Martial World ศิลาลึกลับกับวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ - ตอนที่ 409 มุ่งสู่สนามรบทะเลทางใต้
“ท่านอาจารย์ ข้าอยากที่จะขออนุญาตและไปยังอาณาจักรลิขิตฟ้า
ในทันทีเพื่อพบกับบิดามารดาของข้า ข้าอยากที่จะแจ้งให้แก่ศิษย์พี่มู่ว่า
ข้าได้กลับมาแล้วเช่นกัน และข้าหวังว่า ท่านอาจารย์จะช่วยข้าส่ง
ข้อความไป”
“โอ้…” มู่อวี้หวงผงกศรีษะแบบไม่รู้ตัว นางมิรู้ว่าเพราะเหตุใด แต่รู้
เพียงว่าเมื่ออยู่ต่อหน้าหลินหมิง นางรู้สึกถึงบางอย่างที่พิเศษมาก
ความรู้สึกนี้คลุมเครือและไม่ชัดเจน ราวกับว่ามันมาจากส่วนลึกภายใน
สายเลือดของนาง
ดวงตาของนางหยุดมองเพียงที่เดียวและจับจ้องไปยังสัญลักษ์เปลว
เพลิงระหว่างคิ้วของหลินหมิง และนางรู้สึกว่าหัวใจของตนเองกำลังเต้น
รัว นางช่วยไม่ได้ที่จะถามหลินหมิงออกไปว่า “หลินหมิงเจ้าได้รับ
ประสบการณ์อันใดภายในแดนเร้นลับฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์กันแน่?”
“หลินหมิงกล่าว “เรื่องมันค่อนข้างยาว ท่านอาจารย์ สิ่งที่ข้ากังวล
ในตอนนี้คือบิดามารดาของข้า ข้ายังมิได้มีเวลามากพอที่จะอธิบาย แต่
เมื่อข้ากลับมาแล้ว ข้าย่อมมีข่าวดีที่จะบอกกับท่าน”
“ข่าวดีหรือ?” มู่อวี้หวงจิตใจสั่นสะท้าน นางคาดเดาว่า การติดอยู่ใน
แดนเร้นลับฟีนิกศักดิ์สิทธิ์มานานถึงเพียงนี้ เขาจะต้องได้รับประสบการณ์
และโชคมาอย่างมหาศาลแน่อน
มันเป็นข่าวดีอย่างแท้จริง
มู่อวี้หวงจะต้องคิดไม่ถึงอย่างแน่นอนว่าข่าวดีที่ว่านี้คือ ‘เคล็ดบ่ม
เพาะบัญญัติศักดิ์สิทธิ์ต้องห้ามวิหคเพลิง’ 8 ขั้นแรก หากเรื่องนี้ถูกป่าว
ประกาศออกไป เช่นนั้น ทั่วทั้งเกาะจะต้องสั่นสะเทือนไปด้วยความตก
ตะลึงอย่างแน่นอน!
“ท่านอาจารย์ มังกรปีกวารีของข้าอยู่ที่ใดหรือ?”
“มังกรปีกวารีนั้นอยู่ภายในกรงเลี้ยงสัตว์อสูรของนิกาย มันช้ากว่า
วิหคเพลิงแห่งชีวิตของข้ายิ่งนัก เจ้าน่าจะใช้วิหคเพลิงของข้า มันจะ
สามารถช่วยเจ้าลดเวลาเดินทางได้บ้าง และมันสามารถปกป้องเจ้าได้”
หลินหมิงมีความปิติอย่างยิ่งและกล่าวออกไปว่า “ขอบคุณยิ่งนักท่าน
อาจารย์”
วิหคเพลิงของมู่อวี้หวงนั้นอยู่ด้านหลังของห้องโถงหลักวิหคเพลิง มัน
คือวิหคเพลิงที่เติบโตเต็มที่แล้ว และปีกของมันกว้างถึง 100 ก้าว
มู่อวี้หวงนำทางหลินหมิงไปยังตำหนักนั้นด้วยตนเอง มันคือวิหค
เพลิงแห่งชีวิตของนาง และปราศจากนางในการออกคำสั่ง มันก็จะมิฟัง
คำสั่งผู้ใด
ขณะที่มู่อวี้หวงเข้าไปยังโถงหลัก วิหคเพลิงก็ได้ตื่นตระหนกอย่าง
มาก สัตว์อสูรศักดิ์สิทธิ์เช่นนี้นั้นมีกายศักดิ์สิทธิ์ในระดับนึง มันยังสามารถ
ที่จะเข้าใจถึงความต้องการและเจตจำนงของผู้อื่นได้ มู่อวี้หวงจึงกล่าวกับ
มันโดยตรงได้ “เพลิงประกาย ในครั้งนี้เจ้าจะต้องนำ… หืม?”
