Martial World ศิลาลึกลับกับวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ - ตอนที่ 389 งานเลี้ยงฉลอง
ในค่ำคืนนี้ ต้นอู๋ถงที่มักจะเงียบสงบกลับเต็มไปด้วยบรรยากาศรื่นเริง
ทั่วทั้งเกาะเต็มไปด้วยบรรยากาศแห่งความตื่นเต้น บริเวณพื้นที่โล่งของ
ป่าต้นอู๋ถง กองเพลิงขนาดใหญ่ถูกจุดขึ้นเพื่อเฉลิมฉลอง
ที่เกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์นั้นหายากมากที่เหล่าศิษย์จะได้กินเนื้อย่าง
เพราะปกติจะกินสิ่งที่มาจากหุบเขาจิตวิญญาณ เช่น เมล็ดธัญพืชจิต
วิญญาณ ผักจิตวิญญาณ หน่อไม้จิตวิญญาณ และสิ่งอื่นที่เป็นอาหารอ่อน
กินง่ายและมีประโยชน์ต่อการบ่มเพาะ ศิษย์หญิงบางคนไม่แม้จะได้สัมผัส
เนื้อเป็นปีก็มี นี้เป็นโลกที่ห่างไกลจากอาหารเฉกเช่นปุถุชนอย่างแท้จริง
เกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์นั้นค่อนข้างจริงจังและไม่ไร้สาระ และจำนวน
กฏที่ต้องปฏิบัติตามก็มีมากจนน่าตกใจ การที่จะได้มาเลี้ยงฉลอง
ท่ามกลางกองไฟเช่นนี้เกิดขึ้นได้นานทีปีหนเท่านั้น โดยมิได้มีการได้รับ
อนุญาต หากผู้ใดจัดงานเช่นนี้ขึ้นเอง พวกเขาจะถูกลงโทษและถูกบังคับ
ให้สำนึกผิดของพวกเขา
บรรดาศิษย์หลักของเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ ไม่ว่าพวกเขาจะมีสถานะ
สูงส่งเช่นไร พวกเขาก็ยังเป็นแค่เด็กคนหนึ่ง ที่มีความคิดเช่นเด็กทั่วไป
เพราะในยามค่ำคืนทุกวัน พวกเขามักจะต้องฝึกตนบ่มเพาะอยู่ในห้อง บ่ม
เพาะ บ่มเพาะ แล้วก็บ่มเพาะ เป็นเช่นนี้ต่อเนื่องนานเป็นเดือน หลังจาก
นานเข้าจิตใจของพวกเขาก็อยากที่จะปลดปล่อย ดังนั้นในคืนนี้จึงเป็น
โอกาสที่เหมาะสมและหาได้ยากสำหรับพวกเขา ไม่ว่าจะเป็นศิษย์หลัก
หรือศิษย์สายตรงต่างก็ไม่กล้าที่จะพลาดงานเลี้ยงฉลองนี้อย่างแน่นอน
ส่วนศิษย์สายในจะเข้ามาได้นั้นจำเป็นต้องใช้เส้นสายเพื่อให้ได้เข้า
ร่วมงานเลี้ยงฉลองที่หาได้ยากนี้
ภายในเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ ศิษย์กว่า 80-90% เป็นหญิง ไม่เพียงแค่
นั้น แต่พวกนางยังงดงามเป็นอย่างยิ่ง ภาพกลุ่มของเหล่าหญิงสาวที่
งดงามกำลังสนทนากันนั้นช่างเป็นสิ่งที่น่ารื่นรมย์เป็นอย่างยิ่ง
ที่ด้านนอกนั้นบริเวณทางเข้านั้นมีโจวซินอวี่อยู่ ในฐานะศิษย์ใหม่
