Martial World ศิลาลึกลับกับวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ - ตอนที่ 373 ตำนานแห่งนักบุญ
เคล็ดวิชาเหาะเหินนั้นเป็นการใช้ประโยชน์เฉพาะทางของความ
เข้าใจในวิถี ไม่ใช่ศิษย์ทุกคนในนิกายหุบเขาวายุคลั่งจะสามารถเรียนรู้มัน
ได้ มันจำเป็นต้องมีทักษะและความเข้าใจสูงมาก และปกติคนในรุ่นๆหนึ่ง
จะมีเพียง 1 หรือ 2 คนเท่านั้นที่สามารถเข้าใจมันได้ เคล็ดวิชาเหาะเหิน
ของจ่านฮัวนั้นถือว่าดีมาก เพียงแต่ความเร็วของเขามันไม่มากนัก และมัน
เป็นไปไม่ได้ที่เขาจะเร่งมันให้เร็วขึ้น ในแง่ของการใช้ในการต่อสู้นั้น มัน
เยี่ยมที่สุดที่จ่านฮัวจะแสดงมันออกมา ด้วยการใช้กลยุทธ์แบบเจ้าเล่ห์
แต่เคล็ดวิชาเหาะเหินของหลินหมิงนั้นเห็นได้ชัดว่าสามารถนำไปใช้
ในการต่อสู้ได้ ยามเขาอยู่ในอากาศ เขาว่องไวและปราดเปรียว และเขา
สามารถเคลื่อนไหวเปลี่ยนทิศทางฉับพลันได้ ในชั่วลมหายใจ เขาสามารถ
หลบเลี่ยงระเบิดที่น่ากลัวได้และทะยานออกไป มันเป็นภาพที่ถูกทิ้งไว้ใน
ส่วนลึกของจิตใจของทุกคน
ความคล่องตัวเช่นนี้ไม่ต่างกับยามอยู่บนพื้นดินเลยทีเดียว!
เขาสามารถเข้าใจวิถีที่แข็งแกร่งเช่นนี้ได้อย่างไรกัน?
ภายใต้ความรู้ของทวีปนภารินไหลนั้น วิถีเป็นสิ่งที่ต้องเรียนรู้ด้วย
ตนเองเท่านั้น – เขาต้องทำความเข้าใจด้วยตัวเขาเอง ถ้าหลินหมิงนั้นเป็น
นักสู้ธาตุจำเพาะลมและใช้พลังต้นกำเนิดธาตุลมทุกๆวัน และฝึกโดยใช้
วิธีการบ่มเพาะธาตุลม ทุกคนย่อมสามารถยอมรับมันได้
แต่หลินหมิงนั้นเป็นนักสู้ธาตุสายฟ้าและอัคคี เช่นนั้นเขาสามารถทำ
ความเข้าใจอย่างลึกซึ้งเกี่ยวกับวิถีแห่งลมถึงระดับนี้ได้อย่างไร? มัน
อาจจะเกินกว่าของศิษย์ผู้ใดจากทั่วทั้งนิกายวายุคลั่งได้เลย!
ศิษย์ของนิกายวายุคลั่งดูเหมือนจะหดหู่กันอย่างมาก ผู้อาวุโสชุดสี
น้ำเงินที่นำพวกเขามาที่นี่น่าสงสารนัก บนใบหน้าของเขาปรากฏความ
ผิดหวังอยู่ เขารู้สึกเหมือนกับว่าเขาเป็นเพียงนักเล่นหมากรุกธรรมดาๆที่
ได้แข่งกับปรมาจารย์หมากรุก เขาคิดว่าเขาจะชนะ แต่มันก็ล้มเหลว
ต่อหน้าผู้คนมากมาย แล้วนิกายวายุคลั่งจะเอาหน้าไปไว้ที่ใดกัน?
