Martial World ศิลาลึกลับกับวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ - ตอนที่ 371 เจ้าจะทำอันใดข้าได้?
‘ผู้ใดจะเป็นรายต่อไปเช่นนั้นหรือ’!???
มิใช่ว่าท้าทายพวกเขาทั้งหมดอย่างโจ่งแจ้งเลยหรือ? นี่เป็นการตบ
หน้าพวกเขาอย่างชัดเจน!
ขณะที่หลินหมิงตะโกนคำเหล่านั้นออกมา สีหน้าของศิษย์ของ
ภูมิภาคเขตแดนห้าธาตุกลายเป็นเขียวคล้ำ
เจ้าเด็กนี่เป็นคนเหล็กหรืออย่างไรกัน? เขาได้ต่อสู้อย่างต่อเนื่องมา 3
รอบแล้วและยังชนะทุกรอบ คู่ต่อสู้ทุกคนต่างก็แข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ แต่
หลินหมิงกลับไม่แสดงออกถึงว่าเขานั้นอ่อนแอลงเลยแม้แต่น้อย!
“ยโสยิ่งนัก เขาหยิ่งยโสเกินไปแล้ว! บ้าเอ้ย บ้าเอ้ย จะหยิ่งยโสไป
ไหนกันวะ!!!”
สีหน้าของศิษย์นิกายปฐพีอเวจีกลายเป็นสีแดง พวกเขาด่าทอ
ออกมาอย่างต่อเนื่องเพื่อระบายความโกรธ
“นี่มันจะทำให้ข้าโกรธจนตายได้! เหตุใดเหล่าหัวหน้าศิษย์ของพวก
เราจึงยังไม่ขึ้นไปบนเวที? ไป่อ้าว หั่วหยูเยียน จ่านอวิ๋นเจียนหรือ คนอื่น
สามารถที่จะทำให้เจ้าเด็กนี่กลืนคำพูดของตนลงไปได้หรือไม่ ตราบใดที่
พวกเขาขึ้นไปเจ้าอวดดีนี่จะต้องพ่ายแพ้อย่างแน่นอน!”
“เจ้าโง่ เมื่อใดที่เหล่าหัวหน้าศิษย์ได้ขึ้นไป เจ้าคิดหรือว่ามู่ติงซาน
และมู่เสี่ยวชิงจะมิเคลื่อนไหวอันใด? เมื่อมันเกิดขึ้น เจ้าเด็กนี่ก็จะได้
โอกาสลงไปพักด้วยมิใช่หรือ? เราจะต้องเอาชนะเขาให้ได้ด้วยการใช้
จำนวนคนที่มากกว่า หากให้เขาได้พักฟื้นฟูความแข็งแกร่งมันจะมิเท่ากับ
ว่าที่ทำมาทั้งหมดต้องสูญเปล่าหรือ?”
“บ้าจริง บิดาผู้นี้จะขึ้นไปบนเวทีและบดขยี้เจ้าเด็กนี่ด้วยตัวเองซะ!”
ศิษย์ผู้นี้ได้ลุกขึ้นเตรียมจะขึ้นไป แต่ก็ได้ถูกดึงเอาไว้โดยศิษย์ที่อยู่
ข้างๆ “อย่าโง่ไปหน่อยเลย ความแข็งแกร่งของเจ้ามิได้แม้กระทั้งติด 1 ใน
5 ของศิษย์สายตรง หากเจ้าขึ้นไปก็ทำได้เพียงแค่เป็นกระสอบทรายให้
เขาได้โชว์ฝีมือขึ้นไปอีก”
“หึ ข้ามิคิดว่าร่างกายของเขาจะแข็งแกร่งพอที่จะไม่เป็นอันใดแม้จะ
ผ่านการต่อสู้มาถึง 3 รอบ เขาคิดว่าร่างกายของตนเองทำมาจากเหล็ก
หรืออย่างไร? ต่อให้ข้ามิอาจเอาชนะเขาได้ ข้าก็คงจะสามารถบันทอน
ความแข็งแกร่งของเขาลงไปได้แน่!”