นางจึงไม่มีคุณสมบัติที่จะเข้าไปได้งานเลี้ยงที่มีเพียงศิษย์หลักขึ้นไป
เท่านั้นถึงจะเข้าได้ แต่จางเจิ้นจำได้ว่านางเป็นผู้ที่เข้ามายังเกาะฟีนิกซ์
ศักดิ์สิทธิ์พร้อมกับหลินหมิง และจางเจิ้นก็เคยเป็นผู้ที่พาพวกเขาเข้ามา
จางเจิ้นเดาว่าโจวซินอวี่อาจเป็นสาวใช้ของหลินหมิงหรืออาจเป็นนางสนม
ของเขา ซึ่งเป็นเหตุผลว่าหลินหมิงทำไมจึงได้นำนางมาที่นี่ด้วยนั้นเอง ใน
ความคิดเห็นของจางเจิ้น ด้วยพรสวรรค์ของโจวซินอวี่ นางเทียบได้กับ
สถานะของสาวใช้ภายในเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์พอดี แน่นอน นางอาจจะมี
โชควาสนาและวันหนึ่งอาจได้กลายมาเป็นสาวใช้ของศิษย์สายตรง
เมื่อโจวซินอวี่ได้ถูกพาเข้ามาร่วมงานโดยจางเจิ้น นางรู้สึกเศร้าหมอง
เล็กน้อย นางนั้นมิได้มีคุณสมบัติที่จะเข้าไปร่วมงานเลี้ยงฉลองวันเกิดเมื่อ
ตอนเช้า เช่นนั้นนางจึงมิได้เป็นพยานในการต่อสู้อันยิ่งใหญ่ของสองราชัน
รุ่นเยาว์ที่ทุกคนต่างกล่าวถึงในตอนนี้ นางเพียงแค่ได้ยินรายละเอียดที่จาง
เจิ้นเล่าให้ฟัง แต่ในหัวใจของนาง พบว่ามันยากที่จะเชื่อได้ว่านักสู้ขั้น
ผสานชีพจรสามารถที่จะเทียบได้กับนักสู้ขั้นปราณปลายฟ้าได้เช่นนั้น
หรือ?
โจวซินอวี่ไม่ต้องการที่จะรับฟังสิ่งใดอีก เพียงแค่นี้มันก็มากพอแล้วที่
จะทำให้นางรู้สึกราวกับว่ากำลังเดินอยู่ในความฝัน
ขั้นปราณปลายฟ้า… นั่นเป็นอีกเป้าหมายที่โจวซินอวี่มุ่งหวัง และ
เป็นสัญลักษณ์ของการเป็นผู้อาวุโสของสำนักคว้าจันทร์อีกด้วย
แต่ในตอนนี้ หลินหมิงกลับมีความแข็งแกร่งเทียบเท่ากับผู้อาวุโสฝ่าย
ในของสำนักคว้าจันทร์เช่นนั้นหรือ?
ขณะที่โจวซินอวี่กำลังจมอยู่ในความคิด ทันใดนั้นนางก็ได้ยินจางเจิ้น
ตะโกนออกมาว่า “พี่ใหญ่หลิน พี่ใหญ่หลิน!” มือข้างหนึ่งของเขาถือไก่ฟ้า
อีกข้างโบกมือให้หลินหมิง
หากนางมิได้เห็นสิ่งนี้ด้วยตาของตนเอง โจวซินอวี่ก็คงยากที่จะเชื่อ
เป็นแน่ ศิษย์หลักผู้ที่เต็มไปด้วยความหยิ่งยโสเมื่อไม่กี่วันก่อน กลับยิ้ม
อย่างสดใสให้กับหลินหมิงและยังเรียกด้วยความเคารพว่าพี่ใหญ่อีกด้วย
หลินหมิงเพิ่งกลับมาจากการหารือกับหญิงชราอวี้หวง และถูกเชิญ
เข้ามาร่วมงานเลี้ยงฉลองท่ามกลางกองไฟนี้ มิต้องสงสัยเลยว่าหลินหมิง
นั้นคือดาวเด่นในคืนนี้
ทั่วทั้งงานเลี้ยงกองไฟต่างเอะอะโกลาหลทันที ทุกสายตาต่างจับจ้อง
