Martial World ศิลาลึกลับกับวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ - ตอนที่ 393 หยดโลหิต และเข้าสู่แดนเร้นลับ
- Home
- Martial World ศิลาลึกลับกับวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่
- ตอนที่ 393 หยดโลหิต และเข้าสู่แดนเร้นลับ
‘เคล็ดบ่มเพาะบัญญัติศักดิ์สิทธิ์ต้องห้ามวิหคเพลิง’ เป็นการบ่มเพาะ
ที่ทรงพลังและลึกซึ้งเป็นอย่างมาก ในขณะเดียวกันหลินหมิงมีความ
ชำนาญเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ เขาเองก็ได้ตระหนักถึงจุดนี้ แต่ก็มีหลายทักษะ
ที่สามารถใช้ควบคุมเปลวเพลิง ทักษะการต่อสู้ธาตุจำเพาะอัคคี และสิ่ง
สำคัญคือต้องมีความเข้าใจอื่นๆเกี่ยวกับพลังเพลิงต้นกำเนิด เรียกได้ว่า
วิถีแห่งเพลิง
บางอย่างเช่นวิถีสามารถเข้าใจได้เพียงแค่ตระหนักด้วยตนเองเท่านั้น
มันไม่สามารถอธิบายได้ เพียงคำไม่กี่คำก็เพียงพอที่จะสะท้อนความลึกซึ้ง
ของมันได้มากมาย
นอกจากนี้ ยังมีวิธีที่จะฝึกฝนจิตใจ มีวิธีเชื่อมต่อกับพลังเพลิงต้น
กำเนิด เพื่อให้นักสู้สามารถที่จะดื่มด่ำอย่างสมบูรณ์ในทะเลแห่งพลังเพลิง
ต้นกำเนิดและตัดผ่านห้วงพันธนาการของพวกเขา
อย่างไรก็ตาม ทักษะอันลึกลับเหล่านี้ทั้งหมดขึ้นอยู่กับการเรียนรู้
และความเข้าใจของตนเอง สำหรับการเรียนรู้ของหลินหมิง มันค่อนข้าง
ถือว่าข้างดี เมื่อเร็วๆนี้ เขาได้เรียนรู้มากมายอย่างยิ่ง
เวลาผ่านไปในแต่ละวัน หลินหมิงจะตื่นขึ้นมาทุกเช้าและดูดซับ
พลังงานที่เพิ่มขึ้นจากเปลวเพลิงของดวงอาทิตย์ ฝึกฝนทุกวัน ในเวลา
กลางคืน เขาจะวิเคราะห์การบ่มเพาะอีกครั้ง ช่างเป็นวันที่ดูน่าเบื่อ แต่
ความรู้สึกที่แสนวิเศษจากความก้าวหน้าในการบ่มเพาะทำให้หลินหมิง
รู้สึกมีความสุขและสบายใจ
แน่นอน ไม่ใช่ทุกวันที่ถูกใช้ไปในการฝึกฝนตลอดเวลาตั้งแต่เช้าจนถึง
ค่ำ บางครั้งจะมีเด็กสาวอายุ 15 หรือ 16 ปี หรือแม้แต่กลุ่มของพวกนาง
เข้ามาด้วยกัน มาที่หลินหมิง ถามเขาสำหรับคำแนะนำบางอย่างเกี่ยวกับ
ข้อสงสัยในการบ่มเพาะ
เด็กสาวเหล่านี้กับเสียงพูดที่นุ่มนวล เสียงหวานและแก้มที่แดงฝาด
ตลอดจนดวงตาที่เต็มไปด้วยความหวัง… หลินหมิงพบว่ามันยากที่จะ
ปฏิเสธพวกนาง ในทุกครั้ง เขาพยายามจะอธิบายอย่างละเอียดเท่าที่
ความรู้ของเขาจะให้ได้ ในความจริง ความรู้ในทางด้านหลักการของ
หลินหมิงมีไม่มากนัก แต่เป็นโชคชะตา เด็กสาวเหล่านี้เป็นศิษย์ระดับต่ำ
ขั้นผสานชีพจร ดังนั้นเขาจึงสามารถที่จะตอบได้แทบทุกคำถามของพวก
นาง
ทุกคืน หลินหมิงจะนำเอาหยดปราณโลหิตแห่งวิหคเพลิงและวางมัน
