Martial World ศิลาลึกลับกับวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ - ตอนที่ 387 การเผชิญหน้า
‘เจ้าจิ้งจอกเฒ่า!’ มู่อวี้หวงสีหน้ากลายเป็นมืดมนอย่างยิ่ง ในที่สุด
นางก็ได้เข้าใจว่าเหตุใดเหล่ยจิงเทียนจึงคัดค้านนางมาตลอด กลับ
กลายเป็นว่าเขาได้ร่วมมือกับเหล่ยมู่ไป่ ‘เหล่ยจิงเทียนราวกับว่าเขานั้นได้
ขายตนเองให้กับดินแดนปีศาจแห่งทะเลทางใต้ มันมีโอกาสสูงอย่างมาก
ว่าสิ่งที่หลินหมิงกล่าวมานั้นจะเป็นเรื่องจริง ลงมือก่อน ผลที่ตามมาค่อย
ว่ากันทีหลัง ช่างเป็นเด็กหนุ่มที่กล้าหาญอย่างยิ่ง! กุญแจสำคัญของเรื่อง
คือจะพิสูจน์เรื่องนี้อย่างไร? ในสถานการณ์เช่นนี้ มันยากที่จะเค้นเอา
ความจริงจากเหล่ยมู่ไป่ได้’
มู่อวี้หวงรู้ว่ามันเป็นการเดิมพันที่เสี่ยง หากหลินหมิงมิอาจที่จะหาข้อ
พิสูจน์ได้อย่างชัดเจน เขาจะต้องตกตายอย่างโหดร้ายแน่นอน มันจะไม่มี
หนทางที่เกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์จะปกป้องเขาได้
ทั่วร่างของเหล่ยจิงเทียนสาดประกายสายฟ้า ดวงตาของเขาราวกับ
สัตว์อสูรที่จ้องเหยื่อ
แม้แต่สือจ้งคุนจากนิกายปฐพีอเวจีที่ยืนอยู่ด้านหลังก็เข้ามากล่าว
เสริมด้วย ก่อนหน้านี้ เขาได้พ่ายแพ้และถูกทำให้อับอายต่อการโต้เวที
กลับหลินหมิง ในตอนนี้เป็นโอกาสอันดีสำหรับเขาที่จะจัดการกับหลินห
มิง แล้วเขาจะพลาดโอกาสดีเช่นนี้ได้อย่างไร?
“ข้อกล่าวหาไร้สาระนัก เจ้าหนู! ช่างมีความคิดที่ชั่วร้ายอันใดเช่นนี้
เพียงแค่มีข้อขัดแย้งเล็กน้อย เจ้าถึงกับทำลายเส้นชีพจรของเขาทั้งหมด
หากเจ้าไม่มีสิ่งที่สามารถอธิบายการกระทำนี้ได้ละก็ เช่นนั้นข้าก็จะทำ
ลายเส้นชีพจรทั้งหมดของเจ้าเช่นกัน มิเช่นนั้น ภูมิภาคเขตแดนห้าธาตุ
ของข้าจะเอาหน้าไปไว้ที่ใดได้!?”
ขณะที่สือจ้งคุนกล่าวออกมา ออร่าในร่างของเขาก็ได้ปะทุขึ้นมา
ด้วยแรงกดดันของผู้เชี่ยวชาญขั้นหลอมรวมแก่นแท้ช่วงกลางทั้งสองคน
ถาโถมเข้าใส่หลินหมิง แม้จะมีมู่อวี้หวงที่คอยยืนอยู่ด้านหน้าของเขา
หลินหมิงก็ยังรู้สึกได้ถึงแรงกดดันที่หนักหน่วงเป็นอย่างยิ่งกดทับร่างของ
เขา
หลินหมิงมิได้มีความประทับใจอันใดเลยกับสือจ้งคุน น้ำเสียงของเขา
ต่ำและกล่าวออกมาว่า “ผู้อาวุโสสือ มันมิใช่การกล่าวอย่างไร้สาระ”
สือจ้งคุนเค้นเสียงเย็นชา “หากเจ้ากล่าวว่าตนนั้นมิได้กล่าวว่าจาไร้
สาระ โดยการที่ว่าหลานชายเหล่ยมู่ไป่นั้นเป็นสายลับที่มาจากดินแดน
ปีศาจแห่งทะเลทางใต้ แล้วเช่นนั้นหลักฐานที่ว่าของเจ้านั้นอยู่ที่ใดกัน?