เด็กหนุ่มหลินหมิงผู้นี้มาจากที่ใดกัน? เหตุใดจึงมีศักยภาพสูงส่งถึง
เพียงนี้?
ในบริเวณที่นั่งของผู้มีเกียรติของเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ มู่อวี้หวงกำลัง
หลับตาและสูดลมหายใจเข้าลึกๆอยู่ ทำให้บรรยากาศรอบตัวนางดู
แตกต่างจากก่อนหน้าอย่างสิ้นเชิง
ภายในคืนเดียว เขาก็สามารถเรียนรู้วิชาฟีนิกซ์สยายปีกทะยานฟ้าได้
เขานั้นไม่ใช่นักสู้ธาตุจำเพาะลม แต่กระนั้นเขาก็ยังทำความเข้าใจวิถี
แห่งลมได้ ไม่เพียงแค่นั้น แต่เขาก็ยังมีความเข้าใจในวิถีแห่งลมของเขายัง
มากเสียยิ่งกว่าศิษย์นิกายวายุคลั่งเสียอีก
ความเข้าใจของหลินหมิงนั้นมันเกินกว่าที่นางจะเข้าใจได้.
มู่อวี้หวงไม่อยากจะเชื่อว่าจะยังมีเด็กหนุ่มที่มีความเข้าใจลึกซึ้งจนน่า
กลัวเช่นนี้ หลินหมิงย่อมต้องเคยมีประสบความโชคดีมามากมายนัก แต่
มันเป็นเรื่องที่ปฏิเสธไม่ได้ว่าความเข้าใจของหลินหมิงนั้นมันโดดเด่นอย่าง
แท้จริง รวมไปถึงจิตใจ ความคิด พรสวรรค์ และความพยายาม… หากจะ
ใช้คำเพียงไม่กี่คำเพื่ออธิบายเขาล่ะก็ เขาเกิดมาเพื่อเส้นทางแห่งการฝึก
ตนโดยแท้จริง
“นี่ข้ากำลังได้เป็นพยานของการกำเนิดจักรพรรดิผู้ไร้เปรียบอยู่
เช่นนั้นรึ?” มู่อวี้หวงพึมพำกับตัวเอง
นางไม่ได้ตื่นเต้นเกี่ยวกับมันนัก กลับกัน มันจะดีกว่าหากบอกว่ามัน
รบกวนจิตใจของนาง ถ้าหากหลินหมิงเป็นเพียงแค่ผู้มีพรสวรรค์ระดับ
นักบุญธรรมดาๆทั่วไปล่ะกัน เช่นนั้นอนาคตของเขาคงไปถึงเพียงแค่ขั้น
หลอมรวมแก่นแท้ มู่อวี้หวงก็จะดีใจเป็นอย่างยิ่ง แต่หากมีโอกาสที่เขาจะ
ได้กลายเป็นผู้ไร้เปรียบ ผลที่ตามมาจะทำให้นางกังวลยิ่งนัก
การกำเนิดของผู้อาวุโสสูงสุดนั้นเป็นเรื่องของโชคชะตา มันไม่เพียง
แค่โชคชะตานั้นจะเกี่ยวข้องกับอัจฉริยะ แต่มันยังเกี่ยวข้องกับนิกายด้วย
การให้กำเนิดบุคคลเช่นนั้นในนิกาย มันไม่ต่างกับการกำเนิดบุตร
ด้วยความยากลำบาก เพื่อที่จะให้กำเนิดได้นั้นจำเป็นต้องโชคชะตา
เกี่ยวข้องกันอย่างเหนียวแน่น ในบางนิกายนั้นอาจจะไม่สามารถรับภาระ
ของมันไหว สำหรับพวกเขา ยามที่อัจฉริยะผู้สามารถสั่นสะท้านปฐพีได้
ปรากฏตัว มันไม่ใช่โชคดี กลับกัน มันจะเป็นภัยพิบัติที่ยิ่งใหญ่ที่สุด
มันอาจฟังดูไร้สาระ แต่ประวัติศาสตร์ได้ซ้ำรอยอีกครั้ง อนาคตของ
จักรพรรดิผู้ไร้เปรียบนั้นย่อมมีช่วงชีวิตที่แตกต่างจากยามที่พวกเขายัง
