Martial World ศิลาลึกลับกับวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ - ตอนที่ 378 ท้องฟ้าสีม่วงจากทางทิศตะวันออกปรากฎ มังกรคู่จะห้ำ
- Home
- Martial World ศิลาลึกลับกับวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่
- ตอนที่ 378 ท้องฟ้าสีม่วงจากทางทิศตะวันออกปรากฎ มังกรคู่จะห้ำ
หั่นกัน
ทั้งศิษย์ของเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์และภูมิภาคเขตแดนห้าธาตุได้
กลับมาก่อนที่จะครบ 2 ชั่วโมงของเวลาพักจะหมดลงเสียอีก ใจจดใจจ่อ
รอคอยที่จะเห็นการปะทะกันอย่างดุเดือดของทั้งสองฝ่าย
ภายในความทรงจำของเหล่าศิษย์จากนิกายต่างๆ นี่เป็นการประลอง
ที่ดุเดือดที่สุดของเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์และภูมิภาคเขตแดนห้าธาตุที่เคยมี
มา มันหาหากที่จะเกิดขึ้นได้ในรอบหลายสิบปี จึงไม่มีผู้ใดอยากที่จะ
พลาดโอกาสนี้
“ฮ่าฮ่า การต่อสู้กำลังจะเริ่มแล้ว ข้าชักจะรอไม่ไหวแล้ว!”
“หลินหมิง ศิษย์พี่ติงซาน ศิษย์พี่เสี่ยวชิง” พวกเขาคือ 3 สุดยอด!
พวกภูมิภาคเขตแดนห้าธาตุจะจัดการกับพวกเขาได้อย่างไรกัน?
ข้านั้นอยากที่จะเห็นศิษย์พี่หลินสู้มากที่สุด แต่ในการที่จะให้เขาได้
ฟื้นฟูมากขึ้น เช่นนั้นจึงน่าจะได้ขึ้นไปเป็นคนสุดท้าย ข้าสงสัยนักว่าศิษย์
พี่หลินจะจัดการหัวหน้าศิษย์ได้กี่คน”
เหล่าศิษย์ของเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ต่างสนทนากันอย่างออกรส พวก
เขานั้นมั่นใจในตัวของหลินหมิงเป็นอย่างมาก ขนาดตอนต่อสู้กับเสี่ยวชือ
เขายังใช้เพียงพลังหอก เป็นที่แน่นอนแล้วว่าความแข็งแกร่งของเขา
สามารถที่จะต่อสู้กับเหล่าหัวหน้าศิษย์ได้
เพราะฉะนั้น เหล่าศิษย์ส่วนใหญ่จึงถือเอาหลินหมิงเป็นแบบอย่าง
ของพวกเขา และกล่าวออกมาอย่างมั่นใจว่าหลินหมิงจะชนะหัวหน้าศิษย์
ได้หลายคนอีกต่างหาก
แน่นอนว่า ศิษย์ของภูมิภาคเขตแดนห้าธาตุจะไม่ยอมรับเรื่องนี้แน่
พวกเขาเชื่อว่าหลินหมิงนั้นจะต้องพบกับหายนะในการต่อสู้สุดท้าย
เหล่าหัวหน้าศิษย์ต่างก็เป็นผู้ที่ผ่านการคัดเลือกและทดสอบมา
มากมายว่าเป็นผู้ที่โดดเด่นอย่างแท้จริง แต่ในด้านสภาพจิตใจและขวัญ
กำลังใจของศิษย์แห่งภูมิภาคเขตแดนห้าธาตุนั้น หากรุ่นเยาว์ที่ทรงพลัง
ที่สุดของพวกเขายังถูกเอาชนะโดยผู้ที่อายุน้อยกว่าตน มันจะส่งผลอย่าง
มากต่อความมั่นใจของพวกเขา
ในที่สุดธูปส่วนสุดท้ายก็ได้ไหม้จนหมด ขณะที่มู่อวี้หวงกำลังจะลุก
ขึ้นเพื่อกล่าวบางอย่าง นางก็ต้องประหลาดใจ นางหันไปมองที่หน้า
ทางเข้างานเลี้ยง ราวกับว่านางมิอาจที่จะเชื่อในสายตาของตนเอง
จากนั้นต่อมา นางก็ต้องรีบไปพบกับผู้ที่มาใหม่
เหล่าผู้ชมนั้นมิรู้ว่าเกิดสิ่งใดขึ้น จากนั้น พวกเขาก็ได้มองเห็นหญิง
ชราที่มีผมสีเงินเปล่งประกายเดินเข้ามาที่หน้าทางเข้า ด้วยไม้เท้าที่พยุง
ตนเองพร้อมทั้งมีรอยยิ้มอยู่บนใบหน้า นางสวมผ้าคลุมไหล่ที่ยาวและมี
รอยปักรูปนกนับร้อยและฟินิกซ์ มีมงกุฎฟีนิกซ์สีแดงอยู่บนศีรษะของนาง
นางชราอย่างยิ่ง ดูมิได้ต่างจากหญิงปุถุชนที่อายุราวๆ 70-80 ปีเลย
เหล่าศิษย์ของเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ต่างตกตะลึงจนพูดอันใดไม่ออก
“นั่น… นั่นใช่… ท่านบรรพบุรุษสูงสุดหรือไม่?”
