Martial World ศิลาลึกลับกับวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ - ตอนที่ 367 พรสวรรค์ระดับนักบุญ
“เมื่อกี้เจ้ากล่าวว่าเช่นไรนะ? เขากระอักโลหิตออกมาหรือ?”
ชายหนุ่มแซ่จินไม่อยากจะเชื่อในสิ่งที่เขาเห็นที่กลางเวที เขาเห็นช่วง
ที่หลินหมิงดึงหอกกลับนั้น มันเปล่งประกายแสงสีม่วงหม่นๆ โล่ปราณ
ธาตุจำเพาะปฐพีก็เปล่งแสงเช่นกัน และมันก็เป็นช่วงเวลาสั้นๆที่เขาได้
เห็นสารรูปที่ดูน่าสังเวชของสือฮั่นซานขณะที่เขาพยายามคงสภาพโล่
ปราณจำเพาะปฐพีเอาไว้
ผมของเขากะเซิงไปหมด หน้าซีด จมูกมีเลือดไหล และกำลังกระอัก
โลหิตอยู่ แม้กระทั่งชุดของเขายังถูกย้อมไปด้วยสีแดงฉาน
ชายหนุ่มแซ่จินถึงกับตกตะลึง ปากของเขาเปิดค้างไว้ ขณะที่เขาได้
เป็นสักขีพยานของการที่สือฮั่นซานกำลังตกอยู่ในสภาพอนาถเช่นนี้
สภาพของสือฮั่นซานในตอนนี้สามารถบรรยายได้เพียงว่าอนาถเกิน
กว่าจะเชื่อได้ เขานั้นคงแทบจะล้มลงได้ทุกเมื่อ หากว่าเขานั้นมิได้คง
สภาพโล่ไว้อย่างดื้อรั้นด้วยการฝืนโคจรปราณแท้จนตนเองได้รับบาดเจ็บ
เมื่อโล่ปราณธาตุจำเพาะปฐพีพังทลายลง สถานการณ์ของเขาคงจะแย่
เสียยิ่งกว่านี้!
ยามที่สือฮั่นซานเห็นหลินหมิงเตรียมที่จะพุ่งหอกของเขาอีกครั้ง
หัวใจของเขารู้สึกสั่นสะท้าน สิ่งที่เขากำลังเผชิญหน้าอยู่บนเวทีนี้มิใช่
มนุษย์ แต่มันเป็นอสูรร้ายในคราบมนุษย์ ไม่เพียงแค่นั้น แต่มันยังเป็น
อสูรร้ายที่สูงกว่าระดับ 5!
เพราะว่าเขากังวลเกี่ยวกับภาพลักษณ์ของเขา เขาจึงขบฟันและ
ปฏิเสธที่ยอมแพ้ เขานั้นหวังว่าหลินหมิงจะไม่สามารถโจมตีต่อไปได้
อย่างไรก็ตาม เขานั้นอยู่ในตำแหน่งป้องกัน และในการต่อสู้ที่ยืดเยื้อนั้น
เขาย่อมเป็นคนที่ได้เปรียบ ไม่เพียงแค่นั้น แต่โล่ปราณธาตุจำเพาะปฐพี
ของนิกายปฐพีอเวจีนั้นยังสามารถลดปริมาณการใช้ปราณแท้ได้ ปริมาณ
ปราณแท้ที่หลินหมิงได้ใช้ไปนั้นย่อมมากกว่าเขาหลายเท่าตัวอย่าง
แน่นอน
แต่หลังจากที่เขาต้านทานมาประมาณ 4 หรือ 5 กระบวนท่าหอก
สือฮั่นซานก็เกือบจะต้านไว้ไม่ไหว เขาไม่สามารถห้ามเลือดที่ไหลออก
ภายในท้องเขาได้อีกต่อไป และเขารู้สึกเหมือนว่าจะสำรอกอวัยวะภายใน
ของเขาออกมาได้ หากมองในอีกมุมหนึ่ง หลินหมิงดูเหมือนจะไม่ได้กังวล
อะไรเลย เขาเพียงแค่ยืนอยู่ตรงนั้นและมองเขา หอกแล้วหอกเล่า! แต่ละ
หอกล้วนรวดเร็วและรุนแรงยิ่งกว่าหอกก่อนๆขึ้นเรื่อยๆ!