หากเจ้ามิอาจหาหลักฐานอันใดมาชี้แจงได้ เช่นนั้นก็จงเตรียมตัวที่จะ
ชดใช้เรื่องนี้ด้วยชีวิตของเจ้า”
ขณะที่สือจ้งคุนกล่าวออกมา ศิษย์ของภูมิภาคเขตแดนห้าธาตุต่างขุ่น
เคือง โดยเฉพาะเหล่าผู้ที่ถูกทำให้อับอายโดยหลินหมิง เช่นฉู่อวิ๋นเฟย
เฉินคุน สือฮั่นซาน คนเหล่านี้ต่างตะโกนออกมาให้หลินหมิงชดใช้ด้วย
ชีวิตของตน
“หลินหมิง นี่มิใช่เรื่องเล็กน้อย หากเจ้ามีหลักฐานอันใด เช่นนั้นก็รีบ
นำออกมาซะ มิเช่นนั้น ข้าคงมิอาจปกป้องเจ้าได้” มู่อวี้หวงส่งกระแส
เสียงปราณแท้ไปหาหลินหมิง มันเกิดความรู้สึกตำหนิขึ้นในจิตใจของนาง
นี่เป็นเรื่องใหญ่ แต่นางกลับมิได้กล่าวสิ่งใดออกมาก่อนที่จะเข้าปกป้อง
หลินหมิง
หลินหมิงสูดหายใจลึกและกล่าวว่า “ผู้อาวุโสมู่ ข้านั้นมิได้มีตัวเลือก
ข้ายังมิได้มีหลักฐานที่แน่ชัดมายืนยันความสงสัยของข้าในตอนนี้ได้ ก่อน
หน้านี้ หากข้าบอกกับท่าน อาจจะต้องมีการประชุมสภาผู้อาวุโส หาก
เรื่องนั้นเกิดขึ้น ข้าเกรงว่าอาจมีข้อมูลรั่วไหลออกไปและผลที่เกิดขึ้นคือ
เหล่ยมู่ไป่อาจถูกพาตัวหนีไปได้ เช่นนั้น ข้าจึงต้องลงมือก่อน และอธิบาย
ทีหลัง ”
หลินหมิงเกรงว่าถึงแม้มู่อวี้หวงนั้นจะเชื่อเขา นางก็คงมิได้แอบทำ
การลับ แต่กลับเรียกประชุมสภาผู้อาวุโสแทน และเรื่องที่ไร้หลักฐานที่แน่
ชัดของเขาคงเป็นอันตกไป อย่างไรก็ตาม สายลับผู้นี้เป็นแค่รุนเยาว์ผู้หนึ่ง
แม้ว่าเขาจะถูกสังหาร แต่ก็ไม่มีผลกระทบอะไรมากนัก แต่ถ้าพวกเขา
ผิดพลาดมันอาจเป็นภัยพิบัติ
เมื่อเป็นเช่นนั้นหลินหมิงก็คงทำได้เพียงมองเหล่ยมู่ไป่กลับไปยัง
ดินแดนปีศาจแห่งทะเลทางใต้อย่างช่วยไม่ได้ และจะกลายเป็นงูพิษที่รอ
เวลาเพื่อแว้งกัดเขา
หลินหมิงนั้นมีครอบครัวและไม่ต้องการให้เพียงเขาถูกเพ่งเล็ง โอ
หยางปั่วเยี่ยนคนเดียวก็มากพอแล้ว เป็นเพราะสถานะของหลินหมิงใน
หุบเจ็ดแก่นแท้โอวหยางปั่วเยี่ยนจึงไม่กล้าที่จะทำอะไรบุ่มบ่าม สำหรับ
เหล่ยมู่ไป่เขาคงไม่สนใจอันใด เช่นนั้นหลินหมิงจึงจำเป็นที่จะต้องทำให้
เขาพิการ เพื่อเป็นการตัดไฟตั้งแต่ต้นลม
มู่อวี้หวงสีหน้าเปลี่ยนไปอย่างมาก “เจ้ากล่าวว่าอย่างไรนะ? เจ้ามิได้
มีหลักฐานที่แน่ชัดเหรือ? นี่เป็นเพียงแค่การเดาเช่นนั้นหรือ!?”
