Martial World ศิลาลึกลับกับวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ - ตอนที่ 361 เผชิญหน้า 6 นิกาย
“หลินหมิง ข้าจะฆ่าเจ้า!”หม่าจุ้นฮุยลุกไหม้ไปด้วยความโกรธเกรี้ยว
จากความอับอายที่เขาได้รับ เขาจับกระบี่ในมือของเขาแน่นขึ้น แสงสีม่วง
ปกคลุมไปทั่วใบมีด ร่างกายทั้งหมดของเขาเปล่งแสงสีฟ้าออกมา เขาได้
ปลดปล่อยพลังทั้งหมดออกมา
หลินหมิงยังสงบอยู่เช่นเดิม เขาได้ยกหอกอ่อนปราณคลั่งให้ตั้งตรง
ในมือของเขา รอหม่าจุ้นฮุยที่กำลังมาถึง
“พอได้แล้ว!”ในเวลานี้ เจ้านิกายวายุคลั่งได้กล่าวออกมาอย่างเย็น
ชา “แพ้ก็คือแพ้ ถอยกลับไป!”
การรวบรวมปราณแท้ของหม่าจุ้นฮุยแตกสลายโดยการกล่าวอย่าง
เย็นชาของเจ้านิกายของนิกายวายุคลั่ง ใบหน้าของเขาแดงก่ำ ไม่เต็มใจที่
จะยอมรับผลลัพธ์นี้ “เจ้านิกายที่เคารพ ข้าแค่ประเมินฝ่ายตรงข้ามต่ำไป
ข้ายังไม่ได้แม้แต่กระทั้งใช้ ‘เคล็ดวิชาแปรผันวายุ’ และข้ายังมีวิถีแห่งลม
ข้า…”
“หุบปาก!”เจ้านิกายของนิกายวายุคลั่งโกรธในที่สุด “ผู้มีอายุ 18 ปี
ท้าทายผู้มีอายุ 16 ปีและยังถูกอัดกระเด็นกลับมาด้วยหนึ่งกระบวนท่านี้ก็
น่าอับอายเพียงพอแล้ว และเจ้ายังคงมีหน้ามาแก้ตัว! รีบๆลงจากเวที เจ้า
กำลังทำให้ข้าอับอาย!”
หม่าจุ้นฮุยกลืนน้ำลายแล้ว จ้องมองไปที่หลินหมิงด้วยความเกลียด
ชังอันแรงกล้าในดวงตาของเขาขณะที่เขาก้าวลงมาอย่างอัปยศ
“เจ้าหนู รอก่อนเถอะ ข้าจะต้องตอบแทนเจ้าในสักวัน!” ก่อนที่หม่า
จุ้นฮุยจะออกจากเวที เขาได้ส่งผ่านปราณแท้กระแสเสียงสื่อสารไปขมขู่
ให้หลินหมิงกลัว เมื่อเขาได้ต่อสู้เมื่อครู่ เขาไม่ได้ใช่‘เคล็ดวิชาแปรผันวายุ’
หรือวิถีแห่งลม ในความเร่งรีบของเขา เขาไม่แม้กระทั้งเรียกใช้ปราณแท้
ของเขาอย่างเต็มที่ ในความมั่นใจอันโง่เขลาของตนเอง เขาได้คิดว่าตนไม่
อาจพ่ายแพ้ให้กับหลินหมิง มันจึงเป็นเหตุผลให้เขาพ่ายแพ้ฉับพลันอย่าง
และรวดเร็ว
มีเพียงแค่ความคิดนี้ที่ทำให้หม่าจุ้นฮุยสึกดีขึ้นเล็กน้อย เขาได้พ่าย
แพ้การประลองของวันนี้ในแบบที่อนาถมากเกินไป เขาไม่เหลือหน้าใดๆ
อยู่เลยถ้าเขาแพ้ให้กับขยะที่มาจากที่ไหนสักแห่ง มันจะมีผลสำคัญต่อการ
บ่มเพาะและความเชื่อมั่นของเขาในอนาคต
หลินหมิงไม่รำคาญที่จะตอบสนอง หลังจากเตะหมาบ้าเช่นหม่าจุ้น
ฮุยไปแล้ว ก็ไม่มีเหตุผลที่ต้องกังวลอีก สิ่งที่เขาต้องเป็นห่วงมีเพียงแค่ผู้ที่