เขาอยากจะตะโกนออกไปและขอยอมแพ้ แต่การโจมตีของหลินหมิง
นั้นรวดเร็วเกินไป ก่อนที่เขาจะมีโอกาสจะกล่าวมันออกไป หอกต่อไปก็
พุ่งมาเสียแล้ว!
แต่หอกนี้ทำให้ใบหน้าสือฮั่นซานนั้นขาวซีด จิตใจของเขาสั่นสะท้าน
เขาไม่สามารถป้องกันมันได้แน่!
“หยุด!!!!!”
ชายชราจากนิกายปฐพีอเวจีที่สวมผ้าคลุมสีเหลืองหลวมๆยืนขึ้น แต่
ในเวลาเดียวกันนั้น หอกอ่อนปราณคลั่งของหลินหมิงได้ฟาดลงมาเสีย
แล้ว
ปัง!
ประกายสายฟ้าวูบวาบ และเปล่งประกายสีน้ำเงิน ในที่สุดโล่ปราณ
ธาตุจำเพาะของสือฮั่นซานก็มาถึงขีดจำกัด และมันก็มิต่างอันใดกับไข่ที่
ถูกค้อนทุบ – มันระเบิดออกเป็นชิ้นๆทันที!
สือฮั่นซานรู้สึกเหมือนเขากำลังปะทะกับขุนเขาขณะที่เขาปลิว
ออกไป ชุดของเขาขาดเป็นเศษผ้า และรู้สึกได้ถึงรสชาติของโลหิตใน
ลำคอของเขาขณะที่สำลักโลหิตออกมา เขาไม่รู้เลยว่ากระดูกหักไปกี่ซี่ แต่
เขานั้นถูกอัดกระเด็นออกไปราวกับว่าวที่ขาดสายป่าน
ก่อนที่สือฮั่นซานจะชนกับค่ายกลป้องกันของเวที ชายชราชุดคลุม
เหลืองก็ปรากฏขึ้นมาหลังเขา และฝ่าค่ายกลป้องกันของเวทีเข้าไปรับร่าง
ของสือฮั่นซานด้วยมือของเขา ก่อนจะวางลงอย่างแผ่วเบา
ผู้ชมทั่วทั้งสนามตกอยู่ในความเงียบ ชายหนุ่มแซ่จินตกตะลึงอย่างโง่
งม โล่ปราณธาตุจำเพาะของสือฮั่นซานนั้น… ถูกทำลายหรือ? ไม่เพียงแค่
นั้น แต่คู่ต่อสู้ของเขายังเป็นแค่นักสู้ขั้นผสานชีพจรเท่านั้นมิใช่หรือไม่?
ผู้คนส่วนใหญ่ที่งานเลี้ยงไม่แม้กระทั่งสังเกตเห็นว่าสือฮั่นซานกำลัง
กระอักโลหิต พวกเขาย่อมมองไปยังกระต่อสู้บนเวที และเปรียบเทียบกับ
ความรู้ที่พวกเขามี พวกเขาคิดว่าหลินหมิงนั้นมิอาจสู้ได้ แต่หลังจากที่การ
ระเบิดครั้งนั้น โล่ปราณธาตุจำเพาะก็ได้แตกออก และสือฮั่นซานกระเด็น
ออกไป เหตุการณ์ที่พลิกกลับอย่างรวดเร็วนั้นเป็นสิ่งคาดไม่ถึงอยาก
สิ้นเชิง!
มู่จ้าวเซวียน มู่เตี้ยนผิง ฮัวฮง และศิษย์หลักคนอื่นๆจากเกาะฟีนิกซ์
ศักดิ์สิทธิ์ที่กำลังกังวลเกี่ยวกับหลินหมิง รู้สึกเหมือนพวกเขากำลังอยู่ใน
ฝัน เห็นหลินหมิงเป็นผู้ชนะ และเขาก็ทำมันได้อย่างรุนแรงอย่างที่สุด
จ่านอวิ๋นเจียนสูดลมหายใจเย็นยะเยือกเข้าไป เขาเผลอเหลือบมอง
ไปยังโจวเล่ยและเห็นใบหน้าของเขาที่เหมือนกับทะเลสาบอันเงียบสงบ
“หลินหมิงผู้นี้ช่างน่าหวาดกลัวยิ่งนัก เขายังไม่ทันจะเติบโตมากนักแต่ยัง
สามารถเอาชนะศิษย์หลักขั้นปราณต้นฟ้าได้! ไม่เพียงแค่นั้น แต่เอาชนะ
ด้วยพลังอันล้นหลาม!”
