Martial World ศิลาลึกลับกับวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ - ตอนที่ 369 ต่อสู้อย่างต่อเนื่อง
เฉินคุนกระเด็นถอยหลังไปหลายสิบก้าวและในที่สุดก็สามารถที่จะ
พยุงตนเองไว้ด้วยไม้เท้าได้ เขาคุกเข่าอยู่บนพื้น หอบหายใจอย่างหนัก
หมัดที่ชกมาที่ร่างของเขานั้นแปลกประหลาดอย่างยิ่ง มีพลังบางอย่าง
แทรกเข้าไปถึงอวัยวะของเขา ทำให้โลหิตของเขาปั่นป่วน
เขายืนขึ้น สีหน้าเต็มไปด้วยความประหลาดใจ ในการต่อสู้ของทั้ง
สองผู้เชี่ยวชาญที่ใช้ความแข็งแกร่งทั้งหมดปะทะกัน มันเป็นธรรมดาที่
พวกเขาจะต้องทุ่มสุดตัว เพราะหากพลาดขึ้นมาแม้เพียงเล็กน้อย มันก็
เป็นไปได้ที่จะทำให้พวกเขาเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ แต่หลินหมิงกลับเลือกที่จะ
ใช้แขนเดียวถือหอกไว้และใช้แขนอีกข้างปล่อยหมัดออกมา
พลังแปลกประหลาดนั้นคือสิ่งใดกันแน่?
หลังจากที่นักสู้เข้าสู่ขั้นผสานชีพจร ร่างกายของพวกเขาจะมิได้
แข็งแกร่งขึ้นมากนัก มีเพียงปราณแท้ที่พวกเขาใช้เพิ่มความแข็งแกร่งใน
การต่อสู้ได้ แต่เป็นเพราะนิกายปฐพีอเวจีเป็นนักสู้ธาตุจำเพาะปฐพี พวก
เขาจึงได้เปรียบเรื่องความแข็งแกร่ง
แต่ในตอนนั้น เฉินคุนกลับถูกสะกดข่มโดยพลังของหลินหมิงอย่าง
สิ้นเชิง
เฉินคุนมิอาจยอมรับเรื่องนี้ได้
“ข้าขอยอมแพ้”
เฉินคุนกัดฟันแน่น และจากนั้นจึงเดินลงไปจากเวที
ในขณะที่เขายอมรับความพ่ายแพ้ มันก็ได้ทำให้เหล่าผู้ชมตกตะลึง
หลินหมิงผู้นี้ ข้ามิรู้อันใดเกี่ยวกับเขาเลย แต่คาดว่าเขาน่าจะบ่มเพาะ
เคล็ดวิชาบางอย่างที่เป็นม่านพลังอันแข็งแกร่งห่อหุ้มร่างกายของเขา
เอาไว้ เขาสามารถที่จะต้านทานเฉินคุนที่ใช้เคล็ดวิชาไม้ท้าวแยกปฐพีและ
โต้กลับมาได้ จึงทำให้เฉินคุนพ่ายแพ้”
“หลินหมิงสามารถที่จะเอาชนะศิษย์นิกายปฐพีอเวจีได้ถึง 2 คน
แม้แต่ศิษย์สายตรงอย่างเฉินคุนก็ยังพ่ายแพ้ ต่อจากนี้จะเป็นศิษย์สายตรง
อันดับ 5 ขึ้นไป”
มันเป็นไปไม่ได้ที่หลินหมิงจะเอาชนะได้ แต่ถึงอย่างนั้น การชนะเขา
ด้วยการรุมเช่นนี้ค่อนข้างน่าสมเพช ต่อให้พวกเขาชนะก็ยังคงเสียหน้าอยู่
ดี เพียงแค่ดูสีหน้านิกายตราประทับสายฟ้าเป็นตัวอย่าง”
บริเวณโต๊ะงานเลี้ยงฝั่งทางนิกายตราประทับสายฟ้า โจวเล่ยมีสีหน้า
ไม่สู้ดี ในเมื่อหลินหมิงได้กล่าวว่าเขาขอท้าทาย 6 นิกายจากภูมิภาคเขต