ไว้บนจุดๆหนึ่งของร่างกายของเขา ใน 12 วัน เขาได้ใช้หยดปราณโลหิต
12 หยด ครึ่งหนึ่งถูกวางไว้ที่ระหว่างคิ้วของเขา
ในขณะที่ปราณโลหิตวิหคเพลิงสัมผัสกับผิวระหว่างคิ้วของเขา เขา
ได้รู้สึกปวดหัวขณะที่มันแทรกซึมผ่านไปอย่างช้าๆ ในตอนนี้ หลินหมิง
รู้สึกราวกับปราณโลหิตทั้งหมดในร่างกายของเขากำลังเคลื่อนที่ไปยัง
ระหว่างคิ้วของเขา ราวกับมันพยายามที่จะรวมกันกลายเป็นผลึก
ในขณะนี้ความรู้สึกหายไปอย่างช้าๆ ปราณโลหิตวิหคเพลิงถูกดูดซับ
อย่างสมบูรณ์ หลินหมิงรู้สึกว่าทั่วทั้งร่างกายของเขาเต็มไปด้วยโลหิตชีวิต
และปราณพุ่งพล่านภายในตัวเขาจนล้นออกมาและเคลื่อนที่กระจายไป
ทุกที่ในร่างกายของเขา ด้วยการเคลื่อนที่แบบสุ่ม เขาสามารถได้ยินเสียง
ดังขึ้นในกระดูกของเขา นี้เป็นความรู้สึกที่สบายอย่างมาก ทุกครั้งที่มัน
เกิดขึ้น เขาต้องการที่จะนอนลงและหาวออกมา
“การดื่มไวน์น้ำค้างอำมฤตจากความทรงจำของผู้อาวุโสสูงสุดจาก
แดนเทวะก็อาจเป็นเช่นนี้” สองปีที่ผ่านมานี้ หลินหมิงได้กลืนกินโอสถไป
จำนวนมาก แต่ส่วนใหญ่ของโอสถเหล่านี้มักมีอำนาจครอบงำและ
ประกอบด้วยปราณชั่วร้าย มันก็เกือบจะเป็นเช่นเดียวกับการกินอาหารที่
มีพิษ
ปราณโลหิตวิหคเพลิงนี้เป็นครั้งแรกที่ทำให้เขาได้รู้สึกน่าพอใจ
ขณะที่เขาโคจรมันภายในร่าง
เพื่อที่จะสนับสนุนการดูดซับภายในร่างกายของเขา หลินหมิงจะ
นำเอาหอกแห่งดาวหางม่วงออกมาหลังจากนั้นเขาก็วางมันไว้บนร่างกาย
ของเขาและจากนั้นก็ฝึกฝนทักษะหอกของเขา หลังจากที่หลินหมิงได้มี
การประลองกับศิษย์พี่อาวุโสเสี่ยวชือจากนิกายหุบเขาระฆังทองคำและ
ประลองหอกด้วยกันกับเขา ทักษะหอกของหลินหมิงก็มีการพัฒนาที่มาก
ขึ้น เขาได้ฝึกฝนซ้ำๆ และได้รู้สึกถึงความแข็งแกร่งจากร่างกายที่มีการ
พัฒนาอย่างไม่มีที่สิ้นสุด
หลินหมิงมองไปที่ปราณโลหิตวิหคเพลิงที่เหลืออยู่ มีเพียงประมาณ
10 หยด มันเพียงพอสำหรับ 10 วัน เห็นเช่นนี้ทำให้หลินหมิงรู้สึกเสียใจ
นอกจากนี้ ปราณโลหิตวิหคเพลิงยังเป็นเช่นโอสถเปิดทางสวรรค์
การดูดซับหยดแรกจะได้ผลประโยชน์ชัดเจนและมากที่สุด หลังจากนั้น
การดูดซับหยดต่อไปจะทำให้ผลประโยชน์ลดลงอย่างต่อเนื่อง ตอนนี้มี
12 หยด ผลจะไม่ได้แม้แต่ครึ่งหนึ่งของครั้งแรก
ถ้าเป็นแบบนี้ต่อไป เขาคาดเดาว่าหยดสุดท้ายอาจมีเพียงประมาณ
2 ใน 10 ส่วนของผลประโยชน์จากหยดแรกเท่านั้น นี่เป็นสิ่งสูญเปล่า
อย่างแท้จริง
ในขณะที่หลินหมิงครุ่นคิดอยู่นี้ เขาก็ฉุกคิดขึ้นมาได้ บางทีเขาอาจจะ
เก็บหยดสุดท้ายที่เหลือนี้และมอบพวกมันให้กับฉินซิงเซวียนดีหรือไม่?