ไปที่หลินหมิง ซึ่งส่วนมากเป็นสายตาที่เต็มไปด้วยความยอมรับนับถือ
แน่นอน มีบางคนที่มีสายตาเต็มไปด้วยความอิจฉา และสำหรับผู้คนส่วน
ใหญ่ที่มางานเลี้ยงกองไฟนี้ พวกเขาเพิ่งเคยเห็นหลินหมิงเป็นครั้งแรก
“เขาคือหลินหมิงหรือ? เขามิได้ดูเหมือนเก่งกาจเช่นนักสู้ขั้นปราณ
ปลายฟ้าเลย” ศิษย์สายในอายุ 15-16 กล่าวออกมาตามที่ตนเห็น และ
ขณะที่พวกเขามองดูออร่าของหลินหมิงนั้นก็ยิ่งด้อยกว่าขั้นปราณปลาย
ฟ้าอย่างยิ่ง
“เจ้าพวกโง่ มิรู้อันใด ศิษย์พี่หลินหมิงนั้นได้ปกปิดออร่าของตนเอาไว้
เมื่ออยู่ในช่วงเวลาวิกฤตเขาจึงจะปลดปล่อยความแข็งแกร่งที่แท้จริง
ออกมา ไม่เพียงแค่นั้น แต่ยังปลดปล่อยได้ถึง 2 ครั้ง! พลังและความน่า
เกรงขามของเขาในตอนนั้นเพิ่มขึ้นนับ 10 เท่าจากตอนนี้!”
ในการต่อสู้ระหว่างเขาและเหล่ยมู่ไป่ ปราณแท้ของหลินหมิงปะทุ
ออกมาถึง 2 ครั้ง อย่างแรกเมื่อตอนที่เขาได้ใช้พลังของขั้นผสานไข
กระดูก และอีกครั้งคือตอนที่เขาได้เปิดใช้ปราณเทพทรราชคลั่ง ความ
ประทับใจนี้ได้ฝังลึกอยู่ในจิตใจของผู้ชม
หลังจากที่หลินหมิงได้มาถึง เขาก็พบมู่เสี่ยวชิงและมู่ติงซานยิ้มเชิง
คารวะให้กับเขา จากนั้นเขาก็ได้เดินมานั่งด้านข้างจางเจิ้น
“โจวซินอวี่หรือ?” หลินหมิงพบว่าโจวซินอวี่นั้นก็ได้มาอยู่ที่นี่เช่นกัน
“อืม ศิษย์พี่จางเป็นคนพาข้าเข้ามา” โจวซินอวี่วางเนื้อย่างของนาง
ลงอย่างช้าๆและกล่าวว่า “ข้าอยากที่จะขอบคุณเจ้า ที่ทำให้ข้าได้
สามารถกลายเป็นศิษย์สายในของเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์และ… ท่านนักบุญ
หญิงก็ได้อนุญาตให้ข้าได้ศึกษาเคล็ดบ่มเพาะขั้นแรกของ ‘เคล็ดบ่มเพาะ
บัญญัติศักดิ์สิทธิ์ต้องห้ามวิหคเพลิง’ นางได้สัญญาอีกด้วยว่าอีกไม่กี่เดือน
นางจะถ่ายโอนโลหิตวิหคเพลิงเข้าไปในร่างของข้า”
น้ำเสียงของโจวซินอวี่ระมัดระวังเล็กน้อย หลินหมิงในตอนนี้นั้นส่อง
สว่างและเจิดจรัสอย่างแท้จริง นางไม่รู้ตัวว่าตนนั้นได้พูดกับเขาด้วยความ
สุภาพอย่างยิ่ง หลังจากที่หลินหมิงได้ช่วยเหลือนางให้รอดพ้นจาก
อันตรายมาจนถึงตอนนี้ นางก็ได้ประทับใจในตัวเขาอย่างยิ่งมาตั้งแต่ตอน
นั้นแล้ว
“ดี ข้ายินดีกับเจ้าด้วย” หลินหมิงได้กล่าวถึงโจวซินอวี่กับมู่เชียนหยี่
ด้วยอำนาจของมู่เชียนหยี่ปัญหาของโจวซินอวี่จึงได้หมดไป แน่นอน
