Martial World ศิลาลึกลับกับวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ - ตอนที่ 395 เพลิงอุกกาบาตถล่มปฐพี
“วูชชช!”
ภายใต้หอกที่พุ่งออกไป ลาวาที่ทะลักเข้ามาราวกับสึนามิได้ถูกผ่า
ครึ่ง! “ฟีนิกซ์สยายปีกทะยานฟ้า!”
ฟีนิกซ์สีแดงฉานทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า รูปร่างของฟีนิกซ์ในคราวนี้ใหญ่
ยิ่งกว่าในตอนที่อยู่ในงานเลี้ยงหลายเท่า! เปลวเพลิงที่ก่อตัวเป็นร่างของ
มันก็หนาแน่นขึ้นหลายเท่าเช่นกัน!
ไม่ต้องสงสัยเลยว่า เป็นเพราะเขาได้ทะลวงเข้าสู่จุดสูงสุดของขั้น
ผสานชีพจรช่วงปลายและยังได้เข้าใจ ‘เคล็ดบ่มเพาะบัญญัติศักดิ์สิทธิ์
ต้องห้ามวิหคเพลิง’ ลึกซึ้งขึ้นกว่าเดิมนั้นเอง แต่สิ่งที่ส่งผลมากที่สุดคือ
หลินหมิงได้สัมผัสถึงพลังเพลิงต้นกำเนิดลึกซึ้งขึ้น และทำให้เขาได้รับวิถี
แห่งเพลิง!
ด้วยการได้รับวิถีแห่งเพลิงสนับสนุน ‘เคล็ดบ่มเพาะบัญญัติศักดิ์สิทธิ์
ต้องห้ามวิหคเพลิง’ กระบวนท่าของเขาในตอนนี้ราวกับมีจิตวิญญาณ!
หอกแล้วหอกเล่าผ่าลาวา พร้อมทั้งสาดประกายแสงอันน่าเกรงขาม
ออกมา ทักษะของหลินหมิงเริ่มกลายเป็นรวดเร็วและรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ
ทุกหอกที่พุ่งออกไป เปลวเพลิงกู่ร้อง ในตอนนั้นเอง หอกแห่งดาวหาง
ม่วงดูราวกับจะกลายเป็นรุนแรงเช่นเดียวกับพลังแห่งธรรมชาติ มันไม่
อาจหยุดยั้งได้!
ในจิตใจของหลินหมิงปรากฏเคล็ดวิชาและกฎต่างๆของ ‘เคล็ดบ่ม
เพาะบัญญัติศักดิ์สิทธิ์ต้องห้ามวิหคเพลิง’ ขึ้นมา จากนั้น ศักยภาพของเขา
ก็ได้กลายเป็น “หมื่นเปลวเพลิงผลาญปฐพี”
นี่เป็นอีกหนึ่งเคล็ดวิชาอัคคีที่อยู่ภายใน ‘เคล็ดบ่มเพาะบัญญัติ
ศักดิ์สิทธิ์ต้องห้ามวิหคเพลิง’ มันเป็นระดับที่รุนแรงยิ่งกว่า ฟีนิกซ์สยายปีก
ทะยานฟ้า ในการที่จะใช้มันได้ ผู้นั้นจะต้องเข้าถึงจุดสมบูรณ์ขั้นที่ 2 ของ
‘เคล็ดบ่มเพาะบัญญัติศักดิ์สิทธิ์ต้องห้ามวิหคเพลิง’ เสียก่อน แต่ด้วยพลัง
ของปราณโลหิตจากวิหคเพลิงและวิถีแห่งเพลิง จึงทำให้หลินหมิงใช้มันได้
โดยที่ยังไม่ได้เข้าถึงจุดสมบูรณ์ขั้นที่ 2
“วูซซซ!”
เปลวเพลิงปราณแท้นับสิบพุ่งออกไป ปะทะเข้ากับกำแพงลาวาที่ราว
กับลูกศรที่พุ่งออกไป เปลวเพลิงแยกออกไปทุกทิศทาง เผาทุกสิ่งให้
กลายเป็นเถ้าถ่าน!