“ท่านบรรพบุรุษสูงสุดมาจริงๆด้วย!”
“ข้าอยู่ในนิกายมานับสิบปี แต่ก็ยังเป็นครั้งแรกที่ข้าได้เห็นท่าน
บรรพบุรุษสูงสุด!”
เกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์มีบรรพบุรุษสูงสุดเป็นหญิงนาม มู่เฟิงเซียน
ระดับการบ่มเพาะของนางอยู่ในขอบปลายของขั้นหลอมรวมแก่นแท้
และอดีตนางก็คือนักบุญแห่งเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์รุ่นก่อน
ในบรรดาเหล่าผู้ที่อยู่ที่แห่งนี้ นอกจากปรมาจารย์ขั้นหลอมรวมแก่น
แท้ไม่กี่คน เหล่าคนที่เหลือต่างก็เห็นนางเพียงแค่ในรูปสลักเสมือนเท่านั้น
กว่า 200 ปีมาแล้ว มู่เฟิงเซียนได้ปิดด่านฝึกตนภายในหุบเขาของ
เกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ มิได้สนใจเกี่ยวกับเรื่องทางโลกอีกเลย จึงไม่มีผู้ใดคิด
ว่าในงานเลี้ยงนี้การแข่งขันนี้ มู่เฟิงเซียนจะมาปรากฏตัวได้!
จะต้องรู้ด้วยว่ามู่เฟิงเซียนได้เคยพบเห็นการประลองระดับสูงมา
มากมายอยู่แล้ว เมื่อตอนที่นางยังเยาว์ นางก็ได้เข้าร่วมการประลอง
มากมายพร้อมทั้งได้รับชัยชนะมาครอง เอาชนะเหล่าผู้กล้าและเหล่าชน
ชั้นสูงทั้งหมด จึงทำให้ชื่อของนางสั่นสะเทือนไปทั่วทั้งเกาะฟีนิกซ์
ศักดิ์สิทธิ์
มันอาจกล่าวได้ว่าการประลองเช่นนี้คงไม่สำคัญกับนาง นางมิ
จำเป็นต้องให้ความสนใจด้วยซ้ำ
แต่มู่เฟิงเซียนกลับมาปรากฏตัวเช่นนี้ ทุกคนจึงได้ประหลาดใจ
นั่นเอง
“ผู้อาวุโส ท่านมาด้วยเรื่องอันใดกัน?” มู่อวี้หวงถามด้วยความสงสัย
“ฮ่าฮ่า ด้านหลังหุบเขานั้น ข้าเห็นท้องฟ้าสีม่วงจากทางทิศ
ตะวันออกปรากฏ มังกรคู่จะห้ำหั่นกัน ในวันนี้ เหตุการณ์ที่ยิ่งใหญ่ที่จะ
เกิดขึ้น – มังกรที่แท้จริงจะถือกำเนิด แต่ข้านั้นมิรู้ว่าผู้ใดจะเป็นฝ่ายชนะ
ร่างอันชราภาพนี้จึงต้องการที่จะมาดูด้วยตาของตนเอง”
“มังกรที่แท้จริงจะถือกำเนิดหรือ? มังกรคู่จะห้ำหั่นกันด้วยเช่นนั้น
หรือ?” มู่อวี้หวงตกตะลึง มิต้องสงสัยว่ามู่เฟิงเซียนนั้นกล่าวถึงหลินหมิง
แต่มังกรอีกตัว… หรือว่าจะเป็นชายหนุ่มประหลาดคนนั้นจากนิกายตรา
ประทับสายฟ้าเช่นนั้นหรือ?
