Martial World ศิลาลึกลับกับวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ - ตอนที่ 410 เป้าหมายคือเกาะปีศาจโลหิต
ลมทะเลพัดผ่านเขา สายพิณที่ขาดอยู่ก็สั่นไหว ฉินจื่อหยาลุกขึ้นจาก
ชายหาด ยังคงแข็งทื่อราวกับรูปปั่น
นี่คือยันต์สื่อสารจากหลินหมิงหรือ?
เขายังไม่ตายเช่นนั้นหรือ!?!?
ฉินจื่อหยายืนนิ่งอยู่นาน ข้อความที่ส่งมานั้นเรียบง่ายอย่างยิ่ง หลินห
มิงถามเกี่ยวกับบิดามารดาของตน ว่าพวกเขาเป็นอย่างไรและรู้ข่าวการ
ตายของเขาหรือยัง และได้ทิ้งท้ายไว้อีกว่าให้รอเขาที่เกาะนั้น ไม่นานเขา
จะมาถึงและพบกับตน
หลินหมิงยังมีชีวิตอยู่!
ฉินจื่อหยาสูดหายใจลึกอยู่หลายครั้ง จากนั้นก็เอายันต์สื่อสาร
ระยะไกลออกมาจากแหวนมิติที่เอาไว้ใช้ในยามสำคัญในการติดต่อกับ
กองทัพ เขาอธิบายถึงสถานการณ์อย่างรวบรัดและได้ส่งมันอออกไปโดย
การเผา
……………
หมื่นลี้ห่างออกไป เปลวเพลิงยันต์สื่อสารระยะไกลที่ฉินจื่อหยา
ส่งออกมาปรากฏ จากนั้นก็สลายไปด้วยแรงลมที่รุนแรงด้วยความเร็วของ
เจ้าเพลิงประกาย แต่ข้อความเสียงก็ได้เข้าไปในหูของหลินหมิง…
“หลินฟู่และหลินมู่สบายดี มิจำเป็นที่จะต้องกังวลเรื่องของพวกเขา
หยางหลินถูกขังและหยางเฉินขึ้นครองราชบัลลังก์ ผู้บัญชาการฉินได้ถูก
กุมตัวให้อยู่แต่ในบ้าน และโอวหยางปั่วเยี่ยนได้ขู่เรื่องของตระกูลฉิน
บังคับให้ฉินซิงเซวียนไปต่อสู้เป็นตายที่สนามรบทะเลเปิดบนเกาะปีศาจ
โลหิต มันผ่านมาเป็นเดือนแล้วตั้งแต่ตอนนั้น… ข้านั้นอ่อนแอ เพราะ
คำสั่งของกองทัพข้าจึงติดอยู่บนเกาะแห่งนี้ และทำให้ข้าไม่สามารถที่จะ
ไปช่วยนาง…?”
หลังจากที่ได้ยินข้อความนี้ สีหน้าของหลินหมิงกลายเป็นซีดขาว
ในทันที
โอวหยางปั่วเยี่ยน!!!!!!!
แต่ภายในจิตใจของหลินหมิงเต็มไปด้วยเพลิงแห่งความโกรธเกี้ยว
เมื่อตอนที่เขาจากหุบเขาแก่นแท้มา เขาก็ได้ปล่อยงูพิษตนนั้นเอาไว้ มัน
มิใช่ว่าเขานั้นมิอยากจะสังหาร แต่เขาเองก็ยังมิได้มีความสามารถพอที่จะ
ทำเช่นนั้นได้
โอวหยางปั่วเยี่ยนเป็นตัวแทนของแผนกลงทัณฑ์แห่งหุบเขาเจ็ดแก่น
แท้และยังมีตระกูลโอวหยางอีก ขุมอำนาจที่หนุนหลังเขานั้นมี
ค่อนข้างมาก และระดับการบ่มเพาะของโอวหยางปั่วเยี่ยนเองก็เข้าสู่
จุดสูงสุดขั้นปราณปลายฟ้าช่วงต้นแล้ว การเผชิญหน้ากับตัวตนเช่นนั้น
เป็นสิ่งที่เขาไม่อาจที่จะทำอันใดได้เมื่อครั้งอดีต
หลินหมิงให้ความสำคัญกับบิดามารดาของเขาและหลินเสี่ยวตง แต่
เขามิอาจนึกเลยว่าเป้าหมายของโอวหยางปั่วเยี่ยนจะกลายมาเป็นฉินซิง
เซวียนแทน!
