Martial World ศิลาลึกลับกับวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ - ตอนที่ 363 กายพิเศษ
โจวเสี่ยวเหลียนลอยกระเด็นมาปะทะกับรูปแบบม่านพลังค่ายกล
และร่วงลงกับพื้น สารรูปของนางดูไม่ได้ ใบหน้ามีโลหิตไหลย้อย
เหล่าผู้ชมตกตะลึงอย่างหนัก ปากของพวกเขาอ้าค้าง ไม่รู้ว่าจะกล่าว
สิ่งใดออกมาดี การต่อสู้อันใดกันที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อครู่? จับแขนของคู่ต่อสู้
เอาไว้เพื่อจำกัดการเคลื่อนไหว และชกออกไปอย่างรุนแรงเช่นนั้นหรือ?
“ข้าเห็นบางอย่างผิดไปหรือไป? เจ้าช่วยบอกข้าทีว่าเกิดสิ่งใดขึ้น?
ข้าเห็นหลินหมิงโดนสายฟ้าของโจวเสี่ยวเหลียนเข้าไปอย่างจัง แล้วกลับ
กลายเป็นว่ามันไร้ผลกับเขาได้อย่างไร? ศิษย์ผู้นี้ถามผู้อื่นว่าเห็นสิ่งใด
เกิดขึ้นกันบ้าง”
แต่ก็ไม่มีผู้ใดตอบกลับ เป็นเพราะว่ามันก็ได้เกินขอบเขตการรับรู้ของ
พวกเขาไปแล้ว
“เขาใช้เวลาเพียงแค่ 10 ลมหายใจในการเอาชนะโจวเสี่ยวเหลียน
ความแข็งแกร่งของพวกเขาห่างชั้นกันเกินไป!”
“ไม่แปลกใจเลย ข้าเองก็มิรู้ว่าเพราะเหตุใด แต่พลังสายฟ้าของโจว
เสี่ยวเหลียนนั้นไร้ประโยชน์ต่อหลินหมิง โจวเสี่ยวเหลียนเป็นนักสู้ธาตุจำ
เพราะสายฟ้า และการใช้สายฟ้าก็เป็นเพียงวิธีเดียวในการโจมตีของนาง
เมื่อสายฟ้าของนางไร้ประโยชน์ มันจึงไม่มีสิ่งใดที่นางทำได้อีก”
สีหน้าของนักสู้จากนิกายตราประทับสายฟ้ากลายเป็นน่าเกลียด มี
ภูมิต้านทานสายฟ้าเช่นนั้นหรือ? แล้วพวกเขาจะเอาชนะคนเช่นนั้นได้
อย่างไร? หากต้องออกไปต่อสู้พวกเขาจะมิถูกกดดันจนแพ้หรือ? พวกเขา
ล้วนคาดการณ์ว่าหากต้องต่อสู้กับหลินหมิง มันก็จะจบลงเช่นเดียวกัน
กับโจวเสี่ยวเหลียน
เป็นเพราะว่ามีนักสู้ธาตุจำเพาะสายฟ้าจำนวนไม่มาก และความ
แข็งแกร่งโดยปราศจากธาตุจำเพาะสายฟ้าก็เลวร้ายอย่างยิ่ง พวกเขา
มักจะรู้สึกโดดเด่นอยู่เสมอ แต่ในตอนนี้ กลับมีบางคนโผล่ออกมาโดยที่ไม่
สนใจเคล็ดวิชาอะไรของพวกเขาเลย เป็นธรรมดาที่พวกเขาจะไม่อาจ
ยอมรับเรื่องนี้ได้
แม้แต่โจวเล่ยแห่งนิกายตราประทับสายฟ้ายังต้องถามเหล่ยจิงเทียน
ด้วยสีหน้าที่บูดบึ้ง “ท่านลุงอาวุโสเจ้านิกาย มันเป็นไปได้อย่างไร เหตุใด
เด็กนั่นจึงมีภูมิต้านทานสายฟ้าได้เช่นนั้นหรือ?”
