Martial World ศิลาลึกลับกับวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ - ตอนที่ 406 คำสั่งโยกย้า
เมื่อตอนที่หลินหมิงยังมีชีวิตอยู่ โอวหยางปั่วเยี่ยนยังกล้าที่จะทำสิ่ง
ใดกับฉินซิงเซวียน แต่ในตอนนี้เมื่อหลินหมิงได้ตายไปแล้ว เขาจึงไม่ต้อง
กังวลอีกต่อไป เขาเพียงแค่เกรงกลัวว่า เกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์จะยังให้
ความสนใจเกี่ยวกับเรื่องของหลินหมิงอยู่
แต่เมื่อโอวหยางปั่วเยี่ยนคิดถึงบุคคลหนึ่ง เขาก็ต้องขมวดคิ้ว “ฉินจื่
อหยาผู้นั้น เป็นเพราะเขามีความสัมพันธ์กับหลินหมิง จึงได้รับโอสถ
เปิดทางสวรรค์และยังโชคดีสามารถทะลวงเข้าสู่ขั้นปราณปลายฟ้าได้
กลายเป็นหนึ่งในผู้อาวุโส! หากข้าต้องการที่จะจัดการกับฉินซิงเซวียน
เช่นนั้นก็เหมือนเป็นการหักหน้าเขาอย่างแน่นอน”
โอวหยางปั่วเยี่ยนคิดถึงวิธีการล่อให้ฉินซิงเซวียนมาติดกับและจับ
นาง นำนางไปยังแผนกลงทันฑ์เพื่อให้เขาสามารถใช้นางเพื่อฝึกฝน ‘เคล็ด
บ่มเพาะทัณฑ์สวรรค์ศักดิ์สิทธิ์’ หลังจากที่เขาดูดซับพลังของนางจนหมด
สิ้นแล้ว เขาจึงจะสังหารนาง มันจึงจะเป็นทางที่ดีที่สุดในการกำจัด
ความแค้นของเขาให้หมดไป แต่ฉินซิงเซวียนนั้นเป็นศิษย์อย่างเป็น
ทางการของหุบเขาเจ็ดแก่นแท้ และยังมีฉินจื่อหยาคอยปกป้องนางอีก
ด้วย หากเขาต้องการที่จะทำแผนการนี้อย่างลับๆ โอกาสสำเร็จก็ยิ่งมี
น้อยลงไปอีก
“หึ ในเมื่อมีตัวน่ารำคาญคอยอยู่รอบๆ ข้าจะปล่อยเจ้าไปก่อน หาก
ข้าทำทุกอย่างในตอนนี้ เช่นนั้นมันก็จะสะดุดตาเกินไป อย่างแรกข้าควร
จะรอเวลาก่อนและค่อยมองหาโอกาสในการส่งฉินซิงเซวียนไปในสนาม
รบ และให้ใครบางคนลงมือสังหารนางแทน ฮ่าฮ่า เช่นนี้ก็ดีเหมือนกัน
หากนางตายด้วยน้ำมือของเหล่าผู้ที่ฝึกฝนเคล็ดบ่มเพาะปีศาจของ
ดินแดนปีศาจแห่งทะเลทางใต้ มันก็น่าสนุกไม่น้อย!”
เมื่อคิดได้เช่นนี้ โอวหยางปั่วเยี่ยนจึงยิ้มอย่างชั่วร้ายมากขึ้น
…………….
“ตายซะ!”
หลินหมิงพุ่งเข้าไปด้านหน้าด้วยย่างก้าววิหคทองคำถลาลม หอกแห่ง
ดาวหางม่วงในมือที่ทรงพลังพุ่งออกไป ปะทะเข้ากับร่างของหุ่นเชิดหินจน
แหลกเป็นเสี่ยงๆ
แต่ในบางครั้ง เขาก็ได้ถูกพวกมันล้อมทีเดียว 4-5 ตัว
“ข้ายื้อต่อไปไม่ไหวแล้ว!”
“หลินหมิงกัดฟันแน่น และเปิดใช้งานปราณเทพททราชคลั่ง!”
ออร่าของเขาปะทุออกมา ความแข็งแกร่งของหลินหมิงได้เพิ่มขึ้นจน
ไปอยู่ในระดับใหม่
“เพลิงสายฟ้าแห่งการทำลายล้าง!”
บึมมม!
