Martial World ศิลาลึกลับกับวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ - ตอนที่ 360 อย่ากังวลไปเลย
แม้ว่างานเลี้ยงจะเต็มไปด้วยความตึงเครียด แต่ก็มิใช่ว่าพวกเขาจะ
สูญเสียมารยาทของตนไป คำกล่าวเหยียดหยามของหม่าจุ้นฮุยเมื่อครู่ มัน
เป็นสิ่งที่คนปกติจะไม่กล่าวออกมากัน
หลินหมิงมิได้เป็นศัตรูกับหม่าจุ้นฮุยมาก่อน หรือหยาบคายใดๆกับ
เขาความจริงแล้ว หลินหมิงมิเคยได้พบเจอกับหม่าจุ้นฮุยเลย หม่าจุ้นฮุย
ราวกับเป็นหมาบ้าที่กัดไม่เลือก ต่อให้ผู้อื่นไม่ยั่วยุ เขาก็ได้ถือเป็นเรื่อง
ส่วนตัวอยู่ดี
หม่าจุ้นฮุยหัวเราะขณะที่เค้นเสียงเย็นชาและกล่าวว่า “เจ้ากล่าวได้
ถูกต้อง ข้าพยายามทำให้เจ้าขุ่นเคือง การแข่งทักษะที่ผ่านมานั้นช่างน่า
เบื่อเกินไป อย่างไรก็ตาม ข้ามิได้โกหกเมื่อข้ากล่าวว่าเจ้านั้นขายตัวเอง
เพื่อให้ได้เข้ามาเป็นศิษย์หลักของเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ มันมีข่าวลือเช่นนี้
กระจายไปทั่ว อย่างที่โบราณว่าไว้ ที่ใดมีควันที่นั่นย่อมมีไฟ วันนี้ มาดูกัน
เป็นอย่างไรว่า เจ้าเป็นดังที่ข่าวลือว่าไว้หรือไม่ หืม?”
“อยากพิสูจน์หรือ? เจ้าประเมินตนเองสูงเกินไป” หลินหมิงเย้ยหยัน
“ข้าเกรงว่ามันคงจะไม่เป็นดังที่เจ้าคิด!”
ขณะที่กล่าวหลินหมิงก็ได้นำหอกอ่อนปราณคลั่งออกมาจากแหวน
มิติของเขา ตั้งแต่ที่หลินหมิงได้รับหอกแห่งดาวหางม่วงมา เขาก็มิได้ใช้
หอกอ่อนปราณคลั่งอีกเลย
อย่างไรก็ตามหอกแห่งดาวหางม่วงก็เป็นถึงสมบัติระดับปฐพีขั้น
สูงสุด มันเป็นสิ่งที่น่าตกตะลึงที่บรรพบุรุษจื่อเยี่ยนได้อำพลางเอาไว้ด้วย
ค่ายกล ไม่มีผู้ใดที่มีระดับการบ่มเพาะต่ำกว่าบรรพบุรุษจื่อเยี่ยนจะ
สามารถที่จะมองผ่านค่ายกลที่อำพลางไว้ไปได้ อย่างไรก็ตามในที่แห่งนี้มี
เจ้านิกายอยู่หลายคนอาจจะมีบางคนที่สามารถมองเห็นระดับที่แท้จริง
ของมันได้
สมบัติระดับปฐพีขั้นสูงสุดเป็นสิ่งที่ทำให้แม้แต่ปรมาจารย์ขั้นหลอม
รวมแก่นแท้ก็ยังเกิดความโลภได้ ถึงแม้หลินหมิงจะมีเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์
คอยหนุนหลังและไม่ต้องกลัวที่หอกแห่งดาวหางม่วงจะถูกเปิดเผย แต่จะ
ดีกว่าหากเก็บซ่อนมันไว้ ด้วยคนจำนวนมากที่นี่หากข่าวกระจายออกไป
คงใช้เวลาไม่ถึงวัน
หม่าจุ้นฮุยมองเห็นหลินหมิงเอาสมบัติระดับมนุษย์ขั้นกลางออกมา
จากแหวนมิติเขาก็หัวเราะในทันที “ข้ากำลังมองสิ่งใดอยู่กันแน่? เจ้าเป็น
ถึงศิษย์หลักของเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ แต่กลับมีเพียงอาวุธขยะเช่นนี้เอง
หรือ? แม้แต่ศิษย์ของสำนักระดับ 3 ก็ยังสามารถครอบครองมันได้ แต่เจ้า
เองก็ใช้มัน หรือว่าเจ้ากำลังเล่นตลกกับข้าอยู่หรือ?”
