Martial World ศิลาลึกลับกับวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ - ตอนที่ 359 พิโรธ
จางเจิ้นกลืนน้ำลายลงขณะที่เขากลับไปยังที่นั่งของเขาด้วยสีหน้าอม
ทุกข์ เขาไม่กล้าที่จะมองไปยังหญิงชราอวี้หวงว่าสีหน้าของนาง
เปลี่ยนเป็นเย็นชาเพียงไร
ในตอนนี้เอง โจวเสี่ยวเหลียนก็ยิ้ม นางไม่ได้ยิ้มไปที่จางเจิ้น แต่เป็น
หลินหมิง มันคือความต้องการท้าประลองที่แฝงมาในรอยยิ้มนี่อย่าง
แน่นอน
“ข้านั้นประมาทเกินไป ประมาทยิ่งนัก ข้าได้ดูถูกสาวน้อยเช่นนาง”
จางเจิ้นกำลังละอายในการกระทำของเขาก่อนหน้านี้ เดิมที เขานั้นเป็น
คนที่หยิ่งยโสอย่างมาก การแพ้นั้นมิใช่อันใดสำหรับเขา แต่การแพ้ให้กับ
คนที่อายุน้อยกว่าเขา 1 ปี ไม่เพียงแค่นั้นคนคนนั้นยังเป็นผู้หญิงอีก
“เทคนิคการควบคุมเพลิงของข้ายังไม่ดีพอ แต่ถ้าหากเปรียบเทียบ
กันที่ทักษะวิชา ข้าอาจจะไม่แพ้นาง” ขณะที่จางเจิ้นคิดเช่นนั้น เขาได้
สร้างข้ออ้างแก้ตัวให้กับความอ่อนแอของเขาเพื่อที่จะรักษาหน้าเอาไว้
หลินหมิงยิ้ม เหตุผลที่ทำให้จางเจิ้นนั้นต้องพบกับหายนะนั่นเป็น
เพราะตัวเขาเอง ศิษย์จากนิกายตราประทับสายฟ้าผู้นี้ได้เพ่งเล็งเขาอย่าง
แน่นอน โดยไม่ต้องสงสัย นางจะต้องเป็นหนึ่งในศิษย์สายตรงอย่าง
แน่นอน แม้ว่านางจะยังอายุน้อย แต่ในอีก 2 หรือ 3 ปีหลังจากนี้ โจว
เสี่ยวเหลียนย่อมจะกลายเป็นใครสักคนหนึ่งที่มีพลังเทียบเท่า เจ้าหญิง
เพลิงตะวันหรือสายฟ้าพิโรธ จางเจิ้นย่อมมิใช่คู่มือของนางอยู่แล้ว
จนกระทั่งถึงบัดนี้ การแข่งขันที่มีทั้งมี 7 ครั้ง เกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์
นั้นพ่ายแพ้ 4 ครั้ง และชนะ 3 ครั้ง แม้ว่าพวกเขาจะถูกทิ้งท้ายเล็กน้อย
แต่การแข่งขันระหว่างเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์นั้นเป็น 1 ต่อ 6 ได้รับได้
คะแนนเช่นนี้ย่อมถือว่าดีมากแล้ว แปดนิกายที่มาร่วมงานนี้ นิกายมหา
วิหารลึกลับและนิกายห้วงวิบัติแห่งภูมิภาคเขตแดนทางใต้ไม่ได้มาร่วม
ด้วย พวกเขาน่าจะห่วงเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างพวกเขา เพราะว่า
อยู่ในดินแดนเดียวกัน และไม่ได้พยายามที่จะท้าประลองกับเกาะฟีนิกซ์
ศักดิ์สิทธิ์ ถ้าหากดินแดนปีศาจแห่งทะเลทางใต้ฟื้นฟูได้สำเร็จจนเทียบเท่า
