Martial World ศิลาลึกลับกับวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ - ตอนที่ 38 มหาเจดีย์วิจิตร
เข้าสำนัก มันจึงถูกลดระดับลงมาในขั้นสูงสุดที่ไม่เกิดอันตรายต่อ
ชีวิต คนที่ผ่านมันไปไม่ได้ก็จะถูกส่งกลับออกมาจากอักขระอาคมเท่านั้น
ภายในมหาเจดีย์วิจิตรนั้น ไม่มีใครสามารถใช้อาวุธชุดเกราะหรือ
สมบัติอุปกรณ์หายากๆใดๆได้ พวกเขาใช้ได้เพียงแค่อุปกรณ์ธรรมดาๆ
เท่านั้น ในการทดสอบนี้ทุกๆอย่างจะขึ้นอยู่กับความสามารถที่แท้จริงของ
นักสู้เท่านั้น
ขณที่เวลาค่อยๆผ่านไป จำนวนผู้ทดสอบในด่านแท่นหยกก็เริ่มลดลง
เรื่อยๆ แสงที่ปรากฏออกมาต่างบ่งบอกว่ามีผู้ทดสอบที่ตกรอบไปเป็น
จำนวนมาก พูดได้ว่ามีคนที่ไม่ผ่านด่านนี้ถึง60%-70% เลยก็ว่าได้
แม้กระทั่งผู้ที่มีการฝึกฝนในขั้นที่สามบางคนก็ไม่ผ่านด่านนี้
ไม่นาน พวกที่อยู่ในขั้นสามบางคนก็เดินออกมาแบบไหล่ตกด้วยสี
หน้าผิดหวัง พวกเขาคงไม่คิดว่าจะสอบตกในครั้งนี้ ทั้งในขณะนี้พวกเขาก็
อายุ18ปีแล้วด้วย นั่นหมายความว่านี่จะเป็นโอกาสครั้งสุดท้ายของพวก
เขา
หลังจากผ่านไปไม่ถึงครึ่งชั่วโมง ผู้ทดสอบคนที่สองบนแท่นหยกก็ได้
ลืมตาขึ้น เขาหายใจเข้าอย่างลึกๆ ด้วยสีหน้าที่ดูซีดเซียว และขาที่สั่นเทิ้ม
เขาค่อยๆยืนขึ้น เห็นได้ชัดว่าด้านหลังของเขานั้นเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อ
เขาคือผู้มีพรสวรรค์ระดับสี่ หวังหยานเฟิง
หลังที่เขายืนขึ้น เขาก็พยายามมองหาหลินหมิง ผู้ที่ดึงความสนใจทุก
อย่างในด่านแรกไปจากเขา แต่เขาก็ไม่พบหลินหมิง เขาจึงยิ้มออกมาด้วย
ความภาคภูมิใจและเปี่ยมไปด้วยความสุข
แต่เมื่อผู้คุมการทดสอบพานำเขามาถึงห้องพัก เขาก็ได้พบกัยหลินห
มิงที่รออยู่ข้างใน หลินหมิงกำลังนั่งทำสมาธิอยู่อย่างสงบนิ่ง เขาถึงกับ
หน้ามืดขึ้นมาทันที เขาคาดการณ์เอาไว้ว่าหลินหมิงจะต้องไม่ผ่านการ
ทดสอบ เขาไม่คิดมาว่าหลินหมิงจะผ่านด่านความฝันด่านแรกมาได้ด้วย
ซ้ำ
ไอ้เวรนี้!!!
