Martial World ศิลาลึกลับกับวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ - ตอนที่ 364 กับดัก
“เจ้าหมูน่าสะอิดสะเอียน ตาของเจ้ามองไปที่ใดกัน!” ซ่งเสี่ยวเยว่
กล่าวออกมาโดยใช้กระแสเสียงปราณแท้เพิ่มความดัง จึงทำให้เกิดเสียง
ด่าที่ดังมาก
“ฮ่าฮ่า แม่หนูน้อย มันจะผิดอันใดหากจะมีผู้ที่จ้องมองเรือนร่างของ
เจ้าหรือ? หรือว่าจำกัดเวลาในการมอง? แล้วเจ้าจะทำอันใดข้าได้? หาก
เจ้ายอมมาเป็นภรรยาข้า เช่นนั้น ข้าจะให้เจ้าบงการข้าได้ แต่เจ้านั้นมิใช่
เกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์นั้นมีหญิงงามมากมาย มันน่าเสียดายที่พวกนางล้วน
ถูกทำให้เสียของ เอาเป็นว่าเจ้ามาแต่งเข้าไปนิกายปฐพีอเวจีดีหรือไม่?”
คำกล่าวของสือฮั่นซานทำให้ซ่งเสี่ยวเยว่ระเบิดความโกรธออกมา
โดยเฉพาะคำกล่าวที่ว่า ‘นางล้วนถูกทำให้เสียของ’ คิดว่าศิษย์หญิงของ
เกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์เป็นแค่ของเล่นเช่นนั้นหรือ?
“ข้าจะฆ่าเจ้าซะ!”
ซ่งเสี่ยวเยว่เค้นเสียงเย็นชาจากนั้นกระบี่เล่มยาวก็ได้ปรากฏออกมา
บนมือของนาง และจากนั้นชี้ไปยังสือฮั่นซาน!
นางเริ่มใช้ ‘เคล็ดบ่มเพาะบัญญัติศักดิ์สิทธิ์ต้องห้ามวิหคเพลิง’
ในทันที เปลวเพลิงลุกไหม้ขึ้นมาราวกับเป็นดอกไม้ไฟปะทุพุ่งเข้าหาสือฮั่น
ซาน
บึม บึม บึม!
สือฮั่นซานสร้างกำแพงสีน้ำตาลหนาขึ้นมาป้องกันการโจมตีของซ่ง
เสี่ยวเยว่ กำแพงสีน้ำตาลนี้เป็นอุปสรรคต่อการโจมตีของซ่งเสี่ยวเยว่ราว
กับเป็นใบไม้ท่ามกลางพายุ ทุกครั้งที่มันดูเหมือนจะพัง แต่กลับไม่
พังทลายลง
หลังจาก 20-30 กระบวนท่าผ่านไป ซ่งเสี่ยวเยว่ก็ยังไม่อาจที่จะ
ทำลายการป้องกันลงได้
“มันเกิดอันใดขึ้นกับเสี่ยวเยว่หรือ? นางไม่เป็นตัวของตัวเองเลย
ศิษย์ของนิกายปฐพีอเวจีนั้นมีชื่อเสียงด้านการป้องกัน สิ่งที่พวกเขา
ต้องการที่สุดคือให้คู่ต่อสู้โจมตีอย่างบ้าคลั่งและผลาญปราณแท้ไปอย่าง
มาก หากซ่งเสี่ยวเยว่ยังคงทำเช่นนี้ต่อไป อย่างมากสุดนางก็ทำได้เพียงแค่
เสมอ” มู่จ้าวเซวียนกล่าวอย่างกังวล
“ศิษย์น้องหญิงซ่งนั้นแข็งแกร่งก็จริงแต่ขาดประสบการณ์ต่อสู้ นาง
เคยประลองต่อสู้จริงกับศิษย์หลักคนอื่นของนิกายตัวเองเพียงไม่กี่ครั้ง นี่
เป็นครั้งแรกที่นางได้สู้กับศิษย์ของนิกายอื่น”