ในขณะที่เหล่าศิษย์ทั้ง 6 นิกายกำลังหารือกัน พวกเขาช่วยไม่ได้ที่
จะต้องยอมรับว่า สถานการณ์ที่ไม่น่าเชื่อได้อยู่ต่อหน้าของพวกเขาแล้ว
หลินหมิงผู้นี้ได้มีความทนทานเกินจินตนาการของพวกเขาอย่างแท้จริง!
ถึงแม้จะสูญเสียปราณแท้ไปในทุกรอบของการต่อสู้ แต่กลับเป็น
เพียงปริมาณเล็กน้อยเท่านั้น
ในช่วง 5 ลมหายใจหลังจากที่เขากล่าวจบนี้ ยังไม่มีผู้ใดที่กล้าขึ้นไป
บนเวที หลังจากที่ฉู่อวิ๋นเฟยที่เป็นถึงศิษย์สายตรงอันดับ 4 ของนิกายหุบ
เขาวายุคลั่งได้พ่ายแพ้ไป นอกจากจ่านอวิ๋นเจียน ก็มีเพียงอีกสองคนที่มี
อันดับเหนือกว่าเขา
ดังนั้น ถึงแม้หากศิษย์สายตรงอันดับ 2 ขึ้นไปท้าทายหลินหมิง บางที
กระทั่งเขาก็อาจจะไม่สามารถกลับลงมาแบบปลอดภัย!
ในการต่อสู้แบบใช้จำนวน หลินหมิงจะต้องพ่ายแพ้อย่างมิต้องสงสัย
ต่อให้เป็นผู้มีพรสวรรค์ระดับนักบุญก็ไม่อาจที่จะต่อสู้กับนักสู้ขั้นปราณต้น
ฟ้านับสิบด้วยตัวคนเดียวได้ แต่ประเด็นสำคัญของปัญหาก็คือผู้ใดจะขึ้น
ไปเป็นหนูทดลองอีกในรอบนี้เล่า?
ศิษย์สายตรงทุกคนของภูมิภาคเขตแดนห้าธาตุต่างก็เป็นตัวตนที่
แข็งแกร่งยิ่งกว่าเจียงเป่าอวิ้นอย่างมากเท่า ไม่ต้องสงสัยเลยว่าพวกเขายิ่ง
ยโสอย่างยิ่ง พวกเขาต่างก็มองว่าตนเองอยู่เหนือผู้อื่น
ถึงแม้นี่จะเป็นสงครามคนหมู่มากสู้กับคนผู้เดียวที่น่าละอาย พวก
เขาก็ต่างหวังว่าตนนั้นจะได้เป็นคนสุดท้ายที่ได้ขึ้นไปเอาชนะหลินหมิง
และเพิ่มชื่อเสียงให้กับพวกเขา แล้วคนเช่นนี้จะเอาตัวเองมาเป็นหนู
ทดลองได้อย่างไรกันเล่า?
“อ่า! ผู้ใดก็ได้รีบขึ้นไป! เจ้าเด็กนี่เพิ่งจะกลืนกินโอสถบางอย่างลงไป
เขากำลังได้โอกาสฟื้นฟู!”
หลังจากผ่านไป 10 ลมหายใจ สีหน้าศิษย์บางคนของภูมิภาคเขต
แดนห้าธาตุเริ่มกลายเป็นเขียวคล้ำ พวกเขาถูกท้าทายโดยเด็กหนุ่มอายุ
เพียง 16 ปี ที่ได้เย้ยหยันพวกเขาเอาไว้ แต่กลับยังมิมีผู้ใดกล้าขึ้นไป นี่มัน
สถานการณ์บ้าบออันใดกันแน่?
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในเวลานี้ ที่เหล่าศิษย์ของเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ได้
กลายเป็นส่งเสียงเชียร์ดังลั่นฝ่ายเดียวเช่นนี้
“ศิษย์พี่ใหญ่หลิน ยอดเยี่ยมยิ่งนัก!”
