Martial World ศิลาลึกลับกับวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ - ตอนที่ 370 ฟีนิกซ์สยายปีกทะยานฟ้า
ลมหมุนสีฟ้าหมุนวนอยู่บนเวที เนื่องจากการหมุนอย่างรวดเร็วของ
พวกมันจึงทำให้เกิดเสียงที่คมราวกับเสียงกระบี่ที่กำลังตัดน้ำแข็ง แม้แต่
กระเบื้องที่เสริมความแข็งแกร่งด้วยรูปแบบค่ายกลก็ยังถูกหั่นเป็นชิ้น
หากโดนมันเข้าไป ก็สามารถที่จะจินตนาการถึงชะตากรรมอันน่าสังเวช
ของพวกเขาได้เลย
มันมีลมหมุน 3 อันและพวกมันราวกับเป็นรูปแบบค่ายกลกระบี่ที่ถูก
สร้างโดยสายลม
พลังของวิถีแห่งลมจะเกิดจากการอาศัยการผสานกันของกระบี่และ
สายลม สายลมจะไม่มีวันหายไป เมื่อมันถูกตัดมันก็ยังคงเป็นสายลม และ
สายลมนั้นแฝงไปด้วยปราณกระบี่ที่จะไม่หายไปเช่นกัน
“ปราณกระบี่ที่ก่อตัวเป็นรูปร่างลมหมุนนี้ เป็นวิถีแห่งลมที่น่า
หวาดกลัว ฉู่อวิ๋นเฟยนั้นเป็นผู้ที่มีพรสวรรค์อย่างแท้จริง เขาอาจจะสัมผัส
ได้ถึงพลังต้นกำเนิดแห่งสายลมทั้งหมดแล้วก็เป็นได้!”
“เป็นการแสดงที่หาดูได้ยากยิ่งนัก” ผู้กล้าทั้ง 4 ที่มากพรสวรรค์แห่ง
นิกายวายุคลั่งนั้นสมชื่อยิ่งนัก”
“ปราณกระบี่ที่ก่อตัวเป็นลมหมุนนี้ไม่อาจถูกตัดขาดได้ ข้าสงสัยยิ่ง
นักว่าหลินหมิงจะรับมือกับมันเช่นไร”
ทุกคนที่อยู่ด้านล่างเวทีต่างมองด้วยแววตาที่สาดประกาย รอคอยที่
จะดูว่าหลินหมิงจะสามารถรับมือปัญหานี้ได้หรือว่าเขาจะต้องพ่ายแพ้ไป
ในตอนนี้
หากเป็นการประลองของผู้เชี่ยวชาญที่แท้จริงนั้นพวกเขาจะทุ่มกำลัง
ทั้งหมด มันไม่แปลกที่จะเห็นผู้ชนะด้วยการใช้เพียงไม่กี่กระบวนท่า
หลินหมิงเห็นลมหมุนนี้ก่อตัวขึ้นมาจากปราณกระบี่ จากนั้นก็ถอน
หายใจเบาๆ ฉู่อวิ๋นเฟยผู้นี้นั้นสามารถที่จะเข้าใจวิถีแห่งลมได้มากยิ่งกว่า
แม้แต่ตัวหลินหมิงเอง
7 นิกายแห่งภูมิภาคเขตแดนห้าธาตุต่างก็ได้ศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับ
การเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับธาตุจำเพาะของตนมาหลายร้อยปี มันจึง
เป็นเรื่องธรรมดาที่พวกเขาจะเข้าใจถึงวิถีของธาตุจำเพาะได้ดี เมื่อตอนที่
หลินหมิงได้ต่อสู้กับสือฮั่นซาน โล่ปราณปฐพีของเขานั้นมีวิถีแห่งปฐพีแฝง
อยู่เล็กน้อย มันเป็นเพราะเขาไม่อาจที่จะเข้าใจถึงวิถีแห่งปฐพี จึงทำให้
เขาไม่อาจตระหนักถึงมันได้ทั้งที่เป็นของตนเองสร้างขึ้นมา
หลินหมิงนั้นยังมีเส้นทางของตนเองที่จะเดินไปบนวิถีแห่งนักสู้
เขารวบรวมสมาธิไปยังเมล็ดพันธุ์เทพทรราชและเริ่มโคจรปราณแท้
ภายในร่างกาย เขาสามารถที่จะได้ยินเสียงสายลมที่คมกริบเริ่มตัดผ่านโล่
ป้องกันปราณแท้ของเขาเข้ามาได้ คือพลังที่รุนแรงของการผสานปราณ
กระบี่และสายลมเข้าด้วยกัน
ฉู่อวิ๋นเฟยเค้นเสียงเย็นชา “ปราณแท้ผสานเข้ากับสายลม และ
ปราณกระบี่ก็หลอมรวมกับสายลม สายลมคือกระบี่ กระบี่คือสายลม
หากเขาต้องการที่จะหลบปราณกระบี่ มีทางเดียวคือต้องหลบสายลมให้
ได้เช่นกัน! ตายไปซะ!”
