Martial World ศิลาลึกลับกับวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ - ตอนที่ 41 ชั้นที่ห้าแห่งมหาเจดีย์วิจิตร
- Home
- Martial World ศิลาลึกลับกับวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่
- ตอนที่ 41 ชั้นที่ห้าแห่งมหาเจดีย์วิจิตร
“เวลาพึ่งจะผ่านมาได้เพียงครึ่งชั่วโมงเท่านั้น” ผู้เฒ่าพูดพร้อมกับ
แสดงสีหน้าประหลาดใจขณะที่มองไปยังนาฬิกาทราย
“มีผู้ทดสอบถึง2คนที่สามารถขึ้นไปถึงชั้นที่4ได้โดยใช้เวลาเพียงแค่
นั้น”
ด้านนอกของมหาเจดีย์วิจิตร แสงที่บ่งบอกถึงผู้ทดสอบในชั้นที่1ถึง3
ได้ดับลงหมดแล้ว เหลือแต่เพียงแสงไฟจากชั้นที่4เท่านั้นที่ยังคงส่องสว่าง
อยู่อีก2ดวง มันเป็นหลักฐานว่ามีคน2คนกำลังทดสอบอยู่บนที่ชั้นที่4
“นี่มันชักจะน่าสนใจมากขึ้นเรื่อยๆซะแล้ว เดิมทีข้าก็คิดว่าจะมีแต่
หวังหยานเฟิงคนเดียวเท่านั้น ที่จะสามารถทำได้ถึงขั้นนี้ แต่หลินหมิงเอง
กลับสามารถทำได้เช่นกัน เขาที่มีพรสวรรค์เพียงแค่ระดับ3และพึ่งจะ
ฝึกฝนถึงขั้นที่2 แม้วะจะมีพละกำลังศักดิ์สิทธิ์มาแต่กำเนิด มันก็ไม่ง่าย
เลยที่จะผ่านไปถึงด่านที่4ได้” ผู้เฒ่าพูดคุยขณะลูบเคราของตนเอง พลัง
ของหลินหมิงนั้นดูแปลกพิกล เขาไม่สามารถอธิบายได้เลยว่าทำไมถึงเป็น
เช่นนี้ได้
แต่มู่อี้ก็ได้พูดขึ้นมา “ท่านซัน ในบางครั้งบางสิ่งบางอย่างก็ไม่
สามารถจะอธิบายหรือคาดการณ์ได้ ในการทดสอบที่ผ่านๆมาเองก็มิอาจ
ประเมินพรสวรรค์ได้เช่นกัน ”
มู่อี้ไม่ได้บอกใครว่าหลินหมิงนั้นมีพลังลึกลับที่ช่วยหนุนหลังเขาอยู่
พลังที่ทำให้เขาสามารถเข้าใจขั้นปราณปลายฟ้า พลังที่ตกทอดมาตั้งแต่
บรรพกาลและซับซ้อนเกินกว่าที่มนุษย์จะเข้าใจได้
“อืมมมท่านมู่อี้กล่าวได้ถูกต้องยิ่งนัก การต้อสู้ของเขาโดดเด่น แต่
อย่างไรการฝึกฝนของเขาก็ยังอยู่เพียงขั้นที่สอง ทักษะที่เขาก็ยังเป็น
ทักษะธรรมดา แม้ว่าเขาจะสามารถใช้มันเผชิญหน้ากับคู่ต่อสู้ที่เก่งกาจ
กว่าบางได้ แต่มันก็ย่อมต้องมีขีดจำกัดของมัน เหมือนที่เขาว่ากันว่า แม้
พละกำลังอันมหาศาลจะสามารถต่อกรกับหลากหลายกระบวนท่าได้ แต่
เพียงกระบวนท่าเดียวก็สามารถเอาชนะผู้มีพละกำลังมหาศาลได้เช่นกัน”
มู่อี้ยิ้มเล็กน้อยก่อนพูดต่อ “เชิญท่านซันดูผลของการทดสอบต่อไป
ด้วยสายตาของท่านเอง”
…