เหล่ยจิงเทียนคิ้วขมวด เขาลังเลอยู่ชั่วครู่และกล่าวออกมาอย่างช้าๆ
“เขามิได้มีภูมิต้านทานสายฟ้า เพียงแค่การสามารถต้านทานสายฟ้าของ
เสี่ยวเหลียนได้เท่านั้น ระดับการบ่มเพาะของนางต่ำเกินไป หากเด็กนั่น
เผชิญหน้ากับผู้ที่แข็งแกร่งกว่านี้ เขาคงมิอาจสามารถต้านทานสายฟ้าได้
อีกเป็นแน่ ข้าพยายามตรวจสอบสายฟ้าของเสี่ยวเหลียนเมื่อครู่ก่อน แต่
เมื่อมันได้เขาไปในร่างกายของหลินหมิง มันดูเหมือนจะถูกดูดซับเอาไว้
โดยเขา ”
“มันสามารถเป็นไปได้หรือ?”
“ความจริงอยู่ตรงหน้าของเจ้าแล้ว เขาน่าจะมีร่างกายพิเศษ
บางอย่าง โลกนี้นั้นกว้างใหญ่ มันมีหลายสิ่งที่ยากจะจินตนาการ
ตัวอย่างเช่น มู่เชียนหยี่และมู่ปิงอวิ๋นที่ต่างก็มีร่างกายจิตวิญญาณเพลิง
และน้ำแข็ง เมื่อร้อยปีก่อน มีบางคนที่อยู่ในนิกายของพวกเราที่มีร่างกาย
เสมือนกายจิตวิญญาณสายฟ้า…” เหล่ยจิงเทียนส่ายศีรษะ มองดูคล้าย
กำลังเสียใจ อัจฉริยะผู้มีกายสายฟ้าพิเศษเช่นนี้กับไม่ได้อยู่ในนิกายตรา
ประทับสายฟ้า – มันน่าเสียใจอย่างยิ่ง
“กายพิเศษหรือ?” หลังจากที่เหล่ยจิงเทียนกล่าวจบ ชายหนุ่มก็
ดวงตาเบิกโพรง ดวงตาของเขาสาดประกายสายฟ้าในขณะที่จับจ้องไปยัง
หลินหมิง “มันชักจะน่าสนใจมากเรื่อยๆแล้วล่ะสิ!”
“หวู๋จี๋ อย่าได้ดูถูกคู่ต่อสู้เด็ดขาด” เหล่ยจิงเทียนกล่าวผ่านการส่ง
กระแสเสียงปราณแท้แทน
“ข้าจะไม่ประมาทเขาอย่างแน่นอน” ชายหนุ่มที่ถูกเรียกว่าหวู๋จี๋นั้นมี
เครื่องหมายระหว่างดวงตาราวกับงาช้าง “เขานั้นมีคุณสมบัติพอที่จะเป็น
คู่มือให้ข้าอย่างแท้จริง แต่ข้าก็จำเป็นที่จะต้องรอจนกว่าเขาจะทะลวงขั้น
มายังขั้นปราณต้นฟ้าเสียก่อน”
บนเวทีโจวเสี่ยวเหลียนกัดริมฝีปากของนาง นางได้ใช้นิ้วในการเช็ด
โลหิตที่ไหลออกมาจากมุมปาก และจ้องมองโลหิตสีแดงของนางด้วย
ความไม่อยากจะเชื่อในสิ่งที่เกิดขึ้น นางถูกกระแทกรุนแรงจนถึงขั้นสำลัก
โลหิตเลยหรือ?