เมืองจักรพรรดิปีศาจแห่งความเงียบงัน เช่นนั้นพวกเขาคงไม่โชคดีนัก
สำหรับพวกเขา การยอมจำนนและยอมรับข้อเสนอต่อเกาะฟีนิกซ์
ศักดิ์สิทธิ์ย่อมดีกว่า
ในเวลานี้ ณ ที่นั่งของผู้มีเกียรติ ใบหน้าของหญิงชราอวี้หวงมิได้มี
ความสุขแม้แต่น้อย นางรู้ตัวดีแล้วว่า ไม่ว่านางจะทำตัวน่ารื่นรมย์หรือ
อ่อนน้อมถ่อมตนเพียงไร มันก็เป็นไปไม่ได้ที่จะทำให้ตาแก่โลภมากพวกนี้
ยอมรับเงื่อนไขได้
ดังนั้นมันย่อมดีกว่าที่จะไม่ทำให้เกิดความบาดหมาง ในโลกของนักสู้
มันยังมีกฎหนึ่งที่ใช้กันอย่างแพร่หลาย ถ้าหากไม่สามารถโน้มน้าวได้ ก็จง
เอาชนะแล้วทำให้ทำตามซะ ความแข็งแกร่งนั้นเป็นสิ่งสำคัญที่สุด หาก
ต้องต่อรองกับใครสักคน ถ้าหากเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์สามารถชนะงาน
ประลองเทียบทักษะนี่ได้ เช่นนั้นผู้อื่นย่อมเสียเปรียบในการเจรจาเป็นแน่
อำนาจต่อรองที่มองไม่เห็นนี่ เป็นสิ่งที่ใช้ในการทูตได้ทุกประเภท
แต่ขณะที่หญิงชราอวี้หวงคิดเกี่ยวกับความแข็งแกร่งของมู่ติงซาน
และมู่เสี่ยวชิง มู่ติงซานและมู่เสี่ยวชิงนั้นแข็งแกร่ง พวกเขาย่อมสามารถ
เอาชนะศิษย์คนไหนก็ได้ที่มาจากนิกายแห่งภูมิภาคเขตแดนห้าธาตุ การที่
จะให้ทั้งคู่นั้นต้องสู้อย่างต่อเนื่อง มันย่อมเป็นการกดดันพวกเขา และมัน
ย่อมเป็นเรื่องยากที่พวกเขาจะทำมันได้
ในเจ็ดนิกายใหญ่จากภูมิภาคเขตแดนห้าธาตุ นิกายไพรขจีไม่ได้
มาร่วมฉลองงานวันเกิดเพราะปัญหาภายในของผู้เยาว์ของพวกเขา
สำหรับนิกายมหาวิหารลึกลับและนิกายห้วงวิบัติแห่งภูมิภาคเขตแดนทาง
ใต้ พวกเขาย่อมไม่ต่อต้านอย่างแน่นอน ดังนั้น การต่อสู้ของมู่ติงซาน
และมู่เสี่ยวชิงจึงเป็น 2 ต่อ 6
นอกจากมู่ติงซานและมู่เสี่ยวชิงก็ยังมีหลินหมิงอยู่ หยี่เอ่อร์ได้ชื่นชม
เขาอย่างมาก หากอ้างอิงจากความแข็งแกร่งของเขา ดังนั้น เขาย่อม
สามารถแสดงความสามารถออกมาได้ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าหลินหมิงนั้นยัง
อายุน้อยเกินไป ความสามารถของเขานั้นไม่เพียงพอสำหรับการแข่งขันนี้
เขานั้น อายุประมาณ 16 หรือ 17 เท่านั้น การที่จะให้เขาแบกรับภาระ
ของมู่ติงซานและมู่เสี่ยวชิงนั้นยังยากเกินไปสำหรับเขา
……
หลังจากโจวเสี่ยวเหลียนลงจากเวที จ่านอวิ๋นเจียนก็ถอนหายใจ ในปี
