Martial World ศิลาลึกลับกับวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ - ตอนที่ 36 จิตใจแห่งการต่อสู้ของหลินหมิง
- Home
- Martial World ศิลาลึกลับกับวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่
- ตอนที่ 36 จิตใจแห่งการต่อสู้ของหลินหมิง
หลังจากที่นั่งลงบนแท่นหยกแล้ว หลินหมิงพบว่าถึงแม้แท่นหยกนั้น
จะทำจากหินอ่อนก็ตาม แต่มันก็ไม่ได้รู้สึกให้ความรู้สึกเย็นเหมือนที่คิด
เอาไว้ ในทางกลับกัน เหมือนมีไออุ่นที่ไม่สามารถอธิบายได้ไหลเวียน
ออกมา หากสังเกตมันดีๆจะเห็นด้วยว่าแท่นหยกนี้มีการแกะสลักเอาไว้
มันได้ถูกลงอาคมเอาไว้
แท่นหยกขนาดใหญ่นี้ก็มีอักขระเวทมนต์ ว่ากันว่าอักขระเวทมนต์นี้
ถูกสร้างขึ้นโดย ปรมาจารย์ขั้นปราณปลายฟ้าผู้เป็นหนึ่งในเจ็ดปรมาจารย์
แห่งขุนเขา สำหรับพวกเขาแล้ว พวกเขาไม่สามารถแยกได้เลยว่าสิ่งได้จะ
เป็นภาพจริง สิ่งใดจะเป็นเพียงภาพลวงตา
อย่างไรก็ตามหลินหมิงก็ไม่ได้กังวลในเรื่องนั้น ความฝันจะอย่างไร
เสียก็ยังเป็นเพียงแค่ความฝัน ตราบใดที่เขายังคงสติไว้อยู่ ต่อให้ความฝัน
นั้นจะโหดร้ายอำมหิตเหนือจินตนาการซักเพียงใด เขาก็จะยึดมั่นอยู่กับ
ความเป็นจริงเท่านั้น
ขณะที่หลินหมิงนั่งอยู่ที่แท่นหยก ในหัวเขาก็เต็มไปด้วยแสงสว่าง
เมื่อเวลาผ่านไป หลินหมิงก็ได้เห็นแสงกำลังครอบคลุมตัวของเขา
และผู้ทดสอบคนอื่นๆก็ได้หายไปจากสายตาของเขา ทิ้งให้เขาอยู่เพียง
ลำพัง
สภาพแวดล้อมโดยรอบ กลายเป็นทุ่งหญ้าที่กว้างใหญ่ไพศาลแผ่
ขยายออกไปจนสุดสายตา ในตอนนั้นก็มีปีศาจฝูงหนึ่งที่มีความสูง
เท่าๆกับคนกำลังพุ่งตรงมาที่เขา
ฝูงปีศาจกว่าหลายสิบตัวที่ว่านี้ เป็นดั่งฝูงปีศาจที่หลินหมิงได้เคย
สังหารมาก่อนแล้ว แผ่นดินและผืนหญ้าเริ่มสั่นสะเทือน กลุ่มพลังอำนาจ
ที่น่ากลัวกำลังคืบคลานเข้ามาหาเขา
หลินหมิงไม่แม้แต่จะลืมตาขึ้นมาด้วยซ้ำ จนกระทั่ง หนึ่งในปีศาจนั่น
พุ่งกระโจนเข้าใส่หลินหมิง
“ฟุบบบ!”