แม้แต่ตอนที่นางยังเด็ก เพราะว่านางนั้นมีพรสวรรค์เป็นอย่างยิ่ง ไม่
เคยมีผู้อาวุโสคนไหนในนิกายกล้าตบตีนางมาก่อน แต่ตอนนี้นางกลับถูก
ทำให้มีสภาพเยี่ยงนี้ หมัดนั้นแข็งแกร่งและไร้ซึ่งความปรานีอยู่เลย ดู
เหมือนว่าอวัยวะภายในของนางจะได้รับบาดเจ็บสาหัสด้วย
ไม่นาน ความไม่พอใจและความคับข้องใจก็พองโตขึ้นภายในหัวใจ
ของนาง น้ำตาเริ่มไหลซึมออกมาจากขอบตาของนาง
นางมีพรสวรรค์สูง แต่เคล็ดวิชาการบ่มเพาะกลับถูกแซงหน้าโดย
หลินหมิง พลังสายฟ้าของนางมิอาจทำอันใดเขาได้ และเป็นการต่อสู้
ระยะประชิด นางกลายเป็นดั่งสาวน้อยธรรมดาที่ไม่อาจขัดขืนได้
“เจ้าคนใจร้าย ใจร้ายยิ่งนัก!” โจวเสี่ยวเหลียนกัดฟันแน่นจนเกิด
เสียงออกมา
หลินหมิงมองนางด้วยสายตาที่เย็นชา เขาตระหนักได้ถึงชายชราของ
นิกายตราประทับสายฟ้ามีสีหน้ากลายเป็นน่าเกลียดแต่เขาก็มิได้ออกมา
ปกป้องนาง มันดูเหมือนว่าอาจารย์ของนางได้ทุ่มเทสิ่งใดไปล้วนไร้
ประโยชน์เพราะนางได้ทำให้เขาเสื่อมเสียในงานเลี้ยงครั้งนี้
“เมื่อเจ้าปฏิบัติกับผู้ใดอย่างเลวร้าย เจ้าก็ควรจะคิดว่าตนเองก็คงจะ
ได้รับการปฏิบัติจากผู้นั้นอย่างเลวร้ายเช่นกัน เจ้าอยากที่จะสู้ต่ออีก
หรือไม่?” น้ำเสียงของหลินหมิงเยือกเย็นเป็นอย่างยิ่ง
โจวเสี่ยวเหลียนโกรธจนเลือดขึ้นหน้า นางรู้ดีว่าหากสู้ต่อไป นางจะ
ไม่มีโอกาสที่จะชนะเลย แต่นางก็มิอาจทำให้ตนอับอายด้วยการขอยอม
แพ้
“เสี่ยวเหลียน! แพ้ก็คือแพ้ ลงมาได้แล้ว!” จากฝั่งของนิกายตรา
ประทับสายฟ้า โจวเล่ยตะโกนออกมา เขาเป็นศิษย์พี่ใหญ่ของนาง
โจวเสี่ยวเหลียนกระทืบเท้าของตนและเดินลงไปจากเวทีด้วยความ
โกรธ
หลินหมิงได้ใช้ปราณแท้กระแสเสียงสื่อสารไปหานาง “อย่าลืม
ข้อตกลง เจ้าจะต้องบอกข้าว่าผู้ใดที่มาจ้องเล่นงานข้า”
“ข้าจะถามให้อีกที!” โจวเสี่ยวเหลียนกัดฟันของนาง เกลียดทุกอย่าง
ที่เกิดขึ้นเมื่อครู่
ศิษย์ของภูมิภาคเขตแดนห้าธาตุต่างเริ่มสนทนากัน
“โจวเสี่ยวเหลียนเองก็ได้พ่ายแพ้ หลินหมิงผู้นี้อายุ 16ปีจริงเช่นนั้น
หรือ?”
“โจวเสี่ยวเหลียนได้ถูกกดดันหนักเกินไป มันจึงไม่อาจที่จะเห็นถึง
ความแข็งแกร่งที่แท้จริงของหลินหมิง เรามิอาจที่จะให้นักสู้ธาตุจำเพาะ
สายฟ้าผู้ใดขึ้นไปอีก ควรจะให้ผู้อื่นขึ้นไปทดสอบความสามารถของหลินห
มิง จินเย่ว์ เอาเป็นว่าเจ้าขึ้นไปทดสอบหลินหมิงดูเป็นอย่างไร?”