ด้วยพลังระดับที่รุนแรงจึงสามารถที่จะทำลายหุ่นเชิดหินโดยรอบได้
จนพวกมันแหลกเป็นชิ้นๆในพริบตา หลินหมิงใช้ประโยชน์จากคลื่นอัด
กระแทกเพื่อดีดตัวกลับออกมา ลอยผ่านกลุ่มของหุ่นเชิดอีกจำนวนมาก
และมุ่งหน้าไปยังถ้ำ
“เกือบไปแล้วอย่างยิ่ง!”
หลินหมิงถอนหายใจด้วยความโล่งอก อัตราการเสียชีวิตภายในด่าน
ทดสอบหล่อหลอมนั้นสูงมาก หากได้รับบาดเจ็บและยังถูกล้อมโดยเหล่า
หุ่นเชิด ความตายก็อาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ
หลินหมิงได้ใช้ปราณเทพทรราชคลั่งและเพลิงสายฟ้าแห่งการทำลาย
ล้างอย่างต่อเนื่องเป็นไพ่ตายในยามวิกฤตเสมอ หากเขาไม่สามารถที่จะ
ทนอยู่ในสนามรบได้ต่อไป เช่นนั้นเขาก็จะใช้เพลิงสายฟ้าแห่งการทำลาย
ล้างสังหารเหล่าหุ่นเชิดที่ล้อมเขาเอาไว้เพื่อหลบหนีออกมา
“ผสานไขกระดูกเสร็จสมบูรณ์แล้วราวๆ 40% และปราณแท้ของข้า
ก็ได้เต็มขีดจำกัดที่กักเก็บอยู่ในเส้นชีพจรแล้ว อีกไม่นานข้าก็จะสามารถ
ทะลวงเข้าสู่ขั้นปราณต้นฟ้าได้!”
ในปัจจุบันปราณแท้ของหลินหมิงก็ได้เต็มขีดจำกัดที่กักเก็บอยู่ในเส้น
ชีพจรแล้ว และปราณก็ได้เริ่มรวมกันที่ตันเถียนของเขา หากเขาสามารถ
ที่จะเชื่อมต่อมันเข้าด้วยกันอย่างสมบูรณ์ เขาก็จะสามารถก้าวเข้าสู่ขั้น
ปราณต้นฟ้าได้อย่างแท้จริง แต่หลินหมิงคิดจะให้ปราณแท้เอ่อล้นออกมา
จากเส้นชีพจร มันจึงจะเป็นการทะลวงระดับอย่างเป็นธรรมชาติ และ
พื้นฐานการบ่มเพาะของเขาก็จะเสถียรยิ่งขึ้น
ขณะที่หลินหมิงกำลังนั่งเข้าฌานอยู่ เขาก็ได้เอาเพลิงอุกกาบาตถล่ม
ปฐพีออกมาจากผนึก
เขาคลายผนึกออก เพลิงอุกกาบาตถล่มปฐพีปรากฏออกมา มัน
กลายร่างเป็นพยัคฆ์ขนาดเล็กที่ดุร้ายพุ่งชนพันธนาการที่รั้งมันไว้
“ถึงตาเจ้าแล้ว!”
หลินหมิงจับเพลิงอุกกาบาตถล่มปฐพีมากดเข้าไปที่อกของเขา
โดยตรง
พลังงานมหาศาลที่อยู่ภายในปราณอัคคีระดับปฐพีขั้นกลางปะทุ
ออกมา พลังงานมหาศาลนี้ได้ไหลทะลวงเข้าสู่เส้นชีพจรของเขา ห้ำหั่น
กันกับปราณแท้ภายในร่างของหลินหมิง!
ภายใต้การสั่นสะเทือนของพลังงานนี้ พลังงานในตันเถียนและเส้น
ชีพจรของหลินหมิงหมิงเองก็ได้รับคลื่นกระแทกที่รุนแรงนี้ด้วย ขณะที่
เพลิงอุกกาบาตถล่มปฐพีกำลังถูกดูดซับโดยปราณแท้ของหลินหมิง
หลังจากนั้นไม่นาน หลินหมิงก็สามารถได้ยินเสียงแตกเกิดขึ้น ปราณแท้
ในเส้นชีพจรและตันเถียนของเขาเชื่อมต่อกันสมบูรณ์แล้ว!
“หืม? ขั้นปราณต้นฟ้า!”