“ช่างเป็นพรสวรรค์ที่น่ากลัวยิ่งนัก… หากว่าเขาเข้าสู่ขั้นปราณต้นฟ้า
แล้วล่ะก็…” จ่านอวิ๋นเจียนไม่กล้าแม้แต่จะคิดเกี่ยวกับมัน มีสามคำที่ดัง
ก้องอยู่ในหัวเขา มันทำให้หัวใจของเขาสั่นสะท้าน…
พรสวรรค์ระดับนักบุญ!!!
ตราบใดที่หลินหมิงมีเวลาอีก 1 หรือ 2 ปี เขาย่อมสามารถเข้าสู่ขั้น
ปราณต้นฟ้าและกลายเป็นผู้มีพรสวรรค์ระดับนักบุญได้! เขาย่อม
กลายเป็นผู้มีพรสวรรค์ระดับนักบุญที่ไม่ต่างจากมู่เชียนหยี่เมื่อสิบปีก่อน!
นี่มันเป็นไปได้อย่างไรกัน? เขาเคยได้ยินว่าหลินหมิงนั้นมาจากสำนัก
ระดับ 3 และช่างมีพรสวรรค์ที่น่าหวาดกลัวยิ่งนัก!
มู่เชียนหยี่และมู่ปิงอวิ๋น สองพี่น้องที่มีพรสวรรค์ระดับนักบุญก็
เพียงพอจะทำให้เจ็ดนิกายใหญ่แห่งภูมิภาคเขตแดนห้าธาตุนั้นอิจฉาอย่าง
มากแล้ว แล้วนี่ยังมีหลินหมิงเพิ่มขึ้นมาอีก…
จ่านอวิ๋นเจียนไม่สามารถคิดถึงอนาคตได้เลย เพียงแค่สิบปีก็มี
พรสวรรค์ระดับนักบุญปรากฏตัวถึงสามคน!
เขารู้สึกสังหรณ์ว่า ตราบใดที่เกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์สามารถผ่านพ้น
ภัยพิบัติจากดินแดนปีศาจแห่งทะเลทางใต้ไปได้ พวกเขามีความเป็นไปได้
ที่จะกลายเป็นฟีนิกซ์ที่ได้แหวกว่ายในเพลิงอมฤต และเกิดใหม่เป็นสำนัก
ระดับห้าที่แท้จริง!
ในตอนนี้ มันไม่ใช่แค่จ่านอวิ๋นเจียน แต่คนอื่นๆอีกมากมายต่างรู้สึก
เช่นนี้ พรสวรรค์ของหลินหมิงนั้นเพียงพอจะถือว่าเป็นพรสวรรค์ระดับ
นักบุญแล้ว แม้ว่าตอนนี้เขาจะยังเยาว์เกินไปและอ่อนแอ การจะเข้าสู่
พรสวรรค์ระดับนักบุญอย่างแท้จริงก็เป็นเรื่องของเวลาแล้ว เขาอาจจะไม่
ต้องใช้เวลาถึงสองปี – แค่หนึ่งปีก็เพียงพอแล้ว
ดวงตาที่งดงามของเจ้าหญิงเพลิงตะวันได้จ้องไปยังหลินหมิงโดยไม่
กระพริบตา
รองเจ้านิกายเทียนกวางลูบเคราขณะหัวเราะ
ศิษย์ของเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ทุกคนต่างจับจ้องไปยังหลินหมิงด้วย
ความรู้สึกหลากหลาย ความรู้สึกไม่อยากเชื่อ น่าเกรงขาม และนับถือ
ปรากฏในสายตาของพวกเขา
แม้แต่มู่ปิงอวิ๋นก็ไม่ต่างกัน ใบหน้าของนางเต็มไปด้วยความ
ประหลาดใจขณะที่นางมองไปยังหลินหมิง เด็กหนุ่มคนนี้เป็นผู้พี่สาวของ
นางพบ และทำได้มากกว่าที่นางคาดหวังไว้เสียอีก
ชายชราชุดคลุมเหลืองจากนิกายปฐพีอเวจีได้ตรวจสอบสภาพ
ร่างกายของสือฮั่นซานและใบหน้าของเขาก็สลดลง ในดวงตาของเขาเต็ม
ไปด้วยจิตสังหาร เขาจ้องไปยังหลินหมิง มีแสงของลางร้ายสาดประกาย
ภายในดวงตาเขา “เจ้าหนุ่ม เจ้าช่างโหดเหี้ยมเสียจริง! เจ้าหักกระดูก
ซี่โครงของเขาทั้งหมด ทำลายกระดูกสันอก และอวัยวะภายในอีกหลาย
ส่วน! มันเป็นเพียงการแข่งขันเล็กน้อย แต่เจ้าก็ยังโหดร้าย!”
