Martial World ศิลาลึกลับกับวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ - ตอนที่ 383 ง้าวโลหิตล้างผลาญ
แบบจำลองง้าวโลหิตคลั่งหรือ?
แม้แต่หลินหมิง ผู้ที่มิได้รู้เรื่องราวเกี่ยวกับนิกายระดับสูงของทวีป
นภารินไหลมากนัก เมื่อได้ยินชื่อประหลาดเช่นง้าวโลหิตคลั่ง ซึ่งชื่อเดิม
คือง้าวโลหิตล้างผลาญในอดีตที่เป็นสมบัติระดับสวรรค์ ซึ่งมีการขุดพบใน
ซากเมืองโบราณ มันยาวถึง 10 ก้าวและมีสีโลหิตทั้งหมด
มันมีข่าวลือว่าง้าวโลหิตล้างผลาญนี้เป็นสมบัติระดับสวรรค์ขั้นสูง
ผู้ที่สร้างต้นฉบับของง้าวโลหิตล้างผลาญหายไปตามกาลเวลามานาน
อย่างยิ่งแล้ว ซึ่งมันเคยมีตัวตนอยู่อย่างน้อยก็ 7-8 หมื่นปีก่อน
หลังจากนั้น ง้าวโลหิตล้างผลาญก็ได้เปลี่ยนมือเจ้าของไปทั่วทั้งทวีป
นภารินไหลตามกาลเวลา อาจกล่าวได้ว่าผู้ที่เคยครอบครองมันล้วนแต่
เป็นตัวตนในอดีตที่เคยสั่นคลอนโลกนี้มาแล้ว
อย่างไรก็ตามมันเป็นสมบัติที่อันตรายอย่างยิ่ง ตามบันทึกโบราณ ผู้
ที่ได้ครอบครองมันล้วนแล้วแต่ตายอย่างน่าอนาถหรือมีจุดจบที่ไม่สวยกัน
ทั้งนั้น แม้แต่ผู้ที่เป็นถึงจักรพรรดิผู้ไร้เปรียบยังไม่อาจที่จะหลีกหนีคำสาป
นี้ได้ อาจจะกล่าวได้ว่าโชคของพวกเขามีไม่เพียงพอ
ตัวอย่างเช่น พันปีก่อนมหาจักรพรรดิอเวจีที่ได้ครอบครองง้าวโลหิต
ล้างผลาญ ก็ถูกสังหารโดยเหล่าจักรพรรดิผู้ไร้เปรียบหลายคนอย่างน่า
สังเวช
หลังจากนั้น ง้าวโลหิตล้างผลาญนี้ก็ได้ถูกครอบครองโดยผู้อาวุโสที่
ยิ่งใหญ่ผู้นึง แต่จากข่าวลือว่ากันว่าผู้อาวุโสท่านนี้ได้เข้าไปในดินแดน
ลึกลับบรรพกาลแล้ว และหายไปเป็นเวลาร้อยกว่าปีพร้อมด้วยง้าวโลหิต
ล้างผลาญ
มนุษย์เป็นสิ่งน่าอัศจรรย์และขัดแย้งในตัวเอง ยิ่งสมบัติมีความชั่ว
ร้ายมากเพียงใด มันก็สามารถกระตุ้นความอิจฉาบ้าคลั่งของคนอื่นๆได้
มากยิ่งขึ้นเท่านั้น เป็นเพราะทุกคนต่างก็คิดว่าตนเองนั้นโชคดีราวกับว่า
สวรรค์บันดาลให้พวกเขาพบกับความสำเร็จ และต่างก็เชื่อว่าตนจะเป็นผู้
ที่รอดพ้นจากคำสาปได้ ง้าวโลหิตล้างผลาญแม้กระทั้งกลายเป็น
สัญลักษณ์ของผู้ที่เป็นจักรพรรดิผู้ไร้เปรียบ จากนั้นก็มีแบบจำลองของ
ง้าวโลหิตล้างผลาญแพร่กระจายไปทั่ว แล้วมันก็มิได้แปลกอันใดเมื่อผู้ที่
จะกลายเป็นจักรพรรดิผู้ไร้เปรียบในอนาคตจะมีมันสักอัน
“เจ้าก็ใช้อาวุธเช่นกันสินะ” หลินหมิงมีสีหน้าที่เยือกเย็น
เปรียบเทียบกับหอกแล้ว ส่วนปลายของง้าวเป็นใบมีดครึ่งเสี้ยวที่ใช้ใน
การฟัน อาวุธที่มีลักษณะการจับคล้ายกันจึงทำให้ผู้ใช้หอกก็สามารถใช้
ง้าวได้
“ฮ่าฮ่า ให้ข้าได้เตือนเจ้าอีกครั้ง ด้วยการสนับสนุนของหอกโลหิต
สายฟ้าปีศาจแห่งโลหิตทำลายล้าง ข้าจะแข็งแกร่งเพิ่มขึ้น 50%!”