หมื่นเปลวเพลิงผลาญปฐพีสามารถใช้ได้ในพื้นที่กว้างในการโจมตี
แต่มันก็สามารถที่จะทำให้มุ่งเน้นไปที่เป้าหมายเดียวได้เช่นนั้น มันเป็น
การโจมตีที่รุนแรงที่สุดในขั้นที่ 2 ของ ‘เคล็ดบ่มเพาะบัญญัติศักดิ์สิทธิ์
ต้องห้ามวิหคเพลิง’
ขณะที่หลินหมิงได้ใช้หมื่นเปลวเพลิงผลาญปฐพีอย่างต่อเนื่องอยู่นี้
อุกกาบาตที่ตกลงมาเริ่มลดจำนวนลง แต่ในช่วงสุดท้ายนี้ หลินหมิงกลับ
รู้สึกได้ถึงแรงกดดันที่น่าหวาดกลัวอย่างยิ่งกว่าครั้งใดๆที่ผ่านมาจาก
ด้านบนศีรษะของเขา และเมื่อเขาได้เงยหน้าขึ้นไปมอง ก็ถึงกับต้องอ้า
ปากค้าง บนท้องฟ้าที่สูงขึ้นไป มันมีอุกกาบาตที่ใหญ่กว่าลูกใดๆที่หลินห
มิงเคยเห็น กำลังพุ่งลงอย่างรุนแรงและเปลวเพลิวส่วนหางยาวเป็นอย่าง
ยิ่ง!
โดยไม่คำนึงถึงสิ่งใดอีกแล้วในตอนนี้ หลินหมิงรีบหันไปทางตรงข้าม
กับจุดที่มันจะตกและรีบหนีไปในทันที อุกกาบาตขนาดมหึมานี้ ไม่ต้อง
สงสัยเลยว่ามันสามารถทำลายได้แม้กระทั่งขุนเขา
ในช่วงเวลาที่อุกกาบาตตกลงมา หลินหมิงได้เลือกที่จะพุ่งหัวลงไปใน
บ่อลาวาใกล้ๆทันที
บึมมมมมมมมมมมมมมมม!!!
ความรุนแรงของการปะทะราวกับหัตถ์แห่งพระเจ้าฟาดลงมายังผืน
ปฐพี ทำลายผืนดินแหลกเป็นหน้ากลอง ลาวาพุ่งทะยานขึ้นสู่ฟากฟ้านับ
หมื่นก้าว ทะลวงผ่านมวลหมู่เมฆบนชั้นฟ้า
หลินหมิงที่ได้ซ่อนตัวอยู่ในบ่อลาวาได้ใช้ปราณแท้สีครามจนถึงขีดสุด
ห่อหุ้มทั่วร่างเอาไว้และก็ได้ปลดปล่อยจิตสัมผัสออกไปเพื่อดูสิ่งที่เกิดขึ้น
บนพื้นดิน อุกกาบาตลูกสุดท้ายนี้ตกห่างจากเขาไปประมาณ 5-6 ลี้
(ประมาณ 10 กิโลเมตร) พลังของมันทำให้ก้อนหินยุบตัวลงไปเป็นปล่อง
และลาวาก็ได้ไหลลงไป ในตอนนี้มันราวกับปล่องภูเขาไฟที่มีลาวาปะทุ
ขึ้นมาอย่างแท้จริง
หลินหมิงตกตะลึง จากนั้นก็โดดขึ้นมาจากบ่อลาวา
หากผู้ใดถูกอุกกาบาตลูกนี้พุ่งชนเข้าโดยตรง แม้แต่ปรมาจารย์ขั้น
หลอมรวมแก่นแท้ก็คงไม่รอด
เมื่อตอนที่อุกกาบาตลูกสุดท้ายตกลงมา โชคไม่ดีที่แม้ว่ามันจะเกิด
การระเบิดที่รุนแรงที่สุด เพราะหลินหมิงได้รีบร้อนหลบ จึงไม่มีเวลาที่จะ
สัมผัสถึงวิถีแห่งเพลิงจากมัน
เพลิงยังคงลุกโหมกระหน่ำพื้นที่พังทลาย ลาวาเดือดพล่านปะทุคลื่น
ความร้อนออกมามากกว่าเดิม
หลินหมิงยืนอยู่บนหินร้อนและพยายามรวบรวมประสบการณ์ที่
ตนเองได้รับเมื่อครู่ จากที่เคยสัมผัสได้ถึงวิถีแห่งเพลิงเพียงเลือนราง
ในตอนนี้มันเริ่มชัดเจนขึ้นมากแล้ว
“แดนเร้นลับฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์นั้นมหัศจรรย์อย่างแท้จริง หากมิได้เห็น
เหตุการณ์ที่หายากและมหัศจรรย์เช่นนี้แล้ว การที่จะสัมผัสได้ถึงวิถีแห่ง
เพลิงนั้นก็คงจะยากและใช้เวลาอีกนานอย่างแน่นอน!”