สายเลือดที่โจวซินอวี่จะได้รับนั้นด้อยกว่าหลินหมิงที่ได้ปราณโลหิต
โดยตรงอย่างมาก ถึงแม้ศิษย์สายในจะได้รับการถ่ายโอนสายเลือดอยู่แล้ว
ซึ่งมีการแบ่งระดับเช่นนั้น แต่ของที่โจวซินอวี่จะได้รับนั้นเป็นระดับที่สูง
ที่สุดที่ศิษย์สายในจะรับได้ มันมากพอที่จะทำให้โจวซินอวี่ฝึกฝน ‘เคล็ด
บ่มเพาะบัญญัติศักดิ์สิทธิ์ต้องห้ามวิหคเพลิง’ ได้ และจะมีความสามารถใน
การผสานธาตุจำเพาะอัคคีมาอีกด้วย
ด้วยบรรยากาศอันรื่นเริงของงานเลี้ยงฉลอง หลินหมิงก็ได้ถูกแนะนำ
ให้รู้จักคนต่างๆโดยจางเจิ้น ท่ามกลางคนเหล่านั้นมีศิษย์สายตรงหลายคน
รวมถึงหยานฟู่หงอยู่ด้วย
“ศิษย์พี่หยาน” หลินหมิงยิ้มและยกมือคารวะ
หยานฟู่หงใบหน้าหดเล็กลง เดิมทีแล้วเขาขอตายดีกว่าที่จะต้องมา
เข้าร่วมในงานเลี้ยงนี้ แต่ทั้งศิษย์หลักและศิษย์สายตรงคนอื่นๆต่างมากัน
หมด หากเขามิได้มาเข้าร่วม มันจะบ่งบอกถึงความผิดปกติบางอย่าง
จิตใจของหยานฟู่หงสั่นสะท้าน หากเขารู้มาก่อนว่าหลินหมิงนั้นเป็น
สัตว์ประหลาด เขาคงไม่มีทางที่จะไปทำให้เขาขุ่นเคืองอย่างแน่นอน ใน
อนาคต หลินหมิงอาจจะเป็นตัวตนที่ยิ่งใหญ่เช่นมู่เชียนหยี่และมู่ปิงอวิ๋น
หากหญิงชราอวี้หวงรู้สึกเช่นเดียวกัน นางอาจที่จะขนานนามให้กับเขาว่า
นักบุญแห่งเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ ถ้าเป็นเช่นนั้นแม้แต่หยานฟู่หงก็ไม่มีค่า
พอที่จะเป็นปลาเล็กที่พอจะติดซอกฟันของเขาได้ด้วยซ้ำ
หยานฟู่หงพยายามสะกดข่มความเจ็บปวดภายในจิตใจและฝืนยิ้ม
บนใบหน้า เขามิรู้ว่าจางเจิ้นนั้นได้ขายเขาไปหรือยัง แต่ด้วยอำนาจของ
หลินหมิงในตอนนี้ หากเขาไปถามจ่านอวิ๋นเจียน ซึ่งจ่านอวิ๋นเจียนก็คง
บอกความจริงทั้งหมดอย่างแน่นอน เมื่อเขาคิดได้เช่นนี้ สีหน้าก็กลายเป็น
หม่นหมองลงอย่างยิ่ง เขาจึงยกไวน์มาดื่ม และลังเลว่าควรจะสารภาพต่อ
หลินหมิงและร้องขอความเมตตาดีหรือไม่ แต่ในตอนนี้เอง หลินหมิงได้
หันกลับและจากไป หยานฟู่หงจึงถอนหายใจด้วยความโล่งอก มือของเขา
หลั่งเหงื่อเย็น
หลังจากที่ได้แนะนำตัวกับศิษย์ส่วนใหญ่ที่มาแล้ว หลินหมิงก็พบที่นั่ง
ข้างกองไฟและนั่งลงไป แล้วเอาเครื่องครัวทำอาหารสำหรับทำเนื้อย่าง
ออกมา หลินหมิงนั้นชอบกินเนื้อย่างเป็นอย่างยิ่ง และเขาเองก็มี
พรสวรรค์ในการทำอาหารเป็นอย่างยิ่ง