หลินหมิงกล่าวเสริมว่า “ไม่ ข้ามั่นใจว่าข้าเดาถูก…”
ขณะที่เขาหลินหมิงกล่าว เขาก็ได้ก้าวออกไปและยืนอยู่ต่อหน้าสือจ้ง
คุนและเหล่ยจิงเทียน เผชิญหน้ากับแรงกดดันที่รุนแรงของพวกเขา
โดยตรง
สือจ้งคุนมีสีหน้าที่เต็มไปด้วยความเย้ยหยัน ราวกับว่าเขานั้นได้เห็น
ถึงอนาคตเมื่อตอนที่เขาได้ทำลายเส้นชีพจรทั้งหมดของหลินหมิงทิ้งแล้ว
สำหรับเหล่ยจิงเทียน เขาดูท่าทางดุร้าย เขารู้สึกใจเต้นรัวเล็กน้อย
แต่ก็ยังคงเชื่อว่าหลินหมิงนั้นมิได้มีหลักฐานอันใด เชื่อว่าตนนั้นสามารถที่
จะหนีพ้นข้อกล่าวหาทั้งหมดได้ คำกล่าวของหลินมิงก็จะกลายเป็นไร้มูล
ความจริงและเป็นเพียงการใส่ร้ายเท่านั้น
หลินหมิงผสานมือขึ้นด้วยความสุภาพอีกครั้งแล้วกล่าวอย่างสงบว่า
“ท่านเจ้านิกายตราประทับสายฟ้า ได้โปรดใจเย็นก่อน หากท่านสามารถ
ที่จะยืนยันได้ว่าข้านั้นโกหก เช่นนั้น ท่านจะทำอะไรกับข้ามันก็แล้วแต่
ท่าน”
เหล่ยจิงเทียนคิ้วขมวด ดวงตาของเขาสาดประกายเจตนาแห่งการฆ่า
ฟัน “นี่คือสิ่งที่เจ้าต้องการกล่าวออกมาเองนะ! หากเจ้าไม่สามารถที่จะ
หาหลักฐานมายืนยันได้ ชายชราผู้นี้จะจัดการเจ้าอย่างสาสม!”
ขณะที่เหล่ยจิงเทียนกล่าวออกมา ดวงตาของเขานั้นจ้องมองไปยังมู่
อวี้หวงและกล่าวกับนางว่า “ท่านเจ้านิกายอวี้หวงผู้สูงศักดิ์ศักดิ์ นี่เป็นสิ่ง
ที่ศิษย์ของท่านกล่าวออกมา ท่านมีสิ่งใดจะคัดค้านหรือไม่!?”
สีหน้าของมู่อวี้หวงกลายเป็นหน้าเกลียดอย่างยิ่ง ในตอนนี้ ไม่ว่านาง
จะแข็งแกร่งเพียงไร มันก็คงไม่เพียงแค่จะหาเหตุผลมากล่าวอ้างเพื่อ
ปกป้องหลินหมิงได้
น้ำเสียงของมู่อวี้หวงสลดลงอย่างมาก น้ำเสียงของนางกลายเป็นเย็น
ชาอย่างถึงที่สุด “ในเมื่อหลินหมิงกล่าวเช่นนี้ด้วยตัวของเขาเอง ข้าก็ไม่มี
อันใดที่จะคัดค้าน หากคำกล่าวของหลินหมิงเป็นเพียงเรื่องไร้สาระไม่มี
มูล ท่านเจ้านิกายตราประทับสายฟ้าสามารถที่จะจัดการเขาได้ตามใจ
ชอบ แต่หากหลินหมิงสามารถที่จะหาหลักฐานมาได้ และมีเหล่าผู้ที่ไม่
ยอมรับ เช่นนั้นหญิงชราผู้นี้จะลงมือสังหารคนผู้นั้นด้วยตัวเอง!”
หลังจากที่เหล่ยจิงเทียนได้ยินคำกล่าวที่เต็มไปด้วยเจตนาฆ่าฟันนี้
หัวใจของเขาก็หยุดนิ่งไปชั่วขณะ
“ท่านอาจารย์ย่อมจำในสิ่งที่ตนได้กล่าวออกมาอยู่แล้ว!”
