Martial World ศิลาลึกลับกับวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ - ตอนที่ 368 เย้ยหยันเหล่าผู้กล้า
หลังจากที่หลินหมิงจัดการสือฮั่นซานและสือจ้งคุนลงได้ในสงคราม
โต้วาที ศิษย์ของเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ต่างตื่นเต้นเป็นอย่างยิ่ง บรรยากาศ
น่าหดหู่ของพวกเขาหายไปทันที
หลังจากที่ต้องถูกกดดันและเจ็บปวดใจจากการที่ 6 นิกายได้รวม
พลังกันต่อสู้กับพวกเขา แต่จากนั้นความโกรธเคืองภายในจิตใจก็ได้สลาย
ไป
นี่มิใช่ชัยชนะของหลินหมิงแต่เพียงผู้เดียว แต่เป็นชัยชนะของทุกคน
ด้วยคำพูดเพียงไม่กี่คำ ก็สามารถที่จะเป็นปากเสียงให้กับเหล่าศิษย์ของ
เกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์อีกด้วย และทำให้จิตใจของพวกเขาสั่นคลอน
ในตอนนี้ หลินหมิงที่เคยกลายเป็นเพียงแค่คนนอกก็ได้รับการ
ยอมรับจากทุกคนอย่างแท้จริง ไม่มีผู้ที่ริษยาเขาอีกแล้ว แต่กลับเป็นการ
ยอมรับและหวังที่จะได้เห็นเขาเติบโตขึ้น หญิงสาวหลายคนต่างมองมายัง
หลินหมิงด้วยความเขินอาย สนทนาเกี่ยวกับเขา พวกนางต่างหน้าแดง
ด้วยความตื่นเต้น
แต่กลับกันสีหน้าของเหล่าศิษย์ภูมิภาคเขตแดนห้าธาตุนั้นดูไม่จืดเลย
ซักสักนิด จิตใจของพวกเขาเต็มไปด้วยความริษยา
“หลินหมิงผู้นี้หยิ่งยโสเกินไปแล้ว!”
“หืม เขาจะหยิ่งยโสเช่นนี้ได้อีกไม่นานหรอก ในเมื่อเขาสามารถ
ต่อกรกับนักสู้ขั้นปราณต้นฟ้าได้ เขาก็จะต้องต่อสู้กับนักสู้ขั้นปราณต้นฟ้า
คนอื่นๆด้วยเช่นกัน พรสวรรค์ของเขาเป็นของจริง แต่ยังเยาว์และไร้
เดียงสานัก”
“ใช่แล้ว สือฮั่นซานเป็นศิษย์หลักก็จริง แต่พรสวรรค์ของเขาก็ไม่
เท่าไรนัก ยังมีผู้ที่เป็นศิษย์สายตรงและแข็งแกร่งกว่าเขาอยู่ ผู้ที่เหนือกว่า
ก็เช่น หั่วหยูเยียน โจวเล่ย ไป่อ้าวและตัวตนระดับสูงคนอื่นๆอีก”
“อืม หัวหน้าศิษย์ทั้ง 6 นิกายยังมิได้ขึ้นประลองเลย แต่เป็นหลังจาก
นี้ไปต่างหาก”
“ต้นไม้งามในป่าต้องถูกทำลายโดยสายลม ทั้ง 6 นิกายจะไม่ยอมให้
เป็นเช่นนี้ไปตลอดแน่”
ในตอนนี้ ผลที่ออกมากลายเป็นเช่นนี้ ความโกรธเคืองระหว่างเกาะ
ฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์และ 6 นิกายแห่งภูมิภาคเขตแดน 5 ธาตุมาถึงจุดเดือด
แล้ว ในตอนนี้มันมิใช่เพียงการแข่งขันทักษะ เมื่อใดที่มีผู้ก้าวขึ้นไปบนเวที
พวกเขาจะใช้พลังทั้งหมดและใช้แม้กระทั้งเคล็ดวิชาพิเศษในการต่อสู้กัน
เพื่อให้ตนสามารถเอาชนะคู่ต่อสู้ได้
หากฝ่ายใดพ่ายแพ้ ย่อมหมายถึงจุดจบที่น่าสมเพช
บนเวที สือจ้งคุนสีหน้าสลด เขาเป็นถึงปรมาจารย์ขั้นหลอมรวมแก่น
แท้ แต่กลับพ่ายแพ้ในการโต้วาทีกับรุ่นเยาว์ผู้นึงหรือ? มิใช่ว่ามันน่าอาย
ยิ่งกว่าการพ่ายแพ้ให้กับคู่ต่อสู้ระดับเดียวกันอีกหรือ?