ฉินซิงเซวียนนั้นเป็นศิษย์ของหุบเขาเจ็ดแก่นแท้ หากปราศจาก
เหตุผล โอวหยางปั่วเยี่ยนก็จะมิสามารถทำสิ่งใดกับนางได้ แต่ในตอนนี้
เขากุมชีวิตของคนตระกูลฉินเอาไว้ และใช้จุดอ่อนนี้ของฉินซิงเซวียนเพื่อ
จัดการนาง!
“บ้าจริง!”
หลินหมิงกำหมัดแน่นจนเกิดเสียงกระดูกลั่นดังออกมา ประกาย
สายฟ้าปรากฏขึ้นที่แขนของเขา แม้แต่สัญลักษณ์เปลวเพลิงบนหน้าผาก
ของเขาก็ยังกลายเป็นสีแดงด้วยความโกรธเกี้ยว
“อย่างแรก ข้าจะต้องไปช่วยฉินซิงเซวียนก่อน จากนั้น โอวหยางปั่ว
เยี่ยน ข้าจะให้เจ้าชำระหนี้เลือดนี้อย่างสาสมแน่!”
หลิงหมิงย่อตัวลงและลูบหลังของเจ้าประกายเพลิง ค่อยๆถ่ายเท
ปราณแท้ลงไปในร่างของมัน “เจ้าประกายเพลิง เร็วเข้า เร็วที่สุดเท่าที่
เจ้าจะทำได้!”
เป็นเพราะว่าหลินหมิงในตอนนี้นั้นกังวลเป็นอย่างยิ่ง ทะเลทางใต้นั้น
กว้างใหญ่ไพศาล แม้จะมีความเร็วของเจ้าประกายเพลิงก็ตามที เขาก็ยัง
ต้องใช้เวลากว่าที่จะไปถึงนางได้!
เขามิรู้เลยว่าฉินชิงเซวียนนั้นจะเป็นอย่างไรบ้าง หรือบางทีนาง
อาจจะ…
…………………….
“ผู้อาวุโสฉิน ท่านกำลังจะไปที่ใดกัน?” ศิษย์ผู้หนึ่งของแผนกลง
ทัณฑ์ยิ้มออกมาอย่างสดใส แน่นอนว่าเขาถูกส่งมาโดยโอวหยางปั่วเยี่ยน
เพื่อค่อยจับตาฉินจื่อหยา และระดับการบ่มเพาะของศิษย์ผู้นี้อยู่ในขั้น
ปราณต้นฟ้าช่วงกลาง
ฉินจื่อหยามองไปยังนาฬิกาทรายด้วยหางตา และคำนวนเวลา
ภายในใจ โดยมิได้สนใจศิษย์ผู้ที่อยู่ในขั้นปราณต้นฟ้าช่วงกลางของแผนก
ลงทัณฑ์ที่อยู่ด้านหลังเขาเลย เขาเดินเข้าไปในห้องปฏิบัติการ หยิบแผนที่
ทางทะเลขึ้นมาและกางมันออก
ขณะที่เขาเอาแผนที่ขึ้นมาดู เศษฝุ่นบนพื้นต่างร่วงลง
ศิษย์ของแผนกลงทัณฑ์สีหน้ากลายเป็นน่าเกลียดทันที “ฉินจื่อหยา
มันหมายความว่าอย่างไรกัน?”
“ไม่มีอันใด ข้าเพียงแค่จะจากไปเพียงไม่กี่วัน ข้าจะเอาแผนที่ทะเล
ไปด้วย และจากนั้นอีกไม่กี่วันข้าจะกลับมา ฉินจื่อหยากล่าวอย่าง
ราบเรียบ”
“ฉินจื่อหยา ท่านวางแผนที่จะก่อกบฏหรือ?” แผนกลงทัณฑ์
กลายเป็นโกรธ แต่เมื่อเขาคิดทบทวน เขาก็เค้นเสียงและกล่าว “อืม นี่ก็
เป็นเรื่องดีเช่นกัน ในเมื่อท่านวางแผนที่จะขัดขืนต่อคำสั่งของกองทัพ
เช่นนั้นก็เป็นท่านเองที่รนหาหลุมฝังศพของตนเอง และอย่าได้กล่าวโทษ
ในสิ่งที่ข้ากำลังจะทำด้วย ข้าจะส่งเรื่องอาชญากรรมนี้กลับไปยังนิกาย
เมื่อเป็นเช่นนั้น ท่านก็จะโดนลงโทษ! หืม ท่านมองเช่นนั้นหมายความว่า
อย่างไร? ท่านคิดจะทำสิ่งใด? ท่านต้องการที่จะสังหารพยานในการก่อ
อาชญากรรมของตนเช่นนั้นหรือ?”