การที่จะเข้าใจถึงวิถีแห่งเพลิงนั้นยากเย็นยิ่งกว่าการเข้าใจถึงวิถีแห่ง
ลม เพราะคนผู้นั้นจะต้องมีร่างกายที่มีความสามารถในการผสานเพลิงต้น
กำเนิดที่สูงและยังรวมไปถึงความยาวนานในการฝึกฝนกับพลังเพลิงต้น
กำเนิดอีกด้วย นี่เป็นทางเดียวที่จะค่อยๆเข้าใจถึงวิถีแห่งเพลิงได้
ตัวอย่างเช่น เจ้าหญิงเพลิงตะวันที่สามารถทำเช่นนี้ได้ในระดับที่สูง
วีถีต่างๆนั้นเป็นสิ่งที่ไม่สามารถอธิบายได้ มีเพียงตัวเองเท่านั้นที่
เข้าใจ หลินหมิงได้ตระหนักถึงมันเมื่อตอนที่อุกกาบาตได้ตกลงมาและใช้
ปราณแท้ของตนเพื่อให้เข้าใจถึงวิถีแห่งเพลิง แต่ในความเป็นจริงแล้ว นี่
เป็นเพียงอีกรูปแบบหนึ่งของวิถีแห่งเพลิง ต่อให้เขาเอาไปบอกผู้ใด พวก
เขาเหล่านั้นก็ไม่อาจที่จะจินตนาการถึงมันได้อยู่ดี คงมองเขาราวกับคน
ตายที่พยายามคลำหาทางและเสียเวลาไปเปล่าๆโดยไม่ได้รับสิ่งใดเลย
หลังจากที่หลินหมิงได้เก็บหอกและจะออกไปจากที่นี่ เขาก็รู้สึกความ
แปลกประหลาดบางอย่าง
‘หืมม? นี่มัน…’
เมล็ดพันธุ์เทพทรราชเริ่มกระสับกระส่ายอย่างกะทันหัน พลังเพลิง
ต้นกำเนิดที่อยู่บริเวณใกล้เคียงเริ่มสั่นสะท้าน สิ่งเหล่านี้ดูเหมือนว่าจะ
เป็นผลมาจากอุกกาบาตมหึมาที่ได้ตกลงมา
หลินหมิงช่วยไม่ได้ที่จะก้าวออกไป 2-3 ก้าวเพื่อสังเกตสถานการณ์
ทันใดนั้น เขาก็ได้ยินเสียงสายลมหวีดหวิว พลังเพลิงต้นกำเนิดโดยรอบดู
เหมือนจะถูกดูดซับไปโดยพลังบางอย่าง ถูกดูดซับไปยังบริเวณจุด
ศูนย์กลางที่เกิดปล่องจากอุกกาบาตมหึมา
มันเริ่มถูกดูดซับไปยังจุดศูนย์กลางนั้นด้วยความเร็วที่มากขึ้นเรื่อยๆ
เมล็ดพันธุ์เทพทรราชเริ่มกู่ร้องอย่างบ้าคลั่ง ในเวลาต่อมา เกิดเป็นวังวน
พลังเพลิงต้นกำเนิดขนาดใหญ่ก่อตัวขึ้นที่ศูนย์กลางของปล่องอุกกาบาต
ดูดซับพลังเพลิงต้นกำเนิดโดยรอบอย่างบ้าคลั่งยิ่งกว่าเดิม สายลมที่