เยาว์วัยอยู่ ในฐานะผู้เยาว์ พวกเขาย่อมก่อให้เกิดพายุอันยิ่งใหญ่ที่
สามารถทำให้เกิดสงครามและเหตุการณ์ที่สามารถเปลี่ยนแปลงโลกได้
หากจะทำให้ชีวิตจำนวนมากต้องดับสูญ ย่อมไม่มีอันใดน่าตกใจ
บางนิกายที่พวกเขามีมรดกสืบทอดไม่เพียงพอ นิกายเหล่านั้นย่อม
แตกสลายภายใต้พายุ แต่เพราะว่าจักรพรรดิผู้ไร้เปรียบนั้นบ่อยครั้งที่
จะต้องพบกับชะตากรรมอันยิ่งใหญ่ พวกเขาต้องหลบหนีจากปากเหว
แห่งความตาย และเดินไปในเส้นทางสู่การเป็นจักรพรรดิผู้ไร้เปรียบ
แล้วเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์นั้นมีมรดกตกทอดเพียงพอหรือ?
มู่อวี้หวงไม่สามารถตอบคำถามนี้ได้
ถ้าหากพวกเขามี เกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ย่อมสามารถทะยานสู่อนาคต
ที่รุ่งโรจน์อย่างที่สุด และกลายเป็นนิกายระดับห้า หรือแม้กระทั่ง
กลายเป็นหนึ่งในแดนศักดิ์สิทธิ์ไม่กี่แห่งในทวีปนภาไหลริน
มันจำเป็นที่จะต้องรู้ว่าจักรพรรดิผู้ไร้เปรียบไม่ได้ถือกำเนิดในทวีป
นภาไหลรินมาหลายพันปีแล้ว มู่อวี้หวงไม่รู้ว่ายังมีผู้ทรงอำนาจอยู่อีกกี่คน
ในทวีปนภาไหลริน ส่วนใหญ่นั้นอาศัยอยู่อย่างลับๆและยากจะพบเห็น
บางทีพวกเขาอาจจะเข้าไปสู่แดนเทวะแล้วก็เป็นได้
แต่ ถ้าหากว่าเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์นั้นยังขาดแคลนอยู่…
มู่อวี้หวงถอนหายใจ ความคิดของนางกำลังสับสนอยู่ 27 ปีก่อน สอง
พี่น้องฝาแฝด มู่เชียนหยี่และมู่ปิงอวิ๋นได้ถือกำเนิดขึ้นมาในโลกนี้ พวกเขา
มีสายเลือดแห่งวิหคเพลิงและวิหควารี พวกเขามีนักสู้ผู้มีพรสวรรค์ระดับ
7 และมีความสามารถในการผสานพลังต้นกำเนิดอัคคีและน้ำแข็งระดับ 7
การปรากฏตัวของฝาแฝดนั้นราวกับการอวยพรจากสวรรค์ซึ่งมันไม่เคย
เกิดขึ้นมาก่อนในประวัติศาสตร์ของเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์
ตอนนี้เกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์กำลังเผชิญหน้ากับศัตรูที่แข็งแกร่งจาก
ดินแดนปีศาจแห่งทะเลทางใต้ แต่หกนิกายแห่งภูมิภาคเขตแดนห้าธาตุ
ต้องการที่จะใช้โอกาสนี้ปล้นพวกเขา เกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์นั้นตกอยู่ใน
สถานการณ์ล่อแหลมและอันตรายอย่างแท้จริง
แต่ในเวลาเช่นนี้ หลินหมิงได้ปรากฏตัว!