ปีศาจที่ท่าทางดุร้ายได้พุ่งผ่านตัวหลินหมิงไป ก่อนหน้านั้นหลินหมิง
ยังคงไม่ได้รับบาดเจ็บอะไร แต่เมื่อปีศาจดังกล่าวได้พุ่งผ่านร่างของเขาไป
เขารู้สึกได้ถึงแรงสั่นสะเทือนพุ่งตรงมาสู่ภายในจิตใจของเขา แม้ว่าเขาจะ
รู้ดีว่านี่เป็นเพียงแค่ความฝันก็ตาม เขาก็ไม่สามารถขจัดความรู้สึกนี้
ออกไปได้ มันคือความกลัวจากส่วนลึกของจิตใจ
นี่คือพลังอำนาจแห่งอักขระเวทมนต์อย่างนั้นรึ ถึงแม้ว่าเขาจะรู้ว่านี่
เป็นภาพลวงตาก็ตาม แต่เขาก็เกือบจะคิดว่าเป็นของจริง หากเมื่อใดที่เขา
ไม่สามารถคงรักษาสติเอาไว้ได้ แน่นอนว่าเขาจะไม่สามารถแยกได้
ระหว่างความเป็นจริงกับภาพลวงตา
ถ้าเป็นเช่นนั้น ภาพลวงตาก็จะกลายเป็นความจริง และถ้าภาพลวง
ตาฆ่าเขาได้ เขาก็อาจจะตายในความฝันนั้นก็เป็นได้
ขณะที่หลินหมิงผ่านด่านแรกไปได้อย่างปลอดภัย บนเวทีหยกนั้นก็
ได้มีแสงจำนวนมากส่องสว่างขึ้น ทันใดนั้นผู้เข้าทดสอบที่เคยหายไปจาก
เวทีก็ได้กลับมาอีกครั้ง ซึ่งแต่ละคนมีสีหน้าหวาดกลัวและซีดเผือด เขาได้
พ่ายแพ้ให้แกภาพลวงตาของตนเอง เมื่อเขาสูญเสียสติไปพวกเขาก็จะคิด
ว่าเขาได้ถูกฉีกเป็นชิ้นๆโดยปีศาจพวกนั้นจริงๆ นั้นทำให้พวกเขา
หวาดกลัวและขวัญผวาอย่างกับว่าต้องตายอย่างทารุณเช่นนั้นจริงๆ และ
กลับมาที่โลกแห่งความเป็นจริงแห่งนี้ในที่สุด
ณ ที่ตำหนัก เจ้าหน้าที่แห่งสำนักเจ็ดแก่นแท้ได้เขย่าพวกเขาเบาๆ
เพื่อเรียกสติกลับคืนมา ในการสอบรอบแรกนั้นเกี่ยวกับความกล้าใน
ความฝัน หนทางแห่งการต่อสู้นั้นเต็มไปด้วยอันตราย ถ้าคนคนนั้นไม่มี
ความกล้าที่จะเผชิญกับมัน แล้วจะเดินทางในหนทางแห่งการต่อสู้ได้
อย่างไร
“มู่อี้ เจ้าสัมผัสได้ถึงความกล้าหาญของเด็กคนนั้นบ้างรึเปล่า เขา
สามารถผ่านการทดสอบได้อย่างรวดเร็วเช่นนี้ได้อย่างไร ” ชายที่พูดอยู่รู้
ว่ามู่อี้รู้จักหลินหมิง แต่มู่อี้ก็ไม่ได้พูดถึงพลังที่หลินหมิงได้จากจารึกพวก
นั้น เพราะเป็นสิ่งที่หลินหมิงได้ขอเขาไว้
มู่อี้พูดแค่ว่าเขารู้จักหลินหมิง และเขาก็มาเพื่อดูว่าลินหมิงจะเติบโต
ไปไกลขนาดไหนแล้วเท่านั้น
เจ้าหน้าที่หญิงยังคงยืนอยู่บนเวที เนื่องจากความสามารถด้าน
พละกำลังที่โดดเด่นของหลินหมิงในด่านแรก นางได้บันทึกส่วนนั้นเอาไว้