“ดี ดีมาก! วีรบุรุษมักจะมาจากคนหนุ่มเสมอ ชายชราผู้นี้ได้รับ
ประสบการณ์ที่ดียิ่ง!ฮั่นซานนั้นเป็นผู้ซื่อสัตย์แต่ด้อยพรสวรรค์ เขาบ่ม
เพาะอย่างตรากตรำในทุกวันและค้นหาหนทางแห่งนักสู้ด้วยหัวใจทั้งหมด
แต่ในตอนนี้เขากลับถูกรังแกด้วยความแข็งแกร่งของเจ้าจนได้รับบาดเจ็บ
ถึงเพียงนี้! ฮั่นซานนั้นอ่อนแอกว่าเจ้า ชายชราผู้นี้ไม่อาจเถียงเรื่องนั้นได้!
แต่ให้ข้าได้บอกบางอย่างกับเจ้า มันมักจะมีขุนเขาที่สูงกว่าเสมอและ
มักจะมีผู้ที่แข็งแกร่งกว่าเสมอ ในเมื่อเจ้าได้ใช้พลังที่มากกว่ารังแกผู้
อ่อนแอ เจ้าก็ควรจะต้องเข้าใจว่าอาจมีผู้อื่นที่แข็งแกร่งกว่ากระทำกับเจ้า
เช่นกัน!”
“ภูมิภาคเขตแดนห้าธาตุของข้ายังมีเหล่าผู้เชี่ยวชาญอีกมากมาย
ชายชราผู้นี้อยากจะเห็นยิ่งนักว่า เจ้ายังจะชนะไปได้อีกนานสักเพียงใด?”
คำกล่าวของสือจ้งคุนถือได้ว่ารุนแรงอย่างยิ่ง แต่หลินหมิงได้เค้น
เสียงเย็นชา ‘ผู้ซื่อสัตย์ ด้อยพรสวรรค์’ หากคนเช่นนั้นถือว่าเป็นผู้ซื่อสัตย์
เช่นนั้นมหาจักรพรรดิอเวจีของเมืองปีศาจแห่งความเงียบงันก็คงจะ
กลายเป็นผู้ที่มีความเมตตากรุณาแล้ว
หลินหมิงได้กล่าวของมาเสียงดังและชัดเจน “โลกนี้ช่างกว้างใหญ่
และมีอัจฉริยะมากมายภายใต้ผืนฟ้า ข้ามิเคยคิดว่าตนนั้นอยู่เหนือ
อัจฉริยะเหล่านั้น แม้แต่เมื่อพวกเขาอายุเท่าข้า พวกเขาก็ได้แข็งแกร่งกว่า
ข้าอย่างยิ่งแล้ว ท่านกล่าวว่าข้านั้นได้ใช้ความแข็งแกร่งรังแกผู้อ่อนแอกว่า
แน่นอนว่าท่านกล่าวไม่ผิด แต่เป็นเพราะข้าต้องการที่จะกำจัดเหล่าผู้ชั่ว
ร้ายในโลก หากเหล่าผู้คนแห่งภูมิภาคเขตแดนห้าธาตุต้องการที่จะเหยียบ
ข้าให้จมดิน เช่นนั้นข้า หลินหมิงผู้นี้ก็รอพวกท่านอยู่ตรงนี้แล้ว! ข้าจะ
รับคำท้าทายจะพวกท่านทุกคนเอง! ไม่ว่าเขามากันสักกี่คน ข้าก็จะสู้กับ
พวกท่านทั้งหมด!”
คำกล่าวของหลินหมิงราวกับเสียงแตรศักดิ์สิทธิ์ที่ดังไปถึงสรวง
สวรรค์ ก้องกังวานอยู่ในหูของเหล่าผู้ชม
แม้แต่สือจ้งคุนยังตกตะลึง เขามองไปยังหลินหมิงโดยไร้คำพูดใดๆ
เจ้าเด็กนี่บ้าไปแล้ว! เขาต้องการที่จะสู้กับเหล่าผู้เชี่ยวชาญจากทั้ง 6
นิกายหลายคนด้วยตัวเพียงคนเดียวเช่นนั้นหรือ?