ในเมื่อเรื่องได้มาถึงขั้นนี้ มู่เชียนหยี่ก็มิอาจที่จะนั่งอยู่เฉยได้อีก นาง
มองอย่างกังวลไปยังหลินหมิง หัวใจของนางเต็มไปด้วยความสับสน
สายตาของเหล่าผู้ชมจับจ้องไปยังหลินหมิง จากนั้นหลินหมิงก็ได้สูด
หายใจลึก และกล่าวถามออกไปด้วยน้ำเสียงที่สงบอย่างมาก “ข้ามีไม่กี่
คำถามที่อยากจะถามท่านเจ้านิกายตราประทับสายฟ้า…”
“ว่ามา! ข้าอยากจะรู้นักว่าเจ้านั้นจะถามสิ่งใดกับข้า!” เหล่ยจิงเทียน
กล่าวออกมาอย่างไม่พอใจ
หลินหมิงกล่าวต่อว่า “คำถามแรก เมื่อตอนที่เหล่ยมู่ไป่ได้สู้กับข้า
เคล็ดบ่มเพาะของนิกายตราประทับสายฟ้าอันใดกันที่เขาได้ใช้ออกมา
หรือ?”
เหล่ยจิงเทียนคิ้วขมวด “ไม่ใช่ เคล็ดบ่มเพาะเหล่านั้นเป็นสิ่งที่เหล่ยมู่
ไป่ได้โชคดีค้นพบมันในซากเมืองโบราณ ตั้งแต่อดีตกาล อัจฉริยะที่แท้จริง
ก็มักจะมีโชคได้ครอบครองมันเช่นนี้อยู่แล้ว ซึ่งเรื่องเหล่านี้มักจะเกิด
ขึ้นอยู่เสมอ!”
“เช่นนั้นก็เป็นดั่งที่ท่านเจ้านิกายตราประทับสายฟ้ากล่าวมา”
หลินหมิงผงกศีรษะ “คำถามที่สอง จิตวิญญาณสายฟ้าที่เหล่ยมู่ไป่ได้
ครอบครองนั้นมาจากนิกายตราประทับสายฟ้าใช่หรือไม่?”
เหล่ยจิงเทียนครุ่นคิด เจ้าเด็กนี่ เขาพยายามที่จะสร้างกับดักขึ้นมา
เพื่อให้ข้าเข้าไปติดกับเช่นนั้นหรือ?
หลังจากที่ครุ่นคิด เขาก็ไม่พบว่ามันมีกับดักอันใด จึงได้กล่าวออกไป
ว่า “ไม่ เหล่ยมู่ไปนั้นได้พบมันหลังจากที่เขาได้ผจญภัยเข้าไปในแดน
อันตราย มันมิได้มาจากนิกายตราประทับสายฟ้าของข้า”
เหล่ยจิงเทียนคิดเอาไว้ว่าควรที่จะตีตัวออกห่างจากเหล่ยมู่ไป่ให้มาก
ที่สุดเท่าที่ทำได้ เพื่อป้องกันหลินหมิงทำให้เขาตกอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่
อาจอธิบายสิ่งต่างๆได้ และทำให้เขาโกหกมากขึ้นไปอีก
หลินหมิงผงกศีรษะอีกครั้ง “คำถามที่สาม ผู้ใดคือบิดามารดาของ
เหล่ยมู่ไป่? และเหล่ยมู่ไป่ได้กล่าวถึงพื้นหลังของตนแก่นิกายตราประทับ
สายฟ้ามาก่อนหรือไม่?”
เหล่ยจิงเทียนกล่าวตอบออกมา “มู่ไป่นั้นกำพร้า บิดามารดาเป็นแค่
ปุถุชนทั่วไปและเสียชีวิตจากผลกระทบของสงคราม!”
บิดามารดาเป็นแค่ปุถุชนและยังเสียชีวิตอีกด้วย ด้วยสิ่งนี้ เหล่ยจิง
เทียนเชื่อว่าไม่ว่าหลินหมิงนั้นจะเก่งแค่ไหน ก็คงจะมิได้สิ่งใดจากคำตอบ
ของเขาเพื่อพิสูจน์อันใด
หลินหมิงกล่าวอีกว่า “ข้าหมดคำถามแล้ว ผู้อาวุโสมู่ ข้าขอให้ท่าน
กางม่านอาคมที่สามารถปิดกั้นการส่งกระแสเสียงปราณแท้ได้หรือไม่?”
มู่อวี้หวงดวงตาเบิกขึ้น นางมิรู้ว่าหลินหมิงนั้นวางแผนอันใดอยู่ แต่
นางก็ยังมองหาผู้เชี่ยวชาญด้านอาคมของเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ให้มากาง
ม่านอาคมพิเศษที่สามารถปิดกั้นการส่งกระแสเสียงปราณแท้
หลังจากที่หลินหมิงได้ยืนยันด้วยตนเองว่าม่านอาคมได้ถูกวาง
เรียบร้อยแล้ว เขาก็ได้สะบัดมือและเอาผลึกสีแดงที่อยู่ในแหวนมิติที่มี
ขนาดเท่าหยดน้ำออกมา “ท่านรู้หรือไม่ว่าสิ่งนี้คืออะไร?”