เป็นเพราะทั้งสองได้เชื่อมโยงกัน มู่อวี้หวงจึงสามารถสัมผัสได้ถึง
ความตื่นตระหนกและวิตกกังวลของเจ้าเพลิงประกายได้ ความกังวลนี้
เป็นเพราะตัวตนของหลินหมิง
มู่อวี้หวงประหลาดใจ เกิดสิ่งใดขึ้นกับเจ้าเพลิงประกายกันแน่?
“เจ้าเพลิงประกาย พาหลินหมิงไปยังอาณาจักรลิขิตฟ้า และก่อนที่
เจ้าจะกลับมา ให้แน่ใจว่าเจ้าได้รับคำสั่งให้กลับมาได้จากหลินหมิงแล้ว”
มู่อวี้หวงกล่าวออกมาในขณะที่ลูบหัวของมันไปด้วย ความรู้สึก
กระสับกระส่ายนี้ยังคงอยู่ภายในใจเจ้าเพลิงประกาย มันทำให้จิตใจของมู่
อวี้หวงเกิดความสงสัยเป็นอย่างยิ่ง มันเป็นไปได้หรือไม่ว่า… เกิดมาจากสิ่ง
ที่หลินหมิงได้รับมาจากภายในแดนเร้นลับฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์สามารถเทียบ
ได้กับผู้ก่อตั้งนิกายเช่นนั้นหรือ? และสิ่งนั้นได้ทำให้เจ้าเพลิงประกายเกิด
ความกังวลเช่นนี้?
ขณะที่มู่อวี้หวงกำลังจมอยู่ในความคิด หลินหมิงก็ได้ขึ้นไปบนหลัง
ของวิหคเพลิงและพุ่งทะยานขึ้นไปบนฟากฟ้าแล้ว
ความเร็วของวิหคเพลิงที่โตเต็มไวนั้นเร็วยิ่งกว่าความเร็วสูงสุดของ
ปรมาจารย์ขั้นหลอมรวมแก่นแท้ หลินหมิงได้ยินเพียงเสียงของสายลม
หวีดหวิวผ่านหูของเขาอย่างรวดเร็ว และเพียงพริบตา เขาก็ได้อยู่ห่างจาก
หุบเขาฟีกนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ไปมากแล้ว!
ถึงแม้จะบินไปด้วยความเร็วสูง หลินหมิงก็ยังสามารถที่จะนั่งอยู่บน
หลังของเจ้าเพลิงประกายและสัมผัสได้ถึงความกระวนกระวายใจของมัน
ได้
เขารู้ถึงเหตุผลนี้ดีว่าเป็นเพราะสายเลือดในร่างกายของเขาเอง เมื่อ
2 ชั่วโมงก่อน เขาได้ผ่านด่านทดสอบหล่อหลอมระดับแม่ทัพขั้นสุดท้าย
มาได้ โดยการใช้เวลาเพียง10เดือนครึ่ง จิตวิญญาณแห่งตำหนักจึงได้ทำ
ตามคำพูดของตนและมอบสายเลือดฟีนิกซ์โบราณให้กับหลินหมิง
ก่อนที่หลินหมิงจะได้ผสานมันเข้าไปในร่าง หลินหมิงก็ถามก่อนแล้ว
ว่าโลหิตเกล็ดย้อนและโลหิตของฟีนิกซ์โบราณจะขัดแย้งกันหรือไม่
คำตอบที่เขาได้จากจิตวิญญาณแห่งตำหนักคือ ตั้งแต่ครั้งอดีตกาล มังกร
และฟีนิกซ์นั้นเป็นสหายกัน สายเลือดทั้งสองจึงมิได้ขัดแย้งกัน แต่กลับกัน
มันต่างสนับสนุนกันและเสริมสร้างกันและกัน
ความต้องการครอบครองสายเลือดฟีนิกซ์โบราณนั้นพอๆกันกับ
โลหิตเกล็ดย้อน ถึงแม้จะมีเพียงจำนวนเล็กน้อย มันก็ยังเพียงพอที่จะทำ
ให้จักรพรรดิระดับอาวุโสหลายคนต้องบ้าคลั่งด้วยความโลภได้!