ด้วยคำกล่าวของหลินหมิง เหล่าศิษย์ของเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ต่างพา
กันตื่นเต้นจนนั่งแทบไม่ติด เหล่าชายหนุ่มตะโกนเชียร์เสียงดัง เหล่าหญิง
สาวต่างกรี๊ดสนั่น
“พี่ใหญ่หลิน ท่านช่างเท่ระเบิดไปเลย!”
“พี่ใหญ่หลิน กล่าวได้ดีมาก!”
“ศิษย์พี่หลิน ท่านช่างเร่าร้อนยิ่งนัก! อ๊ายยย!!”
ไม่มีผู้ใดรู้ว่าหลินหมิงนั้นสามารถที่จะทำตามคำพูดของตนได้หรือไม่
ไม่มีผู้ใดรู้ แต่ในตอนนี้ เมื่อหลินหมิงได้กล่าวจบ จิตวิญญาณของเขาก็ราว
กับหอกที่พุ่งตรงทะยานสู่ฟากฟ้า ทำให้เหล่าศิษย์ของเกาะฟีนิกซ์
ศักดิ์สิทธิ์โลหิตเดือดพล่านไปตามๆกัน ราวกับว่าร่างกายของพวกเขาเป็น
ระเบิดที่พร้อมปะทุอยู่นานแล้ว
เหล่าผู้คนนั้นเป็นสิ่งที่สามารถถูกปลุกระดมได้ง่ายด้วยอารมณ์ และ
เหตุการณ์เช่นนี้ก็เป็นสิ่งที่พวกเขาไม่เคยพบเห็นในชีวิตมาก่อน
ในตอนนี้เอง แม้แต่มู่เชียนหยี่ที่นั่งอยู่ข้างหญิงชราอวี้หวง รู้สึกว่า
หัวใจของนางเต้นรัวเล็กน้อยและกล่าวออกมาเบาๆว่า “หลินหมิงผู้นี้ชอบ
หาเรื่องใส่ตัวยิ่งนัก”
หญิงชราอวี้หวงแสดงรอยยิ้มที่หายากออกมา นางรู้ดีถึงเหตุผลที่
หลินหมิงกล่าวเช่นนั้นออกมา เพราะเขาต้องการที่ตอบแทนความกตัญญู
ของนาง นางหัวเราะเล็กน้อยและกล่าวว่า “เจ้าหนูนี่ไม่ได้สนใจที่จะจับ
กระต่าย แต่กลับหมายตาเหยี่ยวที่อยู่สูงเท่านั้น หากเขาชนะต่อเนื่องไป
อีก 5-6 ครั้ง สมบัติของข้าจะต้องถูกเขาปล้นไปอย่างแน่นอน”
มู่เชียนหยี่เามือปิดปากตนเองและหัวเราะเล็กน้อย แต่ก็มิได้กล่าวอัน
ได้ออกมา
หญิงชราอวี้หวงมองมายังมู่เชียนหยี่ด้วยสายตาเหน็บแนม “หยี่เอ่อร์
เจ้ายิ้มอันใดกันหรือ? เจ้ามิได้รู้สึกแย่หรอกหรือ? สมบัติเหล่านั้นคือสิ่งที่
จะให้กับเจ้าในอนาคตนะ”
มู่เชียนหยี่นั้นเป็นนักบุญแห่งเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์และปราณโลหิต
ย่อมถูกส่งต่อมาให้นางทีหลัง สำหรับมู่ปิงอวิ๋น ถึงแม้นางจะเป็นนักบุญ
เช่นกัน แต่นางมีสายเลือดของวิหควารีในร่าง ปราณโลหิตของวิหคเพลิง
จึงไร้ประโยชน์สำหรับนาง
มู่เชียนหยี่กล่าวตอบ “หยี่เอ่อร์นั้นมิได้รู้สึกแย่เลยซักนิด ถึงแม้ปราณ
โลหิตของวิหคเพลิงจะมีประโยชน์ต่อการบ่มเพาะของข้าอย่างยิ่งก็ตาม