ปราณกระบี่ปะทุและลมหมุนทั้ง 3 พุ่งเข้ามาหาหลินหมิงจาก 3
ทิศทาง ต้องการที่จะปิดทางหนีทั้งหมดของเขา
เส้นผมของหลินหมิงสยายไปตามสายลม ชุดส่วนหนึ่งถูกฉีกขาดด้วย
พลังสายลมที่คมกริบแม้มันจะยังมาไม่ถึงก็ตาม เขาจึงรีบโคจรปราณแท้
ในร่างจนถึงขีดสุด มือของเขาจับหอกอ่อนปราณคลั่งเอาไว้แน่น พลัง
เพลิงที่บรรจุอยู่ภายในเมล็ดพันธุ์เทพทรราชปะทุออกมาในทันที
ฟูวววววว!!!
แสงสีครามที่ได้ห่อหุ้มหอกอ่อนปราณคลั่งอยู่ได้หายไป กลับกัน มัน
เกิดเปลวเพลิงลุกไหม้บนหอกและห่อหุ้มเอาไว้ มันมีสีแดงฉานราวกับดวง
อาทิตย์ ทำให้ทุกคนที่จ้องมองมาต้องหรี่ตาด้วยรัศมีที่เจิดจ้าของมัน
“เกิดอันใดขึ้น!?”
ฉู่อวิ๋นเฟยตกตะลึงอย่างถึงที่สุด – กายธาตุจำเพาะคู่เช่นนั้นหรือ!?
หลินหมิงผู้นี้มีกายธาตุจำเพาะคู่สายฟ้าและเพลิงที่หาได้ยาก! เขา
สามารถที่จะควบคุมเปลวเพลิงและสายฟ้าได้ในเวลาเดียวกัน! มิแปลกใจ
เลยว่าเหตุใดเขาถึงได้เข้าร่วมกับแผนกวิหคเพลิง
ในเสี้ยวพริบตานั้น ฉู่อวิ๋นเฟยไม่อาจจะตอบสนองถึงสิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้น
ได้ หอกของหลินหมิงดูเหมือนจะสามารถฉีกกระชากอากาศได้ หอกอ่อน
ปราณคลั่งเต็มไปด้วยคลื่นเปลวเพลิงสีแดงฉานขณะที่กวาดออกไปยังลม
หมุน
ทันใดนั้น สายลมที่เต็มไปด้วยปราณแท้ก็ติดไฟ หอกของหลินหมิง
สามารถที่จะทำให้ฉู่อวิ๋นเฟยอ้าปากค้าง ในขณะที่มันได้ผ่าลมหมุนสีฟ้า
ออกไปและถูกทำลาย
แน่นอนว่าหลังจากที่ปราณกระบี่และสายลมผสานเข้าด้วยกันมันไม่
อาจถูกตัดขาดได้ แต่หากพลังต้นกำเนิดวายุได้ถูกเผ้าจนไม่เหลือ เช่นนั้น
ปราณกระบี่ลมหมุนก็จะต้องถูกทำลายไป!