ในการเผชิญกับนิกายปฐพีอเวจี เมื่อพวกเขาสร้างโล่ป้องกันขึ้นมา
วิธีการที่ดีสุดที่จะจัดการกับพวกเขาคือไม่ต้องสนใจมัน การใช้โล่ป้องกัน
ของพวกเขาก็ผลาญปราณแท้ไปอย่างมาก หากไม่สนใจมัน เช่นนั้นพวก
เขาก็จะเลิกใช้มันเช่นกัน แต่หากมีพวกบ้าคลั่งโจมตีใส่ มันก็จะเป็นสิ่งที่
พวกเขาต้องการที่สุด
ศิษย์ของเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ต่างกังวล ในการต่อสู้ที่ดุเดือด พวกเขา
ไม่อาจที่จะสามารถส่งปราณแท้กระแสเสียงสื่อสารไปเตือนนางได้
หลังจากผ่านไปมากกว่า 30 กระบวนท่าซ่งเสี่ยวเยว่ก็ได้ตระหนักว่า
มีบางอย่างผิดปกติ นางได้ผลาญปราณแท้ของตนหมดไปกว่าครึ่งแล้ว
ปราณแท้คู่ต่อสู้ของนางยังแทบไม่ได้ลดลงเลย
นางช่วยไม่ได้ที่จะต้องลดปราณแท้ปกป้องร่างและใช้มาเป็นพลัง
โจมตี แต่ในตอนนั้นเอง สือฮั่นซานก็ได้ยิ้มอย่างชั่วร้ายและชกออกไป
หมัดของเขาพุ่งตรงไปยังใบหน้าของซ่งเสี่ยวเยว่!
ซ่งเสี่ยวเยว่กัดฟันของตน ฟันกระบี่ของนางเข้าใส่หมัดของสือฮั่น
ซาน!
เปล้ง!
เกิดเสียงโลหะกระทบกันเกิดขึ้นกลางอากาศ สือฮั่นซานได้ใช้ถุงมือ
สมบัติระดับปฐพี มันคือสิ่งที่ศิษย์ส่วนใหญ่ของนิกายปฐพีอเวจีใช้สวมใส่
ในการต่อสู้
ในขณะที่เขาป้องกันกระบี่ไว้ด้วยหมัดของตน เขาก็ใช้หมัดอีกข้างชก
ไปที่ท้องของซ่งเสี่ยวเยว่!
“หมัดแยกนภา!”
สือฮั่นซานเผยรอยยิ้มที่ชั่วร้ายออกมา ด้วยหมัดนี้ อากาศโดยรอบดู
เหมือนกำลังปั่นป่วน
ซ่งเสี่ยวเยว่ได้ผลาญปราณแท้ของตนไปมากแล้ว นางไม่สามารถที่จะ
โคจรมันได้ในเวลาวิกฤต และถูกหมัดที่เต็มไปด้วยปราณแท้อัดเข้าไป
ในขณะที่นางถูกกระแทกจนถอยไปหลายก้าว สือฮั่นซานจะปล่อย
โอกาสให้นางกลับมาสู้ต่อได้อย่างไรกัน?
กระเบื้องที่ถูกเสริมความแข็งแกร่งด้วยรูปแบบใต้ฝ่าเท้าของสือฮั่น
ซานเริ่มแตกออก ด้วยพลังที่แผ่ออกมาจากเขา
“หมัดหินราชันแห่งดวงดาว!”
หมัดของสือฮั่นซานราวกับสายลม เกิดเป็นหมัดนับสิบพุ่งออกไปราว
กับน้ำหลากที่กวาดผ่านทุกสิ่ง สลายเปลวเพลิงปราณแท้ที่ห่อหุ้มบนกระบี่
ของซ่งเสี่ยวเยว่จนหมดสิ้น
“หมัดสะเทือนจักรวาล!”
หลังจากที่ดับเปลวเพลิงได้แล้ว เขาก็ปล่อยหมัดออกไปอีกครั้ง พลัง
ของหมัดนี้นั้นรุนแรงอย่างยิ่งราวกับแผ่นดินถล่ม!
ปึกก!
ซ่งเสี่ยวเยว่กระเด็นออกมาจากแรงปะทะ สีหน้าของนางกลายเป็น
ซีดขาว กระดูกซี่โครงหักหลายอัน
“เสี่ยวเยว่!”
