Martial World ศิลาลึกลับกับวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ - ตอนที่ 365 ข้าจะรับผิดชอบผลที่ตามมาทั้งหมดเอง
- Home
- Martial World ศิลาลึกลับกับวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่
- ตอนที่ 365 ข้าจะรับผิดชอบผลที่ตามมาทั้งหมดเอง
สือฮั่นซานอยากที่จะได้ต่อสู้กับหลินหมิง อย่างไรก็ตาม เป็นเพราะว่า
ระดับการบ่มเพาะของพวกเขาต่างกันเกินไป เขาจึงไม่อาจท้าทายหลินห
มิงได้
เขาไม่คิดเลยว่าหลินหมิงจะมาเสนอโอกาสให้กับเขาเช่นนี้
สือฮั่นซานมิได้ดูถูกหลินหมิง กลับกันเป็นเพราะพรสวรรค์ของหลินห
มิงสูงเกินกว่าเขา เขาเชื่อว่าด้วยพรสวรรค์เช่นนี้ของหลินหมิง เขาจะ
กลายเป็นตัวตนสำคัญระดับสูงในอนาคต ที่ทรงพลังในระดับเดียวกับจ่า
นอวิ๋นเจียน แต่ในตอนนี้เขายังไม่แข็งแกร่งนัก
สือฮั่นซานตระหนักได้ว่าในอีกไม่กี่ปีเขาจะไม่อาจเป็นคู่มือให้กับ
หลินหมิงได้ เพราะฉะนั้น ในขณะที่หลินหมิงยังเด็กและอ่อนแออยู่เป็น
โอกาสอันดีที่จะได้เหยียบตัวตนระดับสูงในอนาคตจมอยู่ใต้ฝ่าเท้าของเขา
การได้ทำเช่นนี้เป็นสิ่งที่น่าภูมิใจอย่างมาก
เมื่อคิดได้เช่นนี้ รอยยิ้มอันชั่วร้ายของสือฮั่นซานก็ยิ่งกว้างขึ้น ปกติ
เข้ามักจะดูน่าสงสาร แต่ตอนนี้กลับมีรอยยิ้มที่เจิดจ้า มันจึงทำให้คนอื่นๆ
รู้สึกขนลุก
“หลินหมิงอย่าได้หุนหันจนเกินไป เจ้าแน่ใจแล้วหรือ? หากไม่แน่ใจก็
ให้ข้าไปก่อนดีกว่า เจ้าได้รับสมญานามว่าเป็นนักสู้ขั้นผสานชีพจรที่
แข็งแกร่งที่สุดแล้ว ต่อให้เจ้าไม่ขึ้นประลองอีกครั้ง ก็ไม่มีผู้ใดที่จะกล้าว่า
กล่าวเจ้าได้ แต่หากเจ้าขึ้นประลองแล้วพ่ายแพ้ เจ้าจะสูญเสียชื่อเสียงที่
เจ้าได้รับมา” มู่เจ้าเซวียนกล่าวออกมาอย่างกังวล
หลินหมิงผงกศีรษะ เขากล่าวตามตรง “ข้ามั่นใจอย่างที่สุด”
มั่นใจอย่างที่สุดหรือ?
มู่จ้าวเซวียนตกตะลึง นางคิดเพียงว่าหลินหมิงนั้นจะมั่นใจเพียงแค่
60-70% ที่จะชนะ มันก็พอที่จะเดาได้ แต่นางไม่คิดเลยว่าหลินหมิงจะก
ล่าวออกมาว่าตนมั่นใจเป็นอย่างยิ่งว่าตนจะชนะอย่างแน่นอน!
หากเขากล่าวมาว่ามั่นใจถึงเพียงนี้ แล้วนางจะปฏิเสธได้อย่างไรกัน
เล่า?
หลินหมิงที่เพิ่งก้าวขึ้นไปบนเวที มู่เชียนหยี่ก็ได้ส่งกระแสเสียงปราณ
แท้มาหาเขา “หลินหมิง เจ้าจะไม่มีปัญหาอะไรในการประลองครั้งนี้ ใช่
หรือไม่?”
