องไปทั่วทั้งเมืองใบหม่อนสีเขียวและฉิน
ซิงเซวียน
“เด็กโง่ เจ้ากำลังคิดสิ่งใดอยู่หรือ?” มู่อี้กล่าวออกมาในขณะที่เดินมา
หานาง
“ท่านอาจารย์!” ฉินซิงเซวียนตกใจ นางรีบลุกขึ้นและคารวะเขาดังที่
ศิษย์ควรทำ นางต้องการที่จะหาข้ออ้างในการมานั่งอยู่ตรงนี้ แต่มู่อี้กลับ
ได้กล่าวตัดหน้านางออกมาเสียก่อน “อย่าบอกข้านะว่าเจ้าเป็นห่วงเมือง
และสงสัยว่าจะจัดการขับไล่พวกสัตว์อสูรอย่างไร”
ฉินซิงเซวียนหน้าแดง กระวนกระวายจนพูดไม่ออก