แดนทางใต้ เขาจึงไม่อาจที่จะผ่อนคลายได้
เขามิได้กังวลที่หลินหมิงจะชนะอย่างต่อเนื่องหรือไม่ เพราะถึง
อย่างไร นักสู้ขั้นปราณต้นฟ้าถูกนักสู้ขั้นผสานชีพจรคนเดียวท้าทาย เขา
จะต้องจบลงด้วยความพ่ายแพ้ นี่เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ มิต้องกล่าวถึง
หลินหมิง แม้แต่มู่เชียนหยี่ในอดีตก็ยังไม่สามารถที่จะทำเช่นนี้ได้
สิ่งที่โจวเล่ยกังวลคือสถานการณ์ทั้งหมดของภูมิภาคเขตแดนห้าธาตุ
ที่นักสู้ขั้นปราณต้นฟ้ามาเผชิญหน้ากับนักสู้ขั้นผสานชีพจรรุ่นเยาว์คน
เดียว หากเรื่องนี้แพร่กระจายออกไปเมื่อใด มันจะเป็นเรื่องที่น่าอับอาย
อย่างยิ่ง
เขาช่วยไม่ได้ที่จะมองมายังโจวเสี่ยวเหลียน ศิษย์น้องของเขายังจะมี
อารมณ์กินอาหารเฉยอยู่อีกในสถานการณ์เช่นนี้ โจ่วเล่ยจึงคิ้วขมวดและ
ถามออกไป “เจ้ายังจะมีอารมณ์มากินอยู่อีกหรือ?”
“หากข้าไม่กินแล้วยังจะมีสิ่งใดให้ข้าทำอีกเล่า?” นางพึมพำขณะที่
มองไปยังโจวเล่ยด้วยความสงสัย ดวงตาของนางเต็มไปด้วยความเหนื่อย
หน่ายพร้อมกล่าวออกไปว่า “อย่างไรก็ตาม การต่อสู้นี้มันเลยระดับของ
ข้าไปแล้ว ข้ามิอาจทำอันใดได้อีก”
โจวเล่ยได้ฟังก็เขาใจที่นางกล่าวออกมา เขาถอนหายใจขณะที่กล่าว
ออกมาว่า “หากเป็นเช่นที่เจ้ากล่าวหลินหมิงก็จะชนะต่อไปอีก!”
“โจวเสี่ยวเหลียนกลืนอาหารลงไปและกล่าว “มันไม่ง่ายที่จะทำให้
เขาพ่ายแพ้ แล้วเหตุใดท่านจึงไม่ขึ้นไปจัดการกับเขาด้วยตนเองเล่า?”
โจวเล่ยรู้สึกโกรธศิษย์น้องของเขา ที่บอกให้ตนขึ้นไปบนเวทีด้วย
ตัวเอง นี่มันตลกอันใดกัน
ฝั่งทางมู่ติงซานและมู่เสี่ยวชิงยังมิได้เคลื่อนไหวด้วยซ้ำ หลินหมิงได้
ท้าทายเหล่าผู้กล้าจากภูมิภาคเขตแดนทางใต้ มันก็มิได้หมายความว่าจะ
ให้ศิษย์คนอื่นทำเพียงแค่ยืนดู
โจวเล่ยคาดการณ์ว่าหากเขาหรือหัวหน้าศิษย์คนอื่นๆเคลื่อนไหว
เช่นนั้นมู่ติงซานและมู่เสี่ยวชิงเองก็คงจะเคลื่อนไหวเช่นกัน การเผชิญหน้า
กับทั้งสองนั้นยากเย็นอย่างแน่นอน โดยเฉพาะมู่ติงซาน ระดับการบ่ม
เพาะของเขานั้นอีกเพียงครึ่งก้าวก็เข้าสู่ขั้นปราณต้นฟ้าช่วงกลางแล้ว โจว
เล่ยยอมรับว่าโอกาสในการชนะมู่ติงซานได้นั้นมีน้อยกว่าครึ่งเสียอีก
ในตอนนี้มันกลายเป็นเรื่องของการต่อสู้ระหว่างศิษย์สายตรงของ