“ศิษย์พี่ใหญ่หลิน เท่ระเบิดไปเลย!”
“ศิษย์พี่ใหญ่หลินคือชายชาตรีอย่างแท้จริง ชายผู้มีเลือดเนื้อดั่ง
เหล็กกล้า!”
“หลินหมิง ท่านทำได้ พวกเราเชื่อในตัวท่าน!”
“อ๊ายย! หลินหมิง ท่านช่างเร่าร้อนยิ่งนัก!”
ศิษย์ของเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ต่างร่าเริงและภูมิใจ ก่อนหน้านี้พวก
เขาต่างตกเป็นฝ่ายที่โดนกดดันมาตลอด และแทบจะต้องยอมรับชะตา
กรรมเพียงอย่างเดียว
แต่ในตอนนี้ เมื่อหลินหมิงได้ขึ้นไปบนเวทีและท้าทายเหล่าศิษย์ของ
ภูมิภาคเขตแดนห้าธาตุ กลับไม่มีผู้ใดกล้าที่จะขึ้นมาท้าสู้กับเขา นี้เป็น
ความรู้สึกที่ยอดเยี่ยมที่สุดในโลกสำหรับพวกเขาในตอนนี้
แน่นอนว่ามีเพียงศิษย์บางคนเช่นหยานฟู่หงที่ตรงข้าม สีหน้าของเขา
กลายเป็นน่าเกลียดขึ้นเรื่อยๆ ความจริงในสิ่งที่เกิดขึ้นมันได้เกินกับสิ่งที่
เขาคาดคิดเอาไว้อย่างยิ่ง หยานฟู่หงรู้สึกหวาดกลัว เขาไม่อยากที่จนคิด
ว่าตนนั้นได้มายั่วยุสัตว์ประหลาดเช่นนี้ หากหลินหมิงมิได้ล่วงรู้ว่าเป็น
เขา… หยานฟู่หงไม่อยากที่จะคิดเลยว่าจะเกิดสิ่งใดขึ้น แค่ความเป็นไปได้
ก็ทำให้เขาต้องกลืนน้ำลายแล้ว
ศิษย์ของเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์หลายคนไม่อาจที่จะนั่งอยู่บนเก้าอี้ได้
อีกต่อไป บางคนถอดเสื้อคลุมออกมาโบกสะบัดเพื่อเชียร์
นี่เป็นความบ้าบิ่นที่ได้แสดงออกมา โดยมิอาจหักห้ามใจ
จะต้องรู้ด้วยว่าศิษย์ของเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์มักจะเป็นผู้ที่หยิ่งยโส
อย่างที่สุด โดยเฉพาะเหล่าศิษย์หลัก พวกเขาเป็นผู้ที่ถูกสวรรค์เลือกอย่าง
แท้จริง ต่อให้เป็นศิษย์หญิงธรรมดา พวกนางก็ยังมีสถานะสูงส่งกว่าเจ้า
หญิงของอาณาจักรเล็กนับ 100 เท่าเลยทีเดียว
แต่ในตอนนี้ เหล่าหญิงสาวผู้สูงศักดิ์ต่างวางความภูมิใจและเกียรติ
ของพวกนางลงกรีดร้องส่งเสียงเชียร์จนสุดเสียงของพวกนาง
ศิษย์ของเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์นั้นมีศิษย์หญิงจำนวนมาก ในขณะที่
หญิงสาวแรกรุ่นกรีดร้องออกมา แม้แต่ศิษย์หญิงรุ่นพี่ยังต้องเขินอายและ
หน้าแดง พวกนางราวกับสัตว์ตัวเมียที่ติดสัตว์บ้าคลั่ง แล้วศิษย์ของ
ภูมิภาคเขตแดนห้าธาตุจะยอมให้เป็นเช่นนี้ต่อไปได้อย่างไรกัน?