หวังหยานเฟิงรู้สึกว่าตนเองกำลังตกต่ำอย่างมาก เขาเดินออกจาก
ห้องพัก ไปพบพรรคพวกของเขา หวังยี่เกากระซิบข้างหูพวกนั้นเบาๆ “ดู
ไอ้เวรนั่น ทักษะของมันไม่ธรรมดาเลย”
หลินหมิงรู้ตัวแล้วว่าหวังหยานเฟิงได้พบเขาแล้ว เขาคงเป็นศัตรูของ
มัน ซึ่งนี่ก็เรื่องเป็นธรรมดา ผู้เข้าทดสอบทุกคนต่างก็ต้องแข่งขันเพื่อของ
รางวัลอยู่แล้ว อันดับหนึ่งมีเพียงตำแหน่งเดียวเท่านั้น
ในระหว่างนั้น ห้องพักก็ค่อยๆมีคนเข้ามาเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ การทดสอบ
ด่านความฝันกำลังจะสิ้นสุดลงแล้ว
ในท้ายที่สุด ผู้ที่ผ่านด่านความฝันมาได้มีเพียง92คนเท่านั้น หากจะ
คิดเป็นเปอร์เซ็นต์แล้ว มีผู้ที่ตกรอบในครั้งนี้ถึง 90%
ผู้ที่พึ่งผ่านด่านแห่งความฝันมาได้ พวกเขาไม่มีเวลาให้พักผ่อนแม้แต่
น้อย เพราะการทดสอบที่สามกำลังจะเริ่มต้นในไม่ช้านี้
ถ้าหากพวกเขาผ่านการทดสอบสุดท้ายนี่ได้ พวกเขาจะได้เป็นศิษย์
ในสำนักเจ็ดแก่นแท้ทันที
แต่หากพวกเขาพลาด ทุกๆสิ่งที่เขาได้ฝ่าฟันมาก่อนหน้านี้ก็จะไร้ค่า
ในทันที
“ด่านทดสอบที่3 มหาเจดีย์วิจิตร”
เสียงที่ดังก้องกังวาน ฟังดูมีพลังอำนาจได้เปล่งออกมาท่ามกลางฝูง
ชน ผู้คุมสอบในครั้งนี้เป็นคนผอมสูงวัยกลางคน ดูเหมือนคนทั่วๆไป ทว่า
ร่างกายของเขาก็มีรอยแผลอันน่ากลัวอยู่ เมื่อหลินหมิงมองมาที่ผู้คุมสอบ
คนนี้ เขาก็รู้ได้ทันทีเลยว่าคนๆนี้จะต้องเป็นระดับปรมาจารย์ บางทีคนๆ
นี้อาจไปถึงขั้นปราณต้นฟ้าแล้วก็ได้
หลินหมิงได้แต่ถอนหายใจ ก่อนที่เขาจะมาที่นี่ เขาไม่เคยพบเห็น
กลุ่มบุคคลที่มีการฝึกฝนขั้นหกหรือสูงกว่ามาอยู่รวมกันมากขนาดนี้มา
ก่อน แต่ในขณะนี้เท่าที่เขาได้พบในวันนี้ก็มากถึง5-6คนเลยทีเดียว
แต่ยังไงมันก็เป็นคงเรื่องปกติ ในอานาจักรลิขิตฟ้า เหล่าปรมาจารย์
ขั้นปราณต้นฟ้า จะไม่ค่อยถูกพบเจอในวังหรือคฤหาสน์จอมพล บุคคล
เหล่านี้ส่วนใหญ่จะอยู่ที่สำนักเจ็ดแก่นแท้เสียมากกว่า ซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็น
ลูกศิษย์ของเจ็ดปรมาจารย์แห่งขุนเขาที่มาจากนอกอาณาจักรลิขิตฟ้า
“จงตามข้ามา” ชายวัยกลางคนกล่าวขึ้น จากนั้นก็หันหลังเดินจาก
ไป
ผู้ที่ผ่านการทดสอบในรอบที่สองมาทั้ง 92 คน ต่างก็ตามเขาเข้าไป
ผู้คนที่ดูเหตุการณ์อยู่บางคนก็ยังตามเข้าไปด้วย ไม่ใช่ทุกคนที่จะสามารถ