“โอ้ว? ช่างบังเอิญอันใดเช่นนี้ ด้วยการสนับสนุนจากหอกแห่งดาว
หางม่วง ข้าก็สามารถที่จะเพิ่มความแข็งแกร่งขึ้นอย่างมากเช่นดัน!”
ขณะที่ทั้งสองจ้องมองกันอยู่ เหล่านักสู้ที่รับชมต่างก็พากันใจจดใจ
จ่อ หัวใจของพวกเขาเต้นรัว มันจะเป็นการต่อสู้ที่ยอดเยี่ยมเกินกว่าที่
พวกเขาได้คาดเอาไว้ พวกเขาเคยคิดว่ามันจะเป็นการลงมืออยู่ฝ่ายเดียว
แต่ในตอนนี้มันได้กลับกันแล้ว
การต่อสู้ที่ยอดเยี่ยมล้วนเป็นสิ่งที่ผู้ชมต่างต้องการที่จะรับชมมาก
ที่สุด พวกเขาเปิดตากว้าง กลัวว่าตนนั้นจะพลาดช่วงเวลาสำคัญไป
เหล่ยมู่ไป่เริ่มกวัดแกว่งง้าวโลหิต และทันใดนั้นออร่าของเขาก็ได้
ปะทุออกมา เขาโคจรปราณแท้ภายในร่างจนถึงขีดสุดและเพิ่มความ
หนาแน่นของพลังโลหิตภายในร่างของตนขึ้นมา
วูชชช!
สายฟ้าปีศาจแห่งโลหิตทำลายล้างไหลเข้าไปยังหอกโลหิต ด้ามของ
หอกสาดประกายสีแดงสว่างออกมาราวกับโลหิตสดๆ จากนั้นง้าวโลหิตนี้
ก็กู่ร้องออกมา!
“โลหิตสงครามผ่าปฐพี!”
แครกกก!
พื้นกระเบื้องใต้ฝ่าเท้าของเหล่ยมู่ไป่แตกออก รอยแยกกระจาย
ออกไปราวกับใยแมงมุม เหล่ยมู่ไป่กวัดแกว่งง้าวอีกครั้ง และเกิดเป็นวายุ
โลหิตที่รุนแรงขึ้น หินที่อยู่โดยรอบแตกเป็นเสี่ยงๆ!