“ไม่มีปัญหาเลยซักนิด” หลินหมิงหันกลับมามองและพบกับมู่เชียน
หยี่ที่มองมายังเขาด้วยรอยยิ้มที่แฝงอยู่ในแววตา มันจึงทำให้หลินหมิงตื่น
ตระหนก มีเรื่องอะไรน่ามีความสุขนักหรือ?
“อืม ข้าเดาว่าการที่เจ้าเดินขึ้นมาบนเวทีอย่างมั่นใจ เจ้าคงไม่มี
ปัญหาใดๆ” หลังจากที่หลินหมิงได้จัดการหม่าจุ้นฮุยและโจวเสี่ยวเหลียน
อย่างต่อเนื่อง นางก็จำได้ทันทีว่าหลินหมิงเองก็เป็นผู้ที่มีพรสวรรค์สัตว์
ประหลาดคนหนึ่งที่มีศักยภาพจนน่าตกใจ และที่นางกังวลมาทั้งหมดจึง
จางหายไป ในตอนที่หุบเขาสายฟ้าฟาด เขาสามารถที่จะดูดซับจิต
วิญญาณสายฟ้าระดับปฐพี แล้วจะมีผู้ใดทำเช่นเขาได้หรือ? นางยิ้มให้
หลินหมิงและกล่าว “ท่านอาจารย์กล่าวว่า หากเจ้าสามารถที่จะเอาชนะ
สือฮั่นซานได้ นางจะมอบรางวัลให้กับเจ้า”
“รางวัลหรือ?” หลินหมิงกลายเป็นดีใจในทันที นี้เป็นโชคดีอย่าง
แท้จริง! รางวัลที่จะได้รับจากนิกายระดับ 4 ชั้นสูงจะต้องเป็นสมบัติ
บางอย่างที่ล้ำค่าอย่างแน่นอน
“รางวัลคือสิ่งใดหรือ?” หลินหมิงถามออกมาด้วยความอยาก จิต
วิญญาณของเขาพุ่งพล่านแล้วตอนนี้
“ฮ่าฮ่า เจ้ายังมิได้สู้เลย หือ? เช่นนั้นตอนนี้เจ้าก็เดาไปก่อนแล้วกันดี
หรือไม่?” มู่เชียนหยี่กล่าวออกมาเช่นนี้ทำให้หลินหมิงต้องชะงัก ไม่ว่าสิ่ง
ใดที่มู่เชียนหยี่กล่าวว่าให้เขาเดาเอา แน่นอนว่าสิ่งนั้นจะต้องเป็นสมบัติที่
ล้ำค่า
มันจะเป็นสิ่งใดกันแน่นะ?
หรือว่าจะเป็นโอสถเปิดทางสวรรค์?
หินลมปราณแท้ระดับกลางหรืออาจจะเป็นหินลมปราณแท้ระดับสูง
เช่นนั้นหรือ?
ถึงแม้มันจะล้ำค่า แต่ก็ยังคงเป็นที่นิยมและใช้เงินหาซื้อได้ พวกมัน
จึงไม่อยู่ในสายตาของมู่เชียนหยี่เท่าไร
แล้วหากเป็นโอสถปาฏิหาริย์เช่นเศษผลึกหัวใจปีศาจที่สามารถช่วย
ให้นักสู้ขั้นปราณปลายฟ้าทะลวงเข้าสู่ขั้นหลอมรวมแก่นแท้ได้ล่ะ?
มันเป็นไปไม่ได้ หญิงชราอวี้หวงไม่รู้ว่าเขาได้ซ่อนกายผันแปรขั้น
ผสานไขกระดูกไว้ และเศษผลึกหัวใจปีศาจก็มิได้ต่างจากโอสถพิษสำหรับ
นักสู้ขั้นผสานชีพจร หญิงชราอวี้หวงจะต้องมิได้ให้รางวัลเขาในสิ่งที่เขาไม่
อาจได้รับผลประในเร็ววันเป็นแน่
“เป็นวัตถุดิบล้ำค่าที่ช่วยให้เพิ่มความแข็งแกร่งเช่นนั้นหรือ?” หลินห
มิงคาดเดาแบบสุ่ม
“สิ่งเหล่านั้นมันไร้ประโยชน์สำหรับเจ้า เจ้าคงจะมีโอสถเปิดทาง
สวรรค์มากพอแล้ว เจ้าคงจะเบื่อที่จะกลืนกินมันลงไปอีก และหากกลืน
กินโอสถเดิมมากเกินไป ก็จะเกิดพิษของโอสถตกค้าง สิ่งที่ท่านอาจารย์
สัญญานั้นเป็นโลหิตของวิหคเพลิง นี่เป็นสายเลือดสืบทอดที่มาจากสัตว์
อสูรศักดิ์สิทธิ์!”
