Martial World ศิลาลึกลับกับวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ - ตอนที่ 411 เทพปีศาจ
ณ รูปแบบค่ายกลเคลื่อนย้ายบนเกาะ มีหนุ่มสาวอยู่ 7-8 คน นั่ง
ล้อมวงกันอยู่
“ศิษย์พี่จาง ช่างเป็นการเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ที่ดีอันใดเช่นนี้! ฮ่าฮ่า
มีหินลมปราณแท้ระดับกลาง ที่มีมากถึง 600 ก้อน และยังมีผลึกปีศาจ
โลหิตอีกด้วย ผลึกปีศาจโลหิตนั้นเป็นสมบัติที่ล้ำค่าอย่างยิ่ง!”
ข้างชายคิ้วเดียว มีชายหนุ่มอายุราวๆ 20 ปีมองไปยังกล่องไม้ที่อยู่
ตรงหน้าของชายคิ้วเดียวและใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความอิจฉา
กล่องไม้นี้เต็มไปด้วยหินลมปราณแท้ระดับกลาง และที่ทับอยู่
ด้านบนของหินลมปราณแท้นี้คือผลึกโลหิตขนาดเท่านิ้วมือ ‘ผลึกปีศาจ
โลหิต’ มันมีอายุมากถึง 1000ปี และมีประโยชน์กับนักสู้ขั้นปราณปลาย
ฟ้าอย่างยิ่ง!
ชายคิ้วเดียวนั้นพอใจกับตนเองเป็นอย่างยิ่ง นี่เป็นการเก็บเกี่ยว
ผลประโยชน์ที่ดีอย่างยิ่ง เขากล่าวว่า “กล่าวตามตรงการได้มาซึ่งจำนวน
มากถึงเพียงนี้นั้นเป็นเพราะรูปแบบค่ายกลเคลื่อนย้ายนี้ มิเช่นนั้น มันก็
เป็นไปไม่ได้อย่างแน่นอนที่จะได้จำนวนมากขนาดนี้ในระยะเวลาอันสั้น
หากข้ามิได้มีทั้งรูปแบบค่ายกลเคลื่อนย้ายและอินทรีย์วายุสวรรค์ปีกทอง
การเดินทางกลับไปกลับมาก็คงต้องใช้เวลาเป็น 10 วันแล้ว”
รอบเกาะปีศาจโลหิต เหล่านิกายจากภูมิภาคเขตแดนห้าธาตุต่างก็ได้
วางรูปแบบค่ายกลเอาไว้ นี่เป็นรูปแบบค่ายกลเคลื่อนย้ายระยะไกลที่ต้อง
มีค่าใช้จ่ายสูงอย่างยิ่งในการสร้าง และมีจำนวนครั้งจำกัดในการเปิดใช้
งาน แต่ด้วยค่าก่อสร้างที่แพงอย่างยิ่งนี้ ศิษย์ที่จะมายังเกาะแห่งนี้จะต้อง
จ่ายด้วยผลประโยชน์ที่ตนได้รับด้วยราคาที่แพง
นิกายตราประทับสายฟ้าและหุบเขาเจ็ดแก่นแท้นั้นต่างออกไป ศิษย์
ของหุบเขาเจ็ดแก่นแท้ค่อนข้างที่จะด้อยความแข็งแกร่ง เมื่อพวกเขา
มายังเกาะโลหิตปีศาจจึงมีโอกาสตายสูงมาก แต่ศิษย์ของนิกายตรา
ประทับสายฟ้านั้นมีโอกาสรอดสูงกว่า ถึงแม้โอกาสที่จะตายยังคงสูงอยู่
แต่พวกเขาก็ยังสามารถที่จะเก็บเกี่ยวผลประโยชน์อย่างมาก
สำหรับศิษย์ทั่วไปของนิกายตราประทับสายฟ้า หินลมปราณแท้
ระดับกลางนั้นเป็นสิ่งที่หายากและล้ำค่า ดังนั้นพวกเขาจึงยอมเสี่ยงชีวิต
ของตนเพื่อมายังที่แห่งนี้
คนเหล่านี้มีอยู่โดยทั่วไปในสถานการณ์เช่นนี้