จะกระตุ้นหม่าจุ้นฮุยและโจวเสี่ยวเหลียน ให้มาจัดการกับเขา
“เด็กคนนี้!”หยานฟู่หงกัดฟันของเขาขณะที่มองอยู่ข้างล่างเวที
ความแข็งแกร่งในการต่อสู้ของหลินหมิงเป็นรอง มันเป็นพรสวรรค์ของ
หลินหมิงที่น่าหวาดกลัวเกินไป หม่าจุ้นฮุยเป็นศิษย์หลักของนิกายวายุ
คลั่งและพรสวรรค์ของเขาอาจจะจัดอยู่ในระดับกลางชั้นสูงในศิษย์หลัก
ทั้งหมด แต่เขาก็ยังถูกจัดการโดยหนึ่งกระบวนท่าหอกของหลินหมิง
ถึงแม้ว่าหม่าจุ้นฮุยจะกล่าวว่าเขาประเมินคู่ต่อสู้ของเขาต่ำเกินไป
และไม่ได้ใช้ความแข็งแกร่งทั้งหมดของเขา ไม่ได้หมายความว่าหลินหมิงก็
มิได้ใช่ความแข็งแกร่งทั้งหมดของเขาออกไปเช่นกันหรือ?
นั่นหมายความว่าพรสวรรค์ของหลินหมิงอย่างน้อยที่สุดอยู่ที่
เหมือนกับของมู่ติงซานและมู่เสี่ยวชิง! บางที่เขาอาจมากกว่าพวกเขา! ใน
อีกสองหรือสามปี หลินหมิงจะกลายเป็นมู่ติงซานคนที่สอง
นี่เป็นสาเหตุที่หยานฟู่หงมีความรู้สึกของวิกฤตอันลึกซึ้ง เขามีโอกาส
ที่จะได้เป็นหนึ่งในคนที่สามารถเข้าไปสู่หอคอยหลักฟีนิกซ์โบราณของ
แดนเร้นลับแห่งฟินิกซ์ศักสิทธิ์ เมื่อมีหลินหมิง โอกาสที่เขาจะได้รับเลือก
จะลดลงไปอย่างมาก
พอเวลาผ่านไปหลินหมิงเดินออกมา จางเจิ้นยังคงตกตะลึง และนั่ง
อยู่ด้วยกันกับหลินหมิง เขากลืนน้ำลายและกล่าวว่า “พี่ใหญ่หลิน ท่าน
ร้ายกาจจริงๆ!”
พี่ใหญ่หลินหรือ?
หลินหมิงรู้สึกขบขัน จางเจิ้นมีอายุมากกว่าเขาสองปีและโดย
ธรรมชาติเป็นคนที่หยิ่งเข้าถึงแก่นกระดูก นี่ไม่ใช่จิตใจที่คนอื่นจะมีได้ใน
การยอมรับตามกฎความแข็งแกร่ง เพราะในหัวใจของพวกเขายังดูถูก
พวกที่มาจากสำนักเล็ก
แต่เมื่อมีการพบกับบุคคลที่น่าสนใจอย่างแท้จริง เช่น มู่ติงซาน เจ้า
หญิงเพลิงตะวัน และคนอื่นๆ จางเจิ้นจะสูญเสียความหยิ่งยโสและความ
ภาคภูมิใจตามธรรมชาติของเขา เช่น มู่เชียนหยี่หรือมู่ปิงอวิ๋นแล้ว จาง
เจิ้นก็ไร้ซึ่งความหยิ่งยโสและมีเพียงความเคารพ
ยิ่งมีผู้ใดมีการบ่มเพาะที่สูง พวกเขาก็เข้าใจดีถึงความแข็งแกร่งที่น่า
หวาดกลัวของผู้อื่น
“พี่หลิน ท่านแข็งแกร่งมาก! ท่านคิดว่าสามารถชนะแม่นางโจวเสี่ยว
เหลียนได้หรือไม่?”จางเจิ้นถามขณะที่เขาลูบมือของเขา มันดูราวกับเขา
ได้นำเอาชัยชนะกลับคืนมา
หลินหมิงหัวเราะ “ท่านต้องการให้ข้าไปท้าประลองกับนางและ
เพื่อให้ท่านได้หน้ากลับคืนมาเช่นนั้นหรือ?”