พรสวรรค์ของฉินซิงเซวียนอาจกล่าวได้ว่าอยู่ในระดับทั่วไปภายใน
เกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์เท่านั้น แต่ด้วยการช่วยเหลือจากปราณโลหิตวิหค
เพลิง นางก็จะมีแสงแห่งความหวังว่าตนจะสามารถทะลวงเข้าไปในขั้น
หลอมรวมแก่นแท้ได้
อย่างไรก็ตาม เกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ได้มอบปราณโลหิตวิหคเพลิง
ให้แก่หลินหมิง และเพื่อให้หลินหมิงได้ใช้มัน เขาไม่มีสิทธิ์ที่จะมอบมัน
ให้กับคนอื่นๆ วิธีเดียวที่จะทำได้คือต้องเพิ่มสถานะของตนเองขึ้น และ
ได้รับความแข็งแกร่งที่เพียงพอจะมีอำนาจและอิทธิพลที่จะทำเช่นนั้นได้
หลินหมิงส่ายหัวของเขา และลบความคิดนี้ออกไปชั่วคราว วาง
ปราณโลหิตวิหคเพลิงลง เขาจะต้องรอจนกว่าจะมีความแข็งแกร่ง
เพื่อที่จะทำเช่นนั้นก่อนที่จะคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้อีกครั้ง
………………….
เพียงแปบเดียว อีกสามวันผ่านไปเสียแล้ว ในที่สุด มันก็เป็นวันที่จะ
เข้าไปในแดนเร้นลับแห่งเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์
ภายในส่วนลึกของแนวหุบเขาเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ นาวาจิตวิญญาณ
ค่อยๆลงจอดภายในหุบเขา มีแถวของเหล่าผู้คนที่ก้าวลงจากนาวาจิต
วิญญาณ รวมไปถึงมู่อวี้หวง มู่เชียนหยี่ และหลินหมิง
นี่คือที่ตั้งของแดนเร้นลับฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ เพียงแค่มองทิวทัศน์
โดยรอบ มันก็ไม่แตกต่างจากสถานที่อื่นๆในเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ มัน
เพียงแค่หุบเขา รอบๆมีรูปแบบก่อตัวแน่นล้อมรอบทั่วหุบเขานี้ และพลัง
ต้นกำเนิดสวรรค์และปฐพีที่นี่มีความบริสุทธิ์อย่างยิ่ง โดยเฉพาะพลังเพลิง
ต้นกำเนิดและพลังวารีต้นกำเนิด
หลินหมิงเหลือบมองไปที่เหล่าศิษย์ที่จะเข้าแดนเร้นลับฟีนิกซ์
ศักดิ์สิทธิ์ด้วยกันกับเขา มู่ติงซานและมู่เสี่ยวชิงน่าประทับใจมากที่สุดใน
บรรดาคนเหล่านั้น ในความเป็นจริง ศิษย์หลักและศิษย์สายตรงเกือบ
ทั้งหมดได้เดินทางมาถึง แม้ว่าจางเจิ้นจะเป็นหนึ่งในพวกเขา มันมีเพียง
แค่ว่าเขาไม่มีสิทธิ์ที่จะเข้าสู่โถงหลักฟีนิกซ์โบราณ
เมื่อเห็นหลินหมิง จางเจิ้นยิ้มอย่างมีความสุขและโบกมือให้เขา
“ในระหว่างการเดินทางเข้าไปในแดนเร้นลับแห่งเกาะฟีนิกซ์
ศักดิ์สิทธิ์ ควรคำนึงถึงความปลอดภัยของตัวเจ้าเป็นอันดับแรก อย่า
พยายามทำอะไรที่มันเกินความสามารถของเจ้าเอง เข้าใจหรือไม่?” มู่
อวี้หวงกล่าวเตือน