ชายชุดคลุมเหลืองหวังจะฆ่าหลินหมิงด้วยการตบด้วยมือของเขา แต่
ชั่วขณะที่เขาปลดปล่อยจิตสังหารออกไป เขารู้สึกได้ถึงพลังงานบางอย่าง
เล็งมาที่เขา พลังงานนี้มาจากมู่อวี้หวง และถึงแม้ว่ามันจะร้อนระอุ แต่มัน
ทำให้ร่างกายของเขาเกือบจะแข็ง เหมือนดั่งเขากำลังจมลงไปในนรกเก้า
ชั้น
นี่มันเป็นความรู้สึกเวลายืนใกล้กับประตูแห่งความตาย
ชายชุดคลุมเหลืองหัวเย็นลง เขาทำได้เพียงแค่ข่มขู่ มันเป็นไปไม่ได้ที่
เขาจะทำอะไรหลินหมิง อย่างมากที่สุดคงทำได้เพียงแค่ปลดปล่อยออร่า
เพื่อข่มขู่ แต่เขาไม่ได้คิดเช่นนั้นขณะที่เขาปลดปล่อยจิตสังหารออกไป
จากนั้นมู่อวี้หวงได้เล็งเขาในทันทีด้วยพลังงานอันน่าสะพรึงกลัวอย่างยิ่ง!
“ทุกคนต่างบอกว่าหญิงชราผู้นี้จากเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ได้เข้าสู่ขั้น
หลอมรวมแก่นแท้ช่วงปลายแล้ว และเปลวเพลิงชีวิตของนางนั้นมาจาก
เพลิงมรกตแห่งความสงบทั้งเก้าที่สามารถพบได้ที่นรกไร้ก้น เปลวเพลิงนี้
ถูกแบ่งออกเป็นเก้าส่วนและมันมีทั้งความร้อนสุดขั้วและความเย็นสุดขั้น
เพียงแค่สัมผัส แม้กระทั่งกระดูกก็ไม่เหลือ มันคงน่าสะพรึงอย่างมาก
ชายชราชุดคลุมเหลืองไม่กล้าที่จะยั่วยุมู่อวี้หวง คนที่สามารถเป็นเจ้า
สำนักได้ย่อมมิใช่คนธรรมดา โดยเฉพาะที่นี่คือถิ่นของเกาะฟีนิกซ์
ศักดิ์สิทธิ์
เขาเลิกคิดที่จะข่มหลินหมิงด้วยออร่า ขณะที่อุ้มร่างของสือฮั่นซาน
เขาก็หยิบโอสถสีขาวใส่ปากสือฮั่นซาน
จากนั้นเขาก็จ้องไปยังหลินหมิงอย่างเย็นชาและด้วยเสียงเย็นชา
“เจ้ายังเด็กนัก แต่การกระทำของเจ้านั้นเป็นดั่งปีศาจ เจ้ายังมีหน้าไปสั่ง
สอนโจวเสี่ยวเหลียนจากนิกายตราประทับสายฟ้าถึงคุณธรรมอีก ช่างน่า
ขันเสียจริง!”