หลินหมิงฝืนยิ้ม เขามิคิดว่าตนนั้นจะมาทะลวงระดับในช่วงวิกฤต
เช่นนี้ แต่มันก็ดีเช่นกัน ด้วยการสนับสนุนจากตันเถียนของเขา มันก็จะ
ง่ายยิ่งขึ้นในการดูดซับเพลิงอุกกาบาตถล่มปฐพี มิเช่นนั้น ด้วยความ
แข็งแกร่งก่อนหน้านี้ของเขา การดูดซับปราณอัคคีระดับปฐพีขั้นกลางก็
คงจะไม่ง่ายนัก
…………………..
3 เดือนต่อมา ราชาของอาณาจักรลิขิตฟ้า ณ พระราชวังตะวันออก
อันโอ่อ่าได้จัดงานต้อนรับผู้ที่ขึ้นรับตำแหน่งใหม่
“ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่าฮ่าฮ่าฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า ข้ามิเคยคิดเลยว่าสายลมแห่งชีวิตจะ
สามารถเปลี่ยนได้ ผู้ที่หัวเราะที่หลังย่อมดังกว่า” องค์ชายสิบหยางเฉิน
ได้รับสืบราชบัลลังก์ของพระราชวังตะวันออก ทั่วร่างของเขาสั่นสะท้าน
ด้วยความตื่นเต้น
“สิ่งเหล่านี้เป็นของข้าดั่งที่ควรเป็น พี่สาม ความหวาดกลัวที่ข้ารู้สึก
มาทั้งปีนี้ ข้าจะคืนมันให้กับเจ้า! ข้าจะให้เจ้ารู้สึกถึงการที่ทุกอย่างที่เคย
ควบคุมตกอยู่ในมือของผู้ให้กับเจ้า ได้รู้ถึงว่าหัวของตนเองสามารถที่จะ
หลุดจากบ่าได้ทุกเมื่อ!”
ในตอนนี้ น้ำเสียงเย็นชาดังมาจากด้านหลังของเขา “หยางเฉิน อย่า
ลืมซะล่ะว่าผู้ใดที่ให้การสนับสนุนเจ้าในการขึ้นเป็นองค์รัชทายาท
อาณาจักรลิขิตฟ้า”
หยางเฉินร่างกายสั่นสะท้าน ความหยิ่งยโสเมื่อครู่หายไปในทันที
“ท่านผู้อาวุโสโปรดวางใจได้ องค์ชายผู้ต้อยต่ำผู้นี้จะไม่ลืมความมีน้ำใจใน
ครั้งนี้แน่นอนและจะทำตามรับสั่งของท่านโอวหยางทุกอย่าง”
“อืม จำเอาไว้ให้ดีก็แล้วกัน ตราบใดที่เจ้าซื่อสัตย์ ข้าจะรับประกันให้
เจ้าครองบัลลังก์นับร้อยปี!” ชายผู้ที่กล่าวอยู่นี้คือเจ้าสำนักเจ็ดแก่นแท้คน
ใหม่แห่งอาณาจักรลิขิตฟ้า เพราะว่าหลังจากที่ฉินจื่อหยาได้ทะลวงเข้าสู่
ขั้นปราณปลายฟ้า เขาจึงต้องกลับไปยังสำนักในฐานะผู้อาวุโสคนหนึ่ง
ดังนั้น ตำแหน่งเจ้าสำนักเจ็ดแก่นแท้จึงว่างลง และชายผู้นี้คือคนที่โอวห
ยางปั่วเยี่ยนใช้อำนาจส่งมารับตำแหน่งที่นี่
เขาคือหนึ่งในศิษย์ของโอวหยางปั่วเยี่ยนที่เคยรับมาฝึกเมื่อนาน
มาแล้ว ระดับการบ่มเพาะของเขาอยู่ในขั้นครึ่งก้าวสู่ขั้นปราณปลายฟ้า
แต่ในฐานะที่เป็นนักสู้ที่อยู่ในขั้นครึ่งก้าวสู่ขั้นปราณปลายฟ้าของสำนัก
เขาตัวคนเดียวสามารถที่จะกวาดล้างโลกของนักสู้ในอาณาจักรลิขิตฟ้าได้
เลย แม้แต่มู่อี้และเหล่าผู้เชี่ยวชาญทั้งหมดในอาณาจักรลิขิตฟ้าทั้งหมด
รวมพลังกันก็ยังมิใช่คู่มือของเขา!