สายเลือดสืบทอดที่มาจากสัตว์อสูรศักดิ์สิทธิ์หรือ? ในตอนที่หลินห
มิงได้ยินเกี่ยวกับ ‘เคล็ดบ่มเพาะบัญญัติศักดิ์สิทธิ์ต้องห้ามวิหคเพลิง’ ใน
ครั้งแรก เขาก็ได้ยินที่มู่เชียนหยี่กล่าวถึงสายเลือดสืบทอดของวิหคเพลิงที่
สามารถส่งผ่านให้กับผู้อื่นได้
ในการที่จะบ่มเพาะ ‘เคล็ดบ่มเพาะบัญญัติศักดิ์สิทธิ์ต้องห้ามวิหค
เพลิง’ และ ‘เคล็ดบ่มเพาะบัญญัติเงามายาวิหควารี’ ให้ถึงแก่นนั้น
จำเป็นที่จะต้องมีสาดเลือดของวิหคเพลิงและวิหควารี มิฉะนั้น มันก็
เป็นไปไม่ได้ที่จะบ่มเพาะจนถึงแก่น
ในเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ มีเพียงไม่กี่คนที่เกิดมาโดยมีสายเลือดของ
วิหคเพลิง ศิษย์ส่วนใหญ่มักจะได้รับการส่งผ่านสายเลือดมาให้เมื่อพวก
เขาทะลวงเข้าสู่ขั้นปราณต้นฟ้าทีหลัง นี่คือสิ่งที่เรียกว่า ‘การส่งผ่าน’
ความจริงก็คือการนำโลหิตของอสูรศักดิ์สิทธิ์มาผนึกในร่างกายของคนผู้
หนึ่งโดยวิธีการลับ ทำให้โลหิตของวิหคเพลิงกระจายเข้าสู่ไขกระดูกและ
ผสานเข้ากับโลหิตของตนเอง
วิธีการส่งผ่านนั้นไม่ค่อยรุนแรงและมันสามารถเพิ่มความสามารถใน
การผสานธาตุจำเพาะอัคคีของคนผู้นั้นอีกด้วย อีกทั้งความสามารถในการ
บ่มเพาะ ‘เคล็ดบ่มเพาะบัญญัติศักดิ์สิทธิ์ต้องห้ามวิหคเพลิง’ เพิ่มขึ้น
เล็กน้อยและมีผลจำกัด
ไม่ต้องกล่าวถึงว่าการส่งผ่านสายเลือดนี้จะทำให้สามารถบ่มเพาะ
แก่นหลักของ ‘เคล็ดบ่มเพาะบัญญัติศักดิ์สิทธิ์ต้องห้ามวิหคเพลิง’ และ
‘เคล็ดบ่มเพาะบัญญัติเงามายาวิหควารี’ ได้
แต่มู่เชียนหยี่ได้เน้นย้ำถึงมันมาก มันจึงควรจะต้องมิใช่เช่นสายเลือด
สัตว์อสูรศักดิ์สิทธิ์ธรรมดาอย่างแน่นอน
ช่วยไม่ได้ที่หลินหมิงจะต้องถามออกไป “แม่นางมู่ที่เรากล่าวถึงอยู่นี้
ใช้สายเลือดเดียวกับที่ศิษย์สายในได้รับหรือไม่?”