นั้น นิกายตราประทับสายฟ้านั้นเริ่มแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น หลายปีที่ผ่านมา
นี้ แม้แต่เขายังมิอาจดูถูกนางได้อีกต่อไป
นิกายไพรขจีนั้นได้สร้างศิษย์ที่ค่อนข้างด้อยออกมาสองรุ่นแล้ว แต่
สำหรับนิกายตราประทับสายฟ้า พวกเขาสร้างศิษย์ที่มีพรสวรรค์สูงอันดับ
สองได้ นั่นคือโจวเสี่ยวเหลียน ความสมดุลระหว่างเจ็ดนิกายใหญ่แห่ง
ภูมิภาคเขตแดนห้าธาตุนั้นเริ่มเกิดความเหลื่อมล้ำมากขึ้นเรื่อยๆ
ขณะที่จ่านอวิ๋นเจียนกำลังคิดอยู่นั้น เขาก็สังเกตเห็นว่าหยานฟู่หง
จากเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์นั้นกระพริบตามาที่เขาจากระยะไกล ส่ง
สัญญาณให้เขานั้นเคลื่อนไหว
จ่านอวิ๋นเจียนส่ายหัวและถอนหายใจ หยานฟู่หงผู้นี้ช่างขี้อิจฉาและ
ทะนงตนจนส่งผลต่อจิตวิญญาณ คนเช่นนี้ย่อมมิอาจได้รับความสำเร็จที่
ยิ่งใหญ่ได้
ขณะคิดเกี่ยวกับมัน เขาก็หันหน้าไปทางศิษย์น้องด้านข้างเขาและ
กล่าว “จุ้นฮุย ไปท้าทายหลินหมิงซะ”
“ฮี่ฮี่ ในที่สุดเจ้าก็ต้องการให้ข้าเคลื่อนไหว?” ผู้เยาว์นามว่าหม่าจุ้น
ฮุยบิดคอไปมาและมองไปยังหลินหมิงเหมือนดังหมาป่าที่กำลังจ้องเหยื่อ
และมีความตื่นเต้นปรากฏขึ้นภายในดวงตาของเขา
ถ้าหากเขาทำให้หลินหมิงบาดเจ็บจนต้องใช้เวลา 1 วันเพื่อรักษา
เขาจะได้รับหินลมปราณระดับกลาง 5 ก้อน ถ้าหากเขาทำให้หลินหมิ
งบาดเจ็บจนต้องใช้เวลา 20 วันเพื่อรักษา เขาจะได้รับหินลมปราณ
ระดับกลาง 100 ก้อน
ถ้าหากเขาทำให้เส้นชีพจรของหลินหมิงเสียหายจนต้องใช้เวลาหลาย
เดือนเพื่อรักษาและทำให้การบ่มเพาะของเขาล่าช้าลง เขาจะได้รับหิน
ลมปราณระดับกลาง 300 ก้อน ปริมาณหินลมปราณเช่นนี้ เทียบเท่ากับ
ทรัพยากรที่เขาได้รับตลอด 1 ปีเลยทีเดียว
ส่วนในเรื่องงานประลองเปรียบเทียบทักษะ หม่าจุ้นฮุยไม่ได้ใส่ใจมัน
ในการประลองระหว่างรุ่นเยาว์มันเกิดขึ้นบ่อยๆที่จะมีใครสักคนโกรธจน
เผลอทำให้คนอื่นบาดเจ็บ ถ้าหากเขาใช้พลังเต็มที่ แล้วมันจะเป็นไปได้
อย่างไรที่หลินหมิงจะไม่บาดเจ็บ?
นอกจากนี้ มันยังมีจิตสังหารจำนวนมากปกคลุมไปทั่วทั้งเวที พวก
ระดับสูงของแต่ละฝ่ายนั้นอยากสังหารอีกฝ่ายให้รู้แล้วรู้รอดไปเลย ตราบ
ใดที่เขาไม่ได้ฆ่าใครสักคน เช่นนั้นแค่เลือดตกยางออกเล็กน้อยแค่นี้ไม่มี
ปัญหาอยู่แล้ว!