“ศิษย์พี่จาง ข้าคิดว่าก่อนที่ท่านจะอายุ 30 ปี ท่านคงจะสามารถ
ทะลวงระดับขึ้นไปถึงขั้นปราณปลายฟ้าได้! ระดับการบ่มเพาะของท่าน
จะมิด้อยไปกว่าหลินหมิงเมื่อปีก่อน! ” รุ่นเยาว์ผู้นึงกล่าวประจบสอพลอ
อย่างไร้สาระ
“ฮ่าฮ่า!” ถึงแม้เรื่องนี้จะเป็นเรื่องที่ไม่เกี่ยวข้องอย่างชัดเจนก็ตาม
ชายคิ้วเดียวก็ยังมีความสุขที่ได้ยิน ทันใดนั้นเขาก็ตระหนักได้ถึงบางอย่าง
จากนั้นจึงได้ลูบเคราของตนและกล่าวว่า “ถึงแม้หลินหมิงจะเป็นอัจฉริยะ
เขาก็ยังตาย ไม่ว่าเขาจะยอดเยี่ยมเพียงใด หรือเขาจะมีความสามารถท้า
ทายสวรรค์เพียงใด อัจฉริยะที่ล่วงลงมาจากท้องฟ้าก็ไม่สามารถที่จะเป็น
อัจฉริยะได้อีกต่อไป”
ในงานเลี้ยงฉลองของปรมาจารย์ศักดิ์สิทธิ์เทียนกวาง ชายหนุ่มคิ้ว
เดียวผู้นี้ได้เป็นพยานถึงศักยภาพของหลินหมิง เขาได้ตามศิษย์ระดับ
ปราณปลายฟ้าเข้าไปและนั่งอยู่ที่มุมของงานเลี้ยง
“ไม่ต้องเกรงใจ เจ้าสามารถเลือกเอา 4-5 ก้อนหินลมปราณแท้ไปได้
เลย ถือซะว่าเป็นรางวัลของเจ้า”
“ขอบคุณอย่างยิ่ง ศิษย์พี่จาง” ศิษย์ผู้นั้นมีความสุขอย่างมาก เขา
หยิบเอา 5 ก้อนหินลมปราณแท้ในทันที
ศิษย์เหล่านี้ส่วนใหญ่มีระดับการบ่มเพาะขั้นปราณต้นฟ้า แค่บางคน
เท่านั้นที่มีระดับการบ่มเพาะขั้นปราณปลายฟ้า
ชายคิ้วเดียวมีความสุขที่ได้กลายเป็นจุดศูนย์กลางความสนใจ ใน
นิกายตราประทับสายฟ้า เพียงแค่ศิษย์สายในอย่างเขา ไม่มีทางที่จะได้
กลายเป็นจุดสนใจเลย เมื่ออยู่ต่อหน้าเหล่าศิษย์หลักและศิษย์สายตรง แต่
สำหรับเหล่าศิษย์สายในและสายนอก เขานั้นเป็นพี่ใหญ่ที่น่าเคารพอย่าง
แท้จริง อย่างน้อยก็เป็นเหล่าผู้ที่ระดับการบ่มเพาะต่ำกว่าเขาที่นับถือ
ทันใดนั้นเอง เขาเห็นจุดสีแดงบนท้องฟ้า มุ่งหน้าอย่างรวดเร็วมายัง
พวกเขา
“หืม? ผู้ใดกัน?”
ชายคิ้วเดียวลุกขึ้น และศิษย์คนอื่นๆก็ลุกขึ้นตาม ในช่วงสงคราม
เช่นนี้ มันอาจมีเรื่องไม่คาดฝันเกิดขึ้นได้ตลอด
“วิหคเพลิงหรือ?” ชายคิ้วเดียวตกตะลึง “มีผู้ที่มาจากเกาะฟีนิกซ์
ศักดิ์สิทธิ์เช่นนั้นหรือ!”
ครึนนน!
ปีกที่ยาวกว่า 100 ก้าวของเจ้าเพลิงประกายร่อนลงพื้น ฝุ่นตลบ
อบอวลพุ่งขึ้นในอากาศ แม้กระทั่งผู้ที่อยู่ในขั้นผสานชีพจรบางคนยังถูก
พัดจนถอยหลังออกไปหลายก้าวกว่าที่จะทรงตัวได้
บ้าจริง!
ชายคิ้วเดียวโกรธอย่างยิ่ง ผู้ที่มานี้มิได้รู้ถึงกฎบ้างเลย! นี่คืออาณา
เขตของนิกายตราประทับสายฟ้า!