เหตุการณ์อันสับสนวุ่นวายนี้ มันราวกับมีหมอกหนาบังตาของมู่อวี้ห
วง และทำให้นางตกอยู่ในความสับสน นางมิอาจคาดเดาอนาคตของเกาะ
ฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ได้เลย
“ทุกสิ่งในโลกนี้ล้วนมีโชคชะตาของมัน สวรรค์นั้นมิได้ให้สิ่งใด
นอกจากอันตราย ถ้าหากข้าทำพลาดไป มันย่อมเป็นภัยพิบัติ! เกาะ
ฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ของข้านั้นอยู่ในช่วงสุ่มเสี่ยงต่อการล่มสลายหรือจะ
รุ่งเรือง ถ้าหากข้าลังเลแล้วกลัวว่าวันแห่งการพิพากษานั้นอยู่ไม่ไกลล่ะ
ก็…”
บางทีหลินหมิงอาจจะเป็นโอกาสที่สวรรค์ประทานมาให้แก่เกาะ
ฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ ถ้าหากพวกเขาไม่ได้รับโอกาสนี้ เช่นนั้นมันอาจจะกลับ
กลายเป็นความหายนะ
หลังจากเวลาผ่านไปสักพัก มู่อวี้หวงเปิดตาของนางแล้วมองไปยังมู่
เชียนหยี่ จากนั้นกล่าวอย่างใจเย็น “หยี่เอ่อร์ หลังจากการแข่งในงาน
เลี้ยงจบลง ข้าจะรับหลินหมิงเป็นศิษย์อย่างเป็นทางการ ในเวลานั้น เขา
จะกลายเป็นศิษย์น้องของเจ้า ทำให้แน่ใจด้วยว่าเจ้าชี้นำเขาได้อย่าง
เหมาะสม”
มู่เชียนหยี่ตะลึง นางกล่าวอย่างมีความสุข “ข้าย่อมทำเช่นนั้นอยู่
แล้ว แม้ว่าท่านอาจารย์จะไม่ได้กล่าว”
………………
ขณะที่จ่านฮัวกำลังร่วงลงมา เขาถูกรับเอาไว้โดยนักสู้จากนิกายหุบ
เขาวายุคลั่ง หากเขาตกจากความสูงกว่า 200 ก้าวจากกลางอากาศ เขา
ย่อมได้รับบาดเจ็บสาหัส
จากการประเมินบาดแผลของจ่านฮัว ดูเหมือนว่าเขาจะมีแผลไหม้
และไม่ได้รับบาดเจ็บสาหัสนัก จ่านอวิ๋นเจียนใจเย็นลง เขาหันไปหาชาย
ชราชุดสีน้ำเงินจากนิกายหุบเขาวายุคลั่งและกล่าว “ท่านอาจารย์ลุง จ่าน
ฮัวนั้นเป็นอันดับสามของรุ่นเยาว์ในนิกายหุบเขาวายุคลั่ง เขาสามารถ
ใช้ได้ทุกอย่าง แม้กระทั่งวิธีที่ไร้ยางอายเพื่อที่จะเอาชนะ แต่ก็ยังพ่ายแพ้
ต่อไปน่าจะเป็นอันดับสองศิษย์สายตรงของหกนิกายใหญ่เป็นแน่ ถ้าหาก
พวกเขามิอาจเอาชนะได้ ข้าจะเป็นคนท้าเขาเอง!”
“หืม? เจ้าอยากจะท้าทายเขา?”
“ใช่ แต่เราควรจะสู้กับมู่ติงซานและมู่เสี่ยวชิงก่อน พวกเราหกคนสู้
กับพวกมันสามคน ก่อนอื่นพวกเราจะสู้กับมู่ติงซานและมู่เสี่ยวชิงก่อน
เพื่อที่จะให้หลินหมิงได้ฟื้นฟูพลังของเขา ข้าไม่อยากเอาเปรียบผู้อื่น ยาม
ที่พวกเขาอ่อนแอ!”