จิตวิญญาณแห่งตำหนักได้ใช้ทักษะพิเศษเพียงปลูกฝังสายเลือด
ฟีนิกซ์โบราณลงไปในระหว่างคิ้วของหลินหมิง สายเลือดที่ราวกับลาวา
เผาไหม้ได้หยดลงบริเวณระหว่างคิ้วของเขา และมันค่อนข้างที่จะเจ็บปวด
อย่างมาก รู้สึกราวกับว่าร่างกายของเขากำลังโดนหลอมละลาย โลหิตได้
เผาผลาญผ่านเข้าไประหว่างคิ้วมันจึงทำให้เกิดสัญลักษ์เปลวเพลิงขึ้นที่
ระหว่างคิ้วของเขาสัญลักษ์เปลวเพลิงนี้คือตำแหน่งที่อยู่ของสายเลือด
ฟีนิกซ์โบราณ!
หลินหมิงพยายามที่จะปลอบเจ้าเพลิงประกาย ทำให้มันสงบลงมาก
ที่สุดเท่าที่ทำได้ จนในที่สุดเจ้าเพลิงประกายก็สามารถที่จะสัมผัสได้ถึง
เจตนาอันดีของหลินหมิง
ด้วยเสียงกู่ร้องที่แสบแก้วหู ทั้งสองก็ได้บินไปอย่างรวดเร็วยิ่งกว่าเดิม
ข้ามผ่านทะเลอันไร้ที่สิ้นสุด ทิ้งทุกอย่างไว้เบื้องหลังด้วยความเร็วอัน
ยิ่งยวด…
……………
สงครามได้ปะทุขึ้นมากว่า 10 เดือนแล้ว จำนวนผู้เสียชีวิตของ 3
เกาะใหญ่ต่างก็มากกว่าจำนวนผู้ที่เสียชีวิตในทุกเกาะรวมกัน
และใน 3 เกาะใหญ่เหล่านี้ เกาะที่อันตรายที่สุดต่างรู้จักกันในชื่อ
เกาะปีศาจโลหิต
เกาะปีศาจโลหิตนั้นใกล้เคียงกับเกาะจันทราทมิฬ ซึ่งเป็นสถานที่ซึ่ง
หลินหมิงเคยไปมาก่อนเพื่อเอาสมบัติลับของสำนักคว้าจันทร์ มันเคยมี
สงครามครั้งใหญ่ที่เกิดขึ้นมาก่อนในทะเลทางใต้ ทั้งเกาะปีศาจโลหิตและ
เกาะจันทราทมิฬได้เป็นสนามรบในตอนนั้นนั่นเอง ในตอนนั้น
ผู้เชี่ยวชาญจำนวนมากได้ตกตายลงในทั้งสองเกาะนี้
เกาะปีศาจโลหิตนี้เป็นที่หมายตาของดินแดนปีศาจทะเลทางใต้
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา พลังงานโลหิตปีศาจได้รวมตัวกัน ในอากาศเต็มไป
ด้วยหมอกสีแดงหนา ปีศาจโลหิตนับไม่ถ้วนจะถือกำเนิดขึ้นและมัน
สามารถเพิ่มจำนวนขึ้นโดยการดูดซับปราณโลหิต มันจึงเป็นดินแดนที่
อันตรายที่สุด
ดินแดนเช่นนี้ควรที่จะกลายเป็นดินแดนแห้งแล้งเช่นเกาะจันทรา
ทมิฬ แต่เกาะปีศาจโลหิตกลับเต็มไปด้วยเส้นทางหินลมปราณคุณภาพสูง