“ศิษย์พี่หญิง!”
ศิษย์ของเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์หลายคนต่างเข้ามาเพื่อช่วยลุกขึ้น
“เสี่ยวเยว่เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง?”
“ข้าไม่ได้เป็นอะไร” เสี่ยวเยว่ลุกขึ้นด้วยความอยากลำบาก นางกัด
ริมฝีปากด้วยความอับอายแล้วกล่าว “ข้าแพ้ ข้านั้นโง่เขลาจนเกินไป ข้า
ทำให้ทุกคนต้องผิดหวัง”
ซ่งเสี่ยวเยว่ได้เข้าใจแล้วว่าสือฮั่นซานได้ใช้คำพูดเพื่อยั่วยุนาง และ
นางก็ได้โง่เขลาจนเกินไปและยังได้ลดลงการป้องกันร่างกายลงอีกด้วย ใน
ท้ายที่สุดก็เพียงทำได้แค่โทษซ่งเสี่ยวเยว่ที่เติบโตเพียงแค่ในเกาะฟีนิกซ์
ศักดิ์สิทธิ์จึงทำให้นางขาดประสบการณ์ในโลกที่แท้จริง มิเช่นนั้น คงไม่มี
ทางถูกยั่วยุเพียงแค่ไม่กี่คำง่ายๆเช่นนี้
หากนางต่อสู้อย่างเยือกเย็น เช่นนั้นอย่างน้อยก็คงจะออกมาเสมอ
ซ่งเสี่ยวเยว่รู้สึกผิดต่อทุกๆคน นางได้ร้องขอขึ้นไปด้วยตัวเอง แต่กลับจบ
ลงด้วยการพ่ายแพ้อย่างน่าสมเพชเช่นนี้
มู่จ้าวเซวียนมองไปยังซ่งเสี่ยวเยว่ที่บาดเจ็บ กระดูกซี่โครงของนาง
หักหลายซี่ แต่สำหรับนักสู้ พวกเขาสามารถรักษาให้หายโดยไวได้ด้วย
โอสถและพักผ่อน แต่ซ่งเสี่ยวเยว่ไม่อาจที่จะขึ้นไปประลองได้อีกแล้ว
ในตอนนี้ นักสู้ขั้นปราณต้นฟ้ารุ่นเยาว์ของเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ที่มี
15คน ซ่งเสี่ยวเยว่ไม่อาจต่อสู้ได้อีกต่อไป และใน 15 คนนี้ ฮัวหงก็ได้ใช้
พลังมากไปในการต่อสู้กับจางหลินและไม่อาจที่จะขึ้นมาต่อสู้ได้อีกใน
เวลาอันใกล้นี้ จึงเหลือเพียงผู้ที่ต่อสู้ได้อยู่ 13 คน แต่เหล่าศิษย์หลัก
อันดับหนึ่งของ 6 นิกายนั้นยังมิได้ออกมาเลย ยังไม่ได้ถึงมือของศิษย์สาย
ตรงด้วยซ้ำ
หลังจากผ่านไปหลายรอบ จะไม่เหลือผู้เยาว์ของเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์
สิทธิที่สามารถต่อสู้ได้อีก
มู่ติงซานสีหน้าเคร่งเครียดเป็นอย่างยิ่ง เขาทำได้เพียงแค่ดูเหล่าศิษย์
น้องตกอยู่ในสถานการณ์ที่ลำบากอย่างช่วยอะไรไม่ได้
เพราะว่ากันตามกฎระเบียบของการประลองในงานเลี้ยงแล้วคือจะ
เรียงลำดับจากศิษย์หลักธรรมดา จากนั้นก็จะเป็นศิษย์หลักชั้นกลาง ศิษย์
หลักชั้นกลางระดับสูง ศิษย์หลักระดับสูง ศิษย์สายตรง และสุดท้ายคือ
หัวหน้าศิษย์ในการขึ้นไปบนเวที
ในด้านการบ่มเพาะ จะต้องเป็นผู้ที่อยู่ขั้นผสานชีพจรขึ้นไปก่อน