เผชิญหน้ากับการโจมตีที่รุนแรงเช่นนี้ หลินหมิงกระชับหอกแห่งดาว
หางม่วงเอาไว้แน่น กวาดหอกเป็นรูปจันทร์เสี้ยวหอกกู่ร้องออกมา
จากนั้นเข็มเหล็กม้วนมังกรได้ผสานเข้ากับหอกแห่งดาวหางม่วง หอกและ
สายฟ้ารวมเป็นหนึ่ง สายฟ้าสาดประกาย อากาศโดยรอบเต็มไปด้วย
ประกายสายฟ้าที่ทรงพลัง
หลินหมิงได้พุ่งหอกออกไป ร่างเงาของมังกรสีครามได้ปรากฏขึ้นที่
ด้านหลังของเขาอีกครั้งนึง ด้วยการโจมตีนี้ มันเต็มไปด้วยปราณแท้สี
ครามพร้อมทั้ง สายฟ้าที่ใหญ่และหนาเท่าแขน เหล่าผู้ชมตะโกนด้วย
ความตกใจ หอกนี้เต็มไปด้วยพลังที่ไม่อาจหยุดยั้งได้และมันพุ่งเข้าปะทะ
กับวายุโลหิต
บึมม บึมม บึมม!
เกิดการระเบิดเป็นชุดอย่างต่อเนื่องขึ้น วายุโลหิตผสานเข้ากับฝุ่นผง
และลำแสงสายฟ้าสีม่วงเปล่งรัศมี หินที่อยู่ในรัศมีระเบิดแตกละเอียด
กลายเป็นฝุ่นผง!
รูปแบบค่ายกลป้องกันที่ปรมาจารย์ขั้นหลอมรวมแก่นแท้ได้วาง
เอาไว้เกิดการสั่นสะเทือน รอยแตกเล็กน้อยปรากฏขึ้น จากนั้นเกิดเสียง
‘ซี่ ซี่ ซี่’ รูปค่ายกลถูกเจาะทะลวงเป็นรูเล็ก พลังแรงอัดกระแทกจึงหลุด
รอดออกไปในทันที
“ระวัง!”
ทุกคนต่างตกตะลึงผู้อาวุโสขั้นหลอมรวมแก่นแท้ต่างก็รีบลุกขึ้นมา
วางค่ายกลใหม่ซ้อนทับ อย่างไรก็ตาม เป็นเพราะมันเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว
และไม่คาดคิด รูปแบบค่ายกลใหม่ที่ซ่อนซับจึงปิดกั้นพลังงานบางส่วนไม่
ทัน คลื่นปราณแท้อัดกระแทกหลุดรอดออกมา โต๊ะจัดเลี้ยงคว่ำและจาน
หยกแตกเป็นเสี่ยงๆ!
เหล่าผู้ชมต่างพากันรีบโคจรปราณแท้ของตนขึ้นมารอบร่างกาย ผู้ที่
มีระดับการบ่มเพาะสูงช่วยปกป้องผู้ที่มีระดับการบ่มเพาะต่ำด้วย ในขณะ
ที่คลื่นปราณแท้อัดกระแทกปะทะเข้ากับปราณแท้ที่ใช้ปกป้องร่างกาย
ของพวกเขา มันเกิดเป็นแสงสีรุ้งที่สว่างขึ้นจนทุกคนสามารถมองเห็นได้
อย่างชัดเจน
“พวกเขาทั้งสองเป็นผู้ใดกันแน่!? คลื่นปราณแท้อัดกระแทกที่เกิดขึ้น
จากการต่อสู้ของพวกเขา สามารถที่จะสร้างรอยร้าวที่รูปแบบม่านพลัง
ค่ายกลและสามารถเจาะทะลวงออกมา จนเหล่าศิษย์ต้องเร่งโคจรปราณ
แท้จนถึงขีดสุดของตนจึงจะสามารถป้องกันเอาไว้ได้!”
“นี่มันน่าหวาดกลัวเกินไปแล้ว ดูนั่นสิ แม้แต่ทางศิษย์ของนิกายปฐพี
อเวจีที่แข็งแกร่งในด้านการป้องกัน ก็ยากที่จะป้องกัน นักสู้ขั้นปราณต้น
ฟ้าสามารถที่จะแข็งแกร่งได้ถึงเพียงนี้เชียวหรือ?”