และยังมีหินลมปราณระดับกลางจำนวนมากอีกด้วย นี่จึงทำให้เกาะปีศาจ
โลหิตมีค่าพอจะให้เขามาพัฒนาเพื่อใช้ประโยชน์
โดยปกติปีศาจโลหิตที่เกิดนั้นต่างถูกสะกดข่มหรือถูกกำจัดโดยเกาะ
ฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ พวกมันจึงมิกล้าที่จะต่อต้าน และหลบซ่อนอยู่ใต้ดิน แต่
ในตอนนี้เกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์และดินแดนปีศาจแห่งทะเลทางใต้ได้ทำ
สงครามกัน และมีจำนวนผู้ที่เสียชีวิตบนเกาะปีศาจโลหิตจำนวนมาก
ในตอนนี้ เกาะนี้จึงได้กลายเป็นสวรรค์ของเหล่าปีศาจโลหิต ทุกๆวันพวก
มันจะได้ดูดซับปราณโลหิตสดๆ ทำให้พวกมันเพิ่มจำนวน เติบโตและ
แข็งแกร่งมากขึ้น
การประลองได้เกิดขึ้นไปทั่วเกาะปีศาจโลหิต และยังได้ดำเนิน
ต่อเนื่องมาถึง 3 เดือนแล้ว ในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมานี้ ทั้งสองฝ่ายต่าง
ปะทะกันและกันเพื่อแย่งชิงดินแดนนี้ ไม่เพียงแค่ 2 ขุมกำลังนี้ได้ต่อสู้กัน
แต่พวกเขายังได้ปล้นเอาทรัพยากรในเหมืองแร่อีกด้วย ก่อนหน้านี้ที่เกาะ
ฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ยังได้ครอบครองเกาะนี้ พวกเขาเพียงแค่เอาทรัพยากรไป
ไม่มากและมิได้ทำลายเส้นชีพจรของเกาะ แต่ในตอนนี้ ยังจะมีผู้ใดสนใจ
เรื่องนั้นหรืออีกหรือ? ทุกคนต่างเสี่ยงชีวิตของตนเพื่อการปล้นและคว้า
ทุกอย่างที่สามารถเอามาได้ หินลมปราณแท้ระดับกลางนั้นเป็นสิ่งที่
ค่อนข้างล้ำค่า เพราะแม้แต่ในขุมสมบัติลับที่สำนักคว้าจันทร์ยังมีมัน
จำนวนมาก
อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าหินลมปราณแท้ระดับกล่างนั้นจะล้ำค่าเพียงใด
สงครามที่อยู่บนเกาะแห่งนี้ยังคงรุนแรงและป่าเถือน อีกอย่างเกาะฟีนิกซ์
ศักดิ์สิทธิ์ก็ได้อนุญาติให้ทุกคนที่เข้าร่วมสงครามบนเกาะนี้ขุดหิน
ลมปราณแท้เอาไปให้นิกายของตนอยู่แล้ว
ฉินซิงเซวียนกำลังอยู่ในสนามรบของเกาะปีศาจโลหิต…
ปัง!