นิกายแล้ว ขณะเดียวกันหลินหมิงก็ได้ลงจากเวทีเพื่อฟื้นฟูความแข็งแกร่ง
ของตนเองให้กลับคืนมา
นี่มิใช้เพียงสิ่งที่โจวเล่ยคนเดียวที่หวังให้เกิดขึ้น
ถึงแม้โจวเล่ยจะมิได้สูญเสียหากพ่ายแพ้หรือชนะในการเผชิญหน้า
กับหลินหมิง แต่เขาก็สามารถที่จะจินตนาการได้ว่า หากขึ้นไปบนเวที มัน
คงจะมีข่าวลือแพร่กระจายไปทั่วภูมิภาคเขตแดนห้าธาตุเป็นแน่ว่า 6
นิกายของภูมิภาคเขตแดนห้าธาตุได้ร่วมมือกันรุมเด็กหนุ่มอายุ 16 ปีของ
เกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์คนเดียว แม้แต่โจ่วเล่ยที่เป็นหัวหน้าศิษย์ก็ยังต้องทุ่ม
พลังทั้งหมดในการเอาชนะ และก็แทบจะไม่อาจเอาชนะเขาลงได้อีกด้วย
ข่าวลือเหล่านี้ไม่อาจคาดการณ์ได้ โดยเฉพาะผู้ที่แพร่กระจายข่าวได้
ใส่สีตีไขลงไปด้วยจนทำให้กลายเป็นที่น่าสนใจต่อเหล่านักสู้มากกว่าที่
คาดคิด
เพราะฉะนั้นไม่ว่าโจวเล่ยจะชนะหรือไม่ ผลลัพธ์ที่ออกมาก็คือ
สถานะและชื่อเสียงของหลินหมิงจะเพิ่มขึ้นอย่างมาก ส่วนชื่อเสียงของ
เขานั้น อาจจะลดลงอย่างมากในภูมิภาคเขตแดนห้าธาตุ โจวเล่ยจึงไม่
อยากที่จะต้องเผชิญกับเหตุการณ์เช่นนั้นอย่างยิ่ง
…………
ในตอนนี้หลินหมิงขึ้นมาบนเวทีอีกครั้ง หลินหมิงได้หยิบเอาโอสถ
จากแหวนมิติออกมาแล้วกลืนกินมันลงไป ในสองการประลองก่อนหน้านี้
เขาได้สูญเสียพลังไปเล็กน้อย หลินหมิงอึดเป็นอย่างยิ่ง พลังสายเลือดของ
เขาอุดมสมบูรณ์และหลังจากที่เขาได้ผสานไขกระดูกจนโลหิตของเขา
กลายเป็นดั่งซุปทองคำเช่นกัน พลังสายเลือดของหลินหมิงราวกับเป็น
ภูเขาไฟขนาดใหญ่ที่อยู่ภายในร่างของเขา
หากนักสู้ที่มีพลังสายเลือดแข็งแกร่งจนน่าตกใจเช่นหลินหมิง ต่อให้
พวกเขาตกลงไปในนรกชั้นล่างสุด ก็จะไม่มีภูตผีตนใดที่กล้าเข้าใกล้พวก
เขา มิเช่นนั้นพวกมันจะถูกชำระล้างในทันที
หลังจากกลืนกินโอสถและโคจร ‘เคล็ดบ่มเพาะบรรพกาลแห่งกลียุค
ที่แท้จริง’ หลินหมิงก็ได้ฟื้นฟูปราณแท้กลับคืนมาอย่างรวดเร็วและกล่าว
ขึ้นว่า
“ผู้ใดจะขึ้นมาเป็นคนต่อไป?”
หลินหมิงถือหอกอ่อนปราณคลั่งที่ยาวเก้าก้าวอย่างสง่า ชายผู้ที่ถือ
หอกของเขายืนอยู่ตรงกลางเวทีที่เปี่ยมไปด้วยความทะนงตนท้าทายเหล่า
ผู้กล้าคนอื่นจากทั้ง 6 นิกายด้วยตัวคนเดียว ในตอนนี้ สิ่งเดียวที่อธิบาย
เกี่ยวกับหลินหมิงได้คือจิตวิญญาณแห่งวีรบุรุษของเขาพุ่งถึงสวรรค์!