“แน่นอนว่าไม่” มู่เชียนหยี่ดุหลินหมิง “เจ้าช่างโลภซะจริง มันก็คือ
ปราณโลหิตของวิหคเพลิง ยิ่งเจ้าจัดการเหล่าอัจฉริยะคนอื่นๆให้นางได้
มากเท่าใด จะก็จะได้ปราณโลหิตที่เข้มข้นขึ้นมากเท่านั้น ท่านอาจารย์ได้
เดิมพันใหญ่และนี้เป็นโอกาสหายากที่จะได้จากนาง”
มู่เชียนหยี่หัวเราะในขณะที่กล่าวออกมา เป็นเพราะว่าหลินหมิง
ได้รับโอกาสที่ยิ่งใหญ่เป็นอย่างมาก นางจึงอารมณ์ดีขึ้นมา
หลินหมิงปีติยินดีอย่างยิ่ง นี่เป็นถึงปราณโลหิตของวิหคเพลิง! ปราณ
โลหิตและโลหิตนั้นแตกต่างกันอย่างยิ่ง ไม่ว่าจะเป็นนักสู้หรือสัตว์อสูร
ศักดิ์สิทธิ์ การสูญเสียโลหิตเล็กน้อยนั้นย่อมไม่เป็นอันใด เพราะสามารถที่
จะฟื้นขึ้นกลับมาได้อย่างง่ายดายในเวลาไม่กี่วัน แต่หากสูญเสียปราณ
โลหิต มันจะทำให้พื้นฐานสูญเสียความมั่นคง
หากปราณโลหิตเริ่มเหือดแห้งมันก็เท่ากับชีวิตของพวกเขาได้รับ
ความเสียหายและจะสูญเสียการบ่มเพาะไปด้วย หากนักสู้สูญเสียปราณ
โลหิตจนหมด พวกเขาก็จะต้องตายอย่างแน่นอน
แม้แต่หลินหมิงยังไม่กล้าที่จะเสี่ยงสูญเสียปราณโลหิตของตน พลัง
ของสายเลือดมีปราณโลหิตเป็นพื้นฐาน
สำหรับวิหคเพลิงที่ได้หลงเหลือปราณโลหิตของตนเอาไว้ มีความ
เป็นไปได้ 2 อย่าง วิหคเพลิงได้ถูกสังหารหรือเสียชีวิตด้วยสาเหตุตาม
ธรรมชาติ
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง วิหคเพลิงที่เป็นสัตว์อสูรศักดิสิทธิ์ ถึงมันจะมิได้มี
ชีวิตอมตะเช่นฟีนิกซ์ มันสามารถที่จะอาบเพลิงอมตะเพื่อรักษาบาดแผล
ของตน แม้ว่าจะบาดเจ็บเพียงใดก็สามารถที่จะรักษาได้ แต่เพลิงอมฤต
มิได้ช่วยเพิ่มอายุขัยของมันออกไป
เมื่ออายุขัยของมันมาถึงขีดจำกัด มันก็จะเลือกเข้าสู่เพลิงอมฤตเป็น
ครั้งสุดท้ายและตายอยู่ภายในนั้น
หลังจากที่วิหคเพลิงตายไป จะเหลือปราณโลหิตขนาดเท่าถ้วยเล็กใบ
หนึ่งเอาไว้
หากหลินหมิงได้ครอบครองปราณโลหิตมากพอและผสานเข้ากับ
ตัวเอง ถึงแม้จะไม่อาจบริสุทธิ์เทียบเท่ามู่เชียนหยี่หรือมู่ปิงอวิ๋น แต่มันก็
มากพอที่จะบ่มเพาะแก่นหลักของ ‘เคล็ดบ่มเพาะบัญญัติศักดิ์สิทธิ์
ต้องห้ามวิหคเพลิง’ ได้!