มู่อวี้หวงตระหนักได้ว่ามู่เฟิงเซียนนั้นกำลังตรวจสอบไปยังเหล่ยมู่ไป่
และจากนั้นคิ้วของมู่อวี้หวงก็ต้องขมวดเข้าหากัน นิกายตราประทับ
สายฟ้ามีผู้มีพรสวรรค์ระดับนักบุญจริงๆด้วย! มิต้องสงสัยเลยว่าเหตุใด
เหล่ยจิงเทียนจึงได้กล้าเสนอให้มีการหยุดพัก แม้ว่าจะได้พบกับความ
แข็งแกร่งของหลินหมิงแล้วก็ตาม เขายังคงรู้สึกว่าสถานการณ์ยังอยู่ใน
การควบคุมของเขาทั้งหมด
หลังจากที่มู่เฟิงเซียนชำเลืองไปยังเหล่ยมู่ไป่ จากนั้นนางเพียงแค่ยิ้ม
ในขณะที่มองไปยังหลินหมิงอยู่หลายลมหายใจ จากนั้นก็ผงกศีรษะด้วย
ความพึงพอใจ ขณะที่มู่อวี้หวงจับมือของนางพาไปนั่งยังที่นั่งอันทรง
เกียรติ
หลินหมิงได้มองมายังหญิงชราผู้นี้ ปลายขอบของขั้นหลอมรวมแก่น
แท้! ห่างจากการที่จะกลายเป็นจักรพรรดิผู้ไร้เปรียบอีกไม่กี่ก้าวเท่านั้น
แน่นอน ก้าวเพียงไม่กี่ก้าวนี้ราวกับการปีนสวรรค์ซึ่งแทบจะเป็นไปไม่ได้
บริเวณโต๊ะของนิกายตราประทับสายฟ้า เหล่ยจิงเทียนมองเห็นสี
หน้ามู่เฟิงเซียนและเขาได้สูญเสียความเยือกเย็นไปเล็กน้อย “ยายแก่นี่
นางจะออกมาเพราะเหตุอันใดกันนะ? นางคงไม่ได้สังเกตเห็นบางอย่าง
ผิดปกติของพวกเราหรอกนะ?”
เหล่ยมู่ไป่คิ้วขมวด “นางไม่น่าจะพบได้ ถึงแม้มู่เฟิงเซียนจะดูราวกับ
ผีชรา มันก็ยังเป็นไปไม่ได้ที่นางจะมองทะลุถึงเคล็ดบ่มเพาะของข้าได้ ไม่
เพียงแค่นั้น แต่ข้ายังฝึกฝนเคล็ดบ่มเพาะของนิกายตราประทับสายฟ้า
‘เคล็ดบ่มเพาะบัญญัติสายฟ้าแห่งเก้าสวรรค์’ อีกด้วย และข้ายังสามารถ
ควบคุมสายฟ้าได้ การจะกล่าวว่าข้านั้นคือศิษย์ของนิกายตราประทับ
สายฟ้าอย่างแท้จริงนั้นก็มิใช่การกล่าวเกินจริง!”
“ข้าเองก็หวังเช่นนั้น” หลังจากขบคิดเพิ่มเติมอีกเล็กน้อย เหล่ยจิง
เทียนเองก็คิดว่ามิน่ามีข้อบกพร่องอันใด เพราะแม้แต่รองเจ้านิกายตรา
ประทับสายฟ้ายังมิล่วงรู้ถึงตัวตนที่แท้จริงของเหล่ยมู่ไป่
เหล่ยมู่ไป่มีสีหน้าเย็นชาและกล่าวว่า “ยายแก่มู่เฟิงเซียนนี่ ข้าสงสัย
นักว่าชีวิตของนางเหลืออยู่ได้อีกสักกี่สิบปี เมื่อมองดูว่านางนั่นแก่ชรามาก
เช่นไร บางทีนางนั่นอาจจะอายุไม่ต่ำกว่า 700ปี แล้วก็เป็นได้!”
