Martial World ศิลาลึกลับกับวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ - ตอนที่ 412 เสียงแตกของแผ่นหยกจิตวิญญาณ
- Home
- Martial World ศิลาลึกลับกับวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่
- ตอนที่ 412 เสียงแตกของแผ่นหยกจิตวิญญาณ
บนเกาะปีศาจโลหิต ในรัศมีที่กว้างไกลถึงหลายหมื่นลี้ของเกาะ ทั่ว
ทั้งเกาะปกคลุมด้วยความสลัว ซึ่งก็คือหมอกสีแดงนั่นเอง หมอกนี้มี
ความสามารถที่พิเศษ หากสัมผัสก็จะบาดเจ็บ มันราวกับปลิงที่เข้าไป
ภายในร่างของคนผู้หนึ่งแล้วค่อยๆดูดกินปราณโลหิตจากร่าง
ดังนั้นหากมีผู้ใดที่บาดเจ็บสาหัสบนเกาะปีศาจโลหิตแห่งนี้ พวกเขา
จะตายเร็วขึ้นหากมิได้รับการรักษา
ในตอนนี้ ดวงจันทร์ลอยเด่นเหนือท้องฟ้า บนเกาะปีศาจโลหิต
บริเวณรูปแบบค่ายกลของนิกายตราประทับสายฟ้า มันเกิดเสียงที่ราว
สายฟ้าฟาด เปลวเพลิงเองก็พุ่งออกมา ส่งศิษย์ขั้นปราณต้นฟ้าหลายคน
ลอยกระเด็นออกไปด้วยพลังและสายลมที่รุนแรง เจ้าประกายเพลิง สยาย
ปีกของมันและพุ่งขึ้นไปบนท้องฟ้า
“นี่… เกิด… นี่มันเกิดอันใดขึ้นกันแน่!?”
ศิษย์ที่ลอยกระเด็นออกไป เต็มไปด้วยความไม่อยากจะเชื่อขณะที่
มองไปยังวิหคเพลิงขนาดใหญ่ซึ่งได้พุ่งขึ้นไปบนท้องฟ้า มันเพิ่งเกิดสิ่งใด
ขึ้นกัน? มีวิหคเพลิงปรากฏขึ้นในรูปแบบค่ายกลเคลื่อนย้ายได้อย่างไรกัน?
เจ้าเพลิงประกายนั้นรวดเร็วเป็นอย่างยิ่ง ในพริบตา มันก็ได้
กลายเป็นเพียงจุดเล็กบนท้องฟ้าที่ห่างไกลออกไปแล้ว
กลุ่มของศิษย์นิกายตราประทับสายฟ้าต่างมึนงงในสิ่งที่เกิดขึ้น ต่าง
ไม่แน่ใจว่ามีสิ่งใดเกิดขึ้นกันแน่…
………………
“มันมีการตอบสนองจากหยกจิตวิญญาณ…” ฉินจื่อหยามองไปยัง
หยกจิตวิญญาณในมือ จิตวิญญาณสีเงินที่อยู่ภายในกลายเป็นกระพริบถี่
ขึ้น
“มันราวกับว่าจะต้องไปทางนั้น” ฉินจื่อหยาชี้ออกไป แผ่นหยกจิต
วิญญาณสามารถบอกตำแหน่งได้อย่างคลุมเครือเท่านั้นเมื่อมันอยู่ไกล
เป้าหมาย
“เอาแผ่นหยกมาให้ข้า!” หลินหมิงรับแผ่นหยกจิตวิญญาณมา
ควบคุมไปยังทิศทางที่เจ้าเพลิงประกายได้จากไป
เกาะปีศาจโลหิตนั้นกว้างนับหมื่นลี้ หากมันสามารถที่จะบอกทิศทาง
ที่ฉินซิงเซวียนอยู่ได้อย่างถูกต้อง เขาก็จะสามารถหานางได้เร็วขึ้น
ในตอนนี้ หลินหมิงเริ่มสั่น เขาค่อยๆมองลงไปยังแผ่นหยกจิต
วิญญาณที่อยู่ในมือของตน ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียง ‘แคร่กก’ ดังออกมา
จากนั้นแผ่นหยกจิตวิญญาณก็ราวกับว่าจะสามารถแตกออกได้ทุกเมื่อ
สีหน้าของหลินหมิงเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง หัวใจของเขาหยุดเต้นไป
ชั่วขณะ ขณะที่เขาถือแผ่นหยกจิตวิญญาณอยู่ในมือ นิ้วของเขาเองก็ได้
สั่นสะท้าน
หากว่าแผ่นหยกจิตวิญญาณนี้แตกออก มันก็จะแสดงว่าฉินซิงเซวียน
ได้ตายไปแล้ว!