รุนแรงแผ่กระจายกวาดออกมาจากศูนย์กลางของปล่องอุกกาบาต ปะทะ
กับหลินหมิงจนเขารู้สึกราวกับว่าโดนใบมีดที่คมกริบกรีดลงบนผิวหนัง
“พลังในการดูดซับน่าหวาดกลัวอย่างยิ่ง!” หลินหมิงรู้สึกว่าแม้กระ
ทั้งพลังเพลิงต้นกำเนิดในร่างก็เริ่มถูกฉุดดึงเช่นกัน แต่ด้วยพลังดึงดูดของ
เมล็ดพันธุ์เทพทรราชภายในร่างของเขาพวกมันจึงมิสามารถโดนดูด
ออกไปได้
การดูดซับของมันไม่เพียงแค่รวดเร็วขึ้นแต่ยังเริ่มขยายวงกว้างขึ้นอีก
ด้วย แม้แต่บ่อลาวาก็เดือดพล่านจนดูราวกับว่ากำลังตื่นเต้น เกิดบอล
อากาศขนาดใหญ่ยิ่งกว่าเดิม จึงทำให้บ่อลาวาเพิ่มความรุนแรงมากกว่า
เดิมอีกระดับ
บึมมม!
ด้วยเสียงระเบิดที่เกิดขึ้น เสาลาวาในบ่อปะทุขึ้นในอากาศหลายสิบ
ก้าว และถูกดูดซับไปยังจุดศูนย์กลางของปล่องอุกกาบาต
หลังจากที่ระเบิดจนเกิดเสาลาวาแรก จากนั้นก็เสาลาวาอีกหลายต้น
ปะทุขึ้นเช่นนี้ทั้งหมดถูกดูดซับไปยังศูนย์กลางของปล่องอุกกาบาต มัน
ราวกับเป็นวาฬยักษ์ที่ดูดน้ำทะเลมหาศาลเข้าไป หินบนพื้นต่าง
แตกระแหงด้วยเพลิงที่ร้อนจนมันไม่สามารถทนได้ และเศษชิ้นส่วนหิน
ปลิวขึ้นไปในอากาศสูง และเมื่อมันตกลงมา ผืนปฐพีต่างสั่นสะท้าน
หลินหมิงยังคงตกตะลึงว่ามันเกิดสิ่งใดขึ้นกันแน่? เมล็ดพันธุ์เทพ
ทรราชภายในร่างของเขากรีดร้องถี่ขึ้นกว่าเดิม เขาช่วยไม่ได้ที่จะมองดู
เสาลาวาถูกดูดเข้าหาศูนย์กลางของปล่องอุกกาบาต ในใจกลางของบ่อ
ลาวาขนาดใหญ่นี้ ลำแสงสีแดงฉานพุ่งขึ้นถึงท้องฟ้าแม้จะไม่หนามาก แต่
มันราวกับเป็นกระบี่ศักดิ์สิทธิ์ที่เสียบทะลวงไปยังสวรรค์
ลำแสงสีแดงฉานเริ่มหลอมรวมเข้าด้วยกันอย่างช้าจนมีขนาดเท่า
กำปั้น ภายในลำแสงนี้ หลินหมิงสัมผัสได้ถึงพลังเพลิงต้นกำเนิดที่
มหาศาลและหนาแน่นเป็นอย่างยิ่ง
นี่… นี่… นี่คือ…
ปราณอัคคีหรือ!?
จิตใจของหลินหมิงสั่นสะท้าน เข้าได้เป็นพยานในการกำเนิดปราณ
อัคคีเช่นนั้นหรือ?