มันสำคัญสำหรับหลินหมิงมากในการบ่มเพาะ ‘เคล็ดบ่มเพาะบัญญัติ
ศักดิ์สิทธิ์ต้องห้ามวิหคเพลิง’ ในอนาคต
ก่อนหน้านี้ ที่หลินหมิงได้เข้าร่วมกับเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ นอกจาก
เพราะมู่เชียนหยี่แล้ว เขาก็ได้ให้ความสนใจเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ที่เห็นถึง
พรสวรรค์ของของตนและยังต้องการทรัพยากรของเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์
เช่นกัน ในอนาคต หากหลินหมิงสามารถทะลวงเข้าสู่ขั้นหลอมรวมแก่น
แท้ เขาก็จะตอบแทนเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ให้มั่นคงขึ้นและอาจที่จะช่วย
ให้พวกเขากลายมาเป็นนิกายระดับ 5
เพราะเหตุนี้ หลินหมิงมิได้คิดว่าตนเอาเปรียบเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์
มันจึงทำให้เขามิได้นอบน้อมในพระคุณเมื่ออยู่ต่อหน้าหญิงชราอวี้หวง
แต่ในตอนนี้ หลินหมิงได้ยินที่มู่เชียนหยี่กล่าวถึงปราณโลหิตของวิหค
เพลิง ก็พบว่าตนเองตื่นเต้นจนยากที่จะสงบใจลงได้ ตั้งแต่เริ่มก่อตั้งเกาะ
ฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์มาจนถึงตอนนี้ จะมีวิหคเพลิงซักกี่ตัวที่ตายกัน? และจะมี
ปราณโลหิตของวิหคเพลิงหลงเหลืออยู่เท่าใดกัน? หากดูจากจำนวนศิษย์
ของเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ในแต่ละรุ่นแล้ว จะมีสักกี่คนแล้วที่ได้รับมัน
ในเมื่อปราณโลหิตยังหลงเหลืออยู่จนถึงป่านนี้ แสดงว่ามันจะต้องล้ำ
ค่าจนแม้แต่หญิงชราอวี้หวงก็ยังมิกล้าที่จะใช้มันอย่างฟุ่มเฟือย แต่นาง
กลับยอมใช้มันมาเป็นรางวัลให้กับเขา นี่เป็นความมีน้ำใจที่จะตราตรึงอยู่
ในจิตใจของหลินหมิงตลอดไป
แต่ถึงแม้หญิงชราอวี้หวงจะมิได้เอาปราณโลหิตออกมาเป็นของ
รางวัลให้กับเขา ความสนใจที่จะเข้าร่วมนิกายเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ของ
เขาก็มิได้ลดลงเลย หลินหมิงมีความตั้งใจอย่างแน่วแน่ว่า ในชีวิตนี้ เขาจะ
ช่วยให้เกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์กลายเป็นนิกายระดับ 5 เมื่อใดที่เขา
กลายเป็นผู้อาวุโสสูงสุดขั้นหลอมรวมแก่นแท้ มันก็มิใช่เรื่องยากที่จะทำ
เช่นนั้น
หลินหมิงช่วยไม่ได้ที่จะมองไปยังหญิงชราอวี้หวง เขาประหลาดใจที่
ยังเห็นนางยังนั่งอยู่บนเก้าอี้ และยังคงมีบรรยากาศอึมครึมเช่นเดิม
เมื่อเห็นว่าหลินหมิงมองมายังตนเอง หญิงชราอวี้หวงจึงส่งกระแส
เสียงปราณแท้ไปหาเขา “เจ้าหนู อย่าเพิ่งดีใจไป หากเจ้าแพ้ เช่นนั้นเจ้าก็
จะมิได้สิ่งใดเลย เมื่อเวลานั้นมาถึง อย่ามาร้องไห้ให้ข้าเห็นล่ะ”
หลินหมิงยิ้มกว้าง “ข้าจะชนะให้ดู!”
“หืม ข้าเองก็เชื่อว่าเจ้าสามารถเอาชนะสือฮั่นซานได้ แต่เมื่อเจ้า
เอาชนะเขาได้ มันก็จะยิ่งมีนักสู้ขั้นปราณต้นฟ้าผู้อื่นที่แข็งแกร่งกว่าขึ้นมา
อีกเรื่อยๆ เจ้าคิดว่าตนเองจะสามารถเอาชนะ 12 นักสู้ขั้นปราณต้นฟ้า
จาก 6 นิกายได้เช่นนั้นหรือ?”
ในขณะที่หญิงชราอวี้หวงกล่าว คลื่นแห่งความทะนงตนและความ
กล้าหาญแผ่ซานไปทั่วร่างของหลินหมิง เขาได้สูดหายใจลึก กล่าวออกมา
อย่างสงบว่า “ไม่ว่าผลจะออกมาเช่นไร ข้าจะรับผิดชอบผลที่ตามมา
ทั้งหมดเอง!”