หลังจากที่นักสู้สามารถทะลวงเข้าถึงขั้นหลอมรวมแก่นแท้ได้ อายุ
ของพวกเขาขึ้นอยู่กับตัวของเขาเอง อาจจะมีอายุ 500-800ปี
อายุของนักสู้นั่นจะเพิ่มขึ้นอย่างเชื่องช้าด้วยเช่นกัน ตัวอย่างเช่น มู่
อวี้หวงที่ได้มีอายุ 400-500 ปีเข้าไปแล้วนางยังคงมีความงามเช่นหญิงวัย
กลางคนอยู่เลย แต่เมื่อใดที่อายุขัยของนางใกล้หมดลง สภาพร่างกายจะ
ลดลงอย่างรวดเร็วเช่น มู่เฟิงเซียนที่เหลืออายุขัยอีกเพียงไม่กี่สิบปี
เดิมทีแล้ว ดินแดนปีศาจแห่งทะเลทางใต้วางแผนไว้ว่ารอให้มู่เฟิง
เซียนสิ้นอายุขัยก่อนแล้ว พวกเขาจึงจะโจมตีเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ แต่มู่
เชียนหยี่และมู่ปิงอวิ๋นนั้นเติบโตเร็วเกินไป หากมู่เฟิงเซียนยังมิตายไปและ
สองพี่น้องนั้นได้กลายเป็นนักสู้ขั้นหลอมรวมแก่นแท้แล้วด้วย สิ่งที่พวก
เขาวางแผนเอาไว้ก็จะสูญเปล่า
เช่นนั้นพวกเขาจึงไม่มีทางเลือกนอกจากรีบลงมือ โดยการรีบชิง
ความได้เปรียบจากการที่สองพี่น้องนี้ยังไม่ได้เติบโตเต็มที่
มู่เฟิงเซียนเก็บไม้เท้าของนางไปและกล่าวว่า “หญิงชราผู้นี้เพียงแค่
ต้องการที่จะรับชมความสนุก พวกท่านมิจำเป็นต้องสนใจข้า ดำเนินการ
ตามปกติต่อเถอะ”
ถึงแม้มู่เฟิงเซียนจะกล่าวเช่นนี้ออกมา ด้วยการปรากฏตัวของนาง
เหล่าศิษย์ของเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์สำรวมและให้ความเคารพอย่างมาก
สำหรับพวกเขา มู่เฟิงเซียน มีตัวตนอยู่เพียงในตำราโบราณ ในตำรา
โบราณจำนวนมากของเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ รูปเสมือนและบันทึก
เกี่ยวกับนาง แต่สำหรับตัวมู่เฟิงเซียนเป็นๆนั้น เหล่าศิษย์รุ่นเยาว์ต่างมิ
เคยได้พบเจอมาก่อน นางจึงเป็นเพียงแค่ตัวตนในตำนาน จึงไม่มีผู้ใดกล้า
ที่จะก้าวร้าวต่อหน้านาง
อย่างไรก็ตาม ถึงทุกคนจะสำรวมที่มู่เฟิงเซียนมาร่วมรับชม แต่การ
ประลองนี้ก็จะมาถึงจุดสุดยอด ทำให้ศิษย์หลายคนกลืนน้ำลายด้วยความ
ตื่นเต้น
ด้วยการป่าวประกาศของมู่อวี้หวง การประลองช่วงสุดท้ายจึงได้เริ่ม
ขึ้น!
หญิงชุดน้ำเงินเคลื่อนไหว ปรากฏตัวราวกับม่านหมอกบนเวที
ในทันที หญิงผู้นี้ก็คือมู่เสี่ยวชิง
ถึงแม้มู่เสี่ยวชิงจะดูค่อนข้างธรรมดา แต่มีอารมณ์ให้ความโอ่อ่าและ
สง่างามที่ทำให้รู้สึกสดชื่น “ข้ามู่เสี่ยวชิงจากแผนกวิหควารีแห่งเกาะ
ฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์อายุ 19 ปี ข้าขอท้าทายเหล่าผู้กล้ารุ่นเยาว์ทั้งหลายจาก
ภูมิภาคเขตแดน 5 ธาตุ โปรดชี้แนะด้วย!”
“ดูเหมือนว่ามู่เสี่ยวชิงจะเป็นผู้ขึ้นมาคนแรกสินะ”
ภายในบริเวณโต๊ะของนิกายตราประทับสายฟ้า เหล่ยมู่ไป่ยิ้ม
เลือนลาง มู่เสี่ยวชิงนั้นด้อยกว่ามู่ติงซาน นั่นคือเหตุผลที่นางถูกส่งออกมา
ก่อน โดยที่ไม่รอให้เหล่าหัวหน้าศิษย์คนอื่นได้ตอบสนอง เหล่ยมู่ไป่ก็ได้
เดินขึ้นไปบนเวที
ขณะที่เหล่ยมู่ไป่ได้เดินขึ้นไปบนเวที มันก็ได้กลายเป็นจุดสนใจของ
เหล่าผู้ชมทันที แม้แต่องค์หญิงเพลิงตะวันหั่วหยูเยียนผู้ที่กำลังเตรียมตัว
จะขึ้นไปก็ยังตกตะลึง
“ชายผู้นี้คือผู้ใดกัน? เขาโผล่มาจากที่ใดกัน?”