หลินหมิงยกริมฝีปากขึ้น หากทุกคนล้วนกลายเป็นมิตรสหายและ
ได้รับประสบการณ์แข่งที่ดี เช่นนั้นเขาก็จะไว้หน้าคู่ต่อสู้อยู่บ้าง แต่กลับมี
ตัวโง่งมที่ไล่กัดผู้อื่นไปทั่ว เป็นธรรมดาที่เขาจะมิให้อภัย
“จะจัดการกับขยะชั้นต่ำเช่นเจ้า มือเปล่าของข้าก็น่าจะเพียงพอ แต่
ในตอนนี้ หอกของข้ากับต้องการที่จะดื่มโลหิตของเจ้าแทน หลังจาก 5
กระบวนท่า หากเจ้ายังยืนอยู่ได้ จะถือว่าข้านั้นได้พ่ายแพ้”
คำกล่าวของหลินหมิงนั้นทำให้ทุกคนตกตะลึง
เพียงมือเปล่าก็เพียงพอแล้วหรือ?
แต่เพราะหอกต้องการดื่มโลหิตจึงใช้มันแทนเช่นนั้นหรือ?
จะเอาชนะหม่าจุ้นฮุยให้ได้ใน 5 กระบวนท่าหรือทำไม่ได้ก็จะเป็น
ฝ่ายพ่ายแพ้หรือ?
จ่านอวิ๋นเจียนมองมายังหลินหมิงอย่างเพลิดเพลิน เจ้าเด็กนี้ช่าง
มั่นใจในตนเองยิ่งนัก จากนั้นเขาก็หันไปมองโจวเสี่ยวเหลียนของนิกาย
ตราประทับสายฟ้า และเห็นว่านางนั้นรู้สึกตื่นเต้นเป็นอย่างมาก เห็นได้
ชัดว่าต้องการที่จะรับชมการต่อสู้นี้อย่างมาก
“โอ้? เจ้าคิดว่าหลินหมิงจะสามารถเอาชนะได้ใน 5 กระบวนท่า
หรือ? จ่านอวิ๋นเจียนใช้กระแสเสียงปราณแท้ส่งไปถามนาง”
“ฮ่าฮ่า ข้าไม่รู้ว่าเขาจะชนะหรือไม่ แต่ไม่ว่าจะเป็นอย่างไร หลังจาก
5 กระบวนท่าต่างหากที่น่าสนใจ จะต้องมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจบลงอย่างน่า
อนาถ ข้าต้องการที่จะเห็นใบหน้าของผู้แพ้ ผู้แพ้นั้นอาจจะสูญเสียความ
มั่นใจและทำลายเส้นทางการบ่มเพาะ และไม่อาจที่จะฟื้นคืนกลับมาได้
เป็นเช่นนี้แล้วข้าจะไม่ตื่นเต้นกับเรื่องน่าสนุกเช่นนี้ได้อย่างไรกัน?”