ศิษย์ของแผนกลงทัณฑ์ยิ้มเย้ยหยัน ถึงแม้ระดับการบ่มเพาะของเขา
จะอยู่เพียงขั้นปราณต้นฟ้าช่วงกลาง แต่เขาก็ได้รับการสนับสนุนจาก
โอวหยางปั่วเยี่ยน ไม่เพียงแค่นั้น เขายังเป็นส่วนหนึ่งของแผนกลงทัณฑ์
เขาจึงมิได้เกรงกลัวแผนกพิณของฉินจื่อหยา
ฉินจื่อหยามองไปยังคนผู้นี้ด้วยความสงสาร ในตอนนี้เอง เสียงฟีนิกซ์
กู่ร้องก้องท้องฟ้าก็ได้ดังขึ้น ศิษย์ของแผนกลงทัณฑ์สะดุ้งและรีบออกมาดู
ทันที เขามองเห็นเปลวเพลิงและสายลมถาโถมเข้ามาทุกทาง เขาเห็นวิหค
เพลิงขนาดใหญ่ร่อนลงมาด้วยการควบคุมของใครบางคน และปีกที่สยาย
ออกของมันครอบคลุมไปทั่วคฤหาสน์
สำหรับผู้ที่อยู่บนหลังของวิหคเพลิงที่กำลังกู่ร้องออกมานี้ เป็นชาย
หนุ่มในชุดสีแดง เส้นผมของเขาสยายออก ประกายสายฟ้าสาดประกาย
ออกมาจากแววตาของเขา รูปร่างหน้าตาของเขาโดดเด่นและออร่า
คุกคามอย่างรุนแรง ที่หน้าผากของเขามีสัญลักษณ์เปลวเพลิงที่ทำให้ผู้พบ
เห็นต้องเกิดความหวาดกลัว
“นี่… นี่มัน….” ศิษย์ของแผนกลงทัณฑ์ตกตะลึง มันเกิดสิ่งใดขึ้นกัน
แน่ในตอนนี้?
ขณะที่ศิษย์ของแผนกลงทัณฑ์มองชายหนุ่มชุดแดงมากขึ้นเท่าไร เขา
ก็กลายเป็นตะลึงมากขึ้น
“นี่… มิใช่ว่าคนผู้นั้นดูคล้ายกับ…” ศิษย์ของแผนกลงทัณฑ์สบตากับ
หลินหมิงและจากนั้นก็รู้สึกว่าตนได้ตกลงไปในวังวนที่มืดมิด ในไม่กี่ลม
หายใจ จิตใจของเขาก็สั่นสะท้านและกลายเป็นขาวซีด จากนั้นก็สำลัก
โลหิตออกมา!