ทุกครั้งที่แดนเร้นลับฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์เปิด ศิษย์บางคนที่ได้เข้าไป
อาจจะเสียชีวิต แม้ว่านี่จะมีความเป็นไปได้น้อยมาก คนเหล่านี้ –
โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่เข้าสู่โถงหลักฟีนิกซ์โบราณ – ล้วนมีพรสวรรค์ที่
โดดเด่นที่สุดในเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ ทุกครั้งพวกเขาตาย เกาะฟีนิกซ์
ศักดิ์สิทธิ์ต้องทนทุกข์ทรมานจากการสูญเสียอย่างแท้จริง
และสิ่งที่น่าหวาดกลัวที่สุดคือการเอาตัวรอดภายในแดนเร้นลับเกาะ
ฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ไม่ได้พึ่งเพียงพรสวรรค์และความแข็งแกร่ง ผู้ที่อ่อนแอ
อาจมีชีวิตรอด และผู้ที่แข็งแกร่งอาจตายได้เช่นกัน
โดยส่วนใหญ่เพราะอัจฉริยะที่แข็งแกร่งและมีพรสวรรค์ที่ยิ่งใหญ่
มักจะมีความมั่นใจโดยเฉพาะอย่างยิ่งในความสามารถของพวกเขาเอง
และพยายามที่จะยื่นมือออกไปคว้าโชคชะตาอันยิ่งใหญ่ ในที่สุด ผลลัพธ์
ของเรื่องนี้จะมีแค่ว่าอันตรายที่ตามมาก็จะเพิ่มทวีคูณขึ้นอีกหลายเท่าตัว
และพวกเขาจะร่วงหล่นจากฟากฟ้าราวกับดวงดาราที่ล่วงลงมาจาก
สวรรค์
สำหรับผู้อ่อนแอ ศิษย์ระดับต่ำ มีหลายคนที่ตายก็ยังมิใช่เรื่องใหญ่
ที่สุด แต่ถ้าศิษย์สายตรงที่อยู่ในระดับเดียวกับมู่ติงซานตาย จะเป็นสาเหตุ
ที่ทำให้เกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์รู้สึกเจ็บปวดราวกับหัวใจของพวกเขาหลั่ง
โลหิตออกมา
สายตาของมู่อวี้หวงกวาดผ่านเหล่าศิษย์ทั้งหมดที่จะเข้าสู่แดนเร้นลับ
ฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์หนึ่งครั้ง ในที่สุด สายตาของนางก็มาหยุดที่หลินหมิง
ชั่วคราว นางได้กล่าวกับเขาโดยใช้ปราณแท้กระแสเสียงสื่อสาร “หลินหมิ
งโถงหลักฟีนิกซ์โบราณมีประวัติศาสตร์นับแสนปี ตระกูลฟีนิกซ์โบราณยัง
มั่งคั่งอย่างยิ่งและมีสายเลือดสัตว์อสูรศักดิ์สิทธิ์ที่บริสุทธิ์มากกว่าพวกเรา
ในความเป็นจริง พวกเขาอาจมีแม้กระทั้งสายเลือดสัตว์อสูรเทวะและ
ความสามารถที่อยู่ในยุคของพวกเขาเกินกว่าความเข้าใจของพวกเรา เจ้า
อาจจะถือว่ามีพรสวรรค์ที่ยิ่งใหญ่ในช่วงชีวิตนี้ แต่เมื่อเทียบกับเหล่าผู้คน
ที่มีชีวิตเมื่อหลายหมื่นปีก่อน เจ้าไม่จำเป็นที่จะต้องโดดเด่นเกินไป ดังนั้น
อย่ามั่นใจเกินไปและอย่าพยายามทำอะไรที่เกินความสามารถของเจ้า ถ้า
มีบางสิ่งเกิดขึ้นกับเจ้า มันจะเป็นสิ่งที่เกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ของข้าไม่อาจที่
จะรับไหว!”