จากนั้นก็ขั้นปราณต้นฟ้า เป็นเช่นนี้ไปตลอดทั้งวัน และสุดท้ายจะเป็น
ผู้เชี่ยวชาญที่แท้จริงมาแลกเปลี่ยนกระบวนท่ากัน มิเช่นนั้นศิษย์หลัก
ธรรมดาคงไม่มีโอกาสได้ขึ้นเวที
หากมู่ติงซานก้าวขึ้นไปบนเวทีตอนนี้ มันจะเป็นการทำลาย
กฎระเบียบ ไม่เพียงแค่นั้น ทั้งเจ้าหญิงเพลิงตะวันและจ่านอวิ๋นเจียนและ
ตัวตนระดับสูงอื่นก็จะก้าวขึ้นมาบนเวทีเช่นกัน เขาและมู่เสี่ยวชิงก็ต้อง
ต้องเผชิญหน้ากับทั้ง 6 คนแรงกดดันของเขาก็จะไม่ต่างกันจากเหล่าศิษย์
หลักที่ขึ้นไปสู้บนเวที
เมื่อเวลานั้นมาถึง พวกเขาก็จะตกอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่อาจ
แม้กระทั่งจะนั่งอย่างสงบใจได้ และยอมรับผลที่ออกมาคือพ่ายแพ้
“เหล่าคนของภูมิภาคเขตแดนห้าธาตุไม่ได้สนใจชื่อเสียงของตน” มู่
ติงซานกล่าวออกมาด้วยสีหน้าที่มืดมน
“อืม ในการแข่งขันตามปกติทุกปี มันมักจะไม่มีการเล็งเป้าที่เด่นชัด
เช่นนี้ เหล่าภูมิภาคเขตแดนห้าธาตุจะท้าทายนิกายจากภูมิภาคของตน
ด้วยและภูมิภาคของเราก็จะมีนิกายมหาวิหารลึกลับและนิกายห้วงวิบัติ
ช่วยแบ่งเบาแรงกดดัน ในทุกครั้งเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ของพวกก็จะเฉิด
ฉาย แต่ในตอนนี้ ศิษย์ของภูมิภาคเขตแดนทางใต้กลับรวมพลังกันมา
เผชิญหน้ากับพวกเรา พวกเขาใช้ทุกวิถีทางจริงๆ” ผู้ที่กำลังกลืนไม่เข้า
คายไม่ออกคือเจ้าของงานเลี้ยงฉลองวันเกิดครบรอบ 400ปีของเขา
ปรมาจารย์ศักดิ์สิทธิ์เทียนกวาง ในตอนนี้เขาทำได้เพียงแค่ยิ้มเท่านั้น
ในขณะที่ทั้งสองคนกำลังสนทนากันอยู่ มีหลายคนได้ขึ้นไปประลอง
แล้ว และในตอนนี้คือการประลองของศิษย์หลักอันดับต้นๆจากเกาะ
ฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์และนิกายตำหนักเหมันต์ เปลวเพลิงและน้ำแข็งเข้าปะทะ
กันจนทำให้ม่านพลังเกิดการสั่นสะเทือน หลังจากหลายกระบวนท่าผ่าน
ไป ก็รู้ได้ว่าทั้งคู่แข็งแกร่งพอๆกัน 7 นิกายแห่งภูมิภาคเขตแดนห้าธาตุ
มักจะประลองกับเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์เช่นนี้เสมอ และพวกเขาจึงรู้ถึง
ความแข็งแกร่งของอีกฝ่ายดี
หลังจากที่การต่อสู้ของทั้งสองผ่านไป 1 ชั่วธูป ทั้งสองต่างก็บาดเจ็บ
รุนแรง แต่ก็ยังสู้ต่อไปได้ ผลลัพธ์ไม่อาจตัดสินได้
“ไม่จำเป็นที่จะต้องสู้ต่อไป ถือว่าเสมอเถอะ!”