ชมการทดสอบด่านที่2และ3ได้ พวกเขาต้องเป็นขุนนางชั้นสูงหรือไม่ก็
เป็นคนของสำนักเจ็ดแก่นแท้เท่านั้น
การย่างเท้าของชายผู้นี้ดูเหมือนเป็นไปอย่างเชื่องช้าและสุขุม แต่
ความเร็วที่เคลื่อนที่ไปข้างหน้านั้นราวกับคนวิ่ง ผู้ที่ผ่านการทดสอบถึงกับ
ต้องออกตัววิ่งเพื่อตามเขาให้ทัน
ผ่านไปได้ไม่นาน พวกเขาก็ได้มาถึง หุบเขาโจว หุบเขาแห่งนี้กว้าง
ใหญ่ไพศาล มีสิ่งก่อสร้างที่งดงามตั้งอยู่ด้ายหน้า ทางเข้าของมันถูกเขียน
เอาไว้อย่างบรรจง ‘ศาลาเจ็ดแก่นแท้’
ขณะที่พวกเขาก้าวเข้าไป ก็ได้พบกับสิ่งก่อสร้างขนาดใหญ่โต มันสูง
ถึง 200ก้าว มันคือมหาเจดีย์วิจิตร
“สูงสุดๆไปเลย”
นี่คือความคิดแรกของหลินหมิงหลังจากที่ได้เห็นสิ่งก่อสร้างนี้ เขาไม่
เคยเห็นสิ่งก่อสร้างที่สูงขนาดนี้มาก่อน มันมีทั้งหมด7ชั้น ซึ่งแต่ละชั้นก็สูง
ถึง30ก้าว มันคงต้องใช้คนจำนวนมากเพื่อที่จะต่อตัวขึ้นไปให้ถึงเพดาน
ชั้นที่หนึ่ง แม้แต่โบสถ์ที่ใหญ่โตที่สุดแห่งเมืองใบหม่อนสีเขียวก็ไม่อาจ
เทียบได้เลยกับที่แห่งนี้
“พวกเจ้าสามารถเข้าไปได้แล้ว ไม่มีการจำกัดเวลาใดใด เพียงแค่
ผ่านชั้นแรกได้ เจ้าก็ถือว่าได้เป็นลูกศิษย์ร่วมสำนักเจ็ดแก่นแท้แล้ว หาก
ผ่านชั้นที่สองได้ก็ถือว่าดี ชั้นที่สามถือว่าเยี่ยมยอด ชั้นที่สี่ถือเป็นอัจฉริยะ
และชั้นที่ห้าก็หึหึ..”ชายวัยกลางคนยิ้มอย่างมีเลศนัยและปล่อยให้ผู้ที่ฟัง
งงกับสิ่งที่เขากำลังพูดออกมา”แต่ก็คงจะเป็นไปไม่ได้หรอก ฮ่าๆ”
เมื่อได้ยินชายคนนั้นพูดจนจบ คนบางคนก็ยังไม่แน่ใจในสิ่งที่เขาพูด
หวังหยานเฟิงมองไปยังกลุ่มคนนั้นและดูถูกเหยียดหยามในใจ พวกมัน
ช่างโง่ซะจริง คิดว่าจะผ่านชั้นแรกของมหาเจดีย์วิจิตรไปได้ง่ายๆงั้นรึ
สำนักเจ็ดแก่นแท้มีการทดสอบทั้งหมดสามอย่าง อย่างแรกคือ
พละกำลัง สองคือการทดสอบด้านจิตใจ และสามคือด่านที่สำคัญที่สุด
มันเป็นการทดสอบความกล้าหาญในการต่อสู้และความเป็นอัจฉริยะ
ระดับความเป็นอัจฉริยะ ถ้าให้เทียบกับเจ้าพวกนี้ละก็ คงจะแตกต่าง
กันหลายขุมทีเดียว
มหาเจดีย์วิจิตรเต็มไปด้วยรังสีแห่งการเข่นฆ่า มันจะเลือกคู่ต่อสู้ให้
เองว่าเราจะต้องสู้กับสิ่งใด ยิ่งผู้ทดสอบอายุมากขึ้น ก็จะยิ่งเจอกับคู่ต่อสู้ที่
เก่งกาจมากขึ้น
ด้วยเหตุนี้ ตั้งแต่เริ่มมีการทดสอบมา จึงมีแค่คนเดียวที่ผ่านไปถึงชั้น
ที่ห้าได้ และผู้นั้นก็ไม่ใช่หลิงเซ็นแห่ง ห้องสวรรค์แต่เป็นหญิงสาวที่แสน