“หืม?”
เหล่ยจิงเทียนหรี่ตาลง จากที่เขาสัมผัสได้ เขารู้สึกได้ถึงพลังงานที่
เก่าแก่โบราณแผ่ออกมาจากมัน เห็นได้ชัดว่านี่คือวัตถุล้ำค่าบางอย่าง
มันคือสิ่งใดกัน?
เหล่ยจิงเทียนมิรู้ว่ามันคือสิ่งใด แต่สือจ้งคุนมีสีหน้าเปลี่ยนไป เขา
เคยเห็นบางสิ่งที่คล้ายกันในตำราโบราณมาก่อน เด็กนี่มีสมบัติที่ล้ำค่ายิ่ง!
มู่เฟิงเซียนลุกขึ้น ดวงตาของนางสาดประกาย นางมองไปยังหลินหมิ
งอย่างลึกซึ้งก่อนที่จะกล่าวออกมา “หลังจากที่มหาจักรพรรดิอเวจีได้
เสียชีวิตลง หัวใจปีศาจของเขาก็ได้ถูกบดขยี้เป็นเสี่ยงๆ ข่าวลือเล่าว่าได้
ถูกแบ่งโดยปรมาจารย์ขั้นหลอมรวมแก่นแท้หลายคน และใช้มันสร้างเป็น
เศษผลึกหัวใจปีศาจขึ้นมา หลังจากที่ได้ละลายและดูดซับปราณโลหิตนี้
เข้าไป มันจะทำให้ผู้ที่อยู่ในขั้นปราณปลายฟ้ามีโอกาสที่จะก้าวเข้าสู่ขั้น
หลอมรวมแก่นแท้มากขึ้น หญิงชราผู้นี้เคยเห็นมันมาครั้งนึง ถ้าข้าเดาไม่
ผิด เช่นนั้นผลึกสีแดงที่อยู่ในมือของหลินหมิงจะต้องเป็น ‘เศษผลึกหัวใจ
ปีศาจอย่างแน่นอน’”
มหาจักรพรรดิอเวจีนั้นได้เสียชีวิตมากว่า 1000ปีแล้วและผู้อาวุโสที่
ได้ครอบครองต่างก็สิ้นอายุขัยกันไปหมดแล้ว จึงมีเพียงไม่กี่คนที่ได้รู้และ
เห็นว่าเศษผลึกหัวใจปีศาจเป็นเช่นไร หลายคนเคยเห็นแค่เพียงในตำรา
โบราณ สำหรับผู้ที่เคยเห็นด้วยตาตนเองนั้นมีเพียงแค่มู่เฟิงเซียน ในตอน
นั้นมู่เฟิงเซียนก็ได้ทะลวงเข้าสู่ขั้นหลอมรวมแก่นแท้ไปเรียบร้อยแล้ว และ
เศษผลึกหัวใจปีศาจก็มิได้มีประโยชน์อันใดต่อนางอีก
เหล่ยจิงเทียนตาเบิกกว้างขึ้นมาในทันที ‘สมบัติที่จะทำให้ผู้ที่อยู่ใน
ขั้นปราณปลายฟ้ามีโอกาสที่จะก้าวเข้าสู่ขั้นหลอมรวมแก่นแท้มากขึ้น
หรือ? เจ้าเด็กนี่มีสมบัติล้ำค่าเช่นนี้อยู่กับตัว?’