เปลวเพลิงแห่งโลกนั้นมีจิตวิญญาณของมันเอง ในดินแดนที่แปลก
ประหลาดและมีอันตรายพร้อมทั้งมีเพลิงต้นกำเนิดที่หนาแน่น มันจึง
เป็นไปได้ที่จะมีปราณอัคคีถือกำเนิด ฉะนั้นการจะเกิดปราณอัคคีขึ้นได้จึง
ยากอย่างยิ่ง มันยากพอๆกับการที่ให้นักสู้ผู้หนึ่งกลายเป็นจักรพรรดิผู้ไร้
เปรียบได้ ไม่เพียงแค่ว่ามันต้องการสถานที่ซึ่งเต็มไปด้วยพลังเพลิงต้น
กำเนิดมหาศาลเท่านั้น แต่มันยังต้องขึ้นอยู่กับโชคชะตาอีกด้วย
การกำเนิดปราณอัคคีนั้นต้องการปัจจัยหลายอย่าง จึงทำให้มันแทบ
จะเป็นไปไม่ได้ที่จะมีปราณอัคคีเหมือนกัน
ในหลายกรณี ดินแดนที่มีเพลิงรูปแบบพิเศษและถือกำเนิดมานาน
นับพันปีอาจจะสามารถให้กำเนิดปราณอัคคีขึ้นมาได้เช่นกัน
ได้เป็นพยานเห็นการถือกำเนิดของปราณอัคคีนั้นยากเย็นยิ่งกว่าการ
หาตัวตนของปราณอัคคีนับพันเท่าเสียอีก!
อีกอย่าง ขณะที่หลินหมิงมองเปลวเพลิงนี้เติบโตขึ้นด้วยดวงตาที่เบิก
กว้าง เขานั้นกลายเป็นยิ่งกว่าตกตะลึง
นี่คือเพลิงอุกกาบาตถล่มปฐพี ปราณอัคคีที่ถือกำเนิดจากการเผา
ไหม้ของอุกกาบาตที่ตกลงมา ปราณอัคคีรูปแบบนี้นั้นหายากอย่างถึงที่สุด
จนหากส่งคนออกตามหา คนผู้นั้นอาจจะสิ้นหวังเพราะมันหายากเป็นแน่
หรืออาจจะมิได้มีอยู่ในทวีปนภารินไหลเลยก็ได้
แดนเร้นลับฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์เดิมทีเติมไปด้วยพลังเพลิงต้นกำเนิดที่
มหาศาล หลังจากที่ลาวาได้ปะทุอยู่หลายปี มิต้องสงสัยเลยว่าปราณอัคคี
หลายรูปแบบได้ถือกำเนิดขึ้น และในที่แห่งนี้ ปราณอัคคีก็ได้ถือกำเนิดขึ้น
เช่นกัน
และจากนั้นปาฏิหาริย์ก็ได้บังเกิด อุกกาบาตขนาดมหึมาได้ตกลงมา
เกิดอุณหภูมิที่สูงอย่างยิ่งจากแรงระเบิดมหาศาล เกิดเป็นการรวมตัวที่มี
รูปลักษณ์ของเพลิง
อย่างไรก็ตาม ปราณอัคคีที่เพิ่งถือกำเนิดขึ้นยังมิได้เสถียร ขณะที่
เพลิงอุกกาบาตถล่มปฐพีได้ดูดซับพลังเพลิงต้นกำเนิดที่รวมตัวอยู่ในที่แห่ง
นี้มานับหมื่นปีจนหมด มันจึงจะได้ถือกำเนิดอย่างแท้จริง!
ปราณอัคคีที่เพิ่งถือกำเนิดนั้นต้องการสิ่งหล่อเลี้ยง เพลิงอุกกาบาต
ถล่มปฐพีก็จะกลายเป็นปราณอัคคีที่มีระดับสูงขึ้นกว่าเดิม
หลินหมิงนั้นสงสัยเป็นอย่างยิ่งว่า มันเป็นปราณอัคคีระดับใดกันแน่?
หลินหมิงเอาหอกแห่งดาวแห่งม่วงออกมาอีกครั้ง เขากดเท้าลงกับ
พื้น บินพุ่งไปยังบริเวณที่เพลิงอุกกาบาตถล่มปฐพีอยู่ เขาบินไปอย่างช้าๆ
และระมัดระวัง
“พลังงานของปราณอัคคีเพิ่มขึ้น ตอนนี้ระดับของมันคือปฐพีขั้น
กลางแล้ว!” หลินหมิงดวงตาเบิกกว้าง ปราณอัคคีระดับปฐพีขั้นกลางนั้น
มีสติปัญญาอย่างแน่นอน บวกกับเปลวที่ร้อนระอุของมัน หลินหมิงไม่รู้
เลยว่าตนเองจะสามารถรับมือกับมันได้หรือไม่
หลินหมิงก้าวเท้าลงบนพื้น เมื่อเขาเข้าไปใกล้เพลิงอุกกาบาตถล่ม
ปฐพี 200 ก้าว ก็เกิดการเปลี่ยนแปลงกะทันหันขึ้น!