กระบี่ของฉินซิงเซวียนตัดร่างของปีศาจโลหิต สีหน้าของนางซีดขาว
ดั่งกระดาษ นางได้อยู่บนเกาะปีศาจโลหิตแห่งนี้มาเกือบเดือนแล้ว
ในช่วงตลอดเดือนนั้น นางได้บาดเจ็บสาหัสไปหลายครั้ง แต่ในตอนนี้
สิ่งที่ทำให้นางยังสามารถยืนหยัดไหวก็คือความเชื่อมั่นของนางเอง
บาดแผลเริ่มลุกลามขึ้นภายในร่างกายของนาง มันส่งผลต่อพลังของนางที
ละน้อย ร่างกายและกระดูกของนางเปราะบางลง เปลวเพลิงแห่งชีวิต
ริบหรี่ราวกับเปลวเทียนท่ามกลางสายลม หากเป็นเช่นนี้ต่อไป นางมิรู้ว่า
ตนนั้นจะยังสามารถมีชีวิตอยู่ได้นานเท่าใด
“โห เจ้ายังรอดอยู่ได้เช่นนั้นหรือ?”
น้ำเสียงเหยียดหยามดังขึ้นอยู่ข้างหูของนาง ผู้ที่กล่าวออกมานั้นคือ
ศิษย์สายในของแผนกลงทัณฑ์ โอวหยง เขาก็คือผู้ที่ได้นำคำสั่งโยกย้าย
ของหุบเขาเจ็ดแก่นแท้มาให้กับฉินซิงเซวียน และยังได้บีบบังคับให้นาง
มายังที่แห่งนี้ด้วยการข่มขู่เรื่องตระกูลของนาง
“เจ้าเอง… หลีกทางข้าซะ!” ฉินซิงเซวียนกัดริมฝีปากของตน ดวงตา
ของนางสาดประกายเย็นชา
โอวหยงสีหน้าเย็นชาเช่นกัน แต่ก็ยังเก็บกดไว้ได้ “ศิษย์น้องฉิน อย่า
เพิ่งอารมณ์เสียไป อ่า มากล่าวถึงเรื่องที่เจ้าจะโกรธยิ่งกว่านี้ดีกว่า เอา
เป็นว่าบอกข้ามาดีหรือไม่ว่าบิดามารดาของหลินหมิงนั้นหลบซ่อนอยู่ที่ใด
และเมื่อข้ายืนยันเรื่องนี้ได้ ข้าก็จะให้เจ้ากลับบ้านได้”
“ฝันไปเถอะ!” ฉินซิงเซวียนเค้นเสียงเย็นชาและหันหลังเดินจากไป
โอวหยงสีหน้าสลด “หึ ฉินซิงเซวียน อย่าลืมล่ะว่าตระกูลฉินของเจ้า
นั้นยังอยู่ในอาณาจักรลิขิตฟ้า! ข้าหวังว่าเจ้าคงจะมิอยากให้มีอันใดเกิด
ขึ้นกับปู่ของตนเอง!”
ฉินซิงเซวียนชะงักในทันที นางกำหมัดแน่นจนการเป็นขาวซีดไร้
โลหิต “ข้าไม่รู้ บิดามารดาของหลินหมิงนั้นมิได้อยู่ในการดูแลของข้า
หรือได้เห็นพวกเขามาก่อน!”
โอวหยงคิดว่าฉินซิงเซวียนนั้นมิได้โกหก อย่างไรก็ตาม บิดามารดา
ของหลินหมิงก็ได้ถูกพาไปหลบซ่อนที่ไหนซักแห่งโดยฉินจื่อหยา เช่นนั้น
ฉินซิงเซวียนจึงมิน่าจะรู้ได้ ฉินจื่อหยานั้น มิใช่ผู้อาวุโสที่กระทำการโดยไม่
คิดให้รอบครอบและเขายังเป็นหนึ่งในผู้อาวุโสที่ทรงคุณธรรมอีกด้วย
ถึงแม้ว่าโอวหยางปั่วเยี่ยนนั้นจะมีเส้นสายค่อนข้างมาก แต่มันก็มิใช่สิ่งที่
จะจัดการฉินจื่อหยาให้อยู่หมัดได้
“ดี ตอนนี้ข้าจะเชื่อที่เจ้าพูดไปก่อน เช่นนั้นเอาหินลมปราณแท้มาให้
ข้า ข้าได้ยินว่าเจ้าได้มาไม่น้อย!” โอวหยงกล่าวพร้อมทั้งแบมือออกมา
และกระดิกนิ้วเรียกร้อง
หุบเขาเจ็ดแก่นแท้นั้นได้ตั้งกฎการพบเจอหินลมปราณแท้ ผู้ใดพบ
สามารถที่จะเก็บเอาไว้ได้เพียง 60% ของจำนวนที่พบ นี่เป็นรางวัลที่สูง
อย่างมาก แต่ก็นำมาซึ่งความเสี่ยงสูงเช่นกัน
“สบายใจได้ ข้าเพียงแค่ต้องการ 60% อีก 40% ยังคงเป็นของเจ้า”
โอวหยงกล่าวออกมาด้วยรอยยิ้มที่ภูมิใจ
ริมฝีปากของฉินซิงเซวียนสั่นสะท้าน นางนั้นต้องการที่จะสับโอวหยง
เป็นสองท่อน!