ผู้อาวุโสของนิกายตำหนักเหมันต์กล่าวออกมา
ทั้งสองนั้นต่างก็ได้รับบาดเจ็บรุนแรงแล้วหลังจากสู้มานาน มันจะ
กลายเป็นการต่อสู้ถึงชีวิตเสียเปล่าหากปล่อยเอาไว้
ศิษย์ของเกาะฟีนิกซ์ก็เลือกที่จะทำตามและลงจากเวทีไป ในตอนนี้
สือฮั่นซานกระโดดขึ้นมาบนเวทีอย่างที่ไม่มีผู้ใดคาดคิด สือฮั่นซานที่สูงถึง
9 ก้าวยืนอยู่กลางเวทีดูราวกับเป็นหอคอยสูงและเขากล่าวออกมาว่า
“ข้าสือฮั่นซานจากนิกายปฐพีอเวจีอยากที่จะขอท้าทายเหล่าผู้กล้าจาก
เกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์!”
“เจ้าสารเลวนี่ ขึ้นมาอีกรอบแล้ว!”
หากว่ากันตามกฎระเบียบของการประลองในงานเลี้ยงแล้ว มัน
สามารถที่จะสู้ต่อไปได้เรื่อยๆตราบใดที่พวกเขายังชนะ ไม่มีข้อจำกัด แต่
หากพ่ายแพ้ก็ไม่สามารถขึ้นมาประลองได้อีกและทำเพียงแค่นั่งดูผู้อื่น
เท่านั้น ยกเว้นคนผู้นั้นได้ถูกท้าทายจึงจะสามารถขึ้นไปประลองได้
มิฉะนั้น พวกเขาก็ไม่มีคุณสมบัติที่จะขึ้นไปบนเวทีและท้าทายผู้อื่นได้อีก
ในเมื่อสือฮั่นซานชนะ เขาจึงมีคุณสมบัติที่จะขึ้นมาต่อสู้ได้อีกครั้ง
สือฮั่นซานนั้นตื่นเต้นเป็นอย่างมาก โอกาสในการที่ภูมิภาคเขตแดน
ห้าธาตุร่วมมือกันต่อสู้กับเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์เช่นนี้นั้นหายากยิ่งนัก หาก
ผลลัพธ์ออกมาดี พวกเขาก็จะกลายเป็นผู้มีชื่อเสียงโด่งดังมากขึ้น และ
ได้รับความสนใจจากนิกายของตนมากขึ้น จนอาจได้รับรางวัลใหญ่เมื่อ
กลับไปยังนิกายของตน
หลังจากที่จัดการกับซ่งเสี่ยวเยว่ เขานั้นยังมิได้ใช้ปราณแท้ไปมาก
เพียงใดเลย เขาเพียงกลืนกินโอสถและใช้เวลาพักฟื้นช่วงธูป 1 ดอกเขาก็
กลับมาสู่สภาพสมบูรณ์สำหรับการต่อสู้แล้ว
เหตุผลที่เขาขึ้นมาบนเวทีอีกครั้งนั้น คือการท้าทายต่อไปเรื่อยๆ
“ข้าสงสัยว่าจะมีผู้กล้าจากเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ขึ้นมาชี้แนะข้าบ้าง
ได้หรือไม่?”