หลินหมิงกล่าว “ใช่แล้ว มันคือสิ่งนั้น”
หลินหมิงได้ครอบครองเศษผลึกหัวใจปีศาจจากโจวซินอวี่ทั้งหมด 10
อัน เมื่อตอนที่เขาได้ถูกไล่ล่าโดย หวงจื่อเซวียน เขาก็ได้ใช้มันไป ครึ่งหนึ่ง
เขาจึงเหลือเพียง 9 อันและอีกครึ่ง
ครึ่งหนึ่งนี้ช่วยให้หลินหมิงผสานไขกระดูกสำเร็จ หลังจากนั้น เขาก็
ได้ปิดด่านฝึกตนที่เกาะจันทราทมิฬถึง 3 เดือน หลินหมิงก็ได้กลืนกิน
โอสถเปิดทางสวรรค์ที่ได้ทำการจารึกอักขระโอสถลงไป และสามารถที่จะ
ที่ผสานไขกระดูกได้ถึง 20% ที่หลินหมิงมิได้ใช้เศษผลึกหัวใจปีศาจก็
เพราะว่าเขานั้นเกรงว่ายังมีพิษตกค้างของมันจากครั้งก่อนอยู่มาก
ในตอนนี้เขาได้เอามันออกมา 1 อัน แม้แต่หลินหมิงยังรู้สึกปวดใจ
“เจ้าหนู เจ้าวางแผนที่จะทำสิ่งใดกันแน่? เหล่ยจิงเทียนรู้สึกสังหรณ์
ใจไม่ดีเล็กน้อย”
หลินหมิงกล่าว “ท่านเจ้านิกายตราประทับสายฟ้าอาจจะไม่รู้ แต่
เศษผลึกหัวใจปีศาจนี้ยังมีเศษเสี้ยวจิตสำนึกของมหาจักรพรรดิอเวจี
หลงเหลืออยู่”
ขณะที่หลินหมิงกล่าวออกมา เขาก็มองไปยังฝูงชนและกล่าวว่า “ข้า
ต้องการที่ขอให้ผู้อาวุโสบางท่านขึ้นมาบนเวทีและพิสูจน์เรื่องนี้!”
เหล่ยจิงเทียนมีสีหน้าเปลี่ยนไป มันมีเศษเสี้ยวจิตสำนึกของมหา
จักรพรรดิอเวจีหลงเหลืออยู่หรือ? มันหมายความว่าอย่างไรกัน? หรือว่า
หากผู้ใดได้กลืนกินมันลงไปจะสามารถสัมผัสได้ถึงบางสิ่งเช่นนั้นหรือ?
หลินหมิงมองไปยังเหล่ยมู่ไป่อย่างไม่ใส่ใจ เขาพบว่าในตอนนี้ เหล่ยมู่
ไปได้นอนกองอยู่บนพื้นแล้ว สีหน้าซีดราวกับตายไปแล้ว เพลิงแห่งชีวิต
ราวกับจะมอดดับได้ทุกเมื่อ หัวใจของเหล่ยจิงเทียนสลดลง เหล่ยมู่ไป่นั้น
จบสิ้นแล้ว!
“ผู้อาวุโสจินและผู้อาวุโสไป่ ข้าขอให้ท่านขึ้นมาบนเวทีได้หรือไม่”
หลินหมิงกล่าวถามผู้อาวุโสจากหุบเขานิกายระฆังทองคำและผู้อาวุโสจาก
นิกายตำหนักเหมันต์ ในความคิดของเขา บุคคลทั้งสองนี้ต่างก็เป็นผู้ที่มี
ความยุติธรรมอย่างยิ่ง พวกเขาไม่มีสิ่งใดที่จะเข้าข้างและปิดบังให้กับ
เหล่ยมู่ไป่ ความจริงแล้ว นอกจากเหล่ยจิงเทียน ก็ไม่น่าจะมีผู้ใดที่ยอม
เสี่ยงและขายตัวเองให้กับดินแดนปีศาจแห่งทะเลทางใต้อีกแล้ว
เหล่ยจิงเทียนใจสั่นสะท้าน ในตอนนี้เขารู้แล้วว่าเหตุใดหลินหมิงจึง
ได้ขอให้กางม่านอาคมปิดกั้นกระแสเสียงปราณแท้ นั้นก็เพราะป้องกันมิ
ให้เขาส่งกระแสเสียงปราณแท้ไปหาผู้อาวุโสสูงสุดทั้งสองของเขา!
แล้วคำถามทั้ง 3 อย่างก่อนหน้านี้เล่า? เขาถามเช่นนั้นเพราะเหตุใด
กัน? ในตอนนี้เหล่ยจิงเทียนสับสนเป็นอย่างยิ่ง ลางสังหรณ์ที่ไม่ดีในจิตใจ
ของเขาเริ่มมากขึ้นเรื่อยๆ เขาคิดว่าหากมีบางอย่างเกิดขึ้น เขาก็จะ
สามารถหาทางออกให้กับตนเองได้ สำหรับเหล่ยมู่ไป่ เขาจะปล่อยให้ตาย
อยู่ที่นี่ไปซะ