“นักสู้ขั้นปราณต้นฟ้าอันใดกัน? หลินหมิงนั้นอยู่เพียงแค่ขั้นผสาน
ชีพจรเท่านั้นเอง!” ด้วยคำกล่าวย้ำเตือนเหล่านี้ พวกเขารู้สึกว่าตนกำลัง
อยู่ในความฝัน ที่ไม่น่าจะเป็นจริงได้
ใช่แล้ว! หลินหมิงนั้นยังมิใช่นักสู้ขั้นปราณต้นฟ้า! เขายังมิได้อยู่ใน
จุดสูงสุดของขั้นผสานชีพจรด้วยซ้ำ!
เป็นเพราะศักยภาพและความแข็งแกร่งที่หลินหมิงได้แสดงออกมา
หลายคนจึงได้หลงลืมไปว่าหลินหมิงนั้นยังมิใช่นักสู้ขั้นปราณต้นฟ้า โลกนี้
มันแปลกประหลาดอย่างแท้จริง!
ผู้ที่ตกตะลึงที่สุดนั้นก็คือเหล่านักสู้ขั้นปราณปลายฟ้า พวกเขาเกิดใน
นิกายระดับ 4 ล้วนมีอายุ 30ปีขึ้นไปทั้งนั้นในตอนที่ทะลวงระดับขึ้นไป
“ช่างเป็นพลังโจมตีที่ทรงพลังยิ่งนัก นี่เป็นความแข็งแกร่งที่แท้จริง
ของรุ่นเยาว์เช่นนั้นหรือ? เมื่อตอนที่ข้าอยู่ในจุดสูงสุดของขั้นปราณต้นฟ้า
แม้แต่ข้าเองก็ยังมิได้มีพลังที่แข็งแกร่งจนผิดปกติถึงเพียงนี้!” เหล่าผู้ที่
สามารถเข้าร่วมงานเลี้ยงนี้ได้ล้วนแต่มิใช่คนธรรมดา เมื่อตอนที่พวกเขา
อยู่ในขั้นปราณต้นฟ้า พวกเขาต่างก็เคยเป็นนักสู้ที่อยู่เหนือผู้อื่นในรุ่น
เดียวกัน
“หากเป็นเช่นนี้ต่อไป อีกไม่นานพวกเขาคงแข็งแกร่งเทียบเท่านักสู้
ขั้นปราณปลายฟ้า! เหล่าคนรุ่นเยาว์ที่อยู่ในขั้นปราณต้นฟ้าสามารถที่จะ
เทียบได้กับนักสู้ขั้นปราณปลายฟ้า ในอนาคตพวกเขาจะสามารถ
แข็งแกร่งได้ถึงเพียงใดกัน? พวกเขาอาจจะแม้กระทั่งกลายเป็นจักรพรรดิ
ผู้ไร้เปรียบได้!”