“นิกายตราประทับสายฟ้าเช่นนั้นหรือ? มิใช่ว่าควรเป็นโจวเล่ย
เช่นนั้นหรือที่ควรจะเป็นตัวแทนขึ้นมา?”
“ศิษย์ใหม่หรือ? ข้าไม่เห็นที่จะจำได้เลยว่าเขาเป็นตัวตนที่สำคัญของ
นิกายตราประทับสายฟ้า”
เหล่าศิษย์ของภูมิภาคเขตแดนห้าธาตุเริ่มที่จะสนทนากัน ในการต่อสู้
ระดับนี้ มีเพียงหัวหน้าศิษย์เท่านั้นที่จะมีคุณสมบัติพอที่จะขึ้นมาประลอง
ได้ สำหรับคนอื่นขึ้นไปบนเวทีนั้นจะเป็นเรื่องอัปยศอย่างแท้จริง
มันมีแม้กระทั้งศิษย์ของนิกายตราประทับสายฟ้าเองที่จะไม่รู้จัก
เหล่ยมู่ไป่ พวกเขารู้เฉพาะว่ามีชายหนุ่มหน้าซีดเดินตามหลังเจ้านิกาย
ของพวกเขามา พวกเขาคิดกันว่าเป็นเพียงศิษย์ใหม่ จึงมิได้ให้ความสนใจ
มากนัก แต่ก็มิคาดคิดว่าคนผู้นี้จะก้าวขึ้นไปในเวทีการต่อสู้ที่สำคัญ
มันเกิดอันใดขึ้นกันแน่?
มู่เสี่ยวชิงคิ้วขมวด แต่ก็มิได้กล่าวอันใดออกมา ไม่ว่าจะเป็นผู้ใด ใน
เมื่อเขาได้ขึ้นมาบนเวที นางก็จะปฏิบัติกับเขาอย่างเท่าเทียม นางดึงเอา
กระบี่สีฟ้าออกมาและกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชาว่า “เข้ามาเลย!”
“ฮ่าฮ่า ศิษย์พี่หญิงมู่ มิจำเป็นที่จะต้องรีบร้อนนัก ข้ายังต้องการจะ
กล่าวบางอย่างออกมาอยู่” เหล่ยมู่ไป่ยิ้มออกมา อย่างไรก็ตาม รอยยิ้ม
ของเขานั้นราวกับผู้ที่มิเคยพบเจอแสงตะวันมาก่อน แต่มันก็ราวกับ
รอยยิ้มของผีที่ค่อนข้างรบกวนอารมณ์ผู้มอง จากนั้นเหล่ยมู่ไป่ก็ผสานมือ
และกล่าวว่า “ข้าเหล่ยมู่ไป่จากนิกายตราประทับสายฟ้าอายุ 17 ปี”
ด้วยคำกล่าวเหล่านี้ เหล่าผู้ชมก็ตกตะลึง อายุ 17 ปีเช่นนั้นหรือ?
เหล่ยมู่ไป่นั้นสูงเป็นอย่างยิ่ง จึงยากที่จะคาดเดาอายุของเขาได้ แต่
เขากลับมีอายุ 17ปี และมีระดับการบ่มเพาะถึงขึ้นปราณต้นฟ้าช่วงต้น
แล้ว สิ่งนี้เทียบได้กับมู่เชียนหยี่!