จางเจิ้นยิ้มออกมาปนเขินอายเล็กน้อย “ข้าแค่คิดว่าสาวน้อยผู้นั้น
อารมณ์ร้อนเล็กน้อย…”
ก่อนหน้านี้ จางเจิ้นได้หลงตนเองสันนิฐานว่าโจวเสี่ยวเหลียนได้ท้า
ทายเขาบนเวทีเพราะนางได้ชมชอบเขา แต่หลังจากที่เขาขึ้นไปบนเวที
เขาได้พ่ายแพ้ในไม่กี่กระบวนท่า ในที่สุดจางเจิ้นก็เข้าใจเหตุผลที่สาวน้อย
ได้เรียกเขาขึ้นมาเพราะต้องการให้เขาสูญเสียความมั่นใจและส่งผลต่อ
การบ่มเพาะ
หลินหมิงกล่าวว่า “ไม่ต้องเป็นห่วงเกี่ยวกับโจวเสี่ยวเหลียน แม้ถ้าข้า
ไม่ไปยุ่งกับนาง นางจะท้าทายข้าอยู่”
“หืม?”
หลินหมิงไม่ได้กล่าวเพิ่มเติมใดๆ เขาเหลือบมองไปที่โจวเสี่ยวเหลียน
และยิ้ม นางส่งยิ้มกลับมาให้เขา และดวงตาของนางเต็มไปด้วยความยั่วยุ
และซุกซน สตรีนางนี้ แน่นอนว่าไม่ได้เป็นผู้ที่จะจัดการได้อย่างง่ายดาย
ถึงแม้ว่าหลินหมิงจะทำให้หม่าจุ้นฮุยถูกอัดกระเด็นด้วยหอกเดียว
เขาก็ไม่อาจดูถูกนิกายใหญ่ของภูมิภาคเขตแดนห้าธาตุ เป็นเรื่องธรรมดา
ที่นิกายระดับ 4 ควรจะมี 10 ศิษย์สายตรงและศิษย์หลักที่มีจำนวนมาก
ยิ่งกว่า
หม่าจุ้นฮุยเป็นเพียงศิษย์หลักจัดอันดับได้กลางชั้นสูง และเขาจัดอยู่
ในอันดับราวๆ 20 ระหว่างในบรรดาศิษย์ในนิกายหุบเขาวายุคลั่ง
ความแตกต่างระหว่างศิษย์อันดับหนึ่งและศิษย์อันดับ 20 ต่างกัน
อย่างมหาศาล ตัวอย่างเช่น หุบเขาเจ็ดแก่นแท้เป็นแบบอย่าง อันดับสอง
และอันดับสามของการประลองชุมนุมสำนัก มู่กู๋ปู่ยี่และเจียงเป่าอวิ้น
และอันดับ 11 เฟิงฉี – ความแตกต่างในความแข็งแกร่งของพวกเขาเห็น
ได้อย่างชัดเจน
แต่สถานะของหม่าจุ้นฮุยในนิกายวายุคลั่งด้อยยิ่งกว่าของเฟิงฉีในหุบ
เขาเจ็ดแก่นแท้ หลินหมิงไม่ได้ดูถูกโจวเสี่ยวเหลียนเพราะหม่าจุ้นฮุย
ถึงแม้ว่านางจะอายุเพียงแค่ 17 ปีเท่านั้น
ตอนนี้ เสียงดังก้องอยู่ในหูของหลินหมิง มันเป็นปราณแท้กระแส
เสียงสื่อสารของมู่เชียนหยี่ “ดีมาก! แต่ไม่ต้องรีบร้อน คาดเดาความ
แข็งแกร่งของฝ่ายตรงข้ามให้ออก เพียงแค่พยายามต่อสู้ไปเรื่อยๆ”
หลินหมิงมองไปตามเสียงและมองไปที่มู่เชียนหยี่ เมื่อเห็นรอยยิ้มที่มี