15 นาทีก่อน เกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ได้ถูกท้าทายโดยภูมิภาคเขตแดน
ห้าธาตุอย่างต่อเนื่อง เหล่ารุ่นเยาว์ของเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ต่างร่วมมือกัน
เผชิญหน้ากับคู่ต่อสู้ที่มีมากกว่าพวกเขาหลายเท่า
แต่ในตอนนี้ด้วยเพียงไม่กี่คำของหลินหมิง มันก็ทำให้พวกเขาเกิด
ความภาคภูมิใจจนลืมตัว ในตอนนี้เอง ภาพของหลืนหมิงที่ยืนโดดเดี่ยว
บนเวทีอย่างสง่าได้ฝังลงไปในจิตใจผู้จำนวนมาก
แน่นอนว่าสิ่งนี้มิได้เกิดขึ้นกับฝั่งตรงข้ามเช่นภูมิภาคเขตแดนห้าธาตุ
“บ้าเอ้ย! เจ้าหนูนี่มันหยิ่งยโสเกินไปแล้ว!”
“เขากล้าที่จะรังแกภูมิภาคเขตแดนห้าธาตุของข้าหรือ!?”
ผู้เยาว์นั้นต่างก็เกิดอารมณ์ได้ง่าย โดยเฉพาะในตอนนี้ มีบางคนมา
ท้าทายและยังดูถูกพวกเขาอีกด้วย พวกเขาจะนั่งอยู่เฉยได้อย่างไรกัน?
ชายหนุ่มผู้ที่สะพายกระบี่ที่นั่งอยู่ใกล้กับจ่านอวิ๋นเจียนยืนขึ้น “ศิษย์
พี่จ่าน ข้าจะขึ้นไปจัดการกับเขาเอง”
ชายหนุ่มผู้นี้อยากที่จะต่อสู้เต็มทีแล้ว ในปีก่อน ความแข็งแกร่งของ
เขาได้เพิ่มขึ้น เขาอยากได้โอกาสที่จะแสดงพลังที่แข็งแกร่งขึ้นของตนเอง
ในตอนนี้หลินหมิงได้ชนะการต่อสู้มาอย่างต่อเนื่อง หากเขาเป็นผู้ที่
สามารถหยุดยั้งหลินหมิงในตอนนี้ลงได้ เขาก็จะกลายเป็นผู้ที่มีชื่อเสียง
เป็นอย่างมาก
“อืม… ” จ่านอวิ๋นเจียนผงกศีรษะ ในเมื่อภูมิภาคเขตแดนห้าธาตุ
ตัดสินใจที่จะร่วมมือกันเอาชนะหลินหมิงแล้ว พวกเขาจำเป็นต้องคิดแผน
สองไว้ เผื่อในกรณีที่ชื่อเสียงของพวกเขาตกต่ำลง หลายวันต่อจากนี้ ข่าว
ลือจะต้องกระจายออกไปอย่างแน่นอน ฉะนั้นจึงดีที่สุดที่จะส่งศิษย์สาย
ตรงอันดับสูงออกไปจบเรื่องนี้ให้ไวและพวกเขาจะได้เสียหน้าน้อยที่สุด
มิฉะนั้น หากหลินหมิงสามารถที่จะเอาชนะไปได้อีก 7-8 ครั้ง พวก
เขาคงจะเสียหน้าจนอยากขุดรูหนีเป็นแน่
“ข้าคิดว่าเขาคงจะเหลือพลังอยู่ไม่มากแล้ว ขึ้นไปและรีบจัดการเขา
ซะ” จ่านอวิ๋นเจียนกล่าวออกมา
ชายหนุ่มผู้นี้ยิ้มขึ้นมาในทันที “หลินหมิงผู้นี้คิดว่าตนนั้นสามารถที่
จะเอาชนะได้อย่างต่อเนื่องเช่นนั้นหรือ? ยังไม่มีหัวหน้าศิษย์ผู้ใดขึ้นไป
ด้วยซ้ำ ข้าคิดว่าเขาคงอยากที่จะมีชื่อเสียงโด่งดังจนเสียสติไปแล้ว ในเมื่อ
ข้าเป็นผู้ที่ได้ขึ้นไป ข้าจะทำให้เขาตื่นจากฝันหวานเอง!”