เขากวาดสายตาไปยังฉินจื่อหยาผู้ที่ยืนอยู่บนหลังของเจ้าเพลิง
ประกาย เขาก็ต้องคิ้วขมวด การที่มีผู้ร่อนลงมาโดยไร้มารยาทเช่นนี้ ย่อม
หมายความว่าพวกเขามิได้มีเจตนามาดี!
“พวกเจ้าเป็นผู้ใดกัน” ชายคิ้วเดียวกล่าวถามออกไป ถึงแม้ระดับ
การบ่มเพาะของเขาและฉินจื่อหยาจะพอๆกัน เขาก็มิได้เกรงกลัว ไม่ไกล
จากเขานักมีสถานีของนิกายตราประทับสายฟ้าอยู่ และยังมีผู้เชี่ยวชาญ
ขั้นปราณปลายฟ้าอยู่หลายคนที่อยู่ที่นั้น
“ข้าต้องการที่จะยืมใช้รูปแบบค่ายกลของพวกเจ้า!” หลินหมิงก้าว
ออกมา และเพียงก้าวเดียวนั้น ออร่าของเขาปะทุออกมา ดวงตาของเขา
ราวกับสายฟ้าที่จับจ้องรอที่จะผ่าลงมายังชายคิ้วเดียวทุกเมื่อ
เมื่อถูกดวงตาคู่นั้นจับจ้อง ชายคิ้วเดียวรู้สึกราวกับว่าโดนกระบี่เสียบ
แทงมายังหัวใจของเขา จนเกิดความรู้สึกเสียวสันหลังไปทั่วร่าง
“นี่… คนผู้นี้คือ…”
เมื่อชายคิ้วเดียวมองเห็นใบหน้าของหลินหมิง ก็แข็งค้างในทันที สี
หน้าของเขาบิดเบี้ยว ผ่านไปนาน เขาก็ยังมีสีหน้าบิดเบี้ยวเปลี่ยนไปมา
หลายอารมณ์
เขายังมิได้เสียชีวิตไปแล้วหรือ? เขายังมีชีวิตอยู่ได้อย่างไร? หรือว่า
ข่าวการเสียชีวิตของเขาเป็นเพียงเรื่องที่เกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์กุขึ้นมาเท่า
นั้นเองหรือ?
ต่อให้กำลังฝันอยู่เขาก็มิอาจลืมได้แน่นอนว่า เมื่อ 1 ปีก่อนในการ
ประลองของงานเลี้ยงฉลองวันเกิดรองเจ้านิกาย ชายผู้ที่อยู่ตรงหน้าของ
เขาได้ต่อสู้กับเหล่ยมู่ไป่ เหล่ยมู่ไป่ผู้ที่เป็นดั่งเทพปีศาจกลับชาติมาเกิด
แต่ถึงกระนั้น เขาก็ยังพ่ายแพ้ภายใต้หอกหลินหมิง! จะต้องรู้ด้วยว่าตัวตน
ที่แท้จริงของเหล่ยมู่ไป่นั้นคือผู้มีพรสวรรค์ระดับนักบุญของดินแดนปีศาจ
แห่งทะเลทางใต้ของนิกายระดับ 5! แต่หลินหมิงกลับสามารถที่จะต่อสู้
ข้ามระดับจนเอาชนะเขาได้อีกด้วย!
ไม่เพียงแค่นั้น หลินหมิงยังสามารถเอาชนะผู้อาวุโสสือจ้งคุนของ
นิกายปฐพีอเวจีและเจ้านิกายตราประทับสายฟ้าด้วยหลักฐานที่แน่นหนา
ของเขาได้ หลังจากที่แผนต่างๆถูกทำลายเหล่ยมู่ไป่จึงตกอยู่ในชะตา
กรรมที่น่าสมเพช
นี่เป็นชายผู้ที่ไม่อาจไปยั่วยุได้อย่างแท้จริง!
และสิ่งที่น่าหวาดกลัวที่สุดของหลินหมิงคือในตอนนั้นเขาอยู่ขั้น
ผสานชีพจรช่วงปลายเท่านั้นเอง แต่ในตอนนี้ ระดับการบ่มเพาะของเขา
กลับอยู่ในขั้นปราณต้นฟ้าช่วงปลาย!