นางเห็นหลินหมิงทำหน้าไม่พอใจอยู่สักครู่ จากนั้นก็เปลี่ยนเป็นสงบนิ่ง
และเยือกเย็นกลับสู่สมาธือีกครั้ง
แต่เมื่อหันไปมองคนอื่นๆแล้ว พวกเขาต่างกัดฟันแน่น สีหน้าของ
พวกเขาก็เปลี่ยนไปด้วย แน่นอนไม่ใช่เพราะอะไรอื่น นอกจากพวกปีศาจ
ที่กำลังอยู่ในความฝันของพวกเขา
ในโลกแห่งภาพลวงตา ยิ่งมีความเชื่อมั่นในตัวเองมากเท่าไหร่ ก็จะ
ยิ่งมีจิตใจที่เข้มแข็งมากขึ้นเท่านั้น ถึงแม้ว่าพวกเขาเหล่านั้นจะมีความ
กล้าหาญอยู่บ้างก็ตาม แต่ก็ไม่มีใครเทียบหลินหมิงได้ในด้านนี้ จิตใจของ
หลินหมิงนั้นเหมือนดั่งหินผาอันหนักแน่นที่ไม่อาจสั่นสะเทือนได้แม้จะ
เกิดวิกฤตใดขึ้นมาก็ตาม ดังนั้นไม่ว่าปีศาจเหล่านั้นจะทำอย่างไร ก็ไม่อาจ
รบกวนสมาธิสติอันเข้มแข็งของเขาได้ และนั้นทำให้เหล่าปีศาจแตกสลาย
หายไปเอง
“ไม่แปลกใจเลยที่เจ้าจะมาเพื่อดูเด็กคนนี้โดยเฉพาะ จิตใจแห่งการ
ต่อสู้ของเขายอดเยี่ยมอย่างเหลือเชื่อ เขาเทียบได้กับ หลิงเซ็นเลยทีเดียว
มู่อี้ยิ้มตอม เขาไม่แปลกใจเลยที่หลินหมิงจะผ่านด่านแรกมาได้
ฉินซิงเซวียนก็แอบเปรียบเทียบกับเขาอย่างลับๆ แม้ว่าหลินหมิงจะ
อ่อนด้อยกว่านางมากนักในด้านระดับขั้นการฝึกฝน แต่จิตใจเขาก็ยังหนัก
แน่นและมั่นคง เมื่อครั้งที่นางทำการทดสอบนี้ นางยังต้องใช้เวลาไปซัก
พักหนึ่งกว่าจะผ่านมันมาได้ แต่หลินหมิงกลับใช้เวลาเพียงแค่ชั่วอึดใจ
เดียวเท่านั้น
เมื่อถึงตอนนี้ หลินหมิงก็ได้เข้าสู่ด่านทดสอบที่สอง
ในการทดสอบที่สอง สภาพแวดล้อมก็ได้เปลี่ยนไป ก่อนที่จะทันได้
กระพริบตาอีกครั้ง หลินหมิงก็ได้มาอยู่ ท่ามกลางฝูงมนุษย์ที่เต็มไปด้วย
จิตสังหาร เกิดการต่อสู้เต็มไปทุกทิศทุกทาง ศพที่กองเหมือนกับภูเขา
และทะเลสาบสีเลือด เศษดาบและอาวุธที่แตกหักกระจัดกระจาย ปักอยู่
ทั่วพื้นที่โดยรอบ
ในสนามรบแห่งนี้ เต็มไปด้วยเสียงผู้คนกรีดร้อง ควันปกคลุมไปทั่ว
ทั้งบริเวณ หลินหมิงพบว่าตนได้อยู่ระหว่างการต่อสู้ของกองทัพทั้งสอง
เหล่าทหารที่สวมเกราะหนาถือหอกพุ่งเข้ามาหาเขาจากทั้งสองด้าน
หลินหมิงติดอยู่ใจกลางระหว่างสองกองทัพ
กองทัพที่ยิ่งใหญ่ทรงพลังทั้งสองต่างพุ่งเข้าเป้ามาที่เขา เสียงโห่ร้องที่
น่ากลัวทำให้บรรยากาศเต็มไปด้วยจิตสังหาร หลินหมิงก็ยังคงไม่ขยับตัว