สิ่งที่มู่อวี้หวงกังวลที่สุดนั้นคือเรื่องของหลินหมิง นางได้รู้ว่าเมื่อตอน
ที่หลินหลินหมิงไปยังหุบฟ้าฟาด หลินหมิงนั้นกล้าหาญอย่างยิ่ง ทั้งที่
ตนเองอยู่เพียงขั้นดัดกระดูก เขาก็ฉวยโอกาสความได้เปรียบเมื่อตอนที่มู่
เชียนหยี่กำลังต่อสู้อยู่กับมังกรวารีสายฟ้าเพื่อแอบเข้าไปในถ้ำของมันและ
ฉกฉวยเอาสมบัติต่างๆ ในที่สุด เขาก็ได้รับไผ่จิตวิญญาณสายฟ้าสีม่วงและ
หินกำเนิดสายฟ้า เป็นเพราะว่าได้รับหินกำเนิดสายฟ้ามา มันจึงช่วยให้
เขาดูดซับมังกรวารีสีม่วงสายฟ้าศักดิ์สิทธิ์ได้ และมันก็คือจิตวิญญาณ
สายฟ้าที่มีเพียงผู้เชี่ยวชาญขั้นปราณปลายฟ้าเท่านั้นที่สามารถดูดซับมัน
ได้ แต่หลินหมิงกลับสามารถดูดซับมันได้ทั้งที่มีระดับการบ่มเพาะเพียงแค่
ขั้นดัดกระดูก!
ในตอนแรก หลินหมิงไม่ได้เป็นศิษย์ของเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ ดังนั้น
เมื่อมู่อวี้หวงได้ยินเรื่องนี้จากมู่เชียนหยี่ นางคิดว่าน่าชื่นชมเป็นอย่างมาก
และยังยกย่องความกล้าหาญในการเผชิญหน้ากับอันตรายและการ
กระทำที่แน่วแน่ของเขา แต่ตอนนี้ หลินหมิงได้กลายเป็นศิษย์ของนาง
และความรู้สึกของมู่อี้หวงได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างสมบูรณ์ เมื่อใดที่ผู้คน
ส่วนใหญ่เห็นเด็กคนอื่นๆเสี่ยงชีวิต และนำตัวเองไปสู่อันตราย พวกเขา
อาจยกย่องสรรเสริญพวกเด็กๆ แต่เมื่อเป็นบุตรของตนเองหรือผู้ที่ตน
ห่วงใยมากทำเช่นเดียวกัน พวกเขาอาจจะไม่รู้สึกแบบเดียวกัน แต่จะ
แทนที่ด้วยความรู้สึกเป็นกังวล
ถ้ามู่อวี้หวงมีทางเลือก นางต้องการให้ความสามารถของหลินหมิง
มั่นคงมากขึ้นและทะลวงเข้าสู่ขั้นหลอมแก่นแท้ได้อย่างสงบในอนาคต
นอกจากนี้ยังจะเป็นการเพิ่มความแข็งแกร่งที่มหาศาลให้กับเกาะฟีนิกซ์
ศักดิ์สิทธิ์
สำหรับเส้นทางของการเป็นจักรพรรดิผู้ไร้เปรียบ หนึ่งจำเป็นต้อง
แสวงหาโอกาสอย่างต่อเนื่อง มันอาจกล่าวได้ว่าเป็นเส้นทางที่มีอันตราย
นับไม่ถ้วนรออยู่ มู่อวี้หวงไม่กล้าที่จะรับประกันได้ว่าสิ่งที่ไร้สาระและ
คลุมเครือดั่งเช่นโชคชะตาจะอยู่พร้อมกับหลินหมิงตลอดการเดินทางของ
เขาได้ ในทวีปนภารินไหล มีอัจฉริยะระดับสูงมากมายนับไม่ถ้วนได้
พยายามที่จะกลายเป็นจักรพรรดิผู้ไร้เปรียบ แต่จำนวนคนที่ประสบ
ความสำเร็จนั้นต่ำมากจนน่าตกใจ
“ศิษย์เข้าใจ” หลินหมิงพยักหน้า
“ดี ตอนนี้ข้าจะไปรวมตัวกับผู้อาวุโสคนอื่นที่จะเปิดทางเข้าแดนเร้น
ลับฟีนิกซ์โบราณ ศิษย์ปกติมักจะอยู่ข้างในเป็นเวลา 3 วัน หลังจากนั้น 3
วัน พวกเขาจะถูกดึงออกมาเอง สำหรับเหล่าศิษย์ที่เข้าสู่โถงหลักฟีนิกซ์
ศักดิ์สิทธิ์ พวกเขาจะมีเวลา 7 ถึง 10 วัน เมื่อถึงเวลา ทุกคนจะถูกดึง
ออกมาเองเช่นกัน ตอนนี้มีพวกเจ้าคนใดที่ต้องการถอนตัวหรือไหม?”