ในขณะที่เขาได้ทำลายลมหมุนลง เขาก็รู้สึกถึงพลังที่รุนแรงของเปลว
เพลิงที่อยู่ภายในเมล็ดพันธุ์เทพทรราช ราวกับมันจะระเบิดออกมาได้ทุก
เวลา
นี่มัน…
จู่ๆหลินหมิงก็ตระหนักได้ว่าผลของการบ่มเพาะ ‘เคล็ดบ่มเพาะ
บัญญัติศักดิ์สิทธิ์ต้องห้ามวิหคเพลิง’ มาถึง 4 เดือนก็ได้เขาสู่ขั้นที่ 2 แล้ว
พลังของเพลิงได้ร่วมตัวกันอัดแน่นอยู่ภายในเมล็ดพันธุ์เทพทรราช
ประสิทธิภาพและปริมาณของมันเพิ่มมากสะท้อนไปมาอยู่ภายในเมล็ด
พันธุ์เทพทรราชอย่างบ้าคลั่ง
เคล็ดวิชาของ ‘เคล็ดบ่มเพาะบัญญัติศักดิ์สิทธิ์ต้องห้ามวิหคเพลิง’
แวบขึ้นมาในหัวของหลินหมิง หลินหมิงลอดผ่านช่องว่างของลมหมุนที่ได้
ถูกทำลายไป เขาได้ใช้เคล็ดวิชาเคลื่อนไหวย่างก้าววิหคทองคำถลาลม
ออกมาอย่างเร่งรีบ
พลังเพลิงปะทุออกมา เมล็ดพันธุ์เทพทรราชกู่ร้อง
หลินหมิงได้ยื่นหอกออกไปด้านหน้า!
“ฟีนิกซ์สยายปีกทะยานฟ้า!”
เปลวเพลิงเจิดจ้าปรากกฎออกมา สิ่งที่หลินหมิงได้ใช้ออกมาอย่างน่า
ตกตะลึงนี้คือเคล็ดวิชาธาตุจำเพาะอัคคีของ ‘เคล็ดบ่มเพาะบัญญัติ
ศักดิ์สิทธิ์ต้องห้ามวิหคเพลิง’
เมื่อเปลวเพลิงร้อนระอุพุ่งออกมา เกิดเป็นรูปร่างของปีกฟีนิกซ์ที่
สยายออกจากส่วนปลายของหอกอ่อนปราณคลั่ง จนเป็นเสียงร้องของ
ฟีนิกซ์!
ฉู่อวิ๋นเฟยที่หายตกตะลึงแล้ว เขาได้รวบรวมปราณแท้ที่ยังมิได้
หายไปหมด ฟันออกไปด้วยกระบี่ของเขา
บึม!
ราวกลับมีภูเขาไฟปะทุ กระบี่ที่ฉู่อวิ๋นเฟยฟันออกไปจึงไม่อาจที่จะ
หยุดยั้งฟีนิกซ์สยายปีกทะยานฟ้าที่หลินหมิงได้รวบรวมศักยภาพของเขา
ใส่ลงไปด้วย พลังเพลิงต้นกำเนิดเผาไหม้สายลม สายลมทั้งหมดสลาย
หายไป!
เมื่อไร้ซึ่งสายลมคอยป้องกัน ไม่นานร่างของฉู่อวิ๋นเฟยก็ถูกปกคลุม
ไปด้วยเปลวเพลิง ปราณแท้ที่ห่อหุ้มร่างกายของเขาอยู่ในตอนนี้ได้สั่น
สะท้านพร้อมทั้งกระเด็นถอยหลังออกไป ทั้งผมและชุดของเขามีรอยไหม้
เป็นนับไม่ถ้วน ในตอนนั้นเองพลังของเปลวเพลิงก็ได้ไหลเข้าไปในเส้นชีพ
จรของเขา ทำให้เขาเกิดอาการบาดเจ็บสาหัสภายใน
เหล่าศิษย์ของเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ต่างตกตะลึง หลินหมิงนั้นมีกาย
ธาตุจำเพาะคู่ที่หาได้ยากของเพลิงและสายฟ้ามิใช่หรือ? ไม่เพียงแค่นั้น
เขายังได้ฝึกฝนแก่นวิชาหลักของ ‘เคล็ดบ่มเพาะบัญญัติศักดิ์สิทธิ์ต้องห้าม
วิหคเพลิง’ ด้วยหรือ? แล้วเขาได้ไปเรียนรู้มันตั้งแต่เมื่อไรกัน?