เขารวบรวมสมาธิ ในการทดสอบแรกเขาตื่นเต้นทำให้จิตใจแปรปรวนไป
เล็กน้อย แต่ครั้งนี้เขาได้เตรียมพร้อมและมีสมาธิเพิ่มขึ้นยิ่งกว่าที่ผ่านมา
แต่ในท้ายที่สุด ขณะที่ทั้งกองทัพได้พุ่งทะยานเข้ามาหาเขา กองทัพ
เหล่านั้นก็ได้แตกสลายกลายเป็นฝุ่นผงไปต่อหน้าเขา ภาพลวงตาได้แตก
สลายไปอีกครั้ง
“หือออ เขาทำลายมันได้อย่างนั้นรึ ”ชายแก่มองมาที่หลินหมิง เด็ก
คนนี้ช่างน่าประหลาดยิ่งนัก สีหน้าของเขาไม่ได้เปลี่ยนไปเลยแม้แต่น้อย
นี่ถ้าเขาไม่เห็นลำแสงจากออกมาจากอาคมนั้นแล้วละก็ คนแก่อย่างเขา
คงคิดว่ามันจะต้องพังไปแล้วแน่ๆ
“เด็กคนนี้ไม่ธรรมดาจริงๆ ข้าไม่รู้ว่าเขาจะไปได้อีกไกลขนาดไหน
แต่หากเขาสามารถไล่ตามหลิงเซ็นได้ทัน คงจะน่าชื่นชมน่าดู”
การทดสอบในด่านความมุ่งมั่นนั้น ผู้คนส่วนใหญ่จะต้องใช้เวลาเป็น
ชั่วโมงเพื่อที่จะผ่านมันได้ ในสิบปีที่ผ่านมา ผู้ที่ผ่านด่านได้เร็วที่สุดในห้อง
สวรรค์คือ หลิงเซ็น เขาใช้เวลาเพียงธูปหนึ่งก้านไหม้ก็ผ่านออกมาได้ หาก
ไม่นับหลิงเซ็นแล้ว คนที่ผ่านออกมาได้เร็วที่สุกก็ต้องใช้เวลากว่าครึ่ง
ชั่วโมง
หลิงเซ็นไม่ได้เป็นผู้ที่เปิดเผยเรื่องส่วนตัวมากนัก เขาเข้าใกล้กับคำว่า
นักฆ่าเลือดเย็นมากกว่าผู้ใดในสำนักแห่งนี้ หากจะพูดกันตรงๆ คนเช่นนี้
แหละที่น่าเกรงกลัวมากที่สุด
หลิงเซ็นได้พิสูจน์แล้ว เมื่อตอนนั้นเขามีอายุ20ปี และมีพรสวรรค์
เพียงระดับสี่ขั้นกลาง แต่เขากลับได้เป็นถึงศิษย์พี่ในห้องสวรรค์ ใครต่อ
ใครหลายๆคนที่อยู่ในระดับสี่ขั้นสูง ก็ยังตามเขาไม่ติดฝุ่นเลยซักคน
“ตอนนี้ยังไม่เวลามาฉลองหรอกนะ อีกสามด่านที่เหลือจะยิ่งยาก
กว่านี้เสียอีก” ชายแก่พูดขณะลูบเคราของตนเอง “และสถิติของหลิงเซ็น
ไม่ใช่สิ่งที่ใครจะมาทำลายได้ง่ายๆซะหน่อย”
สำหรับด่านทดสอบในครั้งนี้ หลินหมิงได้มาถึงด่านที่สามแล้ว
สภาพแวดล้อมที่มีทหารนับพันและซากศพในสงครามได้หายไป เขาได้
เข้ามาอยู่ในกระโจมที่มีการตกแต่งอย่างหรูหรา กำแพงและเพดาน
ประดับไปด้วยผ้าไหมอันงดงาม กลิ่นหอมที่ชวนให้เบิกบานใจต่างโชยมา
จากทั่วทุกสารทิศ
แต่ยิ่งไปกว่านั้น มีหญิงสาวจำนวนนับสิบฟ้อนรำอยู่ต่อหน้าเขา