ชายหนุ่มที่ถูกเรียกว่าจินเย่ว์นั้นมาจากนิกายหุบเขาระฆังทองคำ
เมื่อใดที่นักสู้กลายเป็นผู้มีชื่อเสียง พวกเขามักจะก่อตั้งพรรค ตระกูล
สำนักหรือนิกายที่มีชื่อเรียกของตนอยู่ในอาวุธหรือเคล็ดวิชาบ่มเพาะ
ยกตัวอย่างเช่น สำนักหุบเขาเจ็ดแก่นแท้แผนกพิณผู้ก่อตั้งนั้นมีแซ่ฉิน ซึ่ง
แปลว่าพิณ สำหรับนิกายใหญ่ของภูมิภาคเขตแดนห้าธาตุ พวกเขามีนักสู้
หลายคนที่ใช้คุณลักษณะของตนเองเป็นแซ่ ตัวอย่างเช่นเจ้าหญิงเพลิง
ตะวันหั่วหยูเยียน ส่วนจินเย่ว์เขาเป็นผู้มีพรสวรรค์ของนิกายหุบเขาระฆัง
ทองคำและในด้านชื่อเสียง เขาเป็นศิษย์ที่แข็งแกร่งที่สุดของผู้ที่มีระต่ำ
กว่าขั้นปราณต้นฟ้า
“เหตุใดเจ้าจึงมาถามข้าว่าต้องการขึ้นไปหรือไม่?” จินเย่ว์ถามกลับ
“ฮ่าฮ่า ภูมิภาคเขตแดนห้าธาตุของพวกเรามีความสัมพันธ์กัน พวก
เราจะหนุนหลังเจ้าเอง ไม่มีอันใดที่จำเป็นต้องกลัว”
“เจ้าพยายามที่จะหลอกข้าเช่นนั้นหรือ? เอาเป็นว่าเจ้าขึ้นไปเองดี
หรือไม่? เจ้าเองก็มิใช่นักสู้ธาตุจำเพาะสายฟ้า เป็นธรรมดาที่จะต้อง
สามารถทดสอบความแข็งแกร่งของเขาได้ เอาแบบนี้เป็นอย่างไร? จินเย่ว์
กล่าวออกมาพร้อมยิ้มอย่างเย้ยหยัน”
ในการต่อสู้ระหว่างหลินหมิงและโจวเสี่ยวเหลียน มันมิอาจที่จะทำ
ให้เห็นความแข็งแกร่งที่แท้จริงของหลินหมิงได้ แต่จินเย่ว์ก็ได้ลองคาดเดา
แล้วว่าความแข็งแกร่งที่แท้จริงของหลินหมิงน่าจะเทียบเท่านักสู้ขั้นปราณ
ต้นฟ้าที่เป็นศิษย์หลักแล้ว!
ถึงแม้จินเย่ว์จะรู้จักกันในนามศิษย์ที่แข็งแกร่งที่สุดของผู้ที่มีระดับต่ำ
กว่าขั้นปราณต้นฟ้าและเขาเองก็เป็นถึงศิษย์สายตรง แต่มันก็ยังมีความ
ห่างชั้นระหว่างพวกเขามากและศิษย์หลักของนิกายระดับ 4 ชั้นสูงที่มี
พลังเทียบเท่านักสู้ขั้นปราณต้น การจะไปท้าทายหลินหมิงนั้นเท่ากับหา
เรื่องใส่ตัว จินเย่ว์จะไม่ยอมเป็นหนูทดลองให้คนอื่นแน่ หลินหมิงนั้นอายุ
เพียง 16ปี – หากพ่ายแพ้ให้กับเขานั้นก็จะน่าอับอายเป็นอย่างยิ่ง
เหล่าผู้ที่พยายามยั่วยุให้จินเย่ว์ขึ้นไปต่างก็หุบปากกันหมดในทันที
ไม่สามารถที่จะกล่าวสิ่งใดได้เพราะความอาย ความแข็งแกร่งของพวกเขา
นั้นด้อยกว่าจินเย่ว์เสียอีก หากขึ้นไปบนเวทีทั้งที่รู้ว่าจะแพ้ เช่นนั้นก็คงโง่
เขลาอย่างแท้จริง
หลังจากการประลองโจวเสี่ยวเหลียนและหลินหมิง เหล่านักสู้จาก
ภูมิภาคเขตแดนห้าธาตุที่มีระดับการบ่มเพาะต่ำกว่าขั้นปราณต้นฟ้าต่างก็
สูญเสียความมั่นใจที่จะสู้ เดิมที พวกเขาพยายามที่จะประลองกับศิษย์ที่มี
ระดับการบ่มเพาะขั้นผสานชีพจรของเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ แต่ในตอนนี้