บริสุทธิ์ ฉินซิงเซวียน
พรสวรรค์ระดับหกนั้นไม่เรื่องล้อเล่น หลายต่อหลายคนไม่รู้ว่าฉินซิง
เซวียนมีพรสวรรค์ระดับหก แต่หวังหยานเฟิงรู้เรื่องนั้นดี แม้แต่เรื่องที่ว่า
นางฝึกฝนไปถึงจุดสูงสุดของขั้นที่สี่แล้วเขาก็รู้
นางเปรียบเหมือนกับหลิงเซ่นทุกอย่าง ที่แตกต่างไปก็แค่ นางอายุ
น้อยกว่าเขาถึง5ปี
ถึงแม้ว่าหวังหยานเฟิงจะเป็นคนหยิ่งยโส แต่เขาก็ไม่อาจจะเอาตนไป
เทียบกับฉินซิงเซวียนได้ เพียงแค่เขาฝึกฝนไปให้ถึงขั้นสี่ได้ในเร็ววัน เขาก็
คงจะพอใจแล้ว
เมื่อมองไปที่มหาเจดีย์วิจิตร หัวใจของหวังหยานเฟิงก็ถูกเติมเต็ม
ด้วยจิตใจที่อยากต่อสู้อย่างเต็มเปี่ยม สำหรับเขาแล้ว ในการทดสอบด่าน
ที่หนึ่งและด่านที่สองมันไม่ใช่ด่านที่จะแสดงพลังที่แท้จริงของเขาออกมา
ได้ แต่ทว่าในด่านที่สามนี้แหละ เขาจะได้แสดงทักษะการต่อสู้ที่มิใช่มา
จากพละกำลังเพียงอย่างเดียวอันแสนภาคภูมิใจของเขาให้เป็นที่ประจักษ์
พละกำลัง ทักษะ ความว่องไว กลยุทธ์ และประสบการณ์ทุกๆอย่าง
จะถูกทดสอบพร้อมกันในครั้งนี้ หวังหยานเฟิงมั่นใจในตนเองอย่างมาก
เขาจะต้องทำให้ทั้งสำนักตกตะลึงในพลังของเขา และการผ่านไปถึง
ชั้นสูงๆอย่างยอดเยี่ยมของเขาซึ่งจะทำให้เขาโด่งดังในชั่วข้ามคืน
“เข้าไปได้แล้ว ความยากของการทดสอบจะขึ้นอยู่กับอายุของพวก
เจ้าแต่ละคน” ทันทีที่ชายกลางคนพูดจบ ประตูของมหาเจดีย์วิจิตรก็
ค่อยๆเปิดออก
ภายในนั้นได้มีแสงสว่างเลือนรางส่องออกมา หลินหมิงหายใจเข้า
ลึกๆและเดินเข้าไปอย่างช้าๆ
ในขณะนี้ฉินซิงเซวียนก็มองเขาอยู่ นางเห็นลินหมิงกำลังหายเข้าไป
ในประตูที่ส่องแสงหลากสีออกมา
“ฮ่าฮ่า ซิงเซวียนดูท่าเจ้าจะสนใจหลินหมิงมากเลยละสิ”
เมื่อถูกถามอย่างไม่ทันตั้งตัวโดยอาจารย์ของนาง ฉินซิงเซวียนก็ก้ม
หน้าลงด้วยความเขินอาย นางพูดขั้นมา “ถึงซิงเซวียนอาจจะไม่มีความรู้
ในเรื่องจารึกมากเท่ากับหลินหมิง แต่หากเทียบกันในด้านการต่อสู้แล้ว
ซิงเซวียนค่อนข้างมั่นใจว่าเหนือกว่าเขาค่ะ”
“อืมม..สนใจแต่การต่อสู้อย่างเดียวเลยรึ ฮ่าๆ ในด้านนี้หลินหมิ
งอ่อนกว่าเจ้าอยู่หลายขุมทีนัก แล้วนางคิดว่าเขาจะไปได้ถึงชั้นไหนกัน
ละ”
“ก็เอ่อจากการคาดการณ์ของข้า ด้วยอายุ15ปีและมีการฝึกขั้นที่2
คงจะเป็นเรื่องยากมากสำหรับด่านนี้ แต่พละกำลังของเขาก็สูงกว่าคน
ทั่วไป ข้าคิดว่าเขามีโอกาสจะไปได้ถึงชั้น3ค่ะ” ที่ฉินซิงเซวียนประเมินใน