หลินหมิงมิได้มีความตั้งใจที่จะทำร้ายเขา แต่มันเป็นเพราะว่าเขาได้
รับรู้จากสถานการณ์ของฉินซิงเซวียน จิตสังหารของเขาจึงแผ่กระจาย
ออกมาอย่างรุนแรง หลังจากที่ได้อยู่ภายในแดนเร้นลับฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์มา
เกือบปี เขาได้รับประสบการณ์ต่อสู้อย่างไม่สิ้นสุด จิตสังหารของเขาจึง
กลายเป็นรูปลักษณ์จนสามารถทำร้ายผู้อื่นได้
ในตอนนี้จิตสังหารนี้ก็ได้ขึ้นอยู่กับอารมณ์ของเขาอีกด้วย
เพราะฉะนั้นการมองของเขาจึงราวกับถูกสายฟ้าที่ผ่าเข้าไปยังทะเลแห่ง
จิตวิญญาณของนักสู้ทั่วไปโดยตรง
ศิษย์ของแผนกลงทัณฑ์มีระดับการบ่มเพาะอยู่ในขั้นปราณต้นฟ้าช่วง
กลาง แต่เพียงการชำเลืองมองของหลินหมิงเพียงแค่ครั้งเดียว เขาก็ได้รับ
บาดเจ็บจากจิตสังหารที่รุนแรงของหลินหมิงแล้ว
“เจ้า… เจ้าคือ…หลิน…หลินหมิงเช่นนั้นหรือ!?” ศิษย์ของแผนกลง
ทัณฑ์เริ่มขาสั่น
หลินหมิงขมวดคิ้ว และวังวนที่มืดมิดในดวงตาของเขาก็เริ่มหมุนวน
อีกครั้ง
“ให้ข้าจัดการเอง” ขณะที่ฉินจื่อหยากล่าวจบ เขาก็ได้เอาพิณ
ออกมาจากแหวนมิติและเล่นออกมาไม่กี่ท่วงทำนอง ศิษย์ของแผนกลง
ทัณฑ์ก็ขาอ่อนและลงไปกองกับพื้นในทันที
“เขาจะจำเจ้าไม่ได้แน่ ในตอนนี้เรายังมิควรทำให้หุบเขาเจ็ดแก่นแท้
ตื่นตระหนก”
หลินหมิงผงกศีรษะ ในตอนนี้ยังไม่เหมาะที่จะให้ข่าวการมีชีวิตอยู่
ของเขากระจายออกไป เพราะหากข่าวได้กระจายออกไป โอหยางปั่ว
เยี่ยนจะมีเวลาไหวตัวทัน บางที เขาอาจเลือกที่จะหลบหนีไปเลยก็เป็นได้
“ไปกันเถอะ!”
ฉินจื่อหยากระโดดขึ้นไปบนหลังของเจ้าประกายเพลิง และเจ้า
ประกายเพลิงก็ได้สยายปีกออก กู่ร้องและทะยานขึ้นสู้ท้องฟ้า!
“ท่านเจ้าสำนักฉิน มีสัญลักษณ์ยันสื่อสารของฉินซิงเซวียนอยู่กับตัว
ท่านหรือไม่?” ขณะที่สายลมที่รุนแรงพัดผ่านผมของหลินหมิง ดวงตาของ
เขาจับจ้องอย่างมีจุดหมาย
ฉินจื่อหยาถอนหายใจ “หลังจากที่ข้าไปยังเกาะปีศาจโลหิต
สัญลักษณ์ยันสื่อสารของนางก็ได้ถูกยกเลิก ในตอนนี้ ข้าไม่สามารถติดต่อ
นางได้อีกเลย”
หลังจากที่โอวหยางปั่วเยี่ยนต้องการลงมือจัดการฉินซิงเซวียน
เช่นนั้นจึงได้ปิดเส้นทางการสื่อสารของนางกับฉินจื่อหยาด้วย
หลินหมิงหดหู่ และจิตสังหารเพิ่มความรุนแรงขึ้นอีกหลายเท่า “หาก
ปราศจากสัญลักษณ์ยันต์สื่อสาร เช่นนั้นเขาจะสามารถค้นหาฉินซิงเซวีย
นบนเกาะปีศาจโลหิตได้อย่างไรกัน?”
“ข้าคาดว่านางคงถูกกดดันจนใกล้จะถึงคราวจบสิ้นแล้ว เช่นนั้นก่อน
หน้านี้ข้าจึงได้แยกส่วนหนึ่งของจิตวิญญาณนางออกมาและผนึกไว้ในแผ่น
หยกเพื่อสร้างเป็นแผ่นหยกจิตวิญญาณ เพราะข้าต้องการที่จะใช้มันเพื่อดู
ว่านางนั้นยังมีชีวิตอยู่หรือไม่ และมันยังสามารถที่จะใช้เพื่อค้นหา
ตำแหน่งของนางได้อีกด้วย” หลังจากกล่าวจบ ฉินจื่อหยาก็ได้เอาแผ่น
หยกจิตวิญญาณของฉินซิงเซวียนออกมา
หลินหมิงมองไปยังมันด้วยหัวใจที่เต้นรัว แผ่นหยกจิตวิญญาณนั้น
เชื่อมต่อกับจิตวิญญาณหลักได้ มันสามารถที่จะดูสภาพของนางได้จากจิต
วิญญาณ
หลินหมิงสามารถที่จะสัมผัสได้แล้วว่าจิตวิญญาณของฉินซิงเซวีย
นราวกับเปลวเทียนในสายลม มันเป็นสภาพการที่เข้าขั้นวิกฤต!