โอวหยงเองก็สามารถรู้สึกได้ถึงความเกลียดชังที่ลึกซึ้งจากฉินซิงเซ
วียน เขาจึงกล่าวอย่างปกติว่า “ศิษย์น้องฉิน เจ้าควรรู้ด้วยว่าคำสั่งของ
สำนักเจ้าจึงไม่อาจที่จะก้าวออกจากเกาะไปได้แม้แต่ครึ่งก้าว หากเจ้าทิ้ง
ความคิดที่จะหาทางหนีคงจะดีกว่า เพราะหากเจ้าหนีไปท่านผู้อาวุโส
โอวหยางก็จะสามารถหาข้ออ้างมาสังหารเจ้าได้! ไม่ว่าในกรณีใด เจ้ายัง
จะสามารถหาผู้ที่จะมาปกต้องตระกูลฉินได้อีกหรือ? เจ้าคือศิษย์ของหุบ
เขาเจ็ดแก่นแท้ เช่นนั้นเจ้าจึงยังถูกป้องป้องโดยกฎของสำนัก อย่างไรก็
ตาม ตระกูลฉินของเจ้านั้นมิใช่ อย่าลืมเรื่องปู่ของเจ้า ฮ่าฮ่า จ่ายหิน
ลมปราณแท้มาเพื่อแลกเปลี่ยนกับความปลอดภัยของปู่เจ้าไปอีกไม่กี่
เดือน… มันช่างเป็นการแลกเปลี่ยนที่คุ้มค่าเสียจริง! และอีกอย่างเจ้าคง
อยู่ได้อีกไม่นาน เช่นนั้นการเอาหินลมปราณไว้กับตัวคงเสียเปล่า”
โอวหยางปั่วเยี่ยนความเสียเปรียบของปุถุชนการจัดการกับฉินซิงเซ
วียน ด้วยกฏของหุบเขาเจ็ดแก่นแท้ ในโลกของปุถุชน การกล่าวหา
เจ้าหน้าที่ทางการว่าเป็นกบฏนั้นมิใช่เรื่องยาก เช่นนั้น ฉินซิงเซวียนจึงได้
ตกอยู่ในสถานการณ์ที่ไร้ทางออกเช่นนี้! ด้วยการมีปู่ของนางอยู่ในกำมือ
ของพวกเขา มันจึงเป็นการกำจุดอ่อนของฉินซิงเซวียน
ในโลกนี้ ความแข็งแกร่งคือทุกสิ่ง! หากผู้ใดมีพลังมากพอ แม้แต่สิ่งที่
เรียกว่ากฎของหุบเขาเจ็ดแก่นแท้ก็คงเป็นเพียงแค่เศษกระดาษสำหรับ
เขาผู้นั้น!