ความแตกต่างระหว่างขั้นปราณต้นฟ้าและขั้นปราณปลายฟ้าราวกับ
คูน้ำของเมือง เมื่อนักสู้สามารถที่จะก้าวข้ามจากขั้นปราณต้นฟ้าไปสู่ขั้น
ปราณปลายฟ้า พวกเขาจะเกิดใหม่ด้วยการกำจัดของเสียในร่างกาย และ
จากนั้นปราณแท้ของเขาก็จะเพิ่มปริมาณและความหนาแน่นขึ้นมหาศาล
อาจกล่าวได้ว่าขั้นปราณปลายฟ้านั้นเป็นคอขวดที่ใหญ่มากสำหรับ
เส้นทางแห่งการบ่มเพาะ นักสู้ขั้นปราณต้นฟ้าหลายคนที่มีพื้นฐานการบ่ม
เพาะที่ไม่เสถียรก็จะติดอยู่ที่ขั้นนี้ตลอดชีวิต ซึ่งมีเพียงผู้ที่โดดเด่นอย่าง
มากเท่านั้นที่จะทะลวงคอขวดนี้ขึ้นไปได้ แม้แต่ฉินจื่อหยาผู้ที่ถือว่าเป็น
นักสู้ขั้นปราณต้นฟ้าระดับต้นๆ ก็ยังเทียบได้เพียงนักสู้ขั้นปราณปลายฟ้า
ระดับต่ำเท่านั้น นี่แสดงให้เห็นถึงว่าความแข็งแกร่งของขั้นปราณปลาย
ฟ้านั้นมากมายเพียงใด
เช่นนั้นมันจึงยากอย่างยิ่งในการที่นักสู้ขั้นปราณต้นฟ้าจะสามารถ
ต่อสู้ข้ามระดับกับนักสู้ขั้นปราณปลายฟ้าได้ ในสำนักเล็กๆเช่นหุบเขาเจ็ด
แก่นแท้ มันก็ดีมากแล้วหากมีผู้ที่สามารถทำเช่นนี้ได้ 2-3 คน ไม่เพียงแค่
นั้น แต่ 2-3 คนนั้นจะต้องเป็นผู้ที่อยู่ในจุดสูงสุดของขั้นปราณต้นฟ้าหรือผู้
ที่อยู่ในขั้นครึ่งก้าวสู่ปราณปลายฟ้าแล้วเท่านั้น
บนเวทีหลินหมิงและเหล่ยมู่ไป่ได้แยกตัวกันจากการปะทะแล้ว พื้น
กระเบื้องในรัศมี 100 ก้าวแตกยับเยิน และบริเวณจุดที่ทั้งสองประกันถูก
บดจนกลายเป็นทรายละเอียด และเศษทรายนี้ก็ได้ปนกับวายุโลหิตของ
สายฟ้าปีศาจแห่งการทำลายล้าง ศูนย์กลางของเวทีในตอนนี้ได้กลายเป็น
ดั่งทะเลทรายโลหิตไปแล้ว
เหล่ยมู่ไป่นั้นไม่เคยคาดคิดเลยว่าหลินหมิงนั้นจะทรงพลังถึงเพียงนี้
ได้ เมื่อตอนที่เขาอายุเท่าหลินหมิง เขามิได้มีความแข็งแกร่งถึงเพียงนี้ด้วย
ซ้ำ – มันหมายความว่าพรสวรรค์ของหลินหมิงนั้นเกินกว่าเขาอีกเช่นนั้น
หรือ?
หัวใจของเหล่ยมู่ไป่มักจะเต็มไปด้วยความภูมิใจและหยิ่งทะนง เขา
ถูกอัจฉริยะจากนิกายระดับ 4 กดดันได้อย่างไรกัน!
“ข้าประเมินเจ้าผิดไปอย่างมหันต์ แต่ความแข็งแกร่งที่แท้จริงของข้า
นั้นเกินกว่าเจ้าเป็นอย่างยิ่ง สำหรับเจ้าที่สามารถทำให้ข้าสามารถใช้ความ
แข็งแกร่งที่แท้จริงออกมาได้!”
ปราณแท้ในร่างของเหล่ยมู่ไป่เริ่มหมุนวนอย่างบ้าคลั่ง ภายในเส้น
ชีพจรของเขา พลังโลหิตเริ่มหนาแน่นและเข้มข้นขึ้น โครงกระดูกทั่วร่าง
ส่งเสียงดังออกมา จากนั้นออร่าก็ปะทุออกมา ทุกคนที่สัมผัสถึงมันได้ต่าง
ก็รู้สึกหวาดกลัวเป็นอยางยิ่ง!
เคล็ดบ่มเพาะปีศาจบรรพกาล!
วูชชช!
พื้นที่รอบตัวเหล่ยมู่ไป่ดูราวกับจะแยกออกเป็นพื้นที่ส่วนตัว ออร่า
ของเขากลายเป็นรุนแรงขึ้นหลายเท่ายิ่งนัก!