ศิษย์บางคนจู่ๆก็จำได้ว่าเมื่อไม่กี่วันก่อนหน้านี้ ได้เกิดวงแหวนเพลิง
ต้นกำเนิดกระจายไปทั่วเขตศาลาต้นอู๋ถง มันราวกับเป็นพายุที่เกิดขึ้น
ภายในป่าต้นอู๋ถงและหายไปอย่างรวดเร็ว ในตอนนี้เมื่อคิดกลับไปถึง
เหตุการณ์ในตอนนั้น จุดศูนย์กลางของวงแหวนเพลิงต้นกำเนิดนั้นคือ
ศาลาหลังที่ 22 ซึ่งก็คือที่พักอาศัยของหลินหมิง
มิต้องสงสัยเลยว่า ผู้ที่ปลดปล่อยวงแหวนเพลิงต้นกำเนิดออกมาก็คือ
หลินหมิงที่กำลังบ่มเพาะอยู่นั่นเอง ในการที่จะเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นมา
ได้ คนผู้นั้นจะต้องมีพลังเพลิงที่บริสุทธิ์เป็นอย่างมาก
ภายในจิตใจของศิษย์ของเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ยังคงเต็มไปด้วยหมอก
แห่งความสงสัย ดวงตาอันงดงามของมู่เชียนหยี่เบิกกว้าง นางมองขึ้นไป
บนท้องฟ้าด้วยความไม่ยากจะเชื่อ มองไปยังเปลวเพลิงที่ยังคงลุกไหม้อยู่
บนอากาศอยู่
4 เดือนก่อน นางได้ให้แผ่นหยกที่บรรจุเคล็ดบ่มเพาะขั้นแรกของ
‘เคล็ดบ่มเพาะบัญญัติศักดิ์สิทธิ์ต้องห้ามวิหคเพลิง’ กับหลินหมิง และ
ในตอนนี้ เขาได้เข้าสู่ขั้นสมบูรณ์แล้ว
ถึงแม้มันจะเป็นความเร็วที่น่าเหลือเชื่อ แต่มันก็มิได้เพียงพอที่จะทำ
ให้นางสูญเสียความเยือกเย็นไปได้
แต่สิ่งที่นางไม่ยากจะเชื่อก็คือฟีนิกซ์สยายปีกทะยานฟ้า มันคือเคล็ด
วิชาที่มีอยู่ในขั้นที่สองของ ‘เคล็ดบ่มเพาะบัญญัติศักดิ์สิทธิ์ต้องห้ามวิหค
เพลิง’ เท่านั้น แต่นางเพิ่งได้ให้แผ่นหยกที่บรรจุขั้นที่สองกับหลินหมิงไป
เมื่อวานนี้เอง
ในเวลาอันสั้นเพียงนี้ เขาสามารถที่จะเรียนรู้มันสำเร็จแล้วหรือ?
นี่มันความสามารถในการเรียนรู้ระดับสัตว์ประหลาดแบบใดกัน!?
ร่างของมู่เชียนหยี่สั่นสะท้าน ในตอนนี้ นางได้เผชิญหน้ากับดวงตาที่
เต็มไปด้วยความสงสัยของหญิงชราอวี้หวงจ้องมองมาที่นาง
“หยี่เอ่อร์มันเกิดสิ่งใดขึ้นกันแน่?”