ขณะที่พวกเขากำลังพูดคุยกันอยู่หวังหยานเฟิงก็กำลังต่อสู้อยู่บนชั้น
ที่4 การฝึกฝนของเขาก็ยังอยู่ที่ขั้น3ต้นๆ แต่เขาก็สามารถรับมือกับศัตรูที่
อยู่ในขั้น3ปลายๆได้ แต่ถึงอย่างไรก็ตาม ในตอนนี้เขาต้องเผชิญกับหมีหุ้ม
เกราะที่ดูเหมือนว่าพวกมันจะอยู่ในขั้น3ปลายๆ พร้อมกันถึงสองตัว
ถึงแม้ว่ามันจะแสดงท่าทีที่น่ารักออกมา แต่การโจมตีและกลยุทธ์ที่
มันใช้กลับเข้ากันได้เป็นอย่างดี พละกำลังของมันมีมากมายมหาศาล และ
ด้วยการป้องกันที่แข็งแกร่งของมัน ทำให้ยากที่จะเอาชนะได้
ถึงแม้ว่าตอนนี้เขาจะมีเพียงบาดแผลขีดข่วนเล็กน้อย แต่เหมือนว่า
โชคชะตาจะกำหนดให้ในอนาคตอันใกล้ของเขาจะต้องถูกฉีกเป็นชิ้นๆ
ยังไงยังงั้น
ไม่นานต่อจากนั้น เขาพยายามใช้เคล็ดบ่มเพาะที่ตกทอดมาจาก
ตระกูลของเขาไปถึงสามครั้ง ในที่สุดเขาก็สามารถล้มหมีหุ้มเกราะลงได้
หนึ่งตัว แต่ในขณะนี้พลังของเขาก็ใกล้จะถึงขีดจำกัดแล้ว และดูเหมือน
หมีหุ้มเกราะที่ยังเหลืออยู่อีกตัวก็จะสามารถรับมือกับพลังจากเคล็ดบ่ม
เพาะแห่งตระกูลของเขาได้แล้วด้วย
หมีที่ยังเหลืออยู่อีกตัวพุ่งเข้ามาหาเขา หวังหยานเฟิงคำรามออกมา
ขณะที่กระโดดขึ้นไปด้านบน เขากำดาบไว้แน่นพร้อมกับแทงเข้าไปที่ปาก
ของมันอย่างรวดเร็ว
ร่างหมีทั้งตัวนั้นหุ้มไปด้วยเกราะ จุดอ่อนสองตำแหน่งที่พอจะเห็นได้
ก็แค่ที่ตาและปากของมันเท่านั้น
ดาบของหวังหยานเฟิงแทงทะลุผ่านคอของหมีลงไป แต่ในเวลา
เดียวกันข้อมือของเขาก็ถูกมันกัดเข้าเหมือนกัน
“ฮ๊ากกก” หมีหุ้มเกราะได้ใช้อุ้งเท้าตบลงไปที่หน้าอกของหวังหยาน
เฟิงด้วยความโกรธเกรี้ยว เหมือนกับว่าเขาถูกหวดด้วยค้อนปอนยักษ์ยังไง
ยังงั้น มันสะเทือนไปถึงอวัยวะภายในของเขา
หวังหยานเฟิงถูกตบกระเด็นไปข้างหลังและกระแทกเข้ากับพื้น
เหมือนไก่ปีกหัก เขาพยายามจะลุกขึ้นมาอย่างทุลักทุเล ทั้งตัวของเขาชุ่ม
ไปด้วยเลือด เลือดของเขาผสมเข้าไปกับเศษเนื้อของเขาด้วย ซึ่งเศษเนื้อ
พวกนั้นก็มาจากอวัยวะภายในของเขานั้นเอง
“แม้ว่าข้าจะฝึกอวัยวะภายใน จนสามารถที่จะใช้พลังปราณหุ้ม
ป้องกันไว้แล้ว แต่ด้วยพละกำลังในการตบที่รุนแรงของมันสามารถทำให้
ข้าถึงได้ได้เลยงั้นรึ…”
ถึงแม้ว่าหวังหยานเฟิงจะบาดเจ็บอย่างหนักและใกล้จะสิ้นใจลงแล้ว
ทว่าสภาพของหมีหุ้มเกราะก็ไม่ได้ดีไปกว่าเขานัก ลำคอของมันถูกแทง