ฉินซิงเซวียนกำหมัดแน่นจนกลายเป็นสีขาวซีดและยังกัดริมฝีปากจน
ช้ำ นางเอาหินลมปราณแท้ออกมาจากแหวนมิติและโยนถุงออกไป มันไม่
มีความหมายอันใดอีกแล้วที่นางจะเก็บเอาไว้
ขณะที่โอวหยงรับถุงหินลมปราณมา เขาก็เก็บเอาไว้และยิ้มอย่างชั่ว
ร้าย “ต้องแบบนี้สิ! ศิษย์น้องฉิน ทำได้ดีมาก! ข้าจะกลับมาเยี่ยมเยือนเจ้า
ในอีกไม่กี่วัน ความจริงแล้ว เจ้าไม่จำเป็นที่จะต้องทำเช่นนี้ก็ได้ เจ้าเองก็รู้
ตราบใดที่เจ้าก้มศีรษะและทำตัวเป็นเด็กดี เจ้าก็จะสามารถไปปรนนิบัติ
ท่านโอวหยางได้ หากเจ้าทำเช่นนั้น เจ้าสามารถรับประกันได้ว่า เจ้า
จะต้องไม่เป็นอันใด เจ้าต้องการที่จะเจ็บปวดต่อไปเช่นนี้หรือ? หากเจ้าไม่
ระวัง ไม่นานเจ้าก็จะจบลงที่นี่หรือแม้กระทั้งถูกจับไปโดยนักสู้ของอีกฝ่าย
ที่ต้องการแก่นพลังหยินของเจ้าเพื่อบ่มเพาะ ความรู้สึกนั้นคงจะน่าสังเวช
ไม่น้อย! ฮ่าฮ่าฮ่า!”
โอวหยงมองด้วยความโลภขณะที่มองมายังฉินซิงเซวียน จากนั้นก็
หัวเราะชอบใจเช่นเดิม
ฉินซิงเซวียนกัดฟันของนางแน่น แต่กระนั้นก็ยังมิอาจที่จะกลั้นน้ำตา
เอาไว้ไม่ให้ไหลลงมาจากแก้มของนางได้
“หลินหมิง… หากเจ้าสามารถที่จะได้ยินข้าจากปรโลก ได้โปรด ให้
พรแก่ข้าด้วย… ข้าควรจะไปอยู่กับเจ้า แต่ในตอนนี้ ข้ายังไม่สามารถ
ปล่อยให้สิ่งใดเกิดขึ้นกับท่านปู่ได้!”
………………
ในทะเลอันไร้ที่สิ้นสุด ฉินจื่อหยานั่งอยู่คนเดียวบนชายหาด นิ้วของ
เขาดีดลงไปที่พิณขณะที่คลื่นลมทะเลพัดผ่านเขา ในสงครามแห่งทะเล
ทางใต้นี้ หน้าที่ของเขาคือการป้กป้องที่แห่งนี้เกาะแห่งนี้ มันคือสถานที่
ซึ่งมีเส้นชีพจรกำเนิดหินลมปราณสำคัญอยู่
ฉินจื่อหยาจำเป็นที่จะต้องทำตามคำสั่งของกองทัพ เขาไม่อาจที่จะ
ก้าวออกไปแม้แต่ครึ่งก้าวจากเกาะแห่งนี้ มิเช่นนั้น เขาก็จะต้องถูกลงโทษ
สูงสุดโดยกฎของสำนัก
ขณะที่ฉินจื่อหยากำลังถอนหายใจยาว เขาก็ยิ้มออกมาอย่างขมขื่น
ความหมายของเส้นทางแห่งการบ่มเพาะคือสิ่งใดกัน? สิ่งใดกันที่หมายถึง
การเป็นอัจฉริยะที่เหนือกว่าผู้ใดในอาณาจักรลิขิตฟ้า? เมื่ออยู่ต่อหน้า
อำนาจที่ยิ่งใหญ่กว่า เขามิอาจเป็นอันใดได้นอกจากอากาศธาตุ…
ขณะที่เขากำลังถอนหายใจด้วยอารมณ์ เปลวเพลิงก็สว่างขึ้น
ตรงหน้าของเขา นี่เป็นยันต์สื่อสาระยะไกลอย่างมากของเขา!
ทันใดที่เขาได้ยินข้อความภายใน ฉินจื่อหยาก็ถึงกับสั่นสะท้าน สาย
พิณทั้งหมดถูกนิ้วของเขากดจนขาดอย่างไม่รู้ตัว!