ตั้งแต่ที่เขามิอาจจะลงโทษหลินหมิงได้ ชายชราชุดคลุมเหลืองทำได้
เพียงเยาะเย้ยเขาเท่านั้น ครึ่งชั่วโมงก่อนหลินหมิงได้สั่งสอนโจวเสี่ยว
เหลียนสำหรับการทำตัวเลวทรามมากไป ชายชราชุดคลุมเหลืองได้
วางแผนมันเพื่อทำให้หลินหมิงอับอาย
หลินหมิงยังคงเยือกเย็นอยู่ได้ เขาค่อยๆเก็บหอกอ่อนปราณคลั่งไป
ช้าๆ และกล่าวอย่างช้าๆ “ข้าไม่เข้าใจว่าผู้อาวุโสกล่าวถึงสิ่งใด สือฮั่น
ซานได้ใช้คำพูดหยาบคายเพื่อกระตุ้นข้า และใช้วิธีไร้ยางอายเพื่อยั่วยุข้า
ข้าควรจะอดทนต่อการกล่าวเท็จใส่ร้ายลบหลู่ของเขา และข้ายังจะต้องสั่ง
สอนเขาอย่างมีมารยาทด้วยหรือ? ทักษะป้องกันของนิกายปฐพีอเวจีนั้น
ทนทานและยังลดปริมาณปราณแท้ได้อีกด้วย ถ้าหากข้าไม่ทุ่มสุดตัวใน
การโจมตีของข้า เช่นนั้นมันจะเกิดอะไรขึ้นหากข้าหมดแรง? ยามที่ข้า
หมดแรง ศิษย์ของท่านคงจะเอาชนะข้าได้ง่ายๆและจากนั้นก็คงจะเอ่ย
อ้างอย่างภูมิใจต่อทุกคนว่าเขาเอาชนะข้าได้ ด้วยการยกหางของตนเอง
ด้วยคำพูดไร้สาระของเขา?
“ถ้าข้าถูกลบหลู่ด้วยคำพูดโดยผู้อื่น ข้าควรจะเสนอหน้าให้พวกเขา
ตบหน้าข้า? ทำไมผู้อาวุโสคิดว่าข้าเป็นคนเช่นนั้นเล่า? ศิษย์ของนิกาย
ปฐพีอเวจีนั้นทำเรื่องน่าอับอายกับศิษย์ของเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ แต่หาก
ฝ่ายตนโดนบ้างกลับมิอาจยอมรับได้เช่นนั้นหรือ?”
คำพูดของหลินหมิงนั้นเต็มไปด้วยเล่ห์เหลี่ยม ไม่เพียงแค่ดูถูกเท่านั้น
แต่มันยังมุ่งเป้าไปยังความขัดแย้งระหว่างเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์และนิกาย
ปฐพีอเวจี
หลังจากที่ได้เห็นชายชราชุดคลุมเหลืองถูกว่ากล่าว ศิษย์ของเกาะ
ฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ต่างรู้สึกเหมือนได้ระบายความในใจของพวกเขา
ริมฝีปากของชายชราชุดคลุมเหลืองกระตุก เขาทำเสียง “ฮึ” อย่าง
เย็นชา และกล่าว “ปากดีนักนะ! เจ้าคิดว่าข้าตาบอดรึ? ความแข็งแกร่ง
ของเจ้านั้นมากกว่าสือฮั่นซานอย่างแน่นอน และเจ้าสมควรจะยั้งมือ
หลังจากที่เจ้าทำลายโล่ของเขาได้ มิเช่นนั้นสือฮั่นซานคงมิต้องบาดเจ็บ
เช่นนี้ แต่เจ้าก็ยังโจมตีเขาอย่างรุนแรง ทำให้เขาบาดเจ็บสาหัส แล้วเจ้า
จะอธิบายสิ่งนี้เช่นไร!”
หลินหมิงกล่าวอย่างไม่เร่งรีบ “ข้ามิอาจอธิบายมันได้ และข้าก็ไม่
จำเป็นต้องอธิบาย แต่หากผู้อาวุโสยืนกรานที่จะได้รับคำอธิบายจริงๆ
เช่นนั้นข้าคงต้องขอให้ผู้อาวุโสอธิบายบางอย่างแก่ข้าก่อน หาก 6 นิกาย
แห่งภูมิภาคเขตแดนห้าธาตุร่วมมือกันย่อมแข็งแกร่งกว่าเกาะฟีนิกซ์
ศักดิ์สิทธิ์มากนัก และในงานเลี้ยงนี้ พวกท่านก็ยังร่วมมือกันรังแกเกาะ
ฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ โดยใช้คนหมู่มากสู้คนหมู่น้อยจนพวกเขาสู้ไม่ไหว แล้ว
พวกท่านยังจะมีเกียรติอยู่อีกหรือ? เป็นเกียรตินักหรืออย่างไร ที่ได้บังคับ
ให้เกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์เข้าสู่สถานการณ์ที่ไม่สามารถส่งคนออกมาสู้ได้อีก
แล้วผู้อาวุโสจะอธิบายเรื่องนี้เช่นไร?”