ชายชราชุดสีน้ำเงินลูบเคราของเขาและถอนหายใจขณะส่ายหัว
จิตใจของเขาเต็มไปด้วยอารมณ์ “เกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์กำลังได้รับชะตา
กรรมที่ยิ่งใหญ่เข้าหาพวกเขา หลินหมิงผู้นี้คือมังกรในบ่อลึก ด้วยการเพิ่ม
ฟีนิกซ์เข้าไปอยู่ด้วยกัน ข้ามิอาจรู้ได้เลยว่าสิ่งนี้จะมีความหมายอันใดต่อ
อนาคตของดินแดนปีศาจแห่งทะเลทางใต้และภูมิภาคเขตแดนห้าธาตุ…”
หลังจากที่เอาชนะจ่านฮัวได้ หลินหมิงได้กินโอสถฟื้นฟูปราณแท้
โอสถนั้นมิใช่โอสถสำหรับรักษา ปราณแท้ที่ได้ฟื้นฟูจากโอสถนี้นั้น
แตกต่างจากปราณแท้ที่คนผู้นั้นได้สะสมมันตามปกติ การกินโอสถเช่นนี้
มากเกินไปย่อมมีผลกระทบต่อความแข็งแกร่งของคนผู้นั้น
หลินหมิงยังไม่ได้แม้แต่ท้าใครเลย ก็มีชายคนหนึ่งลุกขึ้นด้วยตัวเขา
เอง เขามาจากนิกายหุบเขาระฆังทองคำ และสวมชุดคลุมสีทองหลวมๆ
เขานั้นหัวล้าน และดูเหมือนกับพระจากอารามฝึกตน
“เสี่ยวชือแห่งนิกายหุบเขาระฆังทองคำ อายุ 20 ปี โปรดชี้แนะ!”
คำพูดและการกระทำของชายหนุ่มชุดคลุมสีทองนั้นมั่นคงและให้
ความรู้สึกปลอดภัย ม่านตาของหลินหมิงหรี่ลง – ขั้นปราณต้นฟ้าช่วง
กลาง!
หัวหน้าศิษย์แห่งภูมิภาคเขตแดนห้าธาตุต่างมีพลังการฝึกตนอยู่ใน
ระดับสูงของขั้นปราณต้นฟ้าช่วงต้น แต่ไม่มีใครเลยที่อยู่ในขั้นปราณต้น
ฟ้าช่วงกลางอย่างแท้จริง แต่ชายหนุ่มผู้นี้ แม้ว่าเขาจะไม่ใช่หัวหน้าศิษย์
แต่เขาก็มีพลังอยู่ในขั้นปราณต้นฟ้าช่วงกลาง!
“นั่นศิษย์พี่เสี่ยวนี่ ศิษย์พี่อาวุโสจากนิกายหุบเขาระฆังทองคำ!”
“เฮ้ ในที่สุดรุ่นใหญ่ก็มา เขาคือศิษย์พี่อาวุโสแห่งนิกายหุบเขาระฆัง
ทองคำ และเขาเป็นผู้ที่มีชื่อเสียงมาช้านาน!”