“ท่านอาจารย์หยี่เอ่อร์มิได้แหกกฎของนิกายแต่อย่างใด 4 เดือน
ก่อนข้าเพียงแค่ส่งแผ่นหยกบ่มเพาะขั้นแรกให้แก่เขา มันเพียงตอนที่ข้า
ได้รับอนุญาตจากท่านอาจารย์เมื่อวันก่อนในการมอบขั้นที่สองพร้อมกับ
แผ่นหยกแนวทางต่างๆเล็กน้อยให้เขา”
“เจ้าหมายความว่าเขาได้ใช้เวลาเพียง 4 เดือนในการสำเร็จขั้นแรก
ของ ‘เคล็ดบ่มเพาะบัญญัติศักดิ์สิทธิ์ต้องห้ามวิหคเพลิง’ และได้ใช้มันเป็น
พื้นฐานในการใช้ฟีนิกซ์สยายปีกทะยานฟ้าในการเรียนรู้ภายในวันเดียว
เช่นนั้นหรือ?” มู่อวี้หวงจ้องเขม็งด้วยดวงตาที่สง่างามของนาง เพื่อให้
แน่ใจว่ามู่เชียนหยี่มิได้เล่นตลกกับนาง
“อืม น่าจะเป็นเช่นนั้น…” มู่เชียนหยี่ฝืนยิ้ม นางรู้สึกว่าคำพูดของ
ตนเองไม่ค่อยน่าเชื่อถือนางจึงกล่าวเสริมว่า “ท่านอาจารย์ แม้แต่
พรสวรรค์ของหยี่เอ่อร์ยังด้อยกว่าหลินหมิงด้วยซ้ำในการบ่มเพาะ ‘เคล็ด
บ่มเพาะบัญญัติศักดิ์สิทธิ์ต้องห้ามวิหคเพลิง’ เมื่อตอนแรกที่ข้าได้ให้เคล็ด
บ่มเพาะขั้นแรกกับเขาไป ข้าเพียงแค่ไปอาบน้ำแล้วกลับมาอีกที เขาก็ได้
เรียนรู้วิธีการใช้โซ่เพลิงสำเร็จแล้ว”
แม้แต่มู่เชียนหยี่ยังต้องใช้เวลาทั้งวันในการเรียนรู้วิธีสร้างโซ่ได้สำเร็จ
สำหรับฟีนิกซ์สยายปีกทะยานฟ้า นางได้ใช้เวลากว่าครึ่งเดือนในการทำ
สำเร็จ
มู่เชียนหยี่มีพรสวรรค์ระดับ 7 และยังมีความสามารถในการผสาน
เพลิงต้นกำเนิดระดับ 7 อีกด้วย พร้อมทั้งมีร่างกายที่เกิดมาพร้อมกับ
สายเลือดวิหคเพลิง
หากเปรียบเทียบกับนาง มู่อวี้หวงยังต้องใช้เวลาในการเรียนรู้ที่
ยาวนานกว่าด้วยซ้ำ
มู่อวี้หวงตระหนักถึงความหมายที่หลินหมิงสามารถฝึกฝนได้รวดเร็ว
จนน่าหวาดกลัวเช่นนี้ ถึงแม้นางจะพบว่ามันน่าเหลือเชื่อเป็นอย่างยิ่ง แต่
ในเมื่อมู่เชียนหยี่เป็นคนกล่าวออกมาเช่นนี้ มันจึงมิน่าจะใช่เรื่อง
หลอกลวง
“หลินหมิงผู้นี้ เขามีกายธาตุจำเพาะคู่ พรสวรรค์ของเขาน่าทึ่งเป็น
อย่างยิ่ง และเขายังมีศักยภาพของสัตว์ประหลาดอัจฉริยะ ไม่เพียงแค่นั้น
เขายังมีเจตจำนงแห่งนักสู้ และยังสามารถที่จะควบคุมจิตวิญาญาณ
สายฟ้าระดับปฐพี… มันมีบุคคลเช่นนี้อยู่ในโลกได้อย่างไรกัน?”