ร่างกายของพวกนางคอดเว้าอย่างงดงาม การปรากฏตัวของพวกนาง
สามารถทำให้ดวงจันทร์และเหล่าพฤกษาไม้งามต่างต้องถูกบดบัง ขณะที่
พวกนางก้าวเข้า พวกนางก็ค่อยๆเปลืองผ้าออกทีละชิ้นๆ เผยให้เห็น
หน้าอกและสะโพกชวนหลงใหลที่มาพร้อมกับกลิ่มหอมอันเย้ายวน พวก
นางค่อยๆก้าวมาล้อมรอบตัวหลินหมิง
ในตอนนี้หลินหมิงก็ได้รู้สึกถึงความแห้งเหือดและความร้อนรุ่ม
แผ่ซ่านออกมาจากภายใน มันทำให้เลือดบริเวณหน้าท้องเขาไหลพุ่ง
พล่านไปด้วยความรวดเร็ว แต่เขาก็ต้องรีบหยุดและรวบรวมสมาธิอีก
กลับมาครั้ง
แต่อย่างไรก็ตามเหล่าหญิงสาวพวกนั้นก็ไม่ได้หายไป แต่พวกนาง
กลับทำหน้าบึ้งตึงด้วยความไม่พอใจขณะที่หยิบเสื้อผ้าและเดินกรีดกราย
สายสะโพกกลับไปในที่ๆพวกนางมา และต่อจากนั้นฉากก็เปลี่ยนไปอีก
ครั้ง ในครั้งนี้เป็นเตียงนอนที่อบอุ่นและดูคุ้นเคยเป็นอย่างดี และมีผู้หญิง
ในชุดคลุมที่ทำจากขนนกนั่งอยู่ นางมีปิ่นปักผมหยกปักอยู่บนหัว มันมี
รูปร่างคล้ายกับดอกไม้งาม อายุของนางน่าคงจะประมาณ25ปี ขณะที่นั่ง
อยู่ก็เหมือนมีไอแห่งความงดงามโชยออกมา ถึงแม้ว่าจะเปลี่ยนไปบ้าง
จากที่เขาจำได้ ถึงแม้ว่านางจะดูโตขึ้นอีกเล็กน้อย ทั้งยังมีความยั่วยวน
มากถึงเพียงนี้ นางคือหลานอวิ๋นเยว่
…หลานอวิ๋นเยว่…
หลินหมิงตกตะลึงอยู่กับความคิดของเขา นางคือหลานอวิ๋นเยว่ในอีก
สิบปีต่อมางั้นเหรอ
“โอ๋ๆ อย่าร้องนะ…” หลานอวิ๋นเยว่ฮัมเพลงกล่อมเด็กอย่างไพเราะ
อ่อนโยน กับเด็กทารกสองคนบนเตียง เด็กทารกสองคนนี้ดูเหมือนจะเป็น
ฝาแฝดกัน เด็กทารกพวกนี้เหมือนกับมีส่วนคล้ายหลินหมิงอยู่ไม่มากก็
น้อย
ทันใดนั้นพวกเขาก็มองมาที่หลินหมิง สายตาของเด็กทารกเบิกกว้าง
และยิ้มอย่างไร้เดียงสามาที่เขา เสียงร้องของเด็กดังก้องเข้าไปในหูของ
หลินหมิง มันทำให้หัวใจของเขาเต้นอย่างเป็นสุข
หลานอวิ๋นเยว่เองก็ส่งยิ้มมาให้เขา ริมฝีปากอันอ่อนโยนของนางก็
ค่อยๆเปิดขึ้น และกล่าวว่า “หลินหมิงที่รัก ตอนนี้ก็ดึกมากแล้ว เจ้าควร
จะพักผ่อน”
ในขณะนี้ เมื่อได้เห็นหลานอวิ๋นเยว่และลูกฝาแฝด กำลังส่งยิ้มมาให้
เขา หัวใจของหลินหมิงก็เริ่มสั่นไหวให้กับภรรยาและลูกๆที่น่ารัก พวก
นางคือครอบครัวที่น่าอบอุ่น
สิ่งนี้มิใช่หรือคือสิ่งที่เขาต้องการมาทั้งชีวิต?