สำหรับสัตว์ตัวผู้ในธรรมชาติ สิ่งที่พวกมันเจ็บปวดใจที่สุดคือการถูก
แย่งสัตว์ตัวเมียไปโดยสัตว์ตัวผู้ตัวอื่น อับอายจนไม่อาจที่จะโง่หัวขึ้นได้
แม้ว่ามนุษย์มักจะเลื่องลือในเรื่องภูมิปัญญาและศีลธรรม ส่วนที่ยัง
เป็นสัตว์ก็ยังฝังอยู่กระดูกของพวกเขา สิ่งเหล่านี้เป็นสัญชาตญาณขั้น
พื้นฐานที่สุดที่ไม่สามารถปราบปรามได้
ศิษย์ของภูมิภาคเขตแดนห้าธาตุมิอาจที่จะทนรับแรงกดดันเช่นนี้ได้
อีกต่อไป ชายหนุ่มชุดสีน้ำเงินจึงได้ลุกขึ้น ดวงตาของเขาสงบ ราวกับจิต
วิญญาณของผู้ที่ไม่เกรงกลัวความตายแม้จะยืนอยู่ปากเหว เขาเดินขึ้นมา
บนเวทีด้วยความเด็ดเดี่ยว เตรียมตัวที่จะเป็นหนูทดลองและยอม
เผชิญหน้ากับความตายเพื่อภูมิภาคเขตแดนห้าธาตุ กลายเป็นวีรบุรุษผู้
เสียสละ ความเสียสละนี้นำไปสู่ความชื่นชมและความเห็นอกเห็นใจจาก
ผู้คนรอบตัวเขาทันที
ชายหนุ่มชุดสีน้ำเงินได้เกิดความคิดก้องอยู่ในจิตใจของเขา นั้นก็คือ
เขาอาจจะต้องตาย แต่เขาจะไม่ตายในสภาพคุกเข่าและสภาพน่าอนาถ
อื่นๆ
การเสียสละชีวิตเพื่อเกียรติยศและตายอย่างวีรบุรุษ เพื่อชื่อเสียง
และความยุติธรรม – ความตายเช่นนี้ก็ไม่ได้เลวร้ายเลย
หลินหมิงถึงกับพูดไม่ออกในขณะที่เขามองดูเจ้าโง่เง่านี่เดินขึ้นมา
เหตุผลที่เขาเลือกที่จะประลองกับคนหมู่มากนั้นเป็นเพราะว่าเขาต้องการ
ที่จะตอบแทนมู่อวี้หวงที่ได้มีน้ำใจกับเขาและเพื่อหาผู้ที่แข็งแกร่งมาช่วย
เพื่อกดดันตนเองให้ถึงขีดจำกัดและใช้โอกาสนี้เพิ่มความแข็งแกร่งให้กับ
เขา
แต่ผู้ที่ขึ้นมานี้ กลับจะทำเพียงแค่ให้เขาเสียเวลาเปล่าเท่านั้น
ระดับการบ่มเพาะของเขามิใช่นักสู้ขั้นปราณต้นฟ้าด้วยซ้ำ
อย่างไรก็ตาม โชคดีที่ศิษย์สายตรงของนิกายหุบเขาวายุคลั่ง มิอาจที่
จะทนดูฉากที่น่าเศร้าเช่นนี้ได้ จึงลุกขึ้นมา เขาก็คืออันดับ 3 ของนิกาย
หุบเขาวายุคลั่งจ่านฮัว เขานั้นแข็งแกร่งกว่าฉู่อวิ๋นเฟยเล็กน้อย แต่เมื่อ
ต้องเผชิญหน้ากับบุคคลเช่นหลินหมิง เขาก็มิได้มั่นใจในตนเองมากนัก
“ศิษย์พี่ พวกเราคนใดคนนึงควรที่จะขึ้นไปเช่นนั้นหรือ?” นักสู้ผู้อยู่
ในจุดสูงสุดของขั้นผสานชีพจรมองเห็นจ่านฮัวยืนขึ้นและถามออกไป
หัวใจของเขาสั่นสะท้าน เมื่อเขาเดินขึ้นไปบนเวที ในที่สุดเขาก็สัมผัสได้ถึง