อย่างไรก็ตาม อัจฉริยะอายุ 17 ปีที่สามารถทะลวงเข้าสู่ขั้นปราณต้น
ฟ้าก็มิใช่ว่าจะเป็นผู้มีพรสวรรค์ระดับนักบุญเสมอไป แต่ถึงอย่างไร
พรสวรรค์ในการบ่มเพาะของพวกเขาก็ท้าทายสวรรค์อย่างแน่นอน ในแง่
ของความแข็งแกร่งในการต่อสู้จริง พวกเขายังไม่แข็งแกร่งมากนัก จึง
กล่าวได้ว่าพวกเขานั้นมิใช่ผู้มีพรสวรรค์ระดับนักบุญ
มู่เชียนหยี่นั้นมีความสามารถในการผสานพลังเพลิงต้นกำเนิดระดับ
7 และยังมีสายเลือดที่บริสุทธิ์ของวิหคเพลิงเป็นอย่างยิ่ง หากรวมกับ
เคล็ดบ่มเพาะที่ยอดเยี่ยมของนางแล้วล่ะก็ นางก็จะมีคุณสมบัติที่จะเป็นผู้
มีพรสวรรค์ระดับนักบุญอย่างแท้จริง สำหรับเหล่ยมู่ไป ยังไม่สามารถรู้ได้
ว่าความสามารถในการต่อสู้ของเขานั้นแข็งแกร่งหรืออ่อนแอ
จ่านอวิ๋นเจียนหรี่ตาลงในขณะที่มองไปยังเหล่ยมู่ไป่ เขาจำได้ว่า
ตั้งแต่ที่งานเลี้ยงได้เริ่มขึ้น โจวเสี่ยวเหลียนก็ดูเหมือนจะยิ้มแย้มเป็นพิเศษ
ราวกับว่านางได้กำลังปิดบังบางอย่างอยู่ ในตอนนี้ จ่านอวิ๋นเจียนก็
ตระหนักแล้วว่ามันเป็นเรื่องเกี่ยวกับสิ่งใด ‘มันเป็นเช่นนี้เอง’ สิ่งที่โจว
เสี่ยวเหลียนปิดบังอยู่ก็คือชายผู้นี้นั่นเอง ผู้มีพรสวรรค์ระดับนักบุญหรือ?
นิกายตราประทับสายฟ้าสามารถที่จะให้กำเนิดผู้มีพรสวรรค์ระดับนักบุญ
ได้จริงๆหรือ?”
จ่านอวิ๋นเจียนสีหน้าสลด นิกายตราประทับสายฟ้านั้นมีผู้ที่มี
พรสวรรค์ที่โดดเด่นอยู่ตั้งสองคนแล้วซึ่งก็คือโจวเสี่ยวเหลียนและโจวเล่ย
หากพวกเขามีผู้มีพรสวรรค์ระดับนักบุญเพิ่มขึ้นมาอีกล่ะก็…
หลินหมิงที่นั่งอยู่ด้านล่างของเวที จ้องมองเหล่ยมู่ไป่อย่างลึกซึ้ง จาก
ร่างกายของชายผู้นี้ หลินหมิงสามารถที่จะสัมผัสได้ถึงปราณแท้ที่
หนาแน่นและมีออร่าที่ถูกปกบิดเอาไว้ มันราวกับว่าคนผู้นี้เป็นสัตว์อสูร
ปีศาจที่มาจากขุมนรก
‘ชายผู้นี้ไม่ธรรมดาเป็นอย่างยิ่ง’
หลินหมิงใช้ความรู้สึกตัดสินใจ เหล่ยมู่ไป่ผู้นี้ให้ความรู้สึกที่ไม่สบาย
ใจเป็นอย่างยิ่ง
บนเวทีเหล่ยมู่ไป่ยืนอยู่เฉยๆโดยยังไม่ได้เคลื่อนไหวใดๆ เขารอให้
เสียงสนทนาซาลงและจากนั้นก็กล่าวขึ้นอย่างช้าๆว่า “เหล่าผู้อาวุโส
ทั้งหลายของเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ ข้ามีเรื่องบางอย่างที่อยากจะเสนอกับ
พวกท่าน ข้าสงสัยว่าสามารถที่จะกล่าวมันออกมาที่นี่ได้หรือไม่?”
“เจ้ามีข้อเสนออันใดหรือ? ผู้ที่กล่าวออกมานี้คือมู่อวี้หวง”
เหล่ยมู่ไป่โค้งคารวะมู่อวี้หวง ยิ้มและกล่าวว่า “ข้อเสนออย่างแรก
ของข้าก็คือ ข้าต้องการที่จะท้าทายเหล่าผู้กล้ารุ่นเยาว์ของเกาะฟีนิกซ์
ศักดิ์สิทธิ์ทุกคน!”
เมื่อคำกล่าวเช่นนี้ดังออกมา เหล่าศิษย์ของเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ต่าง
ตกตะลึง จากนั้นก็ระเบิดความโกรธออกมา