แต่มันจะมีประโยชน์ยิ่งกว่าสำหรับหลินหมิง การให้หลินหมิงจึงเป็นสิ่งที่
ควรยิ่งกว่า ท่านอาจารย์จะมิเสียใจกับการกระทำครั้งนี้ในภายหลังอย่าง
แน่นอน”
มู่เชียนหยี่เกิดมาพร้อมกับสายเลือดของวิหคเพลิงที่บริสุทธิ์อย่างยิ่ง
หากได้ผสานเข้ากับปราณโลหิตของวิหคเพลิง สายเลือดของนางก็จะยิ่ง
เข้มข้นมากขึ้นไปอีก อย่างดีที่สุดคือการเพิ่มความสามารถในการผสาน
ธาตุจำเพาะอัคคีของนางเล็กน้อย แต่หากให้กับหลินหมิง มันจะทำให้เขา
สามารถที่จะฝึกฝนแก่นของ ‘เคล็ดบ่มเพาะบัญญัติศักดิ์สิทธิ์ต้องห้ามวิหค
เพลิง’ ได้ และเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับเขาอย่างมากอีกด้วย
“ข้ามิได้กล่าวว่าจะมิได้ให้มันกับเขา แต่เจ้ากลับกลัวว่าข้าจะกลับคำ
สัญญาของตน…” มู่อวี้หวงจ้องมู่เชียนหยี่อย่างมีความหมายแฝง มู่เชียน
หยี่ตกใจในทันที นางจึงรีบทำให้ตนสงบใจลง
……………
สือจ้งคุนเค้นเสียงเย็นชา “เจ้าหนู จำสิ่งที่ตนเพิ่งกล่าวออกมาไว้ให้ดี
ล่ะ สิ่งที่เจ้ากล่าวออกมานั้นมันราวกับเป็นการสาดน้ำออกไป – มันมิอาจ
กลับมาดังเดิมได้ ในตอนนี้หุบลิ้นที่ชอบโอ้อวดของเจ้าเอาไว้และมารับ
การท้าทายซะ! ชายชราผู้นี้มิได้หวังอันใดมาก เพียงแค่อยากจะรู้ว่าเจ้าจะ
รับมือกับนักสู้จาก 6 นิกายได้มากเพียงใดกัน!”
เมื่อสือจ้งคุนกล่าวมาจนถึงจุดนี้ เขาก็ไม่อยากที่จะกล่าวอันใดต่ออีก
แล้ว เขาอุ้มสือฮั่นซานที่มีสภาพกึ่งตายลงจากเวที แค่เผชิญหน้ากับผู้เยาว์
ที่หน้าโง่เช่นหลินหมิง เขาจึงคิดว่าไม่จำเป็นต้องเถียงกันอีกต่อไป
แน่นอนว่านี้เป็นการปลอบใจของเขา ความจริงแล้ว หลังจากที่เขา
ก้าวลงมาจากเวที สีหน้าของเขาก็กลายเป็นราวกับคนตาย มันน่ากลัวจน
ศิษย์ของนิกายปฐพีอเวจีแทบไม่กล้าที่จะหายใจ
ในขณะที่ศิษย์หลายคนต่างเต็มไปด้วยความเดือดพล่าน ศิษย์ของ
เกาะฟีนิกซ์ศักดิ์ก็ยังคงพากันตะโกนเชียร์หลินหมิง ไม่ว่าเขานั้นจะทำได้
จริงอย่างที่เคยกล่าวเอาไว้หรือไม่ พวกเขาก็จะไม่โกรธเคืองหลินหมิง
สำหรับทางศิษย์ของภูมิภาคเขตแดนห้าธาตุ พวกเขาไม่ใยดีต่อ
หลินหมิงเลย พวกเขาต่างหวังและรอให้หลินหมิงถูกทุบตีอย่างอนาถ
“ข้าสงสัยนักว่า หลินหมิงจะสู้ได้อีกนานสักเพียงไรกัน?”