สวรรค์! มันเกิดสิ่งใดขึ้นในช่วงปีที่ผ่านมากันแน่? เพียงไม่ถึงปีเขาก็
สามารถที่จะทะลวงระดับไปไกลถึงเพียงนี้!
หลินหมิงนั้นเป็นดั่งสัตว์ประหลาดไปเรียบร้อยแล้วเมื่อตอนที่เขามี
ระดับการบ่มเพาะเพียงขั้นผสานชีพจร ในตอนนั้น ความแข็งแกร่งของ
เขาก็เทียบได้กับนักสู้ขั้นปราณปลายฟ้าแล้ว แล้วยิ่งในตอนนี้ เขามีระดับ
การบ่มเพาะขั้นปราณต้นฟ้าช่วงปลาย เขานั้นเป็นตัวอันใดกันที่แปลก
ประหลาดถึงเพียงนี้?
ชายคิ้วเดียวรู้สึกกระสับกระส่ายอย่างมากในขณะที่ครุ่นคิดเรื่องนี้
แต่เหล่าศิษย์ด้านหลังมิได้รู้ถึงท่าทีที่เปลี่ยนไปของชายคิ้วเดียวที่อยู่
ด้านหน้า พวกเขาได้ยินเพียงแค่ว่าสองคนที่มานั้นต้องการที่จะใช้รูปแบบ
ค่ายกลเคลื่อนย้าย และจากนั้นพวกเขาก็หัวเราะออกมา
“ข้านั้นได้ยินถูกต้องหรือไม่? พวกเขาต้องการที่จะใช้รูปแบบค่ายกล
เคลื่อนย้ายเช่นนั้นหรือ?” ศิษย์ผู้หนึ่งกล่าวออกมาอย่างไม่ใยดี ซึ่งมันเต็ม
ไปด้วยความเย้ยหยัน
“ช่างงี่เง่ายิ่งนัก รูปแบบค่ายกลเคลื่อนย้ายนี้เป็นของนิกายพวกเรา
หากเป็นคนนอก ก็อย่าหวังที่จะได้ใช้มัน!”
“ทั้งสองคนนี้คงจะเพี้ยนไปแล้ว บุกเข้ามาอย่างอุกอาจและทำให้
ใบหน้าของบิดาผู้นี้สกปรกไปด้วยฝุ่น แล้วยังต้องการที่จะขอยืมใช้รูปแบบ
ค่ายกลอีกเช่นนั้นหรือ พวกเจ้าคิดว่าตนเป็นผู้ใดกันแน่?”
หลินหมิงสีหน้าสลด ในตอนนี้ หัวใจของเขายิ่งเต็มไปด้วยจิตสังหาร
ที่รุนแรง เขาราวกับเป็นระเบิดที่พร้อมจะปะทุได้ทุกเมื่อ ต่อให้เป็นเพียง
การยั่วยุโดยไม่ตั้งใจก็ตามที เขาก็อาจจะระเบิดออกมาได้เช่นกัน!
“ข้าจะกล่าวอีกเพียงครั้งเดียว ให้ข้ายืมใช้รูปแบบค่ายกลเคลื่อนย้าย
ซะ!”
น้ำเสียงของหลินหมิงกลายเป็นเย็นชาเป็นอย่างยิ่ง ชายคิ้วเดียวเหงื่อ
ออกทั่วทั้งร่าง
“ข้ามินึกเลยว่า ข้าจะต้องมาพบกับพวก…งี่…”
“หุบปาก!” ผู้ที่ตะโกนออกมาขัดจังหวะนี้คือชายคิ้วเดียว “หุปปาก
ของพวกเจ้าและไปเปิดใช้รูปแบบค่ายกลเคลื่อนย้ายซะ!”
เหล่าศิษย์ต่างพากันมึนงงอยู่ชั่วครู่ “ศิษย์พี่จางเหตุใดจึง…”
“ทำตามที่บอกซะ!”