แผ่นหยกจิตวิญญาณสั่นอยู่หลายลมหายใจ จากนั้นก็หยุดสั่นลง แต่
จิตวิญญาณสีเงินที่อยู่ภายในจางลงไปมากกว่าเดิม ฉินจื่อหยากลายเป็น
สลด “ฉินซิงเซวียนยังคงมีชีวิตอยู่ แต่ว่าตอนนี้นางนั้น…”
ฉินจื่อหยามิได้กล่าวต่อไป แผ่นหยกจิตวิญญาณนั้นเชื่อมต่อกับจิต
วิญญาณหลักของนักสู้ หากร่างกายได้รับบาดเจ็บ กระดูกซี่โครงหักหรือ
แขนถูกตัดขาด แผ่นหยกจิตวิญญาณก็จะไม่ส่งเสียงแตกออกมาเช่นนี้!
เหตุผลเดียวก็คือหากมิใช่เมื่อจิตวิญญาณของนักสู้ใกล้จะพังทลายลง
หรือปราณโลหิตได้รับความเสียหายอย่างหนักมันก็จะไม่ส่งเสียงเช่นนี้
อย่างแน่นอน!
ไม่ว่าสถานการณ์จะเป็นเช่นไร ทั้งสองอย่างต่างก็เป็นผลลัพธ์ที่
เลวร้ายอย่างยิ่ง
มันอาจกล่าวได้ว่าชีวิตของฉินซิงเซวียนในตอนนี้นั้นมิได้ต่างไปจาก
เปลวเทียนท่ามกลางพายุ มันสามารถดับลงได้ทุกเมื่อ!
ดวงตาของหลินหมิงเต็มไปด้วยแสงแห่งความต้องการสังหาร เขา
เก็บแผ่นหยกเข้าไปในกระเป๋าเสื้อด้านในอย่างเงียบๆ มันสัมผัสกับ
ผิวหนังของเขา เขาสาบานกับตนเอง “โอวหยางปั่วเยี่ยน หากฉินซิงเซ
วียนตาย ข้าจะฝังศพเจ้าพร้อมกับตระกูลโอวหยางทั้งหมด!”
ทันใดนั้น จิตสังหารที่อยู่ภายในร่างกายของหลินหมิงก็ได้ปะทุ
ออกมาราวกับภูเขาไฟ แม้แต่ฉินจื่อหยา ผู้ที่มีระดับการบ่มเพาะขั้นปราณ
ปลายฟ้าช่วงต้น ก็ยังรู้สึกหอบด้วยจิตสังหารนี้ ราวกับว่าเขาจะจมลงไป
ในทะเลโลหิตได้ทุกเมื่อ ฉินจื่อหยาคิดว่าเมื่อครู่นั้นหลินหมิงได้เห็นแสงจิต
วิญญาณในแผ่นหยกจางลงอย่างมาก เขาจึงกลายเป็นดั่งปีศาจที่กระหาย
สงครามต้องการฆ่าล้าง!