“หยานฟู่หงจะรักษาสัญญาหรือไม่?” หม่าจุ้นฮุยถามขณะที่เขากำลัง
หักกระดูกนิ้วเตรียมพร้อม
“เขาจะรักษาสัญญาแน่นอน เขาให้หินลมปราณระดับกลางเป็นมัด
จำมาเรียบร้อยแล้ว 50 ก้อน”
“ฮี่ฮี่ นั่นเยี่ยมไปเลย ข้ายิ่งขาดแคลนหินลมปราณสำหรับฝึกฝนอยู่
และตอนนี้กลับมีคนนำมาส่งให้ข้าถึงมือเลย” หม่าจุ้นฮุยกล่าวอย่าง
ตื่นเต้นขณะที่เลียริมฝีปาก
“อย่าได้ประมาทเขา เจ้าเด็กนั่นไม่ได้ง่ายอย่างที่เห็น เขาสามารถ
บรรลุขั้นผสานชีพจรช่วงปลายได้ขณะที่อายุ 16 ปี นี่ก็ถือว่าเยี่ยมมาก
แล้ว ไม่เพียงแค่นั้น แต่มู่เชียนหยี่ยังชื่นชมเขาเอาไว้อย่างมาก ข้าเกรงว่า
พรสวรรค์ของเขาจะเทียบเท่ากับเจ้าหญิงเพลิงตะวัน หรือไม่ก็อาจจะ
มากกว่า” จ่านอวิ๋นเจียนกล่าวตักเตือน
“ใครจะสนกันเล่าว่าพรสวรรค์เขามากเพียงใด เด็กน้อยขั้นผสานชีพ
จรช่วงปลายจะสู้กับข้าที่อยู่ระดับการบ่มเพาะครึ่งก้าวสู่ขั้นปราณต้นฟ้า
ได้อย่างไรกัน? เจ้าเด็กนี่อาจจะมีศักยภาพมาก แต่อย่างไรก็ตาม เขาก็ยัง
เด็กและไร้เดียงสา” หม่าจุ้นฮุยกล่าวขึ้นขณะกระโดดไปบนเวที ด้วยความ
ช่วยเหลือของปราณแท้ธาตุจำเพาะวายุ ในพริบตา เขาก็ไปปรากฏตัวบน
เวทีแล้ว
“หม่าจุ้นฮุยแห่งนิกายหุบเขาวายุคลั่ง อายุ 18 ปี ข้าขอท้าประลองผู้
กล้าทั้งหลาย!” หม่าจุ้นฮุยกล่าวขณะที่ผสานมือ
“หม่าจุ้นฮุย เขาขึ้นมาเร็วยิ่งนัก ก่อนหน้า ข้าคิดว่าจะเป็นใครสักคน
เช่นโจวเสี่ยวเหลียนเสียอีก แต่ดูเหมือนศิษย์หลักนิกายหุบเขาวายุคลั่ง
อย่างหม่าจุ้นฮุยต้องการท้าประลองใครสักคน ข้าจำได้ว่าเขาเป็น
ระดับกลางชั้นสูงในบรรดาศิษย์หลัก” ศิษย์ทั้งหลายจากเจ็ดนิกายใหญ่
แห่งภูมิภาคเขตแดนห้าธาตุนั้นต่างรู้จักกันเป็นอย่างดี ถึงชื่อของหม่าจุ้น
ฮุย
“อืม มันดูเหมือนว่าศิษย์ระดับกลางกำลังจะขึ้นไปบนเวทีแล้ว
ตอนนี้หม่าจุ้นฮุยก็ขึ้นไปบนเวทีแล้ว ระดับของการต่อสู้น่าจะเพิ่มขึ้นอีก
ครั้งหนึ่ง มันดูเหมือนจะยากสำหรับพวกเราที่จะหาคู่ต่อสู้ที่ทำให้เรา
สามารถแสดงทักษะของเราได้ ข้าสงสัยว่าใครกันทำให้หม่าจุ้นฮุย
อยากจะสู้นักจนทำให้เขาขึ้นไปบนเวทีเร็วนัก”
ขณะที่ศิษย์จากภูมิภาคเขตแดนห้าธาตุกำลังพึมพำกับตนเองอยู่นั้น
หม่าจุ้นฮุยส่งสายตาผ่านไปยังศิษย์จากเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ เขาชี้ไปยัง
หลินหมิงและกล่าว “เจ้าชื่อว่าหลินหมิงใช่หรือไม่? เจ้ากล้าที่จะสู้กับข้า
หรือไม่?”