ฉินจื่อหยาถอนหายใจ เกาะโลหิตปีศาจนั้นเต็มไปด้วยพลังงานปีศาจ
จำนวนมหาศาล โดยมิต้องคำนึงถึงว่านางนั้นได้ต่อสู้มามากเพียงใด
เพราะต่อให้อยู่เฉยๆบนเกาะนี้ พลังงานปีศาจก็ยังจะค่อยๆซึมเข้าไปใน
ร่างกายของนางอยู่ดี ทำให้พลังชีวิตของนางอ่อนแอลง สำหรับนักสู้ขั้น
ปราณต้นฟ้าย่อมไม่เป็นอันใดจากพลังงานปีศาจนี้ แต่ฉินซิงเซวียนนั้นเป็น
เพียงนักสู้ขั้นผสานชีพจรช่วงต้น
หลินหมิงมิได้กล่าวอันใดออกมา เขายังคงนิ่งเงียบ สายลมที่รุนแรง
ส่งเสียงหวีดหวิวเข้าหูของเขา แต่อากาศรอบตัวของเขาราวกับหยุดนิ่ง
โดยมิได้มีการเคลื่อนไหวของอากาศเลยแม้แต่น้อย นั่นเป็นผลมาจากจิต
สังหารที่หลินหมิงแผ่ออกมา จึงเกิดเป็นอาณาเขตรอบตัวของเขา ออร่า
จิตสังหารที่หนาแน่นมหาศาลนี่มากพอที่จะทำให้ฉินจื่อหยาที่อยู่ในขั้น
ปราณปลายฟ้ารู้สึกถูกกดดันได้
ฉินจื่อหยาตกตะลึงอย่างยิ่ง เขาค่อนข้างรีบและมิได้สังเกตสภาพของ
หลินหมิงเท่าใด แต่ในตอนนี้ เขารู้สึกหวาดกลัวและระมัดระวังขึ้นมา ชาย
หนุ่มผู้นี้ราวกับเทพปีศาจที่กำลังโกรธเกี้ยว!
หากมีเทพตนใดมาขวางทาง เขาก็คงจะสังหารเทพตนนั้น หาก
พระพุทธเจ้ามาขวางเขา พระพุทธเจ้าก็คงถูกสังหารโดยเขาเช่นกัน!
เขาไม่อาจที่จะจินตนาการได้เลยว่าผู้ที่ยืนอยู่ด้านหน้าของเขานั้นจะ
เป็นเพียงนักสู้ขั้นปราณต้นฟ้าช่วงปลาย หลินหมิงนั้นพบเจอกับ
ประสบการณ์เช่นใดกันแน่ในช่วงเกือบ 1 ปีที่ผ่านมานี้กัน!?
บรรยากาศตรึงเครียดอยู่เป็นเวลานาน ฉินจื่อหยาก็นึกบางอย่าง
ขึ้นมาได้ และลังเลอยู่ชั่วครู่ก่อนที่จะกล่าวออกไป “เกี่ยวกับสถานการณ์
ของตระกูลฉินและตระกูลหลินนั้น ข้าได้เขียนจดหมายส่งไปหาท่าน
หญิงมู่เชียนหยี่แล้ว และแม้แต่จะส่งไปถึง 2 ฉบับ แต่ก็มิได้รับการตอบ
กลับมาเลย…”
หลินหมิงคิ้วขมวด เขามิได้สงสัยในตัวตนของมู่เชียนหยี่ หากนางรู้ว่า
เรื่องเช่นนี้เกิดขึ้น นางคงไม่อาจที่จะนิ่งเฉยได้แน่
ความจริงแล้ว มู่เชียนหยี่นั้นมิได้รู้ถึงความบาดหมางระหว่างเขาและ
โอวหยางปั่วเยี่ยน ไม่เพียงแค่นั้น แต่เกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ในปัจจุบันนั้นได้
ตกอยู่ในสภาวะสงคราม หลังจากที่ยืนยันว่าเขาได้ตายไปแล้ว นางคงจะ
ส่งของปลอบใจไปให้กับตระกูลหลินในเมืองใบหม่อนสีเขียวด้วยซ้ำ แต่
หลินหมิงเองก็นึกไม่ถึงว่าจะมีบางคนที่เข้ามายุ่งกับสหายและตระกูลของ
เขา
อย่างไรก็ตาม ฉินจื่อหยาได้ส่งจดหมายไปแล้วด้วย แล้วจดหมาย
เหล่านั้นหายไปที่ใดกัน?