และพลังชีวิตของมันก็กำลังค่อยๆลดลง จนในที่สุดมันก็จะตายลง ซึ่งการ
ต่อสู้ของพวกเขาต่อจากนี้ล้วนขึ้นอยู่กับเวลาว่าใครจะตายก่อนกัน
หวังหยานเฟิงกระอักเลือดออกมาจากปาก “ข้าจะต้องผ่านชั้นสี่ไป
ให้ได้ข้าต้องการเป็นอันดับหนึ่ง หากข้าสามารถผ่านชั้นที่สี่ไปได้ ฐานะ
ของข้าในตระกูลก็จะต้องสูงขึ้นอย่างแน่นอน ถึงข้าจะไม่ใช่ลูกคนโตที่
สุดแต่ข้าก็มีโอกาสโอกาสที่จะได้เป็นผู้นำตระกูลคนต่อไป ข้าจะได้เอาคือ
ไอ้แก่พวกนั้นซะ พวกตาแก่ที่วันๆเอาแต่หาเรื่องพ่อของข้า”
ขณที่เขากำลังคิดเรื่องเหล่านี้ ใบหน้าของเขาก็เต็มไปด้วยความโกรธ
แค้นและสีหน้าเขาก็ค่อยๆหายไป
ขณะที่หวังหยานเฟิงกำลังต่อสู้อย่างเอาเป็นเอาตาย เขาไม่รู้เลยว่า
หลินหมิงได้ใช้แผนหลอกล่อกับหมีหุ้มเกราะที่ยังเหลือรอดอยู่อีกตัวหนึ่ง
และแทงเข้าไปที่สมองของมัน ทำให้เขาสามารถเอาชนะมันไปเรียบร้อย
แล้ว
ชั้นที่สี่ ผ่าน !!!
หลินหมิงหายใจเข้าลึกๆ ในที่สุดเขาก็ผ่านมาถึงชั้นที่ห้าแล้ว ที่นี่เป็น
ด่านสุดท้ายที่ฉินซิงเซวียนเคยมาถึง ชั้นที่ชายวัยกลางคนคนนั้นบอกว่า
เป็นไปไม่ได้ที่จะมาถึงอย่างนั้นรึ
“คิดไม่ถึงเลยว่าหลินหมิงจะสามารถขึ้นไปได้สูงขนาดนั้น” ด้านนอก
ของมหาเจดีย์วิจิตร ฉินซิงเซวียนมองไปยัง แสงจากชั้นที่สี่ซึ่งเปล่งออกมา
และในใจของนางรู้สึกตกใจอย่างมาก
นางคาดการณ์เอาไว้ว่าการที่หลินหมิงสามารถไปถึงชั้นที่สามได้นั้นก็
น่าจะเป็นขีดจำกันของเขาแล้ว นางไม่คิดด้วยซ้ำว่าหลินหมิงจะสามารถ
ต่อสู้เอาชีวิตรอดอยู่บนชั้นที่สี่ได้นานถึงขนาดนี้ ซึ่งแน่นอนว่าเขาไม่มี
ทางผ่านชั้นที่สี่ไปได้
“ครั้งแรกที่ข้าได้มาทดสอบที่นี้ ข้าก็ฝึกฝนถึงขั้นที่สี่แล้ว ด้วยพลัง
การฝึกฝนของข้าในตอนนั้นทำให้สามารถเอาชนะศัตรูในชั้นที่สี่ได้ แต่
หากข้ามีการฝึกฝนเพียงขั้นที่สองเมื่ออายุ15ปี ข้าก็คงเทียบเขาไม่ได้
แน่ๆ”
“นี่ก็ผ่านไปอีกครึ่งชั่วโมงแล้ว..” ฉินซิงเซวียนพูดขณะมองไปยัง
นาฬิกาทรายข้างตัวของนาง
แต่ระหว่างที่นางยังมองนาฬิกาทรายอยู่ สัญลักษณ์ในชั้นที่ห้าก็ได้
เปล่งแสงขึ้นมา และในทันทีที่เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นก็จะเกิดการผันผวน
ของพลังไปทั่ว
เมื่อได้เห็นแสงที่เปล่งออกมาจากชั้น5 เหล่าหัวใจของเหล่าผู้เฒ่า
ทั้งหลายแทบจะกระโดดออกมาเต้นอยู่ข้างนอก “ชั้นที่ห้าเร้อออ..”