“ท่านเจ้าสำนัก ในการที่จะจัดการกับตระกูลฉินนั้นมิใช่เรื่องง่าย ข้า
หวังพึ่งท่านเจ้าสำนักร่วมมือด้วยกัน”
เมื่อยามที่จักรพรรดิองค์ใหม่ได้ขึ้นครองบัลลังก์ เขาจะกำหนดข้าราช
บริพารและผู้ใต้บังคับบัญชาของเขาด้วยตนเอง อย่างเหตุผลแรกก็คือโอ้
อวดพลังของตนเอง เหตุผลที่สองคือความมั่งคั่งและอำนาจ เหตุที่สามคือ
ใช้กฏของตนเองในการกำจัดสิ่งที่ก่อให้เกิดการปฏิวัติได้
ตั้งแต่ครั้งอดีตกาล เหล่าเจ้าหน้าที่และผู้สำเร็จราชการต่างก็มีได้มี
บั้นปลายชีวิตที่สงบนัก มิต้องกล่าวถึงชื่อเสียงของฉินเสี่ยวภายใน
อาณาจักรลิขิตฟ้า เหล่าครอบครัวของปุถุชนทั่วไปล้วนรู้จักนามของเขา
แต่กลับมิค่อยรู้จักนามของจักรพรรดิเท่าใด
ในสถานการณ์เช่นนี้ เป็นเพราะหลินหมิง ฉินเสี่ยวจึงได้เลือก
สนับสนุนองค์รัชทายาท หยางเฉินจึงอยากที่จะกำจัดฉินเสี่ยว
“ข้าย่อมช่วยเจ้าในการกำจัดตระกูลฉินอยู่แล้ว” เขากล่าวออกมา
อย่างมั่นใจ หากเขาต้องการที่จะเผชิญหน้ากับตระกูลฉิน เช่นนั้นมันก็จะ
สะดวกต่อการจัดการเรื่องของฉินซิงเซวียนด้วย ฉินเสี่ยวอาจจะเป็นดั่ง
เทพสำหรับเหล่าทหารของอาณาจักรลิขิตฟ้า แต่ในสายตาของเขานั้นมิ
ต่างจากการผายลม หากเขาต้องการที่จะเอาชีวิตฉินเสี่ยวก็ย่อมไม่มี 4 แม่
ทัพใหญ่ผู้ใดสามารถหยุดยั้งเขาได้!
หลังจากที่หยางเฉินได้รับการรับปากจากเขา และที่หัวเราะออกมา
ดังๆหลายครั้ง ‘หลินหมิงเอ๋ยหลินหมิง ข้ามินึกเลยว่าเจ้าสามารถช่วยข้า
ได้แม้จะตกตายไปแล้ว หากปราศจากเจ้า มันคงเป็นไปมิได้เลยที่โอวห
ยางปั่วเยี่ยนจะมาสนับสนุนผู้ต้อยต่ำเช่นข้า และคงเป็นไปมิได้ที่จะกำจัด
เสี้ยนหนามเช่นฉินเสี่ยว ข้าสงสารฉินเสี่ยวอยู่เช่นกัน เขาเป็นผู้ที่เจิดจรัส
และกล้าหาญมาตลอดชีวิต แต่ตระกูลของเขากลับให้กำเนิดผู้ที่นำพามา
ซึ่งหายนะเช่นฉินซิงเซวียน!’
‘ยังมีพวกตระกูลหลินอีก แต่ข้ามิจำเป็นต้องรีบร้อน เมื่อข้าได้ครอง
บัลลังก์อย่างแท้จริง ข้าค่อยจัดการพวกเขาทีหลัง!’
……………………
“พวกเขาต้องการให้ข้าเข้าสู่สนามรบทะเลเปิดหรือ?”