ขณะที่จ่านอวิ๋นเจียนได้ยินน้ำเสียงที่ดูใสซื่อจากโจวเสี่ยวเหลียน เขา
ก็รู้สึกขนลุกทันที เมื่อใดที่นางเติบโตขึ้นจะต้องเกิดภัยพิบัติอย่างแน่นอน
ในบรรดาเหล่าผู้ที่มา ศิษย์ของภูมิภาคเขตแดนทางใต้ส่วนใหญ่รับชม
เพื่อความสนุก แต่สำหรับศิษย์ของเกาะฟีนิกซ์ พวกเขามีความคิด
หลากหลาย มีบางคนกังวลว่าหลินหมิงจะจบลงเช่นเดียวกับจางเจิ้น แต่ก็
มีบางคนอิจฉาและโกรธเกลียดหลินหมิงเป็นอย่างมาก อยากที่จะเห็น
หลินหมิงพ่ายแพ้
หยานฟู่หงมีรอยยิ้มที่ชั่วร้ายบนใบหน้า และก็ครุ่นคิดกับตนเอง เขา
มาจากดินแดนที่อ่อนแอ และยังเอาอาวุธขยะระดับมนุษย์ขั้นกลางมาโชว์
ให้ตนเองขายขี้หน้าด้วย ข้าต้องการให้บางคนทำให้เจ้ากลายเป็นคนพิการ
ด้วยตนเองและพลาดโอกาสในการเข้าไปยังแดนเร้นลับเกาะฟีนิกซ์
ศักดิ์สิทธิ์ แต่ดูเหมือนว่าตอนนี้แม้แต่หัวใจแห่งนักสู้ของเจ้าก็คงจะไม่
เหลือ ช่างโง่เขลายิ่งนัก ขุดหลุมฝังตัวเองชัดๆ
มู่อวี้หวงนิ่งเงียบ นางมองไปยังมู่เชียนหยี่ เห็นได้ชัดเจนดวงตาของ
นางเต็มไปด้วยคำถาม
มู่เชียนหยี่ไม่อาจกล่าวอันใดได้ หลินหมิงนั้นทำให้ผู้อื่นต้องกังวลยิ่ง
นัก มันจะมิเป็นไรหากเพียงแค่จัดการคนผู้นี้ลงได้ หลินหมิงในตอนนี้ ทำ
ให้ตนเองไม่อาจถอยพลังได้อีกแล้ว มู่อวี้หวงก็มองมาด้วยสายตาที่เต็มไป
ด้วยคำถาม มู่เชียนหยี่ทำได้เพียงแค่กัดฟันและผงกศีรษะให้นางว่าไม่เป็น
อะไร นางยังคงเชื่อในตัวของหลินหมิง
มู่อวี้หวงคิ้วขมวด “เจ้ามิได้บอกว่าเจ้าแก่น่าโง่จื่อเยี่ยนนั้นสร้าง
สมบัติระดับปฐพีขั้นสูงสุดให้กับหลินหมิงหรอกหรือ? และมันยังดีเยี่ยมยิ่ง
กว่ากระบี่วิหคเพลิงของเจ้าด้วยมิใช่หรือ? แล้วเหตุใดเขาถึงมิใช้มัน
ออกมากันเล่า?”
“นี่…” มู่เชียนหยี่ฝืนยิ้ม “บางครั้งเขาคงมิอาจอยากจะเผชิญปัญหา
เมื่อมันถูกเปิดเผยออกมากระมัง…”
มู่อวี้หวงกล่าวอย่างเย็นชา “หากมันถูกเปิดเผยและมีปัญหาใดขึ้นมา
เขาก็ยังมีเกาะฟีนิกซ์ศักดิสิทธิ์คอยสนับสนุน มันก็ยังดีกว่าจะต้องมาแพ้
การเอาอาวุธเช่นนี้ออกมานั้นช่างน่าอับอายอย่างแท้จริง แล้วเขาจะทำ
อย่างไรหากมันเกิดหักขึ้นมา? เมื่อใดที่มันหักขึ้นมา เขาอาจที่จะไม่
สามารถเอาชนะคู่แข่งได้ใน 5 กระบวนท่า ต่อให้พละกำลังเหนือกว่าคู่
ต่อสู้ เขาก็ยังจะถูกหัวเราะเยาะโดยผู้อื่น ข้าหวังว่าเขาจะรู้ว่าตนเองทำ
อะไรอยู่และมิทำให้ตนเองกลายเป็นตัวตลก”
หลังจากที่หม่าจุ้นฮุยได้ยินคำกล่าวเช่นนี้ของหลินหมิง เขามิได้เป็น
บ้า – เขาเพียงแค่หัวเราะ เขามองหลินหมิงราวกับเป็นตัวโง่งมและกล่าว
“วันนี้เจ้ากินยาผิดมาเช่นนั้นหรือ?” ข้าอยากจะรู้นักว่าเจ้าจะทำได้เช่นที่
โอ้อวดไว้หรือไม่!”