แรงกดดันที่แท้จริง มันต่างความรู้สึกที่กลายเป็นวีรบุรุษผู้เสียสละที่อยู่
ภายในจิตใจของเขาเมื่อครู่อย่างยิ่ง บรรยากาศแรงกดดันนี้ทำให้เขาเกิด
ความกังวลจนแทบบ้า และยิ่งได้ยินเสียงเชียร์จากทั้งสองฝ่ายที่ดังสนั่นก็
ยิ่งทำให้บรรยากาศกดดันมีมากขึ้นไปอย่างถึงที่สุด
เมื่อเขาเผชิญหน้ากับหลินหมิงที่ยืนอยู่บนเวทีด้วยความสงบ แรง
กดดันนี้กลายเป็นความรู้สึกที่รุนแรงกว่าเดิม ออร่าของเขาถูกบดขยี้จน
สิ้นซาก
ในที่สุดเขาก็ได้เข้าใจว่าเหตุใดทั้งที่ฝ่ายตนมีนักสู้ขั้นปราณต้นฟ้านับ
สิบ แต่กลับไม่มีผู้ใดขึ้นมาเลยแม้จะผ่านไปถึง 10 ลมหายใจแล้ว ด้วย
เหล่าผู้ที่มากพรสวรรค์และเหล่าปรมาจารย์ขั้นหลอมรวมแก่นแท้ทั้งหมด
รับชมการต่อสู้อยู่ แรงกดดันเช่นนี้เหนือกว่าที่จินตนาการไว้นัก ภายใต้
แรงกดดันที่ท่วมท้นเช่นนี้ ไม่ว่าผู้ก็ต้องรู้สึกหวาดกลัวที่จะขึ้นมาอย่าง
แน่นอน
จ่านฮัวมองไปยังชายหนุ่มชุดสีน้ำเงินผู้โง่เขลาและถอนหายใจ เขาส่ง
กระแสเสียงปราณแท้ไปยังชายหนุ่มชุดสีน้ำเงิน “กลับมาซะ ในตอนที่เขา
ได้สู้กับเจ้า คงยิ่งจะได้ฟื้นฟูมากยิ่งกว่าที่เจ้าจะสามารถทำให้เขาสูญเสีย
พลังไปเสียอีก”
สีหน้าของชายหนุ่มชุดสีน้ำเงินกลายเป็นสีเขียวคล้ำ ในตอนนี้เขาไม่
แน่ใจแล้วว่าตนควรทำเช่นไรดี จ่านฮัวจึงเดินขึ้นมาบนเวทีแล้วกล่าว “ข้า
จ่านฮัวจากนิกายหุบเขาวายุคลั่ง โปรดชี้แนะด้วย”
จ่านฮัวดึงอาวุธออกมา ทำให้ทุกคนประหลาดใจ เพราะว่าอาวุธของ
เขานั้นก็คือแส้
แส้นั้นว่ากันว่าความยากลำบากในการใช้ยิ่งกว่าหอกเสียอีก แส้ของ
จ่านฮัวราวกับว่ามันสร้างมาจากเอ็นของสัตว์ แส้นั้นถูกประดับด้วยโลหะ
ที่คมกริบ หากโดนแส้นี้เข้าไปเนื้อของพวกเขาจะต้องถูกเฉือนอย่าง
แน่นอน
แส้นี่ยาวอย่างยิ่ง มันยาวราวๆ 50 ก้าวเลยทีเดียว ยิ่งมีตัวโลหะคม
กริบอยู่ที่ตัวแส้และยังมีความยาวมากถึงเพียงนี้ แน่นอนว่าการที่จะ
ควบคุมมันนั้นยากเย็นเป็นอย่างยิ่ง
หลินหมิงแกว่งหอกกวาดรูปจันทร์ครึ่งเสี้ยวแล้วกล่าวว่า “เข้ามา
เลย”
จ่านฮัวยกมุมปากขึ้น มันแสดงให้เห็นความเย้ยหยันและยั่วยุ หลินห
มิงคิ้วขมวด คนผู้นี้วางแผนที่จะทำสิ่งใดกันแน่?