เสียงของสือฮั่นซานดังราวกับฟ้ากระหึ่ม ซ่งเสี่ยวเยว่กัดฟันของนาง
มองไปอย่างไม่พอใจราวกับสือฮันซานเป็นหมู นางต้องการที่จะบดขยี้เขา
อันดับที่ 3 4 5 ของเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ต่างก็ได้ขึ้นไปประลองเรียบร้อย
แล้ว ในตอนนี้เหลือเพียงศิษย์หลักอันดับสองและอันดับแรก หากพวกเขา
ขึ้นไปประลองกับสือฮั่นซาน ก็จะไม่มีผู้ใดที่จะเหลือให้ต่อสู้กับศิษย์หลัก
อันดับสูงของนิกายอื่นๆ
ฮัวหงกัดฟันของนางแน่น เตรียมตัวที่จะขึ้นไปบนเวทีและเผชิญหน้า
กับหมูตัวนี้ นางยังไม่เคยแพ้ จึงยังมีคุณสมบัติที่จะขึ้นไปต่ออีกครั้ง ถึงแม้
นางจะได้ใช้พลังไปมากแล้ว แต่ในครึ่งชั่วโมงมานี้นางก็ได้ฟื้นฟูได้เล็กน้อย
“ศิษย์น้องฮัว อย่ารีบจนเกินไป นี่คือสือฮั่นซานมันจะเป็นการ
ประลองที่เลวร้ายสำหรับเจ้า เจ้ายังไม่ได้ฟื้นฟูกลับมาดีนัก รอให้ผ่านไป
อีก 2-3 รอบก่อนและเมื่อเจ้าฟื้นฟูได้เต็มที่คอยขึ้นไปสู้อีกครั้ง มิเช่นนั้น
เจ้าก็จะทำให้เขาเล่นงานเจ้าจนได้ใจและหยิ่งยโสไปมากขึ้นอีก”
ขณะที่มู่จ้าวเซวียนดึงฮัวหงกลับมา นางมองดูเหล่าศิษย์หลักขั้น
ปราณต้นฟ้า นอกจากนางและมู่ติงซานแล้ว ก็ไม่มีผู้ใดมีความสามารถ
พอที่จะขึ้นไปบนเวทีได้ มีเพียงศิษย์สายตรงที่ยังไม่ได้ขึ้นไป
ดูเหมือนว่าจะเหลือเพียงทางเดียวคือนางต้องขึ้นไปเอง มู่จ้าวเซวียน
ได้ลุกขึ้น ทันใดนั้นเอง ก็ได้มีกระแสเสียงปราณแท้ส่งมาหานาง “ศิษย์พี่
หญิง ให้ข้าขึ้นไปเถอะ”
มู่จ้าวเซวียนหันกลับไปมอง ความประหลาดใจก็ได้เกิดขึ้นในจิตใจ
ของนาง นางเห็นหลินหมิงยืนขึ้น
“ศิษย์น้องหลิน จะท้าทายผู้เชี่ยวชาญขั้นปราณต้นฟ้าเช่นนั้นหรือ?”
มู่จ้าวเซวียนตกตะลึง
“ใช่”
หลินหมิงมิได้ขึ้นไปบนเวทีอีกหลังจากชนะก็เพราะต้องการที่จะ
สังเกตการณ์ความแข็งแกร่งของอัจฉริยะขั้นปราณต้นฟ้าของนิกายระดับ
4 เขาวางแผนเช่นนี้เอาไว้ตั้งแต่ต้น
เขาได้ข้อสรุปว่าศิษย์หลักระดับสูงจากนิกายระดับ 4 เช่นสือฮั่นซาน
หรือซ่งเสี่ยวเยว่มีความแข็งแกร่งใกล้เคียงกับหวงจื่อเซวียน ที่ได้ถูกเขา
สังหารไปเมื่อ 3 เดือนก่อน
ถึงหวงจื่อเซวียนจะไม่ค่อยมีพรสวรรค์มากนัก แต่เขาก็ยังเป็นนักสู้ที่
อยู่ในจุดสูงสุดของขั้นปราณต้นฟ้าจากสำนัก เหล่าศิษย์หลักของนิกาย
ระดับ 4 เหล่านี้สามารถที่จะเทียบได้กับนักสู้ที่อยู่ในจุดสูงสุดของขั้น
ปราณต้นฟ้าในขณะที่ตนอยู่เพียงขั้นปราณต้นฟ้าช่วงต้น แต่เมื่อพวกเขา
สามารถที่จะเข้าสู่จุดสูงสุดของขั้นปราณต้นฟ้า บางทีพวกเขาอาจจะ
สามารถเทียบได้กับนักสู้ขั้นปราณปลายฟ้า
ความแข็งแกร่งของพวกเขาไม่ต่างจากที่หลินหมิงคาดการณ์นัก
สือฮั่นซานมองเห็นหลินหมิงยืนขึ้น เขาก็ประหลาดใจ และความ
ประหลาดใจก็กลายเป็นความตื่นเต้นในทันที เขายกแขนเสื้อขึ้นและถู
จมูก จากนั้นก็ยิ้มออกมาพร้อมทั้งกล่าวว่า “ฮ่าฮ่า ช่างน่าสนใจยิ่ง มา ข้า
พร้อมที่จะท้าทายเจ้าแล้ว”