หลินหมิงถือหอกไว้ในมือขวาและใช้มือซ้ายสัมผัสด้ามหอกที่เย็น
เฉียบ ความรู้สึกคุ้นเคยแผ่ซานไปทั่วร่างกายของเขา เขาได้ใช้หอกอ่อน
ปราณคลั่งมาอย่างยาวนาน มันอยู่กับเขาเมื่อตอนเอาชนะฉางกวนอี้ว์
เมื่อเขาได้เข้าไปในป่าไพศาลทางใต้และเมื่อตอนที่ได้เอาชนะในงาน
ประลองชุมนุมร่วมสำนักทั้งหมด
เมื่อหลินหมิงได้กล่าวเอาไว้ว่าจะเอาชนะหม่าจุ้นฮุยให้ได้ใน 5
กระบวนท่า เขาก็ได้คาดการณ์เอาไว้แล้ว เมื่อเขาได้ผสานไขกระดูกได้
10% เขาก็สามารถที่จะเอาชนะผู้ที่อยู่ในจุดสูงสุดของขั้นปราณต้นฟ้าเช่น
หวงจื่อเซียนเอาไว้แล้ว แต่หม่าจุ้นฮุยนั้นอยู่เพียงแค่ขั้นครึ่งก้าวสู่ปราณ
ต้นฟ้า ต่อให้เขาเป็นผู้มีพรสวรรค์ของนิกายระดับ 4 แล้วจะอย่างไร?
เพราะในตอนนี้หลินหมิงผสานไขกระดูกได้ถึง 20% แล้ว!
ในขณะที่เท้าของหลินหมิงกดลงไปบนพื้น ด้วยการสนับสนุนของ
‘ย่างก้าววิหคทองคำถลาลม’ ความเร็วของเขาก็เข้าสู่จุดสูงสุดในทันที
ร่างกายของเขากลายเป็นภาพเงาขณะที่มีแสงสีครามสาดประกายอยู่บน
ปลายหอก พุ่งตรงมายังร่างของหม่าจุ้นฮุยอย่างรวดเร็ว
“ข้าจะทำลายหอกขยะของเจ้าทิ้งซะ! หม่าจุ้นฮุยตะโกนออกมาและ
ฟันกระบี่สีน้ำเงินออกไปจนเกิดเป็นใบมีดสายลม 7-8 อันกู่ร้องพุ่งทะยาน
ออกไป ใบมีดสายลมได้เฉือนอากาศจนเกิดเสียงคล้ายกับมีดที่กรีดกับ
แก้ว”
เผชิญหน้ากับใบมีดสายลมเหล่านี้ หลินหมิงมิได้ป้องกันหรือหลบมัน
เลย เขายังคงพุ่งหอกตรงมาอย่างต่อเนื่อง
ปราณแท้สีครามที่ไร้สิ้นสุดแฝงไปด้วยพลังสั่นสะเทือนของลื่นไหลดุจ
แพรไหม มันได้เข้าปะทะกับใบมีดสายลม!
เปล้ง เปล้ง เปล้ง เปล้ง เปล้ง เปล้ง เปล้ง เปล้ง!
ด้วยเสียงที่ราวกับผลึกแตกหัก ใบมีดสายลมทั้งหมดของหม่าจุ้นฮุย
ได้ถูกทำลาย แต่หอกหลินหมิงกลับมิได้หยุดชะงักแม้เพียงเล็กน้อย
ในตอนนี้ หอกอยู่ห่างจากหม่าจุ้นฮุยเพียงแค่ 10 เท่านั้น
“หืม!?”
หม่าจุ้นฮุยตกตะลึง จากนั้นจึงรีบยื่นมือออกไปและเกิดเป็นสายลมสี
น้ำเงินของพลังวายุต้นกำเนิดห่อหุ้มและหมุนวนรอบตัวเขา
“โล่เงาสายล…!”
ปัง!
หม่าจุ้นฮุยยังมิทันได้ตะโกนคำว่า ‘โล่เงาสายลม’ จบหอกอ่อนปราณ
คลั่งก็ได้เข้าปะทะกับโล่ของเขาจนเกิดเป็นเสียงแสบแก้วหู แต่หอกอ่อน
ปราณคลั่งก็จะช้าลงเพียงแค่เล็กน้อย จากนั้นก็พุ่งทะลวงต่อไปราวกับ
มิได้สัมผัสกับสิ่งใด!
“อะไรกัน!?”