“เจ้าหนู ถือซะว่าเป็นโชคร้ายที่เจ้าต้องมาเผชิญหน้ากับข้า!”
ขณะที่จ่านฮัวกล่าวจบ เขาย่อเข่าลงและกระโดดขึ้นไปกลางอากาศ!
“หืม? กระโดดขึ้นไปข้างบนเช่นนั้นหรือ?”
จ่านฮัวกระโดดขึ้นไปสูงถึง 100 ก้าว และความในการพุ่งขึ้นไปก็เริ่ม
ช้าลง เมื่อตอนที่ถึงช่วงที่เขากำลังจะตกลงมา เหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดก็
เกิดขึ้น
จ่านฮัวกางแขนทั้งสองข้างออกกว้าง ชุดของเขาสะบัดไปตามแรงลม
ขณะที่เขาหยุดอยู่กลางอากาศ
เขากำลังลอยอยู่หรือ?
ศิษย์ของเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ต่างพากันตกตะลึง นอกจากศิษย์ของ
นิกายหุบเขาวายุคลั่งแล้ว ศิษย์ของนิกายอื่นในภูมิภาคเขตแดนห้าธาตุ
ต่างก็ตกตะลึง แม้แต่ผู้อาวุโสบางคนของเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ยังมีสีหน้า
เปลี่ยนไปเล็กน้อย
“โอ้? คนผู้นี้ช่างน่าสนใจยิ่ง นิกายหุบเขาวายุคลั่งสามารถสร้าง
อัจฉริยะที่เข้าใจถึงวิถีแห่งลมได้จนถึงระดับนี้ได้!”
จ่านฮัวเป็นถึง 1 ใน 4 ของอัจฉริยะผู้กล้าแห่งนิกายหุบเขาวายุคลั่ง
ความเข้าใจในวิถีแห่งลมของเขานั้นมิได้ด้อยไปกว่าฉู่เฟยเลย ไม่เสียแรง
เลยที่นิกายหุบเขาวายุคลั่งได้ใช้เวลานับพันปีแห่งการรวบรวมความรู้
เกี่ยวกับลมเอาไว้
“ฮ่าฮ่า เคล็ดวิชาสืบทอดของนิกายก็เป็นส่วนหนึ่ง แต่จ่านฮัวผู้นี้ก็มี
ศักยภาพที่ดียิ่ง เคล็ดวิชาเหาะเหินบนอากาศเช่นนี้มิใช่สิ่งที่ศิษย์ทั่วไปของ
นิกายจะเรียนรู้ได้ มันเป็นเคล็ดวิชาที่ยากและท้าทายเป็นอย่างยิ่ง ในรุ่น
เยาว์นี้ มีเพียงจ่านฮัวเท่านั้นที่เข้าใจ ‘วิถี’ จนถึงระดับนี้ได้”
สีหน้าของหลินหมิงแสดงถึงความประหลาดใจ
เคล็ดวิชาเหาะเหินเช่นนั้นหรือ?