ไม่นานหลินหมิงก็กลายเป็นที่จับจ้องมองของทุกคนที่กองไฟอีกครั้ง
เหล่าสตรีนั้นให้สนใจเขามากที่สุด หญิงสาวเหล่านี้ต่างก็เป็นหญิงงาม
เหนือหญิงงาม รวมทั้งชุดหรูหราที่พวกนางได้สวมใส่ยิ่งทำให้พวกนางงาม
หยดย้อยขึ้นไปอีก
พวกนางต่างก็พากันจับจ้องมาที่หลินหมิงที่อยู่หน้ากองไฟพร้อมด้วย
เครื่องครัวของเขาด้วยความฉงนและเดินเข้าไปหา
“ศิษย์พี่หลิน ความผันผวนของพลังเพลิงต้นกำเนิดในกองไฟนี้
รุนแรงมาก ยิ่งใต้ต้นอู๋ถงในยามค่ำคืนอีก ข้าได้ยินมาว่าท่านเพิ่งฝึกฝน
‘เคล็ดบ่มเพาะบัญญัติศักดิ์สิทธิ์ต้องห้ามวิหคเพลิง’ สำเร็จโดยใช้เวลาแค่
ไม่กี่เดือนมิใช่หรือ แต่ข้ากลับฝึกฝนมาตั้งหลายปีกว่าจะทะลวงเข้าสู่ขั้นที่
2 ได้ บางทีศิษย์พี่หลินอาจจะช่วยชี้แนะให้ข้าได้หรือไม่?”
หญิงสาวผู้น่ารักนางหนึ่งอายุ 15-16ปี มองมายังหลินหมิงด้วย
ดวงตาที่สาดประกาย เต็มไปด้วยความหวังอยู่ในแววตาคู่นั้น
“อืม… คือ… ข้าเองก็เพิ่งฝึกฝนถึงขั้นที่สอง แต่หากในอนาคตข้า
สามารถที่จะทะลวงขึ้นไปอีกระดับได้ เช่นนั้นบางทีข้าอาจจะช่วยแนะนำ
เจ้าได้ในตอนนั้น”
“จริงหรือ! หากศิษย์พี่หลินกล่าวเช่นนี้ ท่านต้องสัญญาด้วยนะ”
“อืม ข้าสัญญา”
“ศิษย์พี่หลินท่านลองชิมปีกไก่ที่ข้าย่างมาได้หรือไม่?” หญิงสาวผู้
น่ารักอีกคนก็ตามเข้ามา นางถือจานปีกไก่อย่างระมัดระวัง นี่เป็นปีกไก่
ย่างที่ดีที่สุดที่นางไม่ค่อยได้ทำมานาน
“ย่อมได้” หลินหมิงยิ้มและรับปีกไก่มา เขาเริ่มคิดเกี่ยวกับความ
สมดุลระหว่างชายหญิง อาจจะไม่ใช่สิ่งที่ดีเสมอไป
เกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ส่วนใหญ่เต็มไปด้วยหญิงสาว หากนำพวกนาง
ไปเปรียบเทียบกับโลกของปุถุชนหรือสำนักขนาดเล็ก พวกนางก็จะถูกจัด
ว่าเป็นสตรีผู้ภาคภูมิและมากพรสวรรค์ และคงเป็นไปได้ยากที่พวกนางจะ
ชอบชายหนุ่มปุถุชน แม้แต่ยังมิได้กล่าวถึงช่องว่างระหว่างนักสู้และปุถุชน
สำหรับการแต่งงานกับนิกายระดับ 4 จึงจะเหมาะสมกับพวกนางและ
เลือกที่จะไปจากนิกายได้ แต่หากเลือกที่จะไป พวกนางก็จะไม่สามารถ
ฝึกฝนเคล็ดบ่มเพาะของเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ได้อีก
เป็นเพราะเหตุผลเหล่านั้น เช่นนั้นศิษย์หญิงเหล่านี้จึงพยายามเป็น
อย่างยิ่งที่จะได้แต่งงานภายในนิกายของตน เช่นนั้นเหล่าศิษย์ชายจึง