สัญชาตญาณของมู่อวี้หวงบอกกับนางว่าว่าหลินหมิงเพียงแค่ได้รับ
โชคชะตาที่สามารถท้าทายสวรรค์ได้
โชคดีนับไม่ถ้วนที่สามารถพบได้ในทวีปนภารินไหล และมีอัจฉริยะ
หลายคนที่ได้รับสิ่งนั้น มีแม้กระทั่งชนชั้นสามัญที่กลายมาเป็นผู้เชี่ยวชาญ
ระดับสูงในชั่วข้ามคืน อย่างไรก็ตาม มู่อวี้หวงพยายามวิเคราะห์หลินหมิ
งอย่างถี่ถ้วนและได้ข้อสรุปว่าผลลัพธ์ของเขามิได้มาจากโชคทั้งหมด
ร่างกายและการบ่มเพาะของเขาอาจจะได้รับโชคบางอย่าง แต่
ศักยภาพและเจตจำนงแห่งนักสู้ของเขานั้นไม่อาจได้รับมาจากโชค
สำหรับจิตวิญญาณสายฟ้าหยี่เอ่อร์ก็ได้บอกกับข้าแล้วว่าเขาได้รับมันมา
เช่นไร มันก็เพราะหลินหมิงนั้นได้เสี่ยงชีวิตของตนเพื่อให้ได้รับมัน โชคคือ
ปัจจัยอย่างหนึ่ง แต่ตัวของหลินหมิงนั้นเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด ไม่ว่าอย่างไร
ถ้าหากสวรรค์กำหนดให้หลินหมิงมีโชคดีติดตัว เช่นนั้นในตอนนี้หลินหมิง
ก็คือโชคดีของเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ที่จะมาช่วยให้ภูมิภาคเขตแดนทางใต้
ผ่านพ้นวิกฤต จากนั้นเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ของข้าก็จะเข้าสู่ยุคที่รุ่งเรือง
…’ มู่อวี้หวงสูดหายใจยาวขณะที่คิดมาถึงตรงนี้ นางชำเลืองไปยังมู่เชียน
หยี่ ดวงตาของมู่เชียนหยี่มิได้ผิดสังเกตใดๆ มันยากที่จะรู้ว่านางนั้นคิดสิ่ง
ใดอยู่ในตอนนี้
บนเวทีหลินหมิงยืนอยู่ในขณะที่ดวงตาปิดอยู่ เขากำลังนึกไปถึง
ช่วงเวลาที่ตนได้ใช้ฟีนิกซ์สยายปีกทะยานฟ้าออกไป โดยรู้แจ้งและปล่อย
ให้พลังเพลิงต้นกำเนิดไหลเวียนได้อย่างอิสระ
เมื่อตอนนั้นเขารู้สึกเพียงแค่ว่าพลังเพลิงต้นกำเนิดภายในร่างอัด
แน่นจนถึงขีดสุด และต้องหาทางระบายมันออก มิเช่นนั้นเขาจะบาดเจ็บ
จากนั้นก็ได้ปลดปล่อยมันออกมา แต่กลับไม่สามารถที่จะนึกถึงวิธีการที่
ตนใช้ ‘เคล็ดบ่มเพาะบัญญัติศักดิ์สิทธิ์ต้องห้ามวิหคเพลิง’ ขั้นที่สอง ฟีนิกซ์
สยายปีกทะยานฟ้าออกมาเมื่อตอนนั้นได้ และตอนนั้นยังใช้มันออกมาได้
อย่างราบรื่นไม่ติดขัดอีกด้วยราวกับว่าเขาได้ฝึกฝนเคล็ดวิชานี้มาอย่าง
ยาวนานแล้ว
เหตุที่หลินหมิงสามารถเรียนรู้ ‘เคล็ดบ่มเพาะบัญญัติศักดิ์สิทธิ์
ต้องห้ามวิหคเพลิง’ ด้วยความรวดเร็วและลึกซึ้งเช่นนี้เกี่ยวกับศักยภาพ
ของเขาเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ส่วนใหญ่เป็นเพราะเมล็ดพันธุ์เทพทรราช
ด้วยเมล็ดพันธุ์เทพทรราช พลังเพลิงภายในร่างของหลินหมิงได้
ค่อยๆถูกหล่อเลี้ยง มันมิใช่เพียงแค่ทรงพลังขึ้นกว่าเดิมเท่านั้น มันยังยอม
สยบต่อเขาด้วยเช่นกัน เมื่อถึงยามจำเป็น เขาสามารถที่จะปลดปล่อย
ออกมาจากการบีบอัดไว้ภายในได้ ช่วยเพิ่มพลังใช้กับหลินหมิงขึ้นอย่าง
มหาศาลและคงอยู่ได้ในเวลาไม่นาน
ด้วยการมีตัวช่วยควบคุมพลังที่แข็งแกร่งเช่นนี้ การบ่มเพาะ ‘เคล็ด
บ่มเพาะบัญญัติศักดิ์สิทธิ์ต้องห้ามวิหคเพลิง’ ก็จะยิ่งรวดเร็วขึ้นและ
ง่ายดายยิ่งขึ้น
ในการประลองครั้งนี้ ถึงแม้มันจะมิอาจทำให้พื้นฐานการบ่มเพาะ
ของเขาแข็งแกร่งขึ้นมา แต่มันก็ทำให้หลินหมิงรู้แจ้งเพิ่มมากขึ้นและ
เข้าใจได้มากขึ้นเกี่ยวกับ ‘เคล็ดบ่มเพาะบัญญัติศักดิ์สิทธิ์ต้องห้ามวิหค
เพลิง’ หากเขาวางพื้นฐานให้กับตนเองไปเรื่อยๆเช่นนี้ มันก็จะยิ่งง่ายใน
การฝึกฝน ‘เคล็ดบ่มเพาะบัญญัติศักดิ์สิทธิ์ต้องห้ามวิหคเพลิง’ ในภายหลัง
ยังมีเคล็ดวิชาอีกมากมายที่มีในขั้นที่สองของ ‘เคล็ดบ่มเพาะบัญญัติ
ศักดิ์สิทธิ์ต้องห้ามวิหคเพลิง’ ก่อนหน้านี้ การโจมตีของหลินหมิงมีความ
เฉพาะตัวเกินไป นอกจาก ลื่นไหลดุจแพรไหมแล้ว เขาก็ยังมีเข็มเหล็ก
ม้วนมังกรและเพลิงสายฟ้าแห่งการทำลายล้าง
เข็มเหล็กม้วนมังกรและเพลิงสายฟ้าแห่งการทำลายล้าง ทั้งคู่นั้น
ล้วนเป็นท่าไม้ตายของหลินหมิง สำหรับลื่นไหลดุจแพรไหมมันก็มิใช้เคล็ด
วิชาล้วนๆ เพราะมันต้องอาศัย ‘ทักษะหอกที่ลึกซึ้งของหลินหมิง’
ตัวอย่างเช่น มังกรวารีทะยานสู่ห้วงสมุทร บุบผาท่ามกลางวายุและอื่นๆ
เมื่อตอนที่ระดับการบ่มเพาะของเขานั้นอ่อนแอ มันถือว่าไม่สำคัญมากนัก
แต่ในตอนนี้ จุดอ่อนของเขาได้ถูกลบไปมากแล้ว
‘การต่อสู้เป็นวิธีการที่ดีในการเพิ่มความแข็งแกร่งขึ้นให้ข้าอย่าง
รวดเร็วและยังสามารถใช้เป็นตัวทดสอบความแข็งแกร่งที่แท้จริงของข้า
อีกด้วย’ หลินหมิงคิดเช่นนี้ได้เขาก็ปิติยินดีอย่างยิ่ง เขาหยิบโอสถออกมา
กลืนกินและพึ่งพาพลังสายเลือดอันแข็งแกร่งของเขาในการฟื้นฟูปราณ
แท้
เขาถือหอกอ่อนปราณคลั่งไว้ในมือ จากนั้นกล่าวออกมาด้วยเสียงที่
ดังและชัดเจนว่า “…ผู้ใดจะเป็นรายต่อไป?”