หลังจากที่ฉินซิงเซวียนเห็นคำสั่งของสำนักเจ็ดแก่นแท้ นางก็มึนงง
อยู่ชั่วขณะ
หลายเดือนมานี้ จิตใจของฉินซิงเซวียนมืดมนเป็นอย่างมาก หลังจาก
ที่ได้ข่าวการเสียชีวิตของหลินหมิง แรกเริ่มนางก็ยังมิได้ปักใจเชื่อ แต่พอ
ผ่านไปนานเข้า นางก็มิได้มีทางเลือกนอกจากที่จะยอมรับความเป็นจริงนี้
นางได้ไปจากสำนักเจ็ดแก่นแท้ด้วยตัวเอง ด้วยการจัดการของฉินจื่
อหยา นางจึงได้ไปพบกับบิดามารดาของหลินหมิง แต่นางมิได้บอกเรื่อง
ของหลินหมิงให้สองสามีภรรยาคู่นี้รู้
ฉินจื่อหยาก็มิได้บอกเช่นกัน สองสามีภรรยาคู่นี้จึงยังมิรู้ว่าบุตรชาย
ของตนได้สาบสูญไปในแดนเร้นลับฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์
ฉินซิงเซวียนและหลินมู่อาศัยอยู่ด้วยกันมาหลายวัน หลินหมิงนั้น
เป็นห่วงเกี่ยวกับนาง นางแม้กระทั้งกล่าวถึงเรื่องแต่งงานในอดีตที่ผ่านมา
เป็นเพราะว่าฉินซิงเซวียนมักจะให้ความรู้สึกอบอุ่นและมีความสุข แต่
ในตอนนี้ นางกับเต็มไปด้วยรู้สึกโศกเศร้า
2 เดือนก่อนนางก็ได้ถูกส่งไปยังสนามรบในทะเลทางใต้แล้ว นางก็
มิได้ปฏิเสธคำสั่งแต่อย่างใด นางคิดว่าการไปรบอาจจะสามารถคลาย
ความโศกเศร้าลงได้
จากนั้นหลังจากกลับมา นางยังได้คำสั่งโยกย้ายไปยังสนามรบทะเล
เปิดอีก
“สนามรบทะเลเปิด…”
ฉินซิงเซวียนยิ้มอย่างเศร้าๆ เกือบทั้งปี พันธมิตรของเกาะฟีนิกซ์
ศักดิ์สิทธิ์และดินแดนปีศาจแห่งทะเลทางใต้ได้ต่อสู้กันเป็นระยะ แต่ทั้ง
สองฝ่ายต่างได้ต่อสู้เป็นตาย มิเช่นนั้น สองนิกายใหญ่อาจจะไม่สามารถ
จ่ายค่าตอบแทนในทรัพยากรที่ยื้อเวลานานขึ้นไปอีกได้
อย่างไรก็ตาม สนามรบทะเลเปิดคือ 3 เกาะใหญ่ที่มีเส้นทางลำเลียง
หินลมปราณแท้ไปทั่ว มันเป็นสถานที่อันโหดร้ายอย่างน่าเหลือเชื่อ แม้แต่
ปรมาจารย์ขั้นหลอมรวมแก่นแท้ยังต้องจบสิ้นลงที่นั่นได้!
3 เกาะใหญ่เหล่านั้นย่อมเป็นเสมือนแดนประหาร!
“มีบางคนที่ต้องการให้ข้าตกตายเช่นนั้นหรือ?” ดวงตาของฉินซิงเซ
วียนสาดประกายขณะที่มองไปยังคำสั่งโยกย้ายที่ได้รับ และไม่ปิดบัง
น้ำเสียงที่เยือกเย็นของตน ไม่กี่เดือนก่อน นางได้รับรู้ถึงความเกลียดชัง
ของโอวหยางปั่วเยี่ยนที่มีต่อหลินหมิง ฉินจื่อหยาได้เตือนนางให้ระวัง 2
เดือนมานี้ยังคงมิได้มีอันใดเกิดขึ้น แต่ในตอนนี้ มีบางคนได้ใช้อุบายเพื่อ
จัดการนาง!
ผู้ที่ได้นำส่งคำสั่งโยกย้ายนี้มาให้คือศิษย์สายในของแผนกลงทัณฑ์
ระดับการบ่มเพาะของเขาอยู่ในขั้นปราณต้นฟ้าช่วงกลาง และมีนามว่า
โอวหยง
โอวหยงคิ้วขมวด “ฉินซิงเซวียน เจ้าต้องการที่จะกล่าวสิ่งใดกันแน่
หรือ? ในครั้งนี้มีศิษย์กว่า 20 คนไปร่วมด้วย เจ้าเป็นเพียงแค่หนึ่งในคน
เหล่านั้นเอง นี่คือแผนยุทธศาสตร์ของสำนัก ข้าหวังว่าเจ้าจะจริงจังกับ
เรื่องนี้!”
จริงจังกับเรื่องนี้หรือ?
หัวใจของนางเต็มไปด้วยความเย้ยหยัน “ข้าขอถามได้หรือไม่ ว่าผู้
อาวุโสท่านใดของหุบเขาเจ็ดแก่นแท้ที่ใช้คำสั่งนี้?”