หลินหมิงน้ำเสียงสลดลงในขณะที่กล่าวออกมา “ท่านเจ้าสำนักฉิน
ข้านั้นรู้จักตัวตนของมู่เชียนหยี่เป็นอย่างดี นางได้ติดค้างบุญคุณข้า
เช่นนั้นจึงไม่มีทางที่จะไม่ทำอันใดเลยเช่นนี้ การที่จดหมายที่ท่านส่งไปนั้น
หายไปอย่างไร้วี่แววย่อมมิใช่โดยความตั้งของนางเป็นแน่ ข้าจะสืบสวน
เรื่องนี้อีกที!”
น้ำเสียงของหลินหมิงเย็นชา เขารู้ตั้งแต่ที่ได้เข้าไปในเกาะฟีนิกซ์
ศักดิ์สิทธิ์แล้วว่า มิใช่ทุกคนที่ชอบเขาอย่างแน่นอน ยังมีหลายคนที่อิจฉา
เขา ไม่เพียงแค่นั้น แต่เพราะหลินหมิงได้เข้ามาแย่งทรัพยากรของพวกเขา
และยังได้รับปราณโลหิตของวิหคเพลิงที่ล้ำค่าอีกด้วย เขามิรู้ว่ามีกี่คนที่
ชิงชังเขา
ในครั้งนี้ เป็นเพราะเรื่องเช่นนี้เกิดขึ้น หลินหมิงได้รับบทเรียนที่
สำคัญ การเผชิญหน้าศัตรูจะต้องไร้ปราณีเท่านั้น!
“หลินหมิง 6000 ลี้ข้างหน้ามีรูปแบบค่ายกลเคลื่อนย้ายอันใหม่ถูก
สร้างขึ้นโดยนิกายตราประทับสายฟ้าของภูมิภาคเขตแดนห้าธาตุ มัน
สามารถที่จะส่งพวกเราไปยังเกาะปีศาจโลหิตได้โดยตรง หากพวกเราไปที่
แห่งนั้น เราจะสามารถไปถึงเกาะปีศาจโลหิตได้ภายในไม่กี่ชั่วโมงและ
สามารถประหยัดเวลาได้ถึง 2 ชั่วโมง”
ทะเลทางใต้นั้นกว้างใหญ่เป็นอย่างยิ่ง ในสงครามใหญ่เช่นนี้ ทุก
นิกายและสำนักต่างก็ย่อมสร้างสถานที่เคลื่อนย้ายที่สะดวกของตนเอง
เอาไว้ เช่นนั้นจึงได้มีรูปแบบค่ายกลชั่วคราวที่ใช้ในการเคลื่อนย้ายถูก
สร้างขึ้นค่อนข้างเยอะ เหตุผลที่ฉินจื่อหยาได้เอาแผนที่มาด้วยก็เพราะจะ
ได้ดูตำแหน่งของรูปแบบค่ายกลเคลื่อนย้ายได้นั้นเอง
“ข้าเข้าใจแล้ว” หลินหมิงได้ถ่ายเทปราณแท้ลงไปในร่างของเจ้า
ประกายเพลิง ในตอนนี้เอง ในหัวใจของเขา จิตสังหารพุ่งทะยานขึ้นไปอีก
ระดับจนราวกับว่าเป็นสัตว์ประหลาด!
พวกเขาเดินทางผ่านไป 6000 ลี้โดยใช้เวลาเพียงไม่นาน ด้วย
ความเร็วของเจ้าเพลิงประกาย มันใช้เวลาเพียง 2 ชั่วโมงเท่านั้น ใน
วิสัยทัศน์ด้านหน้าของหลินหมิง มีเกาะปรากฏตามที่ระบุไว้ในแผนภูมิ
ทะเล