วิหคเพลิงกู่ร้องออกมาก้องปฐพีพาหลินหมิงพุ่งออกตามหาที่หยกจิต
วิญญาณชี้ไป เปลวเพลิงปรากฏขึ้นรอบตัวของมัน ก่อตัวเป็นดั่งพายุเปลว
เพลิง ปีศาจโลหิตที่อยู่โดยรอบต้องหลบหนี ด้วยความน่าเกรงขามที่พุ่งถึง
สวรรค์นี้ จึงไม่มีตัวใดกล้าที่จะเข้าใกล้อีก
ปีศาจโลหิตบางตัวที่ไม่สามารถหลบหนีได้ทัน มันก็ถูกห้อมล้อมไป
ด้วยเปลวเพลิงและถูกเผาเป็นเถ้าถ่าน!
………………….
ในตอนนี้ มุมหนึ่งของเกาะปีศาจโลหิต นักสู้ 6 คน ถูกปีศาจโลหิต
นับสิบล้อมเอาไว้
สำหรับปีศาจโลหิต ยิ่งผู้คนตายมากเท่าใด มันก็จะได้ดูดซับปราณ
โลหิตมากขึ้นเท่านั้น จากนั้นมันก็จะแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆเช่นกัน
จากเริ่มสงคราม มีเป็นครั้งคราวที่ทั้งสองฝ่ายได้ต่อสู้กับปีศาจโลหิต
เช่นนี้ แต่ในเมื่อมีผู้คนตายมากขึ้นจึงได้สู้กับกองทัพของปีศาจโลหิตมาก
ขึ้น!
สถานการณ์เช่นนี้นั้นมิอาจที่จะแก้ไขได้ มีเพียงแค่ต้องรอจนจบ
สงครามเท่านั้น ฝ่ายใดที่ชนะในสงครามก็จะเป็นผู้รวบรวมเหล่านักสู้มา
กำจัดปีศาจโลหิตอีกที
ปีศาจโลหิตนั้นสูงเพียง 4-5 ก้าว มันมีรูปร่างคล้ายมนุษย์ แต่มัน
คลานอยู่บนพื้นด้วยแขนขาที่เต็มไปด้วยกรงเล็บ ลักษณะใบหน้าของพวก
มันไม่ชัดเจน มันมีปากที่ใหญ่และมีดวงตาสีเขียวเข้ม
ปีศาจโลหิตพวกนี้ราวกับเป็นปลาฉลาม – พวกมันสามารถที่จะดม
กลิ่นของโลหิตได้ พวกมันได้ล้อมเหล่านักสู้ทั้ง 6 คนเอาไว้ พร้อมที่จะจู่
โจมทุกเมื่อ!
อย่างไรก็ตาม เมื่อพวกมันพุ่งเข้าไป มันก็ชนกับม่านพลังที่ใส ส่วนใด
ของร่างกายใดที่สัมผัสกับม่านพลังก็จะถูกเผาไหม้ในทันที
“ศิษย์พี่โอว หากเป็นเช่นนี้ต่อไป พวกเราคงไม่อาจที่จะต้านเอาไว้ได้
อีกนานนัก!”
นักสู้ทั้ง 6 คนนี้คือศิษย์ของหุบเขาเจ็ดแก่นแท้ และผู้ที่กล่าวออกมา
นี้คือศิษย์ของแผนกค่ายกล ถึงแม้ศิษย์ของแผนกค่ายกลนั้นจะด้อย
ความสามารถด้านการต่อสู้ แต่พวกเขาก็สามารถที่จะวางค่ายกลที่
แข็งแกร่งได้ ซึ่งมีบทบาทสำคัญอย่างมากในการต่อสู้เช่นนี้
ศิษย์พี่โอวผู้นี้ก็คือโอวหยง เหตุผลที่เขามายังเกาะปีศาจโลหิตแห่งนี้
ก็เพื่อจับตาดูฉินซิงเซวียน และยังไล่ต้อนนาง เป็นเพราะว่ามันสะดวกที่
จะเอาหินลมปราณแท้ที่ฉินซิงเซวียนได้ครอบครองอยู่
ขณะที่กำลังหาหินลมปราณแท้ระดับกลางอยู่ภายในเกาะปีศาจ
โลหิตและสังหารปีศาจโลหิตไปด้วย โอวหยงมิเคยคิดเลยว่า สำหรับเขา
มันจะกลายเป็นไม่คุ้มค่าที่จะเสี่ยง เขายังมิได้มีชีวิตอยู่นานพอเลย! ใน
ฐานะที่เป็นศิษย์ของแผนกลงทัณฑ์ โอวหยงนั้นมีนางสนม 7-8 คนและมี
สาวใช้อีก นับสิบ แล้วโอวหยงจะยอมแพ้ในสิ่งยอดเยี่ยมที่เขามีอยู่ได้
อย่างไร?