“ว่าไงนะ?” จางเจิ้นเป็นคนแรกที่ตกตะลึงเมื่อได้ยิน เจ้าเด็กนี่ ช่าง
ไร้ยางอายยิ่งนัก เขาไม่สนชื่อเสียงของเขาเลยสินะ? เขาอายุ 18 ปี ท้าสู้
กับเด็กอายุ 16 ปีหรือ?
ความแตกต่างระหว่างช่องว่าง 2 ปีมันดูเหมือนไม่มาก แต่ความจริง
แล้ว สำหรับพวกผู้เยาว์ที่มีพรสวรรค์อันดับต้นๆแล้ว ทุกๆวันสำหรับพวก
เขานั้นช่างล้ำค่ายิ่งนัก
ในเวลาสองปีนั้นมากพอที่จะทำอะไรหลายๆอย่างให้สำเร็จ
ยกตัวอย่างเช่น มู่เชียนหยี่ได้เข้าสู่ขั้นผสานชีพจรช่วงอายุ 15 ปี และนั่น
ถือว่าเป็นพรสวรรค์ระดับนักบุญ อย่างไรก็ตาม ถ้าช้ากว่านั้นไปสองปีและ
เข้าสู่ขั้นผสานชีพจรช่วงอายุ 17 ปี เช่นนั้นนางย่อมไม่ต่างไปจากศิษย์
ทั่วไปของเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์นัก แต่เมื่อมู่เชียนหยี่อายุ 16 ปี นาง
สามารถเข้าสู่ขั้นปราณต้นฟ้าได้สำเร็จ
ถ้าหากหลินหมิงมีเวลาอีกสองปี การทะลวงเข้าสู่ขั้นปราณต้นฟ้านั้น
ย่อมเป็นเรื่องง่าย เขาอาจจะแม้กระทั่งเอาชนะผู้เชี่ยวชาญขั้นปราณ
ปลายฟ้าได้ นั่นเป็นสิ่งที่ไม่ใช่คนอย่างหม่าจุ้นฮุยจะสามารถเทียบได้
ก่อนหน้านี้ ในการประลองเทียบทักษะ มันจะเป็นการประลอง
ระหว่างคนที่อายุใกล้เคียงกันเท่านั้น แม้ว่าจะอายุต่างกันเพียงหนึ่งปี มัน
เป็นเรื่องปกติที่รุ่นน้องจะท้าประลองรุ่นพี่ หากกลับกันนั้น เช่นนั้นการ
กระทำที่น่ารังเกียจนี้คงจะถูกดูถูกโดยผู้อื่น
“หลินหมิง เจ้าไม่จำเป็นต้องขึ้นไป ไอ้ขี้อิจฉานี่คงอยากจะตบตีเจ้า
เป็นแน่” จางเจิ้นรู้สึกได้ถึงเจตนาไม่ดีที่มาจากหม่าจุ้นฮุย
หญิงชราอวี้หวงเงียบ นางส่งสายตาไปยังมู่เชียนหยี่ และเห็นมู่เชียน
หยี่พยักหน้าเล็กน้อยตอบรับกลับมาโดยมิได้กล่าวอันใด
“ตั้งแต่ที่หยี่เอ่อได้ให้การชื่นชมเขาอย่างมาก ถ้าเขาไม่สามารถ
เอาชนะช่องว่างสองปีนี้ได้ เช่นนั้นเขาคงไม่มีทางดีไปกว่าเสี่ยวชิงหรือติง
ซาน หญิงชราผู้นี้ต้องการจะดูว่าเขาจะมีอะไรมาทำให้ข้าประหลาดใจ
บ้าง”
หม่าจุ้นฮุยเมินสายตาที่ทุกคนมองมาที่เขาอย่างรังเกียจ เขายังคงชี้
ไปยังหลินหมิงเช่นก่อนหน้าและตะโกนออกไป “เจ้าหนู เจ้ากล้าหรือไม่?”