ความสุขและน่าประทับใจของนาง เขาจึงตอบว่า “อย่ากังวล หม่าจุ้นฮุย
นั้นหยิ่งยโสจนเกินไป ข้าอยากจะสั่งสอนเขาสักหน่อย”
ถ้าเขาเอาชนะหม่าจุ้นฮุยได้ถูกต้องตามกฎและข้อปฏิบัติแล้ว ต่อให้
ต้องเสียเลือดก็ถือว่าคุ้ม สำหรับนักสู้ การได้รับบาดเจ็บเป็นเรื่องปกติ
หลังจากที่พักฟื้นอยู่บนเตียงไม่กี่วันและกินโอสถบางอย่าง พวกเขาก็จะ
พร้อมที่จะสู้แล้ว
แต่ถ้าเขาชกไปที่ใบหน้าของคู่ต่อสู้และทำให้สูญเสียความมั่นใจ นี่
เป็นวิธีที่ชั่วร้ายที่สุดที่จะทิ้งรอยแผลไว้บนจิตใจของเขา และมันเป็นวิธี
เดียวที่จะทำให้หลินหมิงรู้สึกดีขึ้น
มู่เชียนหยี่รู้เหตุผลที่หลินหมิงได้ทำให้หม่าจุ้นฮุยอยู่ในสภาพน่า
สังเวชเช่นนี้เป็นเพราะคำกล่าวเหล่านั้นที่กล่าวว่าเขาได้ขายตัวของเขา
เพื่อที่จะได้กลายเป็นศิษย์หลักของเกาะฟินิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ ไม่เพียงแค่คำ
กล่าวเหล่านั้นจะยังต่อว่าหลินหมิง แต่พวกเขายังดูหมิ่นชื่อเสียงอันใส
สะอาดของมู่เชียนหยี่อีกด้วย
หลินหมิงอาจจะทำเรื่องทั้งหมดนี่เพื่อเป็นการล้างแค้นให้ศักดิ์ศรีของ
นาง เมื่อคิดได้นี้ มู่เชียนหยี่ก็แอบยิ้มขึ้นมาและไม่ได้กล่าวสิ่งใดอีก
หลังจากการต่อสู้ที่ผ่านมา สีหน้าของมู่อวี้หวงในที่สุดก็ดีขึ้นเล็กน้อย
หลินหมิงไม่เคยทำให้นางผิดหวังอย่างแท้จริง มันจะไม่มีปัญหาสำหรับเขา
ที่จะเข้าสู่ระดับสูงของพรสวรรค์อันดับสอง ถ้ายุคสมัยนี้ของเกาะฟินิกซ์
ศักดิ์สิทธิ์ได้มี มู่ติงซาน มู่เสี่ยวชิงและหลินหมิงคอยสนับสนุนพวกเขา มัน
จะเป็นเหตุบังเอิญที่ดีอย่างยิ่ง
ขณะที่หญิงชราอวี้หวงกำลังคิดเรื่องนี้อยู่ นางบังเอิญเหลือบมองไป
เห็นรอยยิ้มที่สดใสของเหล่ยจิงเทียนทำให้ใบหน้าของนางมืดมนลง
“จิ้งจอกเฒ่านั่น!”
นางเกลียดรอยยิ้มของเหล่ยจิงเทียนที่ดูราวกับว่าทุกสิ่งทุกอย่างได้
อยู่ภายใต้ความคิดของเขา ไม่กี่วันที่ผ่านมาที่โต๊ะเจรจา ชายชราผู้นี้ได้กีด
กันนางทุกๆอย่าง
“หรือชายชราคนนี้อาจจะมีบางอย่างที่เขาสามารถไว้วางใจได้?”