สิ่งที่เขาใช้อยู่ตอนนี้คือพลังของเคล็ดบ่มเพาะปีศาจบรรพกาลที่
อาจารย์ของเขาได้ค้นพบในซากโบราณในที่ห่างไกล!
เขามิได้กลัวที่จะใช้เคล็ดบ่มเพาะนี้ออกมาเลย นี่มิใช่เคล็ดบ่มเพาะ
ของเมืองจักรพรรดิปีศาจแห่งความเงียบงัน แต่เป็นเคล็ดบ่มเพาะที่เก่าแก่
มากยิ่งกว่า โดยมิได้คำนึงถึงมู่อวี้หวงหรือมู่เฟิงเซียน เพราะอย่างไรมันก็
มิใช่สิ่งที่พวกเขาเคยรู้จัก
นิกายในภูมิภาคเขตแดนทางใต้มิได้แยกเคล็ดบ่มเพาะดีหรือชั่วร้าย
นัก ทุกอย่างล้วนขึ้นอยู่กับการเคารพในความแข็งแกร่ง เช่นนั้นมันจึงมิได้
ผิดที่จะบ่มเพาะเคล็ดบ่มเพาะปีศาจบรรพกาล
แม้จะมีสิ่งใดเกิดผิดพลาดจากการใช้มัน เขาก็มิได้สนใจอีกต่อไป
หากเขาไม่สามารถเอาชนะหลินหมิงที่นี่ได้ เช่นนั้นมันก็จะทำให้จิต
วิญญาณของเขาไม่มั่นคง ซึ่งจะส่งผลต่อการบ่มเพาะเป็นอย่างยิ่ง!
“หืม? เคล็ดบ่มเพาะเช่นนี้มัน! มู่อวี้หวงดวงตาสาดประกาย ด้วย
ความรู้ทั้งหมดของนาง นางสามารถที่จะบอกได้ว่าเคล็ดบ่มเพาะนี้มันไม่
ปกติและผิดธรรมชาติ ที่แน่ๆมันมิใช้เคล็ดบ่มเพาะของนิกายตราประทับ
สายฟ้าอย่างแน่นอน หากใช่แสดงว่านิกายตราประทับเพิ่งได้ครอบครอง
มันในไม่นานมานี้ และมันก็มีโอกาสมากด้วยว่าเหล่ยมู่ไป่นั้นจะเป็นคน
พบ!”
“ท่านบรรพบุรุษ ท่านรู้จักเคล็ดบ่มเพาะนี้หรือไม่?” มู่อวี้หวงกล่าว
ถามมู่เฟิงเซียนออกไปด้วยกระแสเสียงปราณแท้
มู่เฟิงเซียนหลิ่วตาของนางขณะที่มองไปยังเหล่ยมู่ไป่ ครุ่นคิดอย่าง
ลึกซึ้งอยู่สักพัก จากนั้น ลังเลและส่ายศีรษะ “เคล็ดบ่มเพาะนี้เพิ่งจะ
ปรากฏขึ้นมาได้ไม่นาน เจ้าเด็กนั้นช่างโชคดียิ่งนัก!”
มู่อวี้หวงถอนหายใจเบาแล้วมองไปยังเหล่ยจิงเทียน แต่จู่ๆนางก็ต้อง
หลั่งเหงื่อเย็น – มันมีโอกาสอย่างมากที่จะถูกค้นพบด้วยตัวของเหล่ยมู่ไป่
คนเดียว
ด้วยโชคมหาศาลเช่นนี้หล่นลงมาใส่เขา นางกลัวอย่างยิ่งว่าเหล่ยมู่ไป่
อาจจะกลายมาเป็นจักรพรรดิผู้ไร้เปรียบในอนาคต!