“ข้าว่าอย่างมากคงสู้ได้อีก 2-3 คน 6 นิกายไม่ยอมให้หลินหมิงหยิ่ง
ยโสอยู่เช่นนี้ได้อย่างแน่นอน เมื่อฝ่ายนั้นพ่ายแพ้ไปคนหนึ่งอีกคนก็จะ
ขึ้นมาต่อและแข็งแกร่งกว่าคนก่อนด้วย แต่สำหรับเหล่าหัวหน้าศิษย์ คง
ไม่ต้องถึงมือพวกเขาและดูโชว์ด้วยความสนุก หรือบางทีหลินหมิงก็ไม่
แม้แต่จะผ่านคู่ต่อสู้คนแรกไปได้ด้วยซ้ำ”
“อืม ศิษย์พี่ซุนนั้นกล่าวได้ถูกต้อง หลินหมิงนั้นประเมินตนเองสูง
เกินไป ศิษย์พี่ซุนนั้นแข็งแกร่งเป็นอย่างยิ่งและยังเป็นนักสู้ขั้นปราณต้น
ฟ้า บางทีศิษย์พี่ซุนคงอยากที่จะขึ้นเวทีด้วยตัวเองและจัดการกับหลินห
มิง!”
“อืม มันก็…” เสียงของชายหนุ่มแซ่ซุนชะงัก เขาอยากที่จะตบปาก
ศิษย์น้องของเขาจนตายไปซะ เขาลังเล และทำเป็นไตร่ตรองอยู่ชั่วครู่
ก่อนที่จะกล่าวออกมาว่า “ดูสถานการณ์ไปก่อนดีกว่าค่อยลงมือ”
…………………….
ศิษย์นิกายปฐพีอเวจีถูกกดดันอย่างหนักโดยสือจ้งคุนที่มีสีหน้าราว
กับคนตาย ศิษย์ผู้หนึ่งไม่อาจที่จะทนได้จึงกระโดดขึ้นไปบนเวที เขายืน
อยู่กลางเวทีและกล่าวเสียงดังว่า “ข้าเฉินคุนแห่งนิกายปฐพีอเวจี อายุ 19
ปี โปรดชี้แนะด้วย!”
“เฉินคุน! เขาเป็นศิษย์สายตรงของนิกายปฐพีอเวจี!”
“ข้ามิคิดเลยว่าผู้ที่ขึ้นมาในรอบนี้จะเป็นถึงศิษย์สายตรง! งานเลี้ยง
ครั้งนี้ดำเนินไปอย่างรวดเร็วมาก เพิ่งผ่านไปเพียงแค่ 2 ชั่วโมงเอง ก็ได้
มาถึงระดับของศิษย์สายตรงเสียแล้ว ผู้อื่นไม่มีโอกาสขึ้นไปเลย”
“ผู้ใดจะรู้ว่าคนไร้ชื่อเสียงเช่นหลินหมิงที่ไม่รู้โผล่มาจากที่ใด แต่กลับ
สามารถทำให้เฉินคุนต้องขึ้นมาบนเวที ผลการต่อสู้นั้นยากที่จะคาดเดา
แน่ เป็นที่แน่นอนว่ามันจะทำให้หลินหมิงจะต้องใช้ความแข็งแกร่งเต็มที่
ในการต่อสู้นี้”
เฉินคุนดึงเอาไม้เท้ายาวออกมาจากแหวนมิติ ไม้นี้เป็นอาวุธทั่วไป
ของนิกายปฐพีอเวจี
“เจ้าหนู มิใช่ว่าข้า เฉินคุน ต้องการที่จะรังแกเจ้า แต่เป็นเพราะว่า
เจ้านั้นยิ่งยโสจนเกินไป เจ้าไม่แม้กระทั่งจะมองนิกายปฐพีอเวจีของข้าอยู่
ในสายตา ในเมื่อเจ้ากล้าที่จะท้าทายนิกายทั้ง 6 ด้วยพลังของเจ้าคนเดียว
ข้าจะกลัวเจ้าได้อย่างไร ระวังไม้เท้าข้าให้ดี!”