หลินหมิงยืนขึ้น “ข้าไม่คิดว่าข้าจะมีชื่อเสียงถึงภูมิภาคเขตแดนห้า
ธาตุได้ มันช่างเป็นเกียรติอย่างยิ่ง ตั้งแต่ที่เจ้าท้าทายข้า เช่นนั้นข้าย่อม
ตอบรับคำขอของเจ้า”
ขณะที่หลินหมิงกล่าว เขาเดินตรงไปยังมุมหนึ่งและเมินจางเจิ้นที่
กระพริบตาส่งสัญญาณอย่างหนัก
“เช่นนั้น เขาคือหลินหมิงสินะ”
“หืม ข้าเคยไปที่ศาลาต้นอู๋ถงนะ นี่เป็นครั้งแรกที่ข้าได้เห็นเขา ข้าได้
ยินมาว่าเขาอายุ 16 ปี และท่านหญิงเชียนหยี่นั้นชื่มชมเขาเอาไว้
“เช่นนั้น เราจะได้เห็นกันว่าเขาจะแข็งแกร่งสักเพียงไร ถ้าหากเขา
สามารถรับมือกับหม่าจุ้นฮุยได้ เช่นนั้นเขาก็นับว่ามีฝีมือพอตัว และมัน
ไม่ใช่เรื่องน่าอายหากเขาจะแพ้เช่นกัน”
หลินหมิงนั้นเป็นที่รู้จักเพียงเล็กน้อยโดยผู้คนที่มาจากภูมิภาคเขต
แดนห้าธาตุ แต่เขาก็เป็นที่โด่งดังอย่างมากภายในเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์
พรสวรรค์ของเขานั้นเป็นสิ่งที่มู่เชียนหยี่ได้ประเมินค่าไว้สูง และเป็นเพียง
คนเดียวที่นางคัดเลือกมาเป็นการส่วนตัวจากหุบเขาเจ็ดแก่นแท้ ทันทีที่
เขาเข้าร่วมสำนักแล้ว เขาได้รับอนุญาตให้ไปยังศาลาต้นอู๋ถงได้ทันที แค่นี้
ก็เพียงพอที่จะทำให้เขาเป็นที่สนใจของศิษย์จากเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์
“ฮี่ฮี่ เจ้าคิดหรือว่าข้าเคยได้ยินชื่อของเจ้าในภูมิภาคเขตแดนห้าธาตุ
เพียงเพราะชื่อเสียงเล็กน้อยของเจ้า? ข้าเคยได้ยินครั้งหนึ่งว่าเจ้าหักหลัง
สำนักของเจ้าและขายตัวเองให้กับเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์เพื่อเป็นศิษย์หลัก
ข้าพูดถูกหรือไม่?”
หม่าจุ้นฮุยเยาะเย้ยเขา คำพูดของเขานั้นเต็มไปด้วยพิษสงและเล่ห์
เหลี่ยม เขานั้นจงใจที่จะยั่วยุหลินหมิง ดังนั้น นั่นจึงเป็นเหตุผลที่เพียงพอ
จะสามารถทำให้สู้กันจนบาดเจ็บและต้องพักฟื้นบนเตียงอีกนานได้
“สารเลว!”