เขามองดูจ่านฮัวที่ลอยอยู่กลางอากาศ ที่เกิดการกระเพื่อมมอยู่เป็น
ระยะๆ ซึ่งมีอากาศก่อตัวพุ่งรอบตัวเขาเอาไว้ นี่เป็นสิ่งที่บ่งบอกถึง
ความสามารถในการควบคุมพลังวายุต้นกำเนิดยังไม่เสถียรนัก
หากนำเคล็ดวิชานี้มาเปรียบเทียบกับ ‘เคล็ดวิชาย่างก้าววิหคทองคำ
ถลาลม’ ของหลินหมิง มันคงจะเป็นเคล็ดวิชาที่มีพลังทำลายเป็นศูนย์
อาจกล่าวได้ว่าเป็นเพียงเคล็ดวิชาที่ใช้โอ้อวดและไร้ประโยชน์
อย่างไรก็ตามหลินหมิงได้เข้าใจอยู่เรื่องหนึ่ง สำหรับผู้ที่อยู่ต่ำกว่าขั้น
ปราณปลายฟ้าที่บินลอยได้นั้นมิใช่เรื่องใหญ่เลยซักนิด เหตุผลที่เขา
พยายามซ่อน ‘เคล็ดวิชาย่างก้าววิหคทองคำถลาลม’ เอาไว้ก็เพราะ เขา
เกรงว่ามันจะทำให้ผู้คนตกตะลึงและอยากได้จนเกิดความโลภ จนอาจนำ
หายนะมาสู่ตัวเขา อย่างไรก็ตาม มันดูเหมือนว่าขอแค่เป็นอัจฉริยะก็
สามารถที่เรียนรู้เคล็ดวิชาเหาะเหินหากมีความเข้าใจในวิถีแห่งลมมากพอ
แสดงว่าในตอนนี้ เขาไม่จำเป็นที่จะต้องปิดบังอีกแล้ว เพราะอย่างไร
เข้าก็ได้เปิดเผยความสามารถในการเรียนรู้ระดับสัตว์ประหลาดอัจฉริยะ
ออกมาให้ผู้อื่นได้รับรู้แล้ว ต่อให้เขาเปิดเผยวิถีแห่งลมของเขาอีกอย่าง
มันก็ไม่น่าจะประหลาดใจเท่าใดนักและไม่น่าจะมีผู้สงสัย
หากผู้ใดสามารถที่จะใช้ ‘เคล็ดวิชาย่างก้าววิหคทองคำถลาลม’ ได้
อย่างอิสระ มันก็จะทำให้คนผู้นั้นสามารถที่จะเปลี่ยนแปลงทิศทางกลาง
อากาศได้อย่างอิสระ หากใช้มันในการต่อสู้กลางอากาศ คงยากที่จะมีผู้ใด
ตอบโต้พวกเขาได้
ในตอนนี้เอง จ่านฮัวลอยผลักดันตนเองลอยสูงขึ้นไปอีก 200 ก้าว
เงาของเขาบนพื้นดินเหลือเพียงขนาดเท่าฝ่ามือ เขายิ้มอย่างชั่วร้าย
ออกมาและกล่าวเสียงดัง “หลินหมิง ในการต่อสู้ครั้งนี้ ข้าอยู่ในตำแหน่ง
ที่ไร้เทียมทาน เจ้าจะทำอันใดข้าได้?”
จ่านฮัวนั้นฉลาดยิ่ง เขารู้ว่าตนนั้นมิอาจเผชิญหน้าหน้ากับหลินหมิง
ตรงๆได้ เช่นนั้นเขาจึงได้ใช้เคล็ดวิชาเหาะเหินเพื่อลอยตัวอยู่บนอากาศ
จากนั้นเขาก็จะใช้แส้ยาวของเขาหวดหลินหมิงจากด้านบน หากใช้ปราณ
แท้ผสานมันเข้าไปกับสายลมก็จะยิ่งช่วยเพิ่มระยะการหวดให้กับแส้ยาว
ออกไปอีกมาก โดยที่หลินหมิงไม่อาจทำอันใดกับเขาได้และค่อยๆหมด
พลังไปในที่สุดจนไม่อาจที่จะสู้ต่อไปได้
หลินหมิงสามารถทำร้ายเขาได้ แม้ว่านักสู้จะสามารถกระโดดได้สูง
ถึง 200 ก้าว เมื่อพวกเขาทำเช่นนั้นแล้วพวกเขาก็จะสูญเสียพละกำลัง
และความเร็วในการกระโดดไปเรื่อยๆ ในช่วงเวลานั้น จ่านฮัวก็เพียงแค่
ต้องหลบไปมาบนอากาศอย่างใจเย็น จนเมื่อหลินหมิงอ่อนแรงลงจึงจะ
จัดการกับเขา