ขณะที่ชายคิ้วเดียวหลั่งเหงื่อออกมาทั่วหน้าผาก เพราะเขาเคยได้
เห็นว่าหลินหมิงนั้นน่าหวาดกลัวเพียงใดด้วยตาของตนเองมาแล้ว เพราะ
ตอนนั้นเพียงแค่เขาอยู่เพียงขั้นผสานชีพจรก็น่ากลัวเป็นอย่างยิ่งแล้ว ชาย
คิ้วเดียวผู้นี้จึงไม่อาจที่จะจินตนาการได้ถึงว่าความแข็งแกร่งในปัจจุบัน
ของเขามีมากเพียงใด เมื่อเขาได้ทะลวงไปจนถึงขั้นปราณต้นฟ้าช่วงปลาย
แล้ว เพราะแค่เพียงถูกออร่าของหลินหมิงจับจ้อง เขาก็รู้สึกราวกับโดนงู
พิษกัดไปเรียบร้อยแล้ว!
ศิษย์ที่อยู่โดยรอบชายคิ้วเดียวต่างสับสน เกิดอันใดขึ้นกับพี่ใหญ่ของ
เขากันแน่? พวกสองคนนั้นน่ากลัวตรงไหนกันหรือ? ผู้หนึ่งเป็นเพียงแค่
นักสู้ขั้นปราณต้นฟ้าช่วงปลายและขั้นปราณปลายฟ้า ถึงแม้ว่านักสู้ขั้น
ปราณต้นฟ้านั้นจะมีออร่าที่ไม่เลว แต่ฝั่งพวกเขามีนักสู้ขั้นปราณปลายฟ้า
ถึง 4 คนที่อยู่ห่างออกไป พวกเขาล้วนสามารถทำให้สองคนนี้กลายเป็น
เนื้อบดได้
ชายคิ้วเดียวมองเห็นศิษย์ผู้หนึ่งที่วางหินลมปราณแท้ลงไปบน
รูปแบบเคลื่อนย้ายอย่างไม่เต็มใจและยังบ่นไปด้วย ชายคิ้วเดียวจึง
กลายเป็นโกรธอย่างยิ่ง ทันใดนั้นเขาก็ได้เดินไปเตะศิษย์ผู้นั้นออกไป
“เจ้าสารเลว! ยังโลภมิพอหรือ? เลิกโลภมากได้แล้ว!”
เมื่อชายคิ้วเดียวได้เตะศิษย์ผู้นั้นออกไปแล้ว เขาจึงได้คว้าหิน
ลมปราณแท้มาและวางมันลงไปด้วยตนเอง เมื่อเขาได้เผชิญหน้ากับจิต
สังหารของหลินหมิง เขาก็รู้สึกได้ว่าตนอาจที่จะตายได้ทุกเมื่อ
ชายผู้นี้เป็นปีศาจอย่างแท้จริง ภายใต้แรงกดดันของจิตสังหารนั้น
ชายคิ้วเดียวจึงเกรงว่าหากเขาไม่รีบทำตามแล้วล่ะก็ อีกไม่นานหลินหมิง
จะต้องสังหารเขาอย่างแน่นอน
“เจ้าดูเหมือนจะรู้จักข้า” “ชายคิ้วเดียวผงะ หลินหมิงใช้กระแสเสียง
ปราณแท้ส่งไปหาชายคิ้วเดียว”
“ข้า… ข้ารู้ ข้าเคยไปงานเลี้ยงนั่นมาก่อน”
“ข้าหวังว่าเจ้าจะไม่กระจายข่าวการมีชีวิตอยู่ของข้าออกไป มิ
เช่นนั้น ข้าจะเป็นผู้มาเอาชีวิตของเจ้าด้วยตนเอง!”
“ได้… ได้อยู่แล้ว… ข้าสาบานเลย ข้าจะไม่มีวันกล่าวถึงเรื่องนี้
แน่นอน” ชายคิ้วเดียวรีบให้คำสาบานในทันที มันมิอาจที่จะจินตนาการ
ได้เลยว่านักสู้ขั้นปราณปลายฟ้าจะถูกนักสู้ขั้นปราณต้นฟ้าออกคำสั่ง
เช่นนี้ มิต้องกล่าวถึงชายคิ้วเดียวที่เป็นศิษย์ของนิกายตราประทับสายฟ้า
แต่ชายคิ้วเดียวนั้นมิสงสัยเลยว่า หากหลินหมิงมีเวลาได้เติบโต เขาอาจ
แม้กระทั่งสามารถที่จะสั่งการนิกายตราประทับสายฟ้าให้สังหารศิษย์ของ
ตนเองได้ด้วยซ้ำ!