หม่าจุ้นฮุยสีหน้าเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง พลังป้องกันของเขานั้นโดด
เด่นอย่างยิ่ง เขานั้นสามารถที่จะยืมพลังของสายลมการสร้างเป็นโล่เงา
สายลม แต่ยังมิอาจป้องกันแม้กระทั่งการโจมตีเดียวจากหลินหมิง ทำได้
เพียงถอยออกมา แต่หอกอ่อนปราณคลั่งก็ยังคงพุ่งมายังเขา!
“เพลงกระบี่ตัดสายลมยะเยือก!”
ดวงตาของหม่าจุ้นฮุยสาดประกายเย็นชา เขาตะโกนออกมาและฟัน
กระบี่ไปยังหอกอ่อนปราณคลั่งโดยตรง กระบี่ในมือของเขานั้นเป็นถึง
สมบัติระดับปฐพีขั้นต่ำ ต่อให้เขามิได้ใช้ปราณแท้ใด มันก็ยังสามารถตัด
สมบัติระดับมนุษย์ขั้นกลางออกเป็น 2 ส่วนได้!
ในตอนนี้ เขานั้นยังได้ใช้เพลงกระบี่ผสานเข้าไปด้วย เขาน่าจะ
สามารถตัดหอกของหลินหมิงราวกับตัดเทียนได้ แต่เขาไม่เคยคิดเลยว่า
ขณะที่ปะทะกับหอกอ่อนปราณคลั่ง กระบี่ของเขาจมอยู่ในปราณแท้สี
ครามที่แข็งแกร่งและไร้ที่สิ้นสุด และปราณแม้ที่เขาได้ถ่ายเทลงไปใน
กระบี่ก็ได้ถูกทำลายโดยแรงสั่นสะเทือนแปลกประหลาด
นี่มันเคล็ดวิชาบ่มเพาะบ้าบออันใดกัน?
หม่าจุ้นฮุยไม่อยากที่จะเชื่อในสิ่งที่เกิดขึ้น เขาไม่มีกระทั่งเวลาที่จะ
คิดในขณะที่หอกอันทรงพลังราวกับสึนามิก็ได้พุ่งเข้ามาหาเขา แม้ว่าเขา
นั้นจะใช้ไปถึง 3 เคล็ดวิชาเพื่อหยุดยั้ง แต่มันกลับยังมีความแข็งแกร่งที่
น่าหวาดกลัวอยู่เช่นเดิม
พื้นที่โดยรอบของเขาราวกับถูกผนึกเอาไว้ และพลังวายุต้นกำเนิด
กระจายหนีไป หอกที่น่าเกรงขามได้พุ่งแทงหม่าจุ้นฮุย มันปะทะเข้ากับ
เกราะยืดหยุ่นที่หม่าจุ้นฮุยได้สวมใส่อยู่
ในตอนนี้ หม่าจุ้นฮุยรู้สึกราวกับว่ามีค้อนยักษ์ทุบใส่เขา เกิดรูบิด
เบี้ยวขนาดใหญ่ขึ้นบนเกราะยืดหยุ่นและแม้กระทั่งปราณแท้ที่ปกป้องร่าง
ของเขายังแตกออกราวกับหม้อดินเก่าๆ หม่าจุ้นฮุยสำลักโลหิตออกมา
ก่อนที่จะถูกส่งลอยกระเด็นไปหลายก้าว มันมีเพียงเสียงดังสนั่นเมื่อร่าง
ของหม่าจุ้นฮุยกระแทกเข้ากับโต๊ะงานจัดเลี้ยง สภาพทั่วร่างของเขา
ในตอนนี้ปกคลุมไวน์และอาหารต่างๆเต็มตัว ทั้งยังมีเศษจานหยกที่แตก
ติดอยู่เล็กน้อย
เป็นเพราะว่าหอกได้ปะทะกับเกราะยืดหยุ่น หม่าจุ้นฮุยจึงมิได้รับ
บาดเจ็บสาหัส อย่างไรก็ตาม ศักดิ์ศรีของเขาได้ถูกทำลายไปเรียบร้อยใน
ขณะนี้ เขาคลานขึ้นมาจากพื้น ปากบิดเบี้ยว ดวงตาแดงก่ำด้วยโลหิตและ
โกรธจนหน้าแดง