หลังจากที่มู่อวี้หวงถามออกไป ไม่มีผู้ใดตอบขอถอนตัว แน่นอน นี่
เป็นเรื่องปกติ ศิษย์ทั้งหมดดิ้นรนเพื่อที่จะได้เข้าสู่แดนเร้นลับฟีนิกซ์
ศักดิ์สิทธิ์ ความอันตรายเป็นเพียงเรื่องไม่สำคัญกับพวกเขา ขณะที่ผู้คน
เดินบนเส้นทางแห่งนักสู้ พวกเขาจะมีประสบการณ์ที่อันตรายต่อชีวิต
และความตายอย่างนับไม่ถ้วน แม้ในการประลองกระชับมิตรของเหล่านัก
สู้ มันเป็นไปได้ว่าจะมีสถานการณ์ที่พวกเขาถูกฆ่า ถ้าพวกเขากลัวตาย
พวกเขาจะติดอยู่ในขั้นปราณต้นฟ้าหรือขั้นปราณปลายฟ้าตลอดไปและ
พบว่ามันเป็นไปไม่ได้ที่จะไปถึงขั้นหลอมรวมแก่นแท้
“เยี่ยมมาก!”
มู่อวี้หวงพยักหน้า “เทียนกวาง พวกเราร่วมมือกันเพื่อที่จะทำลาย
ตราประทับเพื่อให้รุ่นเยาว์เหล่านี้สามารถเข้าไปได้”
ในฐานะที่เป็นบุคคลที่มีอำนาจของแผนกวิหควารี ปรมาจารย์
ศักดิ์สิทธิ์เทียนกวางเป็นตัวแทนของเหล่าศิษย์จากแผนกวิหควารี เขา
พยักหน้า โบกมือของเขา และกระบี่แสงสีน้ำเงินได้ลอยออกไปนี้เป็น
สมบัติอาวุธระดับปฐพีขั้นสูง
มู่อวี้หวงประกบมือของนางเข้าไว้ด้วยกันและปลดปล่อยอักษรรูน
เปลวเพลิงที่รวมตัวเข้ากับสมบัติกระบี่สีน้ำเงินของปรมาจารย์ศักดิ์สิทธิ์
เทียนกวาง ต่อมา ก็เกิดเสียง ‘ซี่ ซี่ ซี่’ และด้านหน้าผู้คนก็เริ่มสั่นสะเทือน
ราวกับพื้นผิวของทะเลสาบที่สงบนิ่งได้ถูกรบกวนโดยคลื่นระลอกเล็กๆ
ตลอดเวลา
ทันใดนั้น กระแสวังวนสีดำได้ปรากฏออกมาจากในอากาศ หมุนไป
รอบๆอย่างสม่ำเสมอด้วยเสียงลมและเสียงฟ้าร้องที่มาจากมัน ต้นกำเนิด
สวรรค์และปฐพีโดยรอบเริ่มรวมกันสร้างกระแสวังวน ปราณต้นกำเนิด
โดยรอบปั่นป่วน และกระแสลมพัดอย่างรุนแรง ทำให้ชุดของทุกคนปลิว
สะบัดไปตามกระแสลม ทั้งหินและทรายต่างกระเด็นลอยขึ้นไปในอากาศ
ในที่สุด หลังจากผ่านมาได้หลายลมหายใจ กระแสวังวนหมุนช้าลง
เริ่มมีความเสถียรและลมได้สงบลง ในด้านหน้าของพวกเขา มีทางเข้าสีดำ
ที่กว้าง 10 ก้าว นี้เป็นห้วงอากาศที่ถูกหยุดให้ลอยอยู่ในอากาศ มันเป็นไป
ไม่ได้ที่จะเห็นด้านในราวกับว่ามันเป็นประตูไปสู่โลกอีกใบหนึ่ง
“เข้าไป! และจงจำเอาไว้ อย่าทำอะไรที่มันเกินขีดจำกัดของเจ้า!” มู่
อวี้หวงย้ำเตือนอีกครั้ง
มู่ติงซานและมู่เสี่ยวชิงเป็นพวกแรกที่กระโดดเข้าไปข้างใน รูปร่าง
ของพวกเขาประกายวูบวาบอยู่ชั่วครู่ และพวกเขาก็หายเข้าไปในวังวน
ทางเข้าสีดำทันที หลินหมิงติดตามพวกเขาและกระโดดเข้าไปข้างใน