“เหตุใดหวังยี่เกาถึงได้เก่งกาจถึงเพียงนี้ นี่พึ่งจะผ่านมาได้ครึ่งชั่วโมง
เท่านั้น ในที่สุด ตระกูลหวังแห่งเมืองเยว่ลู่ ก็ได้มีผู้ที่เก่งกาจก็ขึ้นมาเสีย
ที”
“ในสิบปีที่ผ่านมานี่ก็มีแค่ซิงเซวียนคนเดียวเท่านั้นที่สามารถขึ้นไป
บนนั้น ” ชายวัยกลางคนพูดขณะที่มองไปยังฉินซิงเซวียน เขาเห็นตาของ
ฉินซิงเซวียนเบิกกว้างเป็นประกายแต่เขาก็ไม่รู้ว่ามันหมายถึงอะไร
“นี่มันเป็นไปไม่ได้ เด็กคนนี้ไม่ใช่เพียงปลาน้อยในหนองบึงเล็กๆ
ด้วยพรสวรรค์ระดับสี่ขั้นสูง ทั้งยังมีตระกูลคอยหนุนหลังอยู่อีก ไม่แปลก
เลยที่เขาจะโดดเด่นแม้กระทั่งในสำนักเจ็ดแก่นแท้นี้ก็ตาม และเขาก็คงจะ
เป็นลูกศิษย์ที่สำคัญคนหนึ่งของสำนักได้ไม่ยาก เจ้าเด็กคนนี้ถือเป็น
ของขวัญจากสวรรค์อย่างแท้จริง ”
ขณะที่พวกเขากำลังกล่าวเทิดทูนหวังหยานเฟิงกันอยู่ แสงจากชั้นที่
สี่ก็เกิดการสั่นแปลกๆ เหมือนว่าจะผลักอะไรบางอย่างออกมา
เมื่อพวกเขาเห็นเหตุการณ์เช่นนั้น ผู้อาวุโสท่านหนึ่งตะโกนขึ้นมา
“หลินหมิงจะออกมาแล้ว เตรียมตัวรับเขาให้ดี อย่าให้เขาได้รับบาดเจ็บ
จากการตกจากที่สูงในสภาพหมดสติ”
เป็นเวลาเกือบครึ่งชั่วโมงมาแล้ว แน่นอนว่าผู้เข้าทดสอบที่ตกลงมา
จะทั้งเหนื่อยและอาจถึงขั้นหมดสติ แต่ก็อย่างไรก็ตามจากที่ผู้อาวุโสซันได้
กล่าวไว้ การตายของพวกเขาจะเกิดขึ้นเพียงในความฝันเท่านั้น หากพวก
เขาถูกฆ่าพวกเข้าก็จะได้รับความเจ็บปวดจนอาจหมดสติและกระเด็น
ออกมา ซึ่งในแต่ละชั้นนั้นสูงกว่า30ก้าว ซึ่งชั้นที่สี่ก็สูง90ก้าว ซึ่งถ้าจะให้
คนหมดสติตกลงมาแล้วละก็ ยังไงก็ไม่มีทางทนแรงกระแทกได้แน่ๆ
ผู้ที่ทำหน้าที่ในการรับคนที่ตกลงได้รับเด็กชายคนหนึ่งที่ตกลงเอา
เอาไว้ได้อย่างปลอดภัย ดูเหมือนว่าเขาจะมีไข้และหน้าซีดๆ
ต้องใช้เวลาซักพักจึงจะสามารถระบุตัวตนของเขาได้ แต่ไม่นานหลัง
จากนั้น ใบหน้าของเด็กหนุ่มนั้นก็ทำให้พวกเขาอ้ำอึ้งเป็นใบ้กันหมด
เด็กคนนี้..ค..คือ หวังหยานเฟิง!!