เฉินคุนเหวี่ยงไม้เท้าออกไป ไม้เท้านี้มันสามารถยืดหยุ่นได้ หมุนวน
อยู่บนท้องฟ้าและได้สร้างภาพมายาสีน้ำตาลแผ่ออกไปราวกับว่าเป็น
ทรายที่ปกคลุมทั่วท้องฟ้า มันยากที่จะคาดเดาว่าการโจมตีของเฉินคุนจะ
มาจากทิศทางใด
เผชิญหน้ากับไม้เท้าสร้างภาพมายา หลินหมิงเพียงแค่พุ่งหอกออกไป
หอกนี้เต็มไปด้วยพลังปราณแท้สั่นสะเทือนถึงหมื่นเส้น เกิดเป็นปราณแท้
สีครามสั่นสะเทือนปะทุออกมาราวกับน้ำหลากขยายออกไปปะทะกับ
ภาพมายา จากนั้นภาพมายาทั้งหมดจึงได้สลายหายไปจนไม่เหลือสิ่งใด
ในชั่วพริบตา หลินหมิงก็ได้พุ่งมาปรากฏตรงหน้าของเฉินคุนแล้ว
หอกได้พุ่งไปยังท้องของเฉินคุน!
“หืม!?” เฉินคุนสีหน้าเปลี่ยนไปและใช้เคล็ดวิชาออกมา “ม่านพลัง
หินผา!”
ในฐานะที่เป็นศิษย์สายตรงของนิกายปฐพีอเวจี เขาย่อมรู้เคล็ดวิชา
หลายอย่างมากว่าศิษย์คนอื่นๆ ในตอนนี้ หอกของหลินหมิงปะทะเข้ากับ
ม่านพลังของเฉินคุน มันเพียงสั่นสะเทือนม่านพลังต้นกำเนิดที่เขาสร้าง
ขึ้น!
เฉินคุนยิ้มเย้ยหยัน เขาถือโอกาสตอนที่หอกของหลินหมิงปะทะกับ
ท่านพลังอยู่และใช้ไม้เท้าฟาดลงไปที่ไหล่ของหลินหมิง “ไม้เท้าแยกปฐพี”
ไม้เท้ากู่ร้องขณะที่มันพุ่งลงมา พลังต้นกำเนิดหมุนวนอยู่รอบไม้เท้า
กลายสภาพกลายเป็นไม้เท้าขนาดใหญ่ 3 ก้าวสีทอง ขณะที่ฟาดลงมามัน
ดูราวกับแท่งเสาทองคำที่ฟาดลง หากโดนมันเข้าไป กระดูกจะต้อง
แตกหักอย่างแน่นอน และจะทำให้หลินหมิงสูญเสียความแข็งแกร่งในการ
ต่อสู้ไป
แต่ในเสี้ยวพริบตานั้น หลินหมิงก็ตะโกนออกมา “ระเบิดออก!”
ปราณแท้สั่นสะเทือนปะทุออก ม่านพลังต้นกำเนิดปฐพีหนา 1 ก้าว
กลับถูกทำลายจนเป็นผุยผงในทันทีด้วยปราณแท้สีครามสั่นสะเทือน
10000 เส้น!
จากนั้นหลินหมิงก็ได้กวาดหอกออกไป มันน่าเกรงขามจนราวกับ
คลื่นที่ไม่อาจหยุดยั้งได้!
มันปะทะเข้ากับไม้เท้าที่กำลังฟาดลงมา!
บึมมม!
เมื่อไม้เท้าและหอกปะทะกันอย่างรุนแรง ไม้ท้าวสีทองเกิดรอยร้าว
แต่หอกอ่อนปราณคลั่งของหลินหมิงก็ได้โค้งงอจนเป็นรูปจันทร์ครึ่งเสี้ยว
ราวกับว่ามันจะหัก
“เคล็ดวิชากายาหมัดสลายกระดูก”
ในช่วงสุดท้าย หลินหมิงใช้แขนซ้ายข้างเดียวจับหอกเอาไว้ ในขณะที่
แขนขวาได้กำหมัดและเขาได้ชกออกไป!
ในตอนนี้ เฉินคุนได้ใช้พลังทั้งหมดมาสนับสนุนหอก – แล้วเขาจะมี
พลังที่ใช้ในการป้องกันอยู่หรือ? เขาทำได้เพียงแค่จ้องมองหลินหมิงด้วย
ความไม่อยากจะเชื่อในขณะที่หมัดของหลินหมิงพุ่งมาที่ร่างของเขา
เฉินคุนเห็นเพียงแค่ว่าดวงตาของตนกลายเป็นมืดลงชั่วครูและต่อมา
ก็ได้ถูกอัดกระเด็นถอยหลังไปเป็นสิบก้าว