ครั้งนี้ นางคิดว่านี่เป็นการประเมินที่สูงที่สุดแล้วที่หลินหมิงจะทำได้ ถ้า
หากหลินหมิงต้องการที่จะไปไกลกว่านั้น เขาก็ต้องฝึกฝนให้สูงกว่าขั้นที่
สามเป็นอย่างน้อย
“นั่นก็ถูกของเจ้านะ.แต่ข้าคิดว่าหลินหมิงอาจจะทำให้พวกเราต้อง
ตกตะลึงยิ่งกว่าครั้งไหนๆก็เป็นได้”
ขณะที่มู่อี้และฉินซิงเซวียนกำลังคุยกันอยู่ ที่มุมมืดแห่งหนึ่งของหุบ
เขา หลานอวิ๋นเยว่ ก็มองหลินหมิงอยู่จากที่ที่ห่างไกลออกไปเช่นกัน
สายตาของนางเต็มไปด้วยอารมณ์ที่ซับซ้อน
ในฐานะที่เป็นศิษย์ของสำนักเจ็ดแก่นแท้ หลานอวิ๋นเยว่มีสิทธิ์ที่จะ
เข้ามาดูการทดสอบนี้ได้ นี่จะเป็นการสอบครั้งสุดท้าย ทันทีที่ใครคนหนึ่ง
ผ่าน เขาคนนั้นก็จะได้เป็นศิษย์ของสำนักเจ็ดแก่นแท้ ใน ทันที
ด้วยสภาพของหลินหมิงในตอนนี้ เขาก็น่าจะผ่านด่านแรกไปได้
ด้วยดี
นางไม่ได้คิดมาก่อนเลยว่า ด้วยเวลาเพียงครึ่งปีที่ผ่านจะทำให้หลินห
มิงสามารถเติบโตขึ้นได้ถึงเพียงนี้
หากว่านางต้องฝึกร่วมกับหลินหมิง ในสำนักเจ็ดแก่นแท้ นางก็ไม่รู้
ว่าจะมีความรู้สึกอย่างไรเกิดขึ้นในใจของนาง
แต่ในขณะนี้ หลินหมิงไม่สามารถรู้ถึงความคิดของผู้อื่นได้ เขาได้
มาถึงศูนย์กลางแห่งจิตสังหารแล้ว
ทันทีที่เขาเข้ามาในมหาเจดีย์วิจิตรผู้ทดสอบคนอื่นๆที่อยู่รอบตัวเขา
ต่างก็หายวับออกไป เหลือเพียงแต่เขาคนเดียวเท่านั้น
เขาโผล่เข้ามาในโลกที่มืดมิด ท้องฟ้าที่ดำมืดถูกทำให้เจิดจ้าโดยดาว
บนท้องฟ้า และเบื้องหน้าที่ไม่ไกลจากเขามากนัก ก็มีเงาดำทมิฬที่ค่อยๆ
ก่อเกิดเป็นร่างจริงๆขึ้นมา มันเป็นนักรบที่ถือพลองไว้ในมือ
“งั้นเจ้าก็คือคู่ต่อสู้ของข้าสินะ” เขาประเมินว่าเงานั่นน่าจะมีการ
ฝึกฝนขั้นที่สอง เหมือนๆกับเขา
ชายผู้คุมคนนั้นเคยพูดเอาไว้นี่นะ ว่าระดับพลังของคู่ต่อสู้จะขึ้นกับ
อายุ ตอนนี้หลินหมิงก็อายุ15ปีกับอีก8เดือน ดังนั้นเจ้านี้ก็ต้องคงจะอยู่ใน
ระดับการฝึกฝนขั้นที่สอง แล้วพวกที่อายุมากๆคนอื่นๆก็คงต้องเจอกับ
อะไรที่ยากกว่านี้แน่นอน
สำหรับเด็กอายุ15ปีแล้ว หากสามารถจัดการเงาที่มีการฝึกฝนขั้นที่
สองไปได้ก็จะถือว่าผ่านสินะ
หลินหมิงไม่ยอมเสียเวลาอีกต่อไป ร่างกายที่ว่องไวของเขาพุ่งเข้าหา
เงานั้นอย่างรวดเร็วเหมือนดั่งพยัคฆ์ ‘ชีพจรปราณเทพคลั่ง’ โคจรไปทั่วใน
ร่างกายของเขา การโจมตีในครั้งนี้สามารถปลิดชีวิตคนได้ในคราเดียว!!!