เมื่อหลินหมิงได้ยืนอยู่ต่อหน้าพวกเขา หลินหมิงก็ราวกับเป็นขุนเขาตั้ง
ตระหง่านที่พวกเขาไม่อาจที่จะปีนข้ามไปได้
เผชิญหน้ากับหลินหมิง พวกเขาไม่มีแม้แต่ความกล้าที่จะลองท้าทาย
เลยด้วยซ้ำ เหล่าศิษย์ที่มีระดับการบ่มเพาะต่ำกว่าขั้นปราณต้นฟ้าจึงได้
ยอมแพ้ที่หวังว่าตนจะเอาชนะได้หากต้องต่อสู้กับหลินหมิง
หากพวกเขาไม่อาจเอาชนะหลินหมิงได้ เช่นนั้นมันก็หมายความว่า
พวกเขาไม่อาจที่จะเอาชนะนักสู้ขั้นผสานชีพจรของเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์
เช่นคนอื่นได้
หม่าจุ้นฮุยผู้ที่พ่ายแพ้ให้กับหลินหมิงตอนนี้มีสีหน้าเจ็บปวดอย่างยิ่ง
เมื่อตอนที่เขาได้สู้กับหลินหมิง เขาก็ได้โชคดีไปแล้ว โดยหอกของหลินหมิ
งพุ่งนั้นรู้สึกว่าจะเป็นการทดสอบกำลังของเขา และเขาสามารถที่จะรอด
มาได้อย่างหวุดหวิดโดยครบ 32 ประการ
หลังจากที่หม่าจุ้นฮุยได้พ่ายแพ้ เขาได้คิดว่าจะหาทางเอาคืนหลินหมิ
งในอนาคตและทำลายให้แพ้อย่างย่อยยับ แต่ในตอนนี้ หลังจากที่
ย้อนกลับไปถึงสิ่งที่ตนคิด เขาก็รู้สึกหวาดกลัว เขาไม่อยากจะเชื่อว่าจะ
พยายามเอาคืนโดยที่ยังไม่รู้ถึงความแข็งแกร่งที่แท้จริงของหลินหมิง หาก
ทำเช่นนั้นจริง ผลที่ตามมาคงไม่ต่างจากหายนะ หลินหมิงผู้นี้ไม่ธรรมดา
อย่างแท้จริง
ผู้ที่อยู่ขั้นผสานชีพจรไม่กล้าที่จะขึ้นมาบนเวทีอีกแล้ว เพราะฉะนั้น
มีเพียงผู้ที่อยู่ในขั้นปราณต้นฟ้าเท่านั้นที่น่าจะกล้าขึ้นไป ทันใดนั้น ชาย
หนุ่มที่สูงถึง 8 ก้าวก็กระโดดขึ้นไปบนเวที จากนั้นก็ประกาศออกมา
“ข้าสือฮั่นซานจากนิกายปฐพีอเวจี อายุ 19 ปี ข้าอยากจะท้าทายผู้กล้า
ของเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ โปรดชี้แนะข้าด้วย!”
เมื่อสือฮั่นซาน ความจริงแล้วดวงตาของเขาจับจ้องที่หลินหมิงตลอด
และหวังว่าจะได้ต่อสู้กับเขา อย่างไรก็ตาม การท้าทายเขาตรงๆจะทำให้
เสียหน้า สำหรับนักสู้ขั้นปราณต้นฟ้ามาท้าทายนักสู้ขั้นผสานชีพจรก็แย่
พออยู่แล้ว แต่หลินหมิงยังเด็กกว่าเขาตั้ง 3 ปี การท้าทายเช่นนี้ย่อมไม่
เป็นธรรม
“สือฮั่นซานเป็นศิษย์หลักอันดับ 2 ของนิกายปฐพีอเวจี เจ้านี่
พยายามที่จะรังแกพวกเรา!” ศิษย์ของเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์กล่าวออกมา
ด้วยท่าทางที่ไม่ได้รับความยุติธรรม
“ในเมื่อไม่อาจที่จะเอาชนะหลินหมิงผู้ที่อยู่ในขั้นผสานชีพจรได้
ในตอนนี้พวกนั้นกลับต้องการที่จะมาท้าทายเหล่าผู้มีพรสวรรค์ขั้นปราณ
ต้นฟ้าของเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์แทน ซึ่งพวกเรานั้นมิได้มีนักสู้ขั้นปราณต้น
ฟ้ามากนัก พวกเราจะทำเช่นไรดี?”