ชื่อเสียงของชายผู้นี้นั้นเหมือนดั่งเงาของต้นไม้ ยามที่เสี่ยวชือนั้นอายุ
17 เขาได้กลายเป็นที่รู้จักไปทั่วทั้งภูมิภาค ยามที่เขาอายุ 19 เขาได้
กลายเป็นศิษย์สายตรงอันดับต้นๆของนิกายหุบเขาระฆังทองคำ
พรสวรรค์ของเขานั้นอาจจะไม่เพียงพอ ดังนั้นเขาจึงไม่สามารถกลายเป็น
หัวหน้าศิษย์ของนิกายหุบเขาระฆังทองคำได้ แต่ก็ไม่มีผู้ใดกังขาในความ
แข็งแกร่งของเขา
ภายในรุ่นเยาว์ เสี่ยวชือนั้นเป็นดั่งศิษย์พี่อาวุโส มันสามารถบอกได้
เลยว่า ภายในศิษย์ทั้งหมดที่ไม่ใช่หัวหน้าศิษย์ของภูมิภาคเขตแดนห้าธาตุ
เสี่ยวชือนั้นเป็นอันดับหนึ่ง
“ฮ่าฮ่า ศิษย์พี่อาวุโสเสี่ยวได้ขึ้นไปบนเวที เมื่อศิษย์พี่อาวุโสเสี่ยวอยู่
ที่นี่ หลินหมิงก็มิต่างอันใดกับตั๊กแตนที่กระโดดไปมารอบๆ!”
ไม่ว่าหลินหมิงจะชนะไปเท่าใด ศิษย์ของนิกายหุบเขาระฆังทองคำ
ทุกคนต่างเชื่อว่าศิษย์พี่อาวุโสเสี่ยวจะสามารถเอาชนะเขาได้
“ศิษย์พี่เสี่ยว ท่านทำได้!”
ราวกับว่าพวกเขาพยายามที่จะเอาชนะเสียงร้องที่มาจากฝั่งศิษย์ของ
เกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ เหล่าศิษย์จากนิกายหุบเขาระฆังทองคำเริ่มที่จะ
ตะโกนและร้องอย่างบ้าคลั่ง
บนเวที เสี่ยวชือนั้นมีใบหน้าที่นิ่งเรียบและสงบ เขาไม่ได้ตอบสนอง
ต่อเสียงร้องที่มาจากภูมิภาคเขตแดนห้าธาตุ กลับกัน เขายิ้มขณะมองไป
ยังหลินหมิง “ในอีกไม่กี่เดือน ข้าก็จะอายุ 21 แล้ว การแข่งในงานเลี้ยงนี้
อาจจะเป็นครั้งสุดท้ายที่ข้าสามารถร่วมได้ในฐานะรุ่นเยาว์ เดิมที ข้า
ต้องการจะท้าสู้กับมู่ติงซาน แม้ว่าข้าจะอ่อนแอกว่า ข้าก็ต้องการที่จะสู้
อย่างมีเกียรติและยุติธรรมกับเขา อย่างไรก็ตาม ข้าไม่คิดว่าการต่อสู้ครั้ง
สุดท้ายของข้าจะเป็นเจ้า ไม่เพียงแค่นั้น แต่ข้ายังเอาเปรียบเจ้าในตอนที่
กำลังอ่อนแอ มันไม่เป็นดังที่ข้าคาดหวังเอาไว้เท่าใดนัก”
ขณะที่เสี่ยวชือกล่าว เขาก็พยักหน้าและหัวเราะกับตนเอง
ตามกฎต่างๆของนิกายใหญ่ เมื่อผู้เยาว์อายุ 21 พวกเขาจะไม่ใช่
ผู้เยาว์อีกต่อไป ตั้งแต่ที่เสี่ยวชือกลายเป็นคนมีชื่อเสียงมานาน เขาก็รู้ว่า
เหล่าศิษย์น้องพวกเขามองเขายังไง เขานั้นยึดติดกับความเป็นตัวของ
ตัวเองและเกียรติ บัดนี้ เขาถูกบังคับให้สู้กับหลินหมิง แต่ถึงแม้ว่าเขาจะ
อยู่ในสถานการณ์เช่นนี้ เขาก็ยังยืนกรานและเผชิญหน้ามัน