หญิงชราอวี้หวงตกตะลึง ช่างเป็นเด็กหนุ่มที่หยิ่งยโสยิ่งนัก แต่คน
หนุ่มก็ย่อมมีความหยิ่งยโสกันบ้าง และพวกเขาควรมีทัศนคติที่ไม่ฝักใฝ่
ฝ่ายใดและมีความเชื่อมั่นในความสามารถของตนเองเป็นที่สุด มีเพียงสิ่ง
นี้ที่พวกเขาจะสามารถดึงศักยภาพของตนออกมาได้ทั้งหมด!
“ดี เช่นนั้นก็ให้หญิงชราผู้นี้ได้เห็นว่าเจ้าจะสู้ได้ถึงเพียงไร!” หญิง
ชราอวี้หวงต้องการที่จะเห็นกับตาของตนว่าหลินหมิงจะสามารถไปไกล
แค่ไหน
หลังจากที่หญิงชราอวี้หวงกล่าวจบก็ได้มีอีกเสียงดังขึ้นถามเขา
“ศิษย์น้องหลิน ตกลงเจ้าจะขึ้นไปหรือไม่?”
หลินหมิงหันไปทางต้นเสียงและพบสือฮั่นซานกำลังยิ้มให้เขา เขาดู
ราวกับเป็นชายธรรมดาที่ซื่อสัตย์ แต่ความจริงแล้วมันเป็นเพียงแค่ฉาก
หน้าเท่านั้น
หลินหมิงพบว่าตนนั้นได้สนทนากับมู่เชียนหยี่และหญิงชราอวี้หวง
นานจนเกินไป และทำได้เพียงยืนอยู่เฉยๆโดยยังมิได้ก้าวเข้าเวที
สือฮั่นซานจึงได้คิดว่าหลินหมิงนั้นหวาดกลัวเขา
เพราะว่าเขาได้ลุกขึ้นอย่างฉับพลัน และเดินไปครึ่งก้าว จากนั้นก็
กลายเป็นรู้สึกเสียใจ ด้วยอายุและระดับการบ่มเพาะของหลินหมิง หาก
เขาต้องการที่จะยกเลิกที่จะไม่สู้กับเขากลางคัน ถึงมันจะน่าอาย แต่มันก็
เป็นสิ่งที่สามารถเข้าใจได้
แต่นั้นมิใช่สิ่งที่สือฮั่นซานหวังจะให้เกิดขึ้น
เขาผสานมือคารวะแล้วกล่าว “ศิษย์น้องหลิน เจ้านั้นแข็งแกร่งอย่าง
แท้จริง บางทีศิษย์ทั่วทั้งจากภูมิภาคเขตห้าธาตุที่มีระดับการบ่มเพาะขั้น
ผสานชีพจรคงไม่มีผู้ใดสามารถเอาชนะเจ้าได้ แม้แต่ศิษย์น้องโจวแห่ง
นิกายตราประทับสายฟ้าก็ยังมิใช่คู่มือของเจ้าแม้แต่น้อย และถึงแม้ข้าจะ
อยู่ในขั้นปราณต้นฟ้า แต่พรสวรรค์ของข้าก็ด้อยกว่าเจ้ายิ่งนัก หาก
เผชิญหน้ากับ ‘นักบุญน้อย’ เช่นเจ้า ข้าก็มิได้มีอันใดเลย อย่างไรก็ตาม
ศิษย์น้องหลินหมิงยังเยาว์นัก หากเจ้ามิได้อยากจะสู้ ข้าก็มิได้อยากจะ
บังคับให้เกิดปัญหา ข้าก็เพียงแค่ต้องรู้สึกเสียใจที่จะไม่ได้มีโอกาสประมือ
กับนักสู้ระดับสูงขั้นปราณต้นฟ้าแห่งภูมิภาคเขตแดนทางใต้ในอนาคต”
คำกล่าวของสือฮั่นซานดูเหมือนจะเต็มไปด้วยคำเยินยอ แต่คำกล่าว
ที่ว่า ‘นักบุญน้อย’ เป็นการถ่อมตนและยกย่องความภูมิใจตามธรรมชาติ
ของหลินหมิง ความจริงคือมันเป็นอีกวิธีการที่ใช้กระตุ้นที่ดีซึ่งแตกต่าง
จากวิธีการงี่เง่าของหม่าจุ้นฮุยและยังน่าจะได้ผลดียิ่งกว่า