ค่อนข้างได้รับการยกย่อง ความจริงแล้ว มันเป็นธรรมดาที่ศิษย์ชายจะมี
หลายภรรยาและหลายนางสนมด้วยซ้ำ ยกตัวอย่างเช่นจางเจิ้น ด้วย
สถานะของเขาจึงมีสาวใช้หลายคนที่เสนอตัวให้เขาถึงที่นอน แม้จะ
แต่งงานไปแล้วก็ตามที ศิษย์เช่นนี้ในเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์เทียบได้กับศิษย์
อาวุโสของสำนักระดับ 3 และยังมีจำนวนมากอีกด้วย
ศิษย์หญิงส่วนใหญ่ของเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ยอมที่จะเป็นนางสนม
ดีกว่าที่จะแต่งงานออกไปจากเกาะในที่ห่างไกลจากนิกายระดับ 4 ที่แสน
ภาคภูมิ แต่การเป็นนางสนมก็ต้องกลายเป็นของชายคนใดคนหนึ่งใน
นิกาย รูปลักษณ์ของฝ่ายชายนั้นเป็นเรื่องรอง สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ
พรสวรรค์และศักยภาพของพวกเขา
คนเช่นนี้หลินหมิงที่ทั้งหล่อเหลาและแข็งแกร่งจนผิดปกติ ย่อมเป็น
ตัวเลือกที่ดีที่สุดสำหรับพวกนาง
ถึงแม้ศิษย์หญิงของเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์จะเป็นผู้สูงศักดิ์ แต่เมื่อพวก
นางมองหาศิษย์ชาย พวกนางจะวางศักดิ์ศรีเหล่านั้นลง โดยเฉพาะมี
ตัวเลือกที่ดีอย่างยิ่งเช่นหลินหมิงมาอยู่ตรงหน้า หากลังเลแม้เพียง
เล็กน้อยพวกนางอาจจะสูญเสียโอกาสสำคัญไปได้
เริ่มแรก มีเพียงสตรีไม่กี่นางที่เข้ามากล่าวถึงเรื่องทั่วไปกับเขา
จากนั้นก็มาด้วยเรื่องอาหาร ซึ่งในตอนนี้จานของหลินหมิงหมิงเต็มไปด้วย
เนื้อย่างที่ถูกนำมาให้ชิม เมื่อจางเจิ้นเห็นเช่นนี้ กระเพาะของเขาก็ร้อง
ออกมาด้วยความอยาก แต่หลินหมิงกลับมีให้กินมากจนกินไม่หมด
จางเจิ้นช่วยไม่ได้จึงหยิบเนื้อย่างจากจานใหญ่ของหลินหมิงมากิน
บ้าง เขายังมิได้กัดลงไปเลย เขากลับรู้สึกเสียวสันหลังเป็นอย่างยิ่ง เขาจึง
หันหลังกลับไปมองและเห็นเหล่าหญิงสาวหลายคนที่มองมายังเขาด้วย
สายตาที่จ้องฆ่าฟัน จางเจิ้นคอหดในทันที จากนั้นจึงรีบวางเนื้อย่างไว้บน
จานใหญ่ที่เดิม
……………………………………
หลังจากที่งานเลี้ยงกองไฟดำเนินมานานพอสมควร มู่เชียนหยี่ก็ได้
เดินทางมาถึง เหล่าศิษย์โดยรอบต่างรีบลุกขึ้นและคารวะนาง มู่เชียนหยี่
ยิ้มแล้วกล่าว “ทุกคนทำตัวตามสบาย วันนี้ข้ามาเพียงเพื่อร่วมสนุกด้วย
เท่านั้น ไม่จำเป็นต้องสนใจข้า”
เมื่อกล่าวจบ มู่เชียนหยี่ก็ได้เดินมายังกองไฟที่หลินหมิงนั่งอยู่