ตอนนี้เขาได้ครอบครองสิ่งเหล่านี้แล้ว เขาหยุดคิดถึงความสุขต่อจาก
นี้ไม่ได้เลย…
ในขณะนั้น สติของเขาก็เริ่มเลือนรางไป หลินหมิงพยายามดึงสติ
กลับมา เขากัดริมฝีปากอย่างรุนแรงเพื่อให้เกิดความเจ็บปวดที่จะช่วยดึง
สติของเขาเอาไว้
ในไม่ช้าสภาพรอบๆก็ได้เปลี่ยนไปอีกครั้ง หลานอวิ๋นเยว่และลูกๆ
ของเขาจางหายไป
ขณะที่จ้องมองเข้าไปในความมืดมิดอันว่างเปล่า หัวใจของหลินหมิง
สั่นระรั่ว ร่างกายของเขาก็ถูกปกคลุมไปด้วยเหงื่อที่ล้นไหลออกมา
เกือบไปแล้ว เขาเกือบเสียตัวตนของเขาไปแล้ว
เมื่อนึกถึงความฝันเมื่อกี้ หลินหมิงถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก
ทั้งหมดนั้นคือภาพลวงตาอย่างนั้นรึ
บางทีหัวใจของเขาอาจจะต้องการอยู่กับสิ่งเหล่านี้ มากกว่าความ
เป็นจริงในชีวิตก็ได้
“มันเป็นเพียงแค่ภาพลวงตา…อย่างนั้นหรือ”
เสียงที่คุ้นเคยเปล่งออกมาจากด้านหลังอย่างแผ่วเบา หลินหมิงหันก
ลับไป หญิงสาวในชุดอาหมวยจีดสีแดงสดอันเย้ายวน นางถือดาบในมือ
พร้อมกับกลิ่นอายแห่งความน่าเกรงขาม และเปี่ยมล้นไปด้วยความกล้า
หาญ
“ฉินซิงเซวียน?”
หลินหมิงตกใจอย่างหนัก ผู้หญิงตรงหน้าของเขาผู้นี้คือ ฉินซิงเซวียน
ถึงนางจะดูโตขึ้นเล็กน้อย ตอนนี้นางดูอายุ20ปีได้
“ตั้งแต่ในอดีตที่ผ่านมา เจ้าต้องการที่จะฝึกวิชาร่วมทางไปกับ…ข้า
ไหม? เราจะท่องโลกแห่งการต่อสู้อันยิ่งใหญ่นี้ไปด้วยกัน….ฟังดูเป็นเช่น
ไร? ”ขณะที่ฉินซิงเซวียนกำลังพูด นางก็ค่อยๆเปลืองผ้าไหมสีแดงสดบน
ร่างของนางออกอย่างช้าๆ เผยให้เห็นเรือนร่างอันงดงามที่สุดเท่าที่เขาจะ
จินตนาการได้ หัวใจของเขาแทบจะหยุดเต้นในขณะที่ดวงตาจ้องไปที่
เรือนร่างอันงดงามของนาง
นางค่อยๆก้าวเท้าเข้ามาหาเขาอย่างยั่วยวน….