ใบหน้าชายชราชุดคลุมเหลืองขาวซีดในทันที และไม่สามารถกล่าว
คำใดๆออกมาแย้งได้ ในการถกเถียงที่น่าอายเช่นนี้ คำพูดของเขาถูก
ย้อนกลับมาที่เขา และเขามิอาจหาทางตอบโต้ได้เลย คนอื่นรู้สึกเสียใจ
แทนผู้เชี่ยวชาญขั้นหลอมรวมแก่นแท้ผู้นี้ ความแข็งแกร่งของเขานั้นมาก
ยิ่งกว่าหลินหมิง แต่กระนั้น เขาก็ยังพ่ายให้แก่หลินหมิงในสงครามโต้วาที
หากเรื่องในงานนี้เป็นที่รู้กันไปทั่วเมื่อใด เขาย่อมกลายเป็นที่น่าขันไปทั่ว
ทั้งภูมิภาคเขตแดนห้าธาตุ
“กล่าวได้ดี!”
ด้วยเรื่องราวอันยอดเยี่ยมเช่นนี้ ศิษย์ของเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ช่วย
ไม่ได้ที่จะปรบมือ พวกเขาต่างอดใจรอเวลานี้มาตลอด การเงียบมาตลอด
จนถึงยามนี้ที่หลินหมิงได้พูดออกไปสำหรับทุกคน จงใจทำให้ผู้อาวุโส
นิกายปฐพีอเวจีเสียหน้า
อ่า! ความรู้สึกเช่นนี้ช่างสดชื่นเสียจริง!
แม้กระทั่งหญิงชราอวี้หวงผู้มีใบหน้าเย็นชาตั้งแต่เริ่มงานเลี้ยงก็ยังมี
รอยยิ้มเล็กๆปรากฏบนใบหน้านาง “สือจ้งคุน มันย่อมมีสักวันหนึ่งที่เจ้า
จะถูกเอาชนะโดยรุ่นเยาว์ ข้าสงสัยนักว่าเจ้าจะยอมรับความอับอายครั้งนี้
เช่นไร”
ในตำรา พวกเขามักอธิบายสงครามโต้วาทีระหว่างนักวิชาการ ผู้ใช้
ฝีปากของเขาดังหอกในการโต้เถียง ทะลวงผ่านความเข้าใจของผู้อื่น
บางครั้งมันก็มีเหตุการณ์เช่นนี้ระหว่างนักสู้เกิดขึ้นเช่นกัน
แม้ว่าคำกล่าวของหลินหมิงจะมิอาจสั่นคลอนหัวใจแห่งนักสู้ของสื
อจ้งคุนได้ แต่มันก็เพียงพอจะทำให้กลืนคำพูดของตนได้
มันทำให้มู่อวี้หวงที่รู้สึกไม่สบายใจมาหลายสัปดาห์ก่อน รู้สึกมี
ความสุขขึ้นมาเป็นอย่างยิ่ง
“เจ้าหนูทำได้ดีมาก ข้าจะถือว่านี่เป็นอีกเรื่องที่เจ้าชนะและได้รับ
รางวัลเช่นกัน”
มู่อวี้หวงกล่าวด้วยการส่งกระแสเสียงปราณแท้มาหาหลินหมิง
หลินหมิงตอบกลับอย่างปิติยินดี “ขอบคุณมาก ผู้อาวุโสอวี้หวง”
จิตใต้สำนึกของหลินหมิงได้เปลี่ยนชื่อของปรมาจารย์บรรพชนอวี้ห
วงเป็นผู้อาวุโสอวี้หวง การเรียกหญิงชราผู้นี้ว่าปรมาจารย์บรรพชนอวี้หวง
มันแปลกเกินไป
แต่มู่อวี้หวงก็ยังมีความสุขอย่างมากในขณะนี้ โดยปกตินางไม่ใส่ใจ
เรื่องยิบย่อยเช่นนี้อยู่แล้ว
ขณะที่หลินหมิงมองขึ้นไป เขาเห็นมู่เชียนหยี่มองมาที่เขาเช่นกัน
นางยิ้มให้แก่เขาด้วยดวงตาที่เปล่งประกาย นางกล่าวกับเขาผ่านทาง
กระแสเสียงปราณแท้ว่า “ทำได้ยอดเยี่ยมมาก!”