“พรสวรรค์ของข้านั้นต่ำ แต่ข้านั้นได้เปรียบในด้านอายุ นอกจาก
หัวหน้าศิษย์ทั้งหกแห่งภูมิเขตแดนห้าธาตุแล้ว ข้ามั่นใจว่าข้าจักไม่แพ้
ให้กับผู้ใด ถ้าหากเจ้าสามารถชนะข้าได้ เช่นนั้นเจ้ามีคุณสมบัติเพียง
พอที่จะท้าหัวหน้าศิษย์ แต่… อย่าได้มองที่พลังการฝึกตนของพวกเขา
แม้ว่าระดับการบ่มเพาะบางคนมิอาจเทียบได้กับข้า แต่ความแข็งแกร่ง
ของพวกเขานั้นมากยิ่งกว่าข้ามากนัก”
ตลอดมานั้น หัวหน้าศิษย์มักได้กลายเป็นผู้สืบทอดตำแหน่งเจ้านิกาย
คนต่อไป นิกายระดับ 4 นั้นได้ทุ่มทรัพยากรมากมายเพื่อฝึกศิษย์สายตรง
ดังนั้น ศิษย์คนอื่นๆย่อมมิอาจนำมาเทียบได้
“ขอบคุณสำหรับการชี้แนะ ได้เวลาเริ่มแล้ว” หลินหมิงมีความ
ประทับใจที่ดีกับเสี่ยวชือ เขานั้นแข็งแกร่งอย่างแท้จริง และเป็นคู่แข่งที่
น่าเกรงขาม โดยเฉพาะเมื่อหลินหมิงไม่ได้อยู่ในสภาพที่ดีที่สุด
หลังจากนั้น หลินหมิงได้ตะลึงที่เขาได้เห็นเสี่ยวชือนำหอกออกมา
จากแหวนมิติ รูปร่างของหอกนั้นมีสีทองเข้ม ยาวเก้าก้าว และมีหัวหอกที่
ยาวกว่า 9 ก้าว ดวงตาของหลินหมิงสาดประกาย
เสี่ยวชือใช้หอกด้วยเช่นนั้นหรือ?
ขณะที่หลินหมิงและเสี่ยวชือยืนตรงข้ามกันคนละมุมของบนเวที
ภายในบริเวณของนิกายตราประทับสายฟ้าในงานเลี้ยง ชายหนุ่มที่ขาว
ซีดกำลังนั่งอยู่ มือของเขาทาบอยู่ที่อก ใบหน้าของเขานั้นมีรอยยิ้มซุก
ซ่อนอยู่ และระหว่างคิ้วของเขานั้นมีรอยสักจางๆอยู่
“หวู๋จี๋ เจ้ายิ้มอันใดกัน?” โจวเล่ยขมวดคิ้ว เขาไม่ชอบศิษย์น้องลึกลับ
และแข็งแกร่งผู้นี้จริงๆ ยามใดก็ตามที่เขายิ้ม โจวเล่ยสามารถรู้สึกได้เลย
ว่ามันมีเจตนาที่น่ากลัวและมืดมนอยู่เบื้องหลัง
“นี่นี่… จู่ๆข้าก็มีความคิดหนึ่งขึ้นมา หากข้าเป็นดังเช่นหลินหมิงได้
และกลับกันข้าได้ท้าทายเหล่านักสู้จากภูมิภาคเขตแดนทางใต้รวมถึงเกาะ
ฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ด้วยเช่นกัน มันจะเป็นเช่นไรบ้างนะ?”
“เจ้าอยากที่จะท้าทายเหล่าอัจฉริยะจากภูมิภาคเขตแดนทางใต้เช่น
ที่หลินหมิงทำหรือ?” โจว่เล่ยมิได้ใส่ใจมากนัก แต่เหล่ยจิงเทียนกลับ
ประหลาดใจ “เพื่ออันใดกัน?”
ชายหนุ่มหน้าซีดลูบคางของตน เขามองไปยังมู่เชียนหยี่จากที่
ห่างไกล “ข้าเพียงแค่จำได้ว่าตำนานแห่งนักบุญของเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์
นั้น มันค่อนข้างหน้าสนใจ…”