ขณะที่ชายหนุ่มกล่าวจบ เขาก็ได้กระโดดขึ้นไปบนเวที
จ่านอวิ๋นเจียนถอนหายใจยาว ถึงต่อให้หลินหมิงพ่ายแพ้ เขาก็ยังจะ
กลายเป็นผู้ที่มีชื่อเสียงไปทั่วทั้งภูมิภาคเขตแดนทางใต้และภูมิภาคเขต
แดนห้าธาตุอยู่ดี ชื่อเสียงของเขาอาจจะกระทั่งเทียบได้กับมู่เชียนหยี่
และมู่ปิงอวิ๋น นั่นมิใช่สิ่งที่ชื่อเสียงของศิษย์สายตรงของภูมิภาคเขตแดน
ห้าธาตุจะเทียบได้
แต่ในท้ายที่สุด หลินหมิงก็หมดเวลาลง เขาจะมาได้เพียงเท่านี้ ถึงแม้
เขาจะสามารถเอาชนะเฉินคุนได้ แต่เขาจะเอาชนะศิษย์สายตรงอันดับสูง
คนอื่นได้หรือ? เขาอาจจะแทบชนะคู่ต่อสู้ไม่ได้ ในกรณีที่เลวร้ายที่สุด ต่อ
ให้เขาชนะ เขาก็ยังต้องสูญเสียพลังไปอย่างมากอยู่ดี หากเป็นเช่นนั้นเขา
จะทนอยู่ได้อีกสักเท่าใดกัน?
“ข้าฉู่อวิ๋นเฟยจากนิกายวายุคลั่ง ข้าอยากที่จะรู้ด้วยตนเองว่าเจ้ามี
ความสามารถอันใดถึงได้มั่นใจยิ่งนัก!” ฉู่อวิ๋นเฟยชี้มายังหลินหมิง ท่าทาง
และน้ำเสียงของเขาบ่งบอกถึงการยั่วยุอย่างแท้จริง
ฉู่อวิ๋นเฟยจากนิกายวายุคลั่งเป็นศิษย์สายตรงอันดับ 4 ว่ากันว่าเขา
นั้นมีอายุเพียง 19 ปีและมีพรสวรรค์ที่น่าทึ่ง เขาจึงถือเป็นผู้กล้า4 อันดับ
แรกแห่งนิกายวายุคลั่ง
ถ้าหากว่าอันดับ 4 ได้ขึ้นมาบนเวทีแล้ว เช่นนั้นที่จะตามมาอีกก็
จะต้องเป็นอันดับ 3 และ 2 หลังจากนั้นก็จะเป็นหัวหน้าศิษย์เช่น จ่า
นอวิ๋นเจียน ไป่อ้าว โจวเล่ยและคนอื่นๆ
อย่างไรก็ตาม หลินหมิงนั้นรู้ว่าหัวหน้าศิษย์ต่างก็เป็นผู้ที่ทะนงตน
และหยิ่งยโส พวกเขาจะไม่ยอมเข้าร่วมกับศิษย์สายตรงคนอื่นง่ายๆแน่
‘หึ ในเมื่อเหล่าพวกหัวหน้าศิษย์ยังมิยอมเคลื่อนไหว เช่นนั้น ข้าก็จะ
กำจัดเหล่าศิษย์สายตรงของ 6 นิกายให้หมดก่อนและใช้การต่อสู้เหล่านี้
ทำให้ขั้นผสานไขกระดูกมั่นคงขึ้นและมันจะได้ช่วยเพิ่มความแข็งแกร่ง
ให้กับข้าขึ้นไปอีก’
หลินหมิงมิได้คิดอันใดหากต้องเจอกับหัวหน้าศิษย์ทั้ง 6 เขามิได้
กังวลเกี่ยวกับความแข็งแกร่งที่แท้จริงของพวกเขามากนัก ถึงแม้หลินหมิง
จะมั่นใจอย่างมากในการสู้แบบ 1 ต่อ 1 แต่หากเป็นการต่อสู้กับหลายคน
ในคราวเดียวกัน เขาก็มิได้หยิ่งยโสจนมั่นใจถึงขั้นนั้นได้เต็มร้อย
ขณะที่หลินหมิงเผชิญหน้ากับฉู่อวิ๋นเฟยบนเวที เขาก็ได้จับหอกอ่อน
ปราณคลั่งไว้แน่น
“ฮ่าฮ่า การชนะอย่างต่อเนื่องของเจ้าจะจบลงเพียงเท่านี้ล่ะ!” ฉู่อวิ๋น
เฟยยิ้มอย่างสดใส โดยมิได้เคลื่อนไหวร่างกายใดๆ ฝักกระบี่ที่เขาสะพาย
อยู่ก็ลอยออกมายังมือของเขา
หลินหมิงแปลกใจเล็กน้อย “นี่คือ… วิถีแห่งลมหรือ?”