การประลองยังดำเนินต่อเนื่องอยู่บนเวที นับตั้งแต่การต่อสู้ของหม่า
จุ้นฮุยและหลินหมิง ไม่มีใครมาแข่งประชันด้วยเทคนิคของพวกเขา
ตอนนี้ ทุกคนที่ขึ้นไปบนเวทีได้มีส่วนรวมในการต่อสู้ที่แท้จริง
“ข้าจางหลินศิษย์หลักแห่งนิกายหุบเขาวายุคลั่งขอท้าทายกับรุ่น
เยาว์ที่กล้าหาญของเกาะฟินิกซ์ศักสิทธิ์ มีผู้ใดที่จะกล้าที่จะมาประลองกับ
ข้าหรือไม่?”ตรงจุดศูนย์กลางของเวที ชายหนุ่มในชุดเขียวกล่าวอย่าง
ชัดเจนขณะที่เขาได้ถือกระบี่ทั้งสองในมือของเขา
เขาเป็นหนึ่งในสามอันดับแรกของศิษย์หลักของนิกายหุบเขาวายุคลั่ง
นักสู้ของเกาะฟินิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ได้มีสีหน้ากลายเป็นน่าเกลียดอย่าง
มาก โดยปกติงานเลี้ยงฉลองของการประลองประเภทนี้ นอกจากสหาย
ศิษย์ด้วยกันที่ท้าทายกันและกัน มันเป็นเรื่องที่ค่อนข้างปกติสำหรับนิกาย
หนึ่งจะท้าทายนิกายอื่น ตัวอย่างเช่น นิกายหุบเขาระฆังทองคำ นิกาย
ตราประทับสายฟ้า และนิกายเพลิงตะวันก็จะประลองกันและกันเอง
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องก็คือนิกายจากภูมิภาค
ดินแดนห้าธาตุได้รวมตัวกันมาในวันนี้เพื่อที่จะท้าทายเกาะฟินิกซ์
ศักดิ์สิทธิ์ เท่านั้น จางหลินได้กล่าวโดยคำพูดของเขาได้มุ่งไปที่เกาะฟินิกซ์
ศักดิ์สิทธิ์โดยตรง
เกาะฟินิกซ์ศักดิ์สิทธิ์นั้นแข็งแกร่ง แต่พวกเขาไม่สามารถที่จะรับมือ
กับ 6 นิกายได้อย่างแน่นอน
“ข้าฮัวหงแห่งเกาะฟินิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ โปรดชี้แนะด้วย!” หญิงสาวใน
ชุดสีแดงกระโดดขึ้นไปบนเวที นางนั้นเป็นศิษย์หลักอันดับห้าของเกาะ
ฟินิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ และในด้านความแข็งแกร่งนางเทียบได้กับจางหลินของ
พวกเขา
หลังจากที่การประลองเริ่ม จางหลินไม่ได้ขยับเลย เขาได้ใช้เคล็ดบ่ม
เพาะหลักของนิกายหุบเขาวายุคลั่ง ‘กระบวนท่าแปรผันวายุ’ ทันที เห็น
ได้ชัดว่าเขาจะใช้ทุกสิ่งทุกอย่างตั้งแต่เริ่มต้น
ฮัวหงกัดฟันของนางและใช้ ‘เคล็ดบ่มเพาะบัญญัติศักดิ์สิทธิ์ต้องห้าม
วิหคเพลิง’ ด้วยความมุ่งมั่น นางตระหนักได้ว่าตั้งแต่การต่อสู้เริ่มขึ้น และ
ถึงแม้ถ้านางจะได้รับชัยชนะ นางก็ต้องใช้ความพยายามทุ่มเททุกอย่างที่มี
และมันเป็นไปไม่ได้สำหรับนางที่จะขึ้นมาต่อสู้อีกครั้ง
ปราณแท้ปะทุและลมรวมทั้งไฟหมุนวนรวมกันบนเวที เกิดเป็นคลื่น
กระแทกของปราณแท้ที่น่าหวาดกลัวแผ่ออกไป กระจายออกไปยังพื้น
รอบๆบริเวณใกล้เคียง
ผู้อาวุโสของเกาะฟินิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ที่มีทักษะในการสร้างรูปแบบค่าย
กลได้เคลื่อนไหวและได้กระจายอักขระค่ายกลหลายตัวภายในมือของเขา
และสร้างเป็นพื้นที่กันคลื่นกระแทกปราณแท้ที่น่าหวาดกลัวให้อยู่แค่ภาย
เขตต่อสู้
หลังจากที่ทั้งสองคนได้แลกเปลี่ยนกันไปหลายสิบกระบวนท่า ใน
ที่สุดฮัวหงก็มอบความพ่ายแพ้ให้กับจางหลินจนอยู่ในสภาพที่ย่ำแย่ แต่
นางได้ถูกบังคับให้ใช้พลังทั้งหมด.