ผู้เฒ่าทั้งหลายอ้าปากค้างขณะที่มองไปยังแสงบนชั้นที่ห้า.แสดงว่า
เด็กคนนั้นก็คือหลินหมิง!!!
ผู้เฒ่าแห่งสำนักเจ็ดแก่นแท้ยังคงตัวสั่นอยู่กับความเป็นจริงตรงหน้า
ในขณะนี้พวกเขาได้ตระหนักถึงสิ่งที่มู่อี้เคยพูดออกมามันเป็นความจริง
ทั้งหมด หลินหมิงพึ่งจะฝึกฝนมาถึงขั้นที่สอง ซึ่งด้อยกว่าหวังหยานเฟิงถึง
1ขั้นเต็มๆ แต่ในตอนนี้เขากลับเป็นคนเดียวที่สามารถขึ้นไปได้ถึงชั้นห้า
ฉินซิงเซวียนมองไปบนชั้นที่ห้า สายตาของนางเต็มไปด้วยอารมณ์อัน
ซับซ้อน ความสงสัย ความหวาดกลัว ความเคารพ หลินหมิงทำให้นาง
ต้องประหลาดใจอีกครั้ง เขาจะค่อยๆจะก้าวข้ามนางไปทีละนิดๆอย่างนั้น
หรือ…
ในเวลานี้ ในสถาที่อีกมุมหนึ่งของมหาเจดีย์วิจิตร หลานอวิ๋นเยว่ตัว
สั่นขณะมองไปบนชั้นห้าของหอคอย นางรู้สึกสับสนอย่างมาก “หลินหมิง
เขาสามารถขึ้นไปถึงชั้นที่ห้าได้อย่างนั้นหรือ”
ในประวัติศาสตร์ของสำนักเจ็ดแก่นแท้ มีเพียงฉินซิงเซวียนและอีก
ไม่กี่คนเท่านั้นที่สามารถขึ้นไปถึงชั้นนี้ได้ ซึ่งแต่ละคนต่างก็มีพรสวรรค์อยู่
ในระดับที่น่ากลัวทั้งนั้น และในอนาคตบุคคลเหล่านี้จะต้องไปถึงขั้นผสาน
ชีพจรอย่างแน่นอน ขึ้นอยู่กับเวลาเท่านั้น
“หลินหมิง” ความคิดผุดขึ้นมาในหัวหลานอวิ๋นเยว่ ถ้าจะเทียบกับจู
เอี๋ยนแล้ว หลินหมิงก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าจูเอี๋ยนเลยแม้แต่น้อย ต่อให้หลินห
มิงไม่ได้มีตระกูลคอยหนุนหลังอยู่ แต่เขาก็จะต้องไปถึงขั้นผสานชีพจรได้
แน่ และเขาก็จะถูกจารึกไว้ในประวัติศาสตร์เช่นกัน
แต่ในตอนนี้ ชั้นบนห้าของมหาเจดีย์วิจิตร หลินหมิงได้พบกับปีศาจที่
ดุร้ายระดับสองพร้อมกันถึงสองตัว
พวกมันดูเหมือนปีศาจที่อ่อนแอ แต่พลังของมันก็เทียบเท่ากับผู้ที่
ฝึกฝนไปถึงขั้นที่สี่เลยทีเดียว ไม่เพียงเท่านั้นปีศาจทั้งสองนี้ยังถูกล้อมรอบ
ไปด้วยปีศาจตัวเล็กๆที่มีพลังเท่ากับผู้ฝึกฝนขั้นที่สามอีก8ตัว
ปีศาจทั้งสิบตัวยืนอยู่ต่อหน้าหลินหมิง พวกมันต่างมีเกราะกระดูกที่
ดูน่าสยดสยอง เกราะนั้นเปล่งสีแดงฉานออกมา และเขี้ยวเล็บที่มีรอย
เลือดเปื้อนอยู่ ภาพเหล่านี้สามารถทำให้คนอื่นๆที่อยู่ในระดับเดียวกับ
หลินหมิงต้องนึกถึงความหวาดกลัว ที่จะต้องถูกเจ้าปีศาจฝูงนี้รุมฉีกร่าง
ออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยจนหมดกำลังใจที่จะต่อสู่ไปอย่างแน่นอน