เคล็ดบ่มเพาะปีศาจบรรพกาลของเหล่ยมู่ไปนั้นยอดเยี่ยมอย่าง
แท้จริง แต่หลินหมิงก็ไม่ต่างกัน ท่ามกลางผู้คนที่อยู่ที่นี่ ไม่มีผู้ใดมี
ประสบการณ์ได้เห็นเคล็ดบ่มเพาะระดับสูงไปมากกว่าเขา
ในความทรงจำของผู้อาวุโสระดับสูงจากแดนเทวะ มันมีเคล็ดบ่ม
เพาะมากมาย ส่วนใหญ่เป็นเพียงเศษเสี้ยวที่กระจัดกระจาย แต่หลินหมิง
ก็ยังมองย้อนกลับไปในตอนนั้นอีกครั้ง ขณะที่เขาได้เปรียบเทียบเคล็ดบ่ม
เพาะในเศษเสี้ยวความทรงจำเหล่านั้นกับเคล็ดบ่มเพาะปีศาจบรรพกาล
ของเหล่ยมู่ไป่ เขาก็ได้ข้อสรุปว่าบางทีเคล็ดบ่มเพาะปีศาจบรรพกาล
อาจจะถูกสร้างโดยจักรพรรดิผู้ไร้เปรียบยุคแรกแห่งทวีปนภารินไหล
บางทีจักรพรรดิผู้ไร้เปรียบอาจตายเพราะสิ้นอายุขัยหรือไม่ก็อาจเข้า
ไปสู่แดนเทวะแล้ว ไม่ว่าเรื่องราวจะเป็นอย่างไรนั้น เคล็ดบ่มเพาะที่เขาได้
หลงเหลือเอาไว้นั้น ถือได้ว่าเป็นเพียงแค่เคล็ดบ่มเพาะระดับ 3 ขั้นต่ำ
ของแดนเทวะเท่านั้น
ภายใต้เงาของง้าวโลหิตที่สูงตระหง่าน เหล่ยมู่ไป่กระชับง้าวโลหิต
ล้างผลาญ ชุดและผมของเขาปลิวไปตามสายลม ด้วยสายฟ้าโลหิต
ไหลเวียนอยู่ทั่งร่าง เขาดูราวกับเทพปีศาจบรรพกาลที่ลงมายังโลก
เหล่ยมู่ไปยืนอยู่ ออร่าของเขานั้นเต็มไปด้วยความเย้ยหยันโลกใบนี้
เหล่าศิษย์ชายต่างก็รู้สึกว่าเหล่ยมู่ไปนั้นเป็นดั่งขุนเขาสูงตระหง่าน เป็น
ตัวตนที่อยู่ห่างไกลเกินกว่าพวกเขาจะอาจเอื้อม สำหรับเหล่าศิษย์หญิง
ของภูมิภาคเขตแดนห้าธาตุ หน้าของพวกนางแดงและหัวใจเต้นรัว
สำหรับโจวเสี่ยวเหลียน ดวงตาของนางไม่ห่างไปจากเหล่ยมู่ไปเลยแม้แต่
น้อย
โจวเล่ยมองเห็นสีหน้าศิษย์น้องหญิงของเขา แต่เขาก็มิได้กล่าวอันใด
ออกมา ไม่ว่าจะเป็นเหล่ยมู่ไป่หรือหลินหมิง พวกเขาต่างก็เป็นตัวตนที่
เหนือกว่าความเข้าใจของเขาไปแล้ว
“หลินหมิง! เจ้ายังคิดว่าตนเองสามารถที่จะเอาชนะข้าได้อยู่
หรือไม่!?”
เหล่ยมู่ไป่กล่าวออกมาอย่างช้าๆ ทุกคำเต็มไปด้วยความหยิ่งยโส!
ความแข็งแกร่งของเขาเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว หากเขาได้ใช้ ‘โลหิต
สงครามผ่าปฐพี’ อีกครั้ง พลังของมันก็จะรุนแรงเป็น 2 เท่าเช่นกัน!