“ทักษะของข้าด้อยกว่า ข้าขอยอมรับความพ่ายแพ้” จางหลินผสาน
มือคารวะและก้าวลงจากเวทีไป
แม้ว่า ฮัวหงจะได้รับชัยชนะ สีหน้าของนางในตอนนี้ซีดขาว นางไม่
สามารถที่จะฟื้นฟูพลังปราณของนางในช่วงระยะเวลาสั้นๆ และนางก็
เห็นว่าโจวเสี่ยวเหลียนของนิกายตราประทับสายฟ้าแสดงออกอย่างรุกรี้
รุกรนด้วยความต้องที่จะต่อสู้ เห็นได้อย่างชัดเจนว่านางวางแผนที่จะขึ้น
ไปบนเวที และคนที่นางจะท้าทายด้วยก็มักจะเป็นศิษย์เกาะฟินิกซ์
ศักดิ์สิทธิ์
ศิษย์หลัก 5 อันดับแรกของเกาะฟินิกซ์ศักดิ์สิทธิ์สามารถต่อสู้กับ
ศิษย์หลัก 3 อันดับแรกจากนิกายของภูมิภาคดินแดนห้าธาตุได้ แต่เมื่อ
เผชิญหน้ากับ 6 คนราวกับเป็น 18 คนเสียมากกว่า ถ้าเป็นอย่างนี้ต่อไป
เกาะฟินิกซ์ศักดิ์สิทธิ์อาจจะถึงสถานการณ์ขั้นที่ไม่มีใครสักคนที่จะ
สามารถขึ้นไปบนเวทีได้
“พี่ใหญ่หลิน สาวน้อยผู้นั้นตั้งใจที่จะขึ้นไปบนเวที!”จางเจิ้นมีสายตา
เฉียบคม เขาได้สักเกตเห็นเจตนาร้ายในร้อยยิ้มที่ชั่วร้ายของโจวเสี่ยว
เหลียนได้
“อืม.. นางกำลังรอเวลาเพื่อให้ข้าหยุดพักฟื้นฟู และจะได้สนุกในการ
สู้กับข้า” หลินหมิงยิ้มอย่างไม่แยแส ความจริงก็คือเขาไม่ได้ใช้พลังในการ
ต่อสู้กับหม่าจุ้นฮุยเท่าใดเลย ต่อให้เขาจะใช้พลังมหาศาลในการต่อสู้ เขา
ก็สามารถที่จะฟื้นฟูมันกลับมาได้อย่างรวดเร็ว
ในด้านของความสามารถในการฟื้นฟู หลินหมิงมีความมั่นใจใน
ตนเองสูง หลังจากที่เขาได้เข้าสู่เจดีย์แห่งแม่มด พลังสายเลือดของเขาดู
ราวกับภูเขาไฟที่ปะทุตลอดเวลา และพลังฟื้นฟูของเขานั้นไกลเกินกว่านัก
สู้ที่มีระดับเดียวกันจะสามารถเทียบได้
หลังจากนั้น เขาได้สำเร็จไปกว่า 20% ของขั้นผสานไขกระดูก ตอนนี้
การฟื้นฟูของหลินหมิงแข็งแกร่งมากน่าหวาดกลัวยิ่งกว่าก่อนหน้านี้
มหาศาลนัก บางทีแม้กระทั้งผู้เชี่ยวชาญขั้นปราณปลายฟ้าอาจจะไม่
สามารถที่จะเปรียบเทียบกับหลินหมิงได้ในด้านของพลังการฟื้นฟู
โจวเสี่ยวเหลียนต้องการที่จะใช้คำกล่าวตามปกติและท้าทายใครสัก
คนให้ขึ้นมาบนเวที แต่นางพบว่าหลินหมิงได้ยืนขึ้นมาแล้ว นางฉีกยิ้มเผย
ให้สิ่งที่นางต้องการจริงๆ
“เจ้าก็รู้ตัวอยู่แล้วนี่!”