ทั่วทั้งห้องโถงกลายเป็นเงียบงัน แม้แต่เหล่าศิษย์ของภูมิภาคเขต
แดนห้าธาตุก็ยังตกตะลึงจนทำอะไรไม่ถูก พวกเขาไม่คิดว่ามันจะเกิดเรื่อง
เช่นนี้ขึ้นได้ เพียงแค่กระบวนท่าเดียว หม่าจุ้นฮุยก็ถูกตีจนกระเด็นไปราว
กับแมลงวัน ถึงแม้เขาจะมิได้บาดเจ็บมากนัก หม่าจุ้นฮุยก็ได้ใช่ถึง 3
กระบวนท่าในการป้องกันหอกของหลินหมิง แต่ผลที่ได้กลับเป็นเช่นนี้
ความห่างชั้นของความแข็งแกร่งนั้นเห็นได้อย่างชัดเจน มันเป็นความ
แข็งแกร่งที่อยู่คนละระดับอย่างสิ้นเชิง
ขณะที่เหล่าผู้ชมกำลังเงียบกริบนั้น จู่ๆก็เกิดเสียงหัวเราะที่สดใสราว
กับระฆังก้องกังวานออกมา โจวเสี่ยวเหลียนหัวเราะออกมาขณะที่ตบโต๊ะ
ไปด้วยหลายที น้ำตาแทบจะไหลลงมาบนแก้มของนาง
“ศิษย์พี่หม่า รีบลุกขึ้นมาและเอาเส้นบะหมี่ที่พันอยู่รอบคอของท่าน
ออกได้แล้ว ข้ากำลังจะตายเพราะหัวเราะมากเกินไปแล้วเนี่ย!”
ในตอนนี้ เส้นบะหมี่ที่พันรอบคอของเขานั้นทำมาจากวัตถุดิบจิต
วิญญาณพิเศษและมีความเหนียวอย่างยิ่ง มันมิได้ขาดออกจากแรง
กระแทกจึงพันรอบคอ มันยังมีน้ำซุปไหลอยู่ตามตัวของเขาด้วย
หม่าจุ้นฮุยดูราวกับถูกพันด้วยงู เขาฉีกกระชากเส้นบะหมี่ที่พันรอบ
คอออก สีหน้าที่เคยแดงก่ำกลับกลายเป็นสีม่วงคล่ำ
เมื่อเห็นเช่นนี้ เหล่าศิษย์ของเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ก็ต่างต้องการที่จะ
หัวเราะ แต่มันก็ค่อนข้างน่ารังเกียจที่จะหัวเราะออกมาในสถานการณ์
เช่นนี้ เช่นนั้นพวกเขาจะต้องกล้ำกลืนฝืนทนหัวเราะเอาไว้
อย่างไรก็ตาม ผู้ที่กล่ำกลืนฝืนทนหัวเราะนั้นไม่รวมถึง จางเจิ้น จาง
เจิ้นนั้นดวงตาเบิกกว้างในขณะที่มองไปยังหลินหมิง ในบรรดาศิษย์ของ
เกาะฟีนิกซ์ศักดิสิทธิ์เขานั้นเป็นผู้ที่ใกล้ชิดกับหลินหมิงมากที่สุด เขาพา
หลินหมิงมายังประตูหุบเขา กินร่วมกับเขา และสั่งสอนเขาหลายเรื่องและ
แนะนำหลินหมิงอยู่หลายวัน แต่เขามิรู้ว่าตนนั้นกำลังอยู่ใกล้กับสัตว์
ประหลาดโดยมิรู้ตัว
มู่เชียนหยี่ถอนหายใจยาวด้วยความโล่งอกและอยากที่จะดุด่าหลินห
มิงสักเล็กน้อย ถึงแม้นางจะมั่นใจตัวของหลินหมิง นางก็ยังมิแน่ใจว่าเกิด
สิ่งใดขึ้นกับหลินหมิงในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา แต่นางก็สงสัยเล็กน้อยว่า
จะเกิดสิ่งใดขึ้น
“หลินหมิงผู้นี้ ช่างทำให้ผู้อื่นกังวลเกี่ยวกับเขาเสียจริง”