เสียงของหม่าจุ้นฮุยสิ้นสุดลงเมื่อเขาได้ยินเสียงดังดั่งเสียงฟ้าผ่า
ระเบิดอยู่ในหูของเขา หน้าของเขาเปลี่ยนเป็นสีขาวทันที และถอยหลัง
กลับไปหลายก้าว
“เจ้าเด็กโง่ เจ้ากล้าที่จะพูดจาดูหมิ่นข้าหรือ!?” หญิงชราอวี้หวงตบ
มือขวาไปยังเก้าอี้ของนาง และคลื่นพลังที่น่าหวาดกลัวก็ทะลักออกมาสู่
หม่าจุ้นฮุย หม่าจุ้นฮุยนั่นรู้สึกว่าทั่วทั้งกายเขาหนาวจนแทบจะแข็งไป มัน
เหมือนดั่งเรือเล็กที่จะเกือบจะคว่ำอยู่ตลอดเวลากลางคลื่นมหาสมุทรที่ไร้
สิ้นสุด
หม่าจุ้นฮุยนั้นหวาดกลัวอย่างมาก เขาไม่คิดว่าเพียงคำพูดไม่กี่คำก็
สามารถที่จะทำให้ มู่อวี้หวงไม่สนใจต่อสถานะนางที่เป็นปรมาจารย์ขั้น
หลอมรวมแก่นแท้ และลงมือใส่รุ่นเยาว์
ทันใดนั้นก็เกิดคลื่นลมที่พัดตรงไปยังหม่าจุ้นฮุยและปกป้องร่างของ
เขา พัดพาคลื่นพลังที่น่าหวาดกลัวออกไป ชายชุดดำยืนขึ้นและกล่าว
“ท่านอวี้หวง โปรดใจเย็นลงก่อน จุ้นฮุย เจ้าพูดจาไร้สาระอันใดกัน! รีบๆ
ขอโทษซะ!”
หม่าจุ้นฮุยถอนหายใจออกไปขณะที่คิดว่าช่วงเวลาที่อันตรายผ่าน
พ้นไปแล้ว หญิงชราผู้นี่บ้าไปแล้วแน่ๆ เขาเพียงต้องการเยาะเย้ยหลินหมิง
เท่านั้น ไม่ได้ตั้งใจจะสาปแช่งนาง กี่วันมาแล้วที่หลินหมิงอยู่ในสำนัก และ
จะสักกี่ครั้งที่เขาเห็นหญิงชราอวี้หวงเคลื่อนไหวเพื่อปกป้องศิษย์เช่นนี้
มันเป็นความจริงที่ว่าหม่าจุ้นฮุยนั้นประมาทเกินไป เมื่อเขากล่าวว่า
หลินหมิงนั้นขายตัวเอง มันไม่ต่างกับการหมิ่นประมาทมู่เชียนหยี่เลย มู่
เชียนหยี่นั้นเป็นศิษย์ที่มู่อวี้หวงรักที่สุด นางจะทนดูผู้อื่นมาดูถูกนางได้
เช่นไรกัน?
หลินหมิงชำเลืองมองไปยังมู่เชียนหยี่ที่ดูอารมณ์ไม่ดีนัก ทันใดนั้น
ดวงตาของเขาก็กลายเป็นเย็นชา เขาหันหน้าไปยังหม่าจุ้นฮุย และกล่าว
ด้วยน้ำเสียงที่เยือกเย็นและมืดมน “เจ้าจงใจที่จะยั่วยุให้ข้าโกรธ
เพื่อที่จะให้ข้าสู้กับเจ้าหรือ? ดี เช่นนั้น ข้าต้องขอแสดงความยินดีกับเจ้า
ด้วย เจ้าทำมันได้สำเร็จ”