ในที่สุดรูปแบบค่ายกลเคลื่อนย้ายก็ได้ถูกเปิดใช้งาน หลินหมิงสำรวจ
มันอยู่ชั่วครู่ หลังจากที่พบว่ามันมิได้มีปัญหาใดๆ เขาและฉินจื่อหยาก็ได้
ก้าวลงมาจากหลังของเจ้าเพลิงประกาย
ขณะที่แสงสว่างของรูปแบบค่ายกลเคลื่อนย้ายเข้าปกคลุม หลินหมิง
ก็ได้ส่งกระแสเสียงปราณแท้ออกไป “วันนี้ ข้าหลินหมิง ต้องรีบไปยังเกาะ
ปีศาจโลหิต ข้าติดหนี้บุญคุณเจ้า ”
จากนั้น ร่างของหลินหมิงก็ถูกวาปไป ชายคิ้วเดียวรอให้หลินหมิง
หายไปอย่างสมบูรณ์ก่อนที่จะถอนหายใจยาวออกมาด้วยความโล่งอก
จากนั้นก็เช็ดเหงื่อบนหน้าผากของตน ขอบคุณสวรรค์ ปีศาจที่น่ากลัวผู้นี้
ในที่สุดก็จากไป ชายคิ้วเดียวมีลางสังหรณ์ว่าต่อให้ผู้เชี่ยวชาญที่อยู่สถานี
มาร่วมมือกันกับเขาก็ยังคงไม่อาจที่จะเป็นคู่มือให้หลินหมิงได้!
“ศิษย์พี่จาง คนพวกนั้นเป็นใครกันหรือ?”
“เหตุใดท่านจึงปล่อยให้พวกเขาใช้รูปแบบค่ายกลเคลื่อนย้ายของ
พวกเราเช่นนั้นหรือ?”
“เพียงแค่เปิดใช้งานรูปแบบค่ายกลเคลื่อนย้ายครั้งเดียวก็ต้องใช้
ทรัพยากรไปมากแล้ว แม้แต่พวกเราเองก็ยังไม่สามารถที่จะใช้มันได้ตามที่
ต้องการ!”
เหล่าศิษย์ต่างไม่อาจยอมรับเรื่องนี้ได้ เช่นนั้นจึงได้เปิดปากถามอีก
ครั้ง
ชายคิ้วเดียวถึงกับอึ้ง เขาไม่อาจที่จะกล่าวอันใดเกี่ยวกับตัวตนของ
หลินหมิงได้ เขาจึงกัดฟันและกล่าวออกมาว่า “คนผู้นั้นคือญาติของข้า
เอง”
แม้เขาเองก็ยังไม่อยากที่จะเชื่อคำกล่าวไร้สาระเช่นนี้ เห็นได้ชัดว่า
เหล่าศิษย์พวกนี้ก็คงไม่อยากที่จะเชื่อเช่นกัน
ญาติหรือ? ญาติที่ทำให้ท่านต้องเหงื่อตกเนี่ยนะ?
เผชิญหน้ากับความสงสัยและแม้กระทั่งการเย้ยหยันของศิษย์เหล่านี้
ชายคิ้วเดียวก็รู้สึกว่าคิดผิดอย่างยิ่งที่กล่าวเช่นนั้นออกไป บ้าเอ้ย! เจ้าพวก
นี้มิรู้เรื่องอันใดเลย! เขาน่าจะปล่อยให้พวกนี้โดนเล่นงานซะก็ดี จะได้รู้
เสียบ้างว่าการที่หายนะมาเยือนนั้นเป็นเช่นไร
ขณะที่เขากำลังคิดว่าภาพลักษณ์ของศิษย์พี่ที่น่าภาคภูมิได้พังทลาย
ไปเรียบร้อยแล้วนั้น ชายคิ้วเดียวจึงไม่ออยากที่จะอธิบายอันใด เขาเพียง
แค่เค้นเสียงเย็นชาและกล่าวเพียงว่า “ลืมเรื่องไร้สาระซะ หากเจ้าว่างที่
จะกล่าวเรื่องไร้สาระนัก ก็ไปฝึกฝนซะ! จะไม่มีผู้ใดกล่าวถึงเรื่องในวันนี้
อีก มิเช่นนั้นข้าจะเอาหินลมปราณแก่นแท้ของข้าคืนมาจากพวกเจ้า!”