ภายในบรรดาผู้ที่อายุต่ำกว่า 20 ปีของเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ ก็มีศิษย์
สายตรง 10 คนและศิษย์หลักอีกราวๆ 30 คน
ในบรรดาศิษย์สายตรง มีผู้ที่อยู่ในขั้นปราณต้นฟ้า 7 คน
สำหรับศิษย์หลักราวๆ 30 คน มีเพียง 8 คนที่อยู่ในขั้นปราณต้นฟ้า
หากรวมทั้งหมดก็จะมีผู้ที่อยู่ในขั้นปราณต้นฟ้าทั้งสิ้น 15 คน
ศิษย์สายตรงก็มิใช่ว่าจะแข็งแกร่งไปกว่าศิษย์หลักเสียหมด ระดับขั้น
นี้วัดได้แค่พรสวรรค์เป็นส่วนใหญ่ และมิได้วัดถึงความแข็งแกร่งที่แท้จริง
ถึงจะมีศิษย์สายตรงบางคนจะมีพรสวรรค์สูง แต่เพราะยุคของพวก
เขา ความแข่งแกร่งของพวกเขามิได้มากมาย ตัวอย่างเช่น จินเยว์แห่ง
นิกายหุบเขาระฆังทองคำและโจวเสี่ยวเหลียนของนิกายตราประทับ
สายฟ้าก็เช่นกัน
นิกายในภูมิภาคเขตแดนห้าธาตุนั้นมีสถานะด้อยกว่านิกายเกาะ
ฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ รุ่นเยาว์ขั้นปราณต้นฟ้าในแต่ละนิกายมีราวๆ 10 คนหาก
6 นิกายของพวกเขารวมกันก็จะมีมากถึงราวๆ 60 คน พวกเขาสามารถที่
จะบดขยี้รุ่นเยาว์ของเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์จนไม่เหลือซาก
ในการใช้คนมากรังแกคนน้อย เกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ทำได้เพียงแค่บ่น
ประท้วงเท่านั้น
มู่จ้าวเซวียน ศิษย์หลักอันดับ 2 ของเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์เค้นเสียง
เย็นชา และลุกขึ้น ต้องการที่จะขึ้นไปบนเวที แต่เขาก็ถูกศิษย์หลักอันดับ
4 คว้าไว้ ซ่งเสี่ยวเยว่ “ศิษย์พี่หญิงจ้าวเซวียน ให้ข้าจัดการกับเขาเถอะ
พวกนั้นยังมิได้ส่งระดับสูงออกมา ท่านจะต้องเตรียมพร้อมให้มากที่สุด
เพื่อที่จะรับมือกับพวกเขา การประลองของท่านจะสำคัญกว่า ”
การประลองของศิษย์หลักอันดับสูงขึ้นย่อมมีความหมายและ
ความสำคัญยิ่งกว่าการต่อสู้ของศิษย์หลักที่มีอันดับต่ำกว่า
มู่จ้าวเซวียนผงกศีรษะ “ศิษย์น้องหญิงซ่ง เจ้าต้องระวังตัวให้มาก
ศิษย์ของนิกายปฐพีอเวจีนั้นมีการป้องที่แข็งแกร่งยิ่งนัก มันอยากที่จะ
รับมือ”
“อืม ข้าทราบแล้ว” ซ่งเสี่ยวเยว่กล่าวออกมาในขณะที่นางก้าวขึ้นมา
บนเวที “ข้าซ่งเสี่ยวเยว่จากเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์อายุ 19 ปี โปรดชี้แนะ
ด้วย!”
สือฮั่นซานจ้องมายังซ่งเสี่ยวเยว่ด้วยสีหน้าลามก เขาคิดกับตนเองว่า
เกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์มีหญิงสาวที่งดงามอยู่มากเสียจริง ในบรรดา 10 คน
จะมี 8 คนที่เป็นหญิง ไม่เพียงแค่นั้น แต่ละช่างต่างก็ดูสง่างาม มันช่าง
แตกต่างกับศิษย์ของนิกายปฐพีอเวจีซึ่งราวกับเป็นวิหารที่เต็มไปด้วย
นักบวช หลังจากที่ได้อยู่ในนิกายปฐพีอเวจีมายาวนานถึง 4-5ปีอย่างน่า
เบื่อ ต่อให้เขาพบเจอกับหญิงสาวที่น่าเกลียดก็ยังคงไม่เป็นอะไรและยัง
น่าชื่นชมในสายตาของเขา ดังนั้น สือฮั่นซานจึงได้จ้องมองไปใบหน้าและ
เรือนร่างของซ่งเสี่ยวเยว่อยู่หลายลมหายใจ จึงไม่อาจที่จะโทษสือฮั่นซาน
ที่เต็มไปด้วยตัณหาได้
ซ่งเสี่ยวเยว่สีหน้ากลายเป็นขุ่นเคืองในทันที