หลังจากที่ประหลาดใจเล็กน้อยที่ฝักกระบี่ได้ถูกดึงมาด้วยสายลม
และลอยมายังมือของฉู่อวิ๋นเฟย นี่เป็นความสามารถในการควบคุมสาย
ลม ความสามารถในการควบคุมสายลมเช่นนี้ทำให้หลินหมิงได้เปิด
มุมมองอย่างมาก “ศิษย์สายตรงแห่งภูมิภาคเขตแดนห้าธาตุมีความ
แข็งแกร่งเฉพาะของตนอย่างแท้จริงสินะ สำหรับนักสู้แห่งนิกายวายุคลั่ง
ที่สามารถเข้าใจถึงวิถีแห่งลมได้ มันก็สมเหตุสมผลดี!”
“โอ้? เจ้าสามารถมองเห็นมันได้เช่นนั้นหรือ? ไม่เลว ความเข้าใจใน
วิถีแห่งลมของข้าในนิกายวายุคลั่งนั้นสูงที่สุด! ฉู่อวิ๋นเฟยมั่นใจในตนเอง
เป็นอย่างยิ่ง เขาทะลวงเข้าสู่ขั้นปราณต้นฟ้าตอนอายุ 18 ปี และถูก
เรียกว่าเป็นผู้กล้าที่มีพรสวรรค์เป็นอันดับ 4 ในนิกายวายุคลั่ง”
“การพ่ายแพ้ภายใต้น้ำมือของข้ามิได้เป็นความอยุติธรรม!”
ฉู่อวิ๋นเฟยฟันกระบี่ออกไป กระบี่ของเขานั้นรวดเร็วจนเห็นเพียงแค่
ลำแสง
หัวเข่าของเขางอเล็กน้อย ร่างของเขาลอยขึ้นไปและเคลื่อนไหว
อย่างแปลกประหลาด สายลมอันแข็งแกร่งก่อตัวเป็นวังวนสีฟ้ารอบตัว
เขา ร่างของเขากลายเป็นภาพติดตา ทุกกระบี่ที่พุ่งออกมากลายเป็น
ลำแสงขนาดเล็กและซ่อนอยู่ภายในอากาศ ปราณแท้นี้ได้ถูกบีบอัดอย่าง
สูงและยังมีรูปแบบการโจมตีที่แปลกประหลาดอีกด้วย!
สีหน้าของหลินหมิงกลายเป็นเคร่งขรึม เขาปลดปล่อยจิตสัมผัส
ออกไปและตรวจสอบตำแหน่งของทุกกระบี่ที่พุ่งเข้ามา
ย่างก้าววิหคทองคำถลาลม!
ภายใต้การสนับสนุนของเคล็ดวิชาเคลื่อนไหว ร่างของหลินหมิง
เคลื่อนไหวหลบหายไปจากตำแหน่งที่มีปราณกระบี่พุ่งมาในทันที
เคล้ง เคล้ง เคล้ง!
พื้นกระเบื้องบริเวณที่หลินหมิงเคยอยู่ถูกปราณกระบี่ที่แหลมคมฉีก
ขาด รอยตัดของมันนั้นเรียบราวกับกระจก
หลินหมิงราวกับเป็นปลาในน้ำ ปราณกระบี่ที่หลงเข้ามาโดนเขาก็จะ
ถูกทำลายโดยแรงสั่นสะเทือนของปราณลื่นไหลดุจแพรไหม และร่ายรำ
อยู่กลางพายุปราณกระบี่ ค้นหาทุกโอกาสในการที่จะได้โจมตีกลับไป
“หืม ในด้านความเร็วเจ้าไม่มีทางที่จะเทียบกับข้าได้อย่างแน่นอน!”
ฉู่อวิ๋นเฟยยกมุมปากขึ้น เขาสะบัดข้อมือลำแสงของปราณกระบี่ก็ได้ผสาน
เข้ากับสายลม
ในตอนนี้ สายลมได้หมุนวนจนเกิดเป็นวังวนแห่งสายลม จากนั้นลม
หมุนสีฟ้าก็ได้ปรากฏบนเวที ส่ายไปมาราวกับงูขนาดใหญ่ที่ปิดทางหนี
ของหลินหมิงเอาไว้