หลังจากที่ฉินซิงเซวียนกล่าวคำถามนี้ออกไป โอวหยงก็มิได้ดูมี
ความสุขเลย “ฉินซิงเซวียน เจ้ากำลังสงสัยว่านี่ใช่คำสั่งจริงหรือไม่เช่นนั้น
หรือ?”
ฉินซิงเซวียนกล่าวตอบด้วยเสียงเย็นชาว่า “ข้ามิได้สงสัยว่ามันจริง
หรือไม่ ผู้อาวุโสของหุบเขาเจ็ดแก่นแท้นั้นมีสิทธิในการออกคำสั่ง แต่ข้ามิ
จำเป็นที่จะต้องทำตามทุกคำสั่งจากผู้อาวุโส”
สีหน้าของโอวหยงสลด “ผู้ที่ได้สั่งการลงมานั้นคือรองผู้บัญชาการ
สงครามผู้อาวุโสหลิว เขานั้นมีคุณสมบัติพอสำหรับเจ้าหรือยัง?”
ฉินซิงเซวียนสีหน้าสลด ผู้อาวุโสหลิว… ความสัมพันธ์ภายในหุบเขา
เจ็ดแก่นแท้นั้นค่อนข้างซับซ้อนและลึกลับ โอวหยางปั่วเยี่ยนนั้นมีเส้น
สายที่กว้างขวาง หากเขาต้องการที่จะออกคำสั่งเช่นนี้ มันก็ง่ายเป็นอย่าง
ยิ่ง!
ขณะที่โอวหยงมองฉินซิงเซวียน เขาก็ยิ้มและใช้กระแสเสียงปราณ
แท้ส่งไปหานางว่า “ฉินซิงเซวียน ข้าจะบอกอะไรเจ้าอย่างแล้วกัน ใช่แล้ว
แน่นอนว่ามีผู้ที่หนุนหลังเจ้าอยู่ แต่ฉินจื่อหยาเป็นเพียงแค่ผู้อาวุโสที่เพิ่ง
ได้รับการแต่งตั้ง เจ้าคิดว่าเขาจะยังช่วยเจ้าได้หรือ ใช่ ใช่แล้ว ข้าลืมบอก
ไปอีกอย่าง หลังจากนี้อีกไม่กี่เดือน จะมีจักรพรรดิองค์ใหม่ขึ้นครอง
บัลลังก์ จักรพรรดิองค์ใหม่นี้มีนามว่าหยางเฉินหรืออะไรประมาณนี้ และ
เขายังได้รับการสนับสนุนจากเจ้าสำนักเจ็ดแก่นแท้คนใหม่อีกด้วย เจ้า
ควรที่จะเป็นเด็กดีและทำตามคำสั่ง เช่นนั้น ตระกูลฉินของเจ้าก็จะคงอยู่
ในกองทัพอย่างโล่งอกและปู่ของเจ้าอาจจะได้ตายอย่างเป็นธรรมชาติด้วย
การสิ้นอายุขัย มิเช่นนั้น เขาอาจจะถูกตั้งข้อหาว่าเป็นกบฎ จากนั้น… ฮ่า
ฮ่า เจ้าก็คงรู้ถึงผลที่ตามมาดีอยู่แล้ว!”
ขณะที่ฉินซิงเซวียนได้ยินเช่นนี้ นางก็รู้สึกว่าตนนั้นราวกับถูกฟ้าผ่า
ร่างของนางสั่นสะท้าน ใบหน้าอันงดงามของนาง กลายเป็นสีแดงด้วย
ความโกรธอย่างถึงที่สุด
“เจ้า… เดรัจฉาน!”
“สัตว์เดรัจฉานหรือ? เจ้านี่อ่อนต่อโลกยิ่งนัก?” โอวหยงมองไปยังฉิน
ซิงเซวียนและกล่าวอย่างเย้ยหยันว่า “เจ้าคิดว่าตนเป็นใครหรือ? เจ้าคิด
ว่าตนยังมีผู้ให้การสนับสนุนอยู่หรือ? หากเจ้ามิต้องการที่จะไปยังสนาม
รบทะเลเปิดและตายที่นั่น เช่นนั้นข้าจะเสนอทางเลือกให้เจ้า แต่งตัวให้ดู
งดงามที่สุด และไปหาท่านโอวหยางและขอร้องความเมตตา ปรนเปรอ
ท่านให้ดี และบางทีท่านโอวหยางอาจจะใจดี และปล่อยตระกูลฉินของ
เจ้าไปก็เป็นได้”