เพลิงอุกกาบาตถล่มปฐพีได้เกิดการสั่นสะท้านอย่างรุนแรง และบ่อ
ลาวาก็ได้ระเบิดออกในทันที เสาลาวาพุ่งเข้าใส่หลินหมิงรวดเร็วราวกับ
ลูกศร
“มันมีสติปัญญาอย่างแท้จริง มันรู้แม้กระทั่งการโจมตีข้า!”
หลินหมิงถอยออกมา โคจรปราณแท้ในร่างขึ้นมาอย่างรวดเร็ว หอก
แห่งดาวหางม่วงพุ่งออกไปทำลายเสาลาวาจนแตกกระจายออกไป
อย่างไรก็ตาม เสาลาวาก็ได้ก่อตัวขึ้นมาใหม่ ในคราวนี้มันมีจำนวนนับสิบ
พุ่งเข้าใส่หลินหมิงพร้อมกัน หลินหมิงยังคงสงบเยือกเย็นพุ่งหอกออกไป
ทำลายพวกมันทั้งหมด ทุกหอกเต็มไปด้วยวิถีแห่งเพลิง เสาลาวาอันแล้ว
อันเล่าได้ถูกทำลายลง!
จากนั้นหลินหมิงก็เปิดใช้งานย่างก้าววิหคทองคำถลาลมเคลื่อนไหว
ไปข้างหน้าอย่างระมัดระวัง
เมื่อเขาเข้าไปใกล้ระยะ 200 ก้าวอีกครั้ง การเปลี่ยนแปลงอย่าง
ฉับพลันก็เกิดขึ้นอีกครั้ง!
ทันใดนั้นเพลิงอุกกาบาตถล่มปฐพีกรีดร้องออกมาราวกับว่ามันกำลัง
หงุดหงิด! วังวนพลังเพลิงต้นกำเนิดหมุนวนด้วยความเร็วมากยิ่งขึ้น พลัง
ในการดูดซับของมันจึงเพิ่มมากขึ้น พื้นโดยรอบแตกออก หินก้อนใหญ่
ลอยขึ้นไปในอากาศนับพันก้อนและลอยเข้าไปหาเพลิงอุกกาบาตถล่ม
ปฐพี
ฟริ้ว ฟริ้ว ฟริ้ว ฟริ้ว –
เป็นเพราะว่ามันบินไปในอากาศด้วยความเร็วสูง จึงเกิดเสียงหวีด
หวิวขึ้นในอากาศ
เปลวเพลิงของเพลิงอุกกาบาตถล่มปฐพีร้อนระอุเป็นอย่างยิ่ง ก้อน
หินที่พุ่งเข้ามาสัมผัสกับมันถูกชำระล้างกลายเป็นเพียงหมอกสีดำและ
หลงเหลือเพียงแค่พลังปราณบริสุทธิ์ ปราณหินเหล่านี้ได้รวมตัวกันขึ้น
เรื่อยๆและบีบอัดจนสามารถที่จะห่อหุ้มเพลิงอุกกาบาตถล่มปฐพีเอาไว้
และยังมันยังคงหนาแน่นขึ้นเรื่อยๆ
จากนั้นก็ค่อยๆกลายสภาพเป็นสัตว์อสูรที่เกิดจากหิน มันยาว 100
ก้าวและสูงราวๆ 50-60 ก้าว ทั่วร่างเป็นสีแดงฉาน และมีรูปลักษณ์ของ
พยัคฆ์
หลินหมิงสูดหายใจลึก มันคือสิ่งใดกันแน่?
โฮกกกก!
พยัคฆ์หินสีแดงฉานตนนี้ ได้คำรามออกมาจนปฐพีใต้เท้าของหลินห
มิงต้องสั่นสะเทือน!