อย่างไรก็ตาม เมื่อโอวหยงเห็นศิษย์จากภูมิภาคเขตแดนห้าธาตุได้รับ
ผลึกโลหิตปีศาจมา เขาจึงช่วยมิได้ที่หัวใจของเขาจะเกิดความโลภขึ้นมา
บ้าง
ผลึกโลหิตปีศาจ!
มันเป็นสมบัติที่มีประโยชน์อย่างมากสำหรับนักสู้ขั้นปราณปลายฟ้า
หากเขาได้รับผลึกโลหิตปีศาจมาบ้าง เขาก็อาจจะนำมันไปแลกเปลี่ยน
เป็นโอสถเปิดทางสวรรค์ 2-3 เม็ดจากนิกายได้!
ด้วยพรสวรรค์ของโอวหยงมันมิได้มีโอกาสที่เขาจะทะลวงเข้าสู่ขั้น
ปราณปลายฟ้าได้ โอกาสเพียงหนึ่งเดียวของเขาก็คือการได้กลืนกินโอสถ
เปิดทางสวรรค์ 2-3 เม็ดลงไป จึงจะทำให้เขาสามารถทะลวงเข้าสู่ขั้น
ปราณปลายฟ้า!
อย่างไรก็ตาม แซ่ของเขาคือโอวหยง มิใช่โอวหยาง และเขาจะมี
โอกาสอันใดอีกที่จะได้รับโอสถเปิดทางสวรรค์ 2-3 เม็ดมาครอบครองกัน
เล่า? จึงทำให้โอวหยงตัดใจที่จะกลายเป็นนักสู้ขั้นปราณปลายฟ้าแล้ว แต่
ในตอนนี้ โอกาสนี้ได้ปรากฏขึ้นตรงหน้าของเขาแล้ว แล้วเขาจะมิคว้ามัน
ไว้ได้อย่างไร!
ภายในหุบเขาเจ็ดแก่นแท้ ผู้เชี่ยวชาญขั้นปราณปลายฟ้านั้นจะได้
เป็นผู้อาวุโส ผู้อาวุโสจะได้รับการปฏิบัติและทรัพยากรที่ได้รับเกินกว่า
ศิษย์มหาศาลนัก เหล่าหญิงสาวที่ภาคภูมิซึ่งมักจะเย้ยหยันเขา… หากเขา
ได้กลายเป็นผู้อาวุโส พวกนางก็จะแย่งกันมาลุมล้อมรับใช้เขาถึงที่!
เมื่อคิดได้เช่นนี้ โอวหยงจึงกลายเป็นตื่นเต้น ไม่เพียงแค่นั้น เมื่อเป็น
นักสู้ขั้นปราณปลายฟ้าก็แสดงว่าอายุขัยของเขายังจะเพิ่มขึ้นหลายร้อยปี
ด้วย ซึ่งหมายความว่าเขาจะได้เสพสุขทั้งทรัพยากรและหญิงสาวไปอีก
หลายร้อยปี!
ดังนั้นในเมื่อโอวหยงยอมที่จะเสี่ยงเช่นนี้ เขาจึงได้รวบรวมศิษย์ของ
หุบเขาเจ็ดแก่นแท้คนอื่นๆ
ในทีม 6 คนนี้ นอกจากโอวหยง ก็ยังมีศิษย์ของแผนกลงทัณฑ์ 2 คน
เป็นศิษย์แผนกค่ายกล 1 คน แผนกพิณ 1 คนและฉินซิงเซวียนอีก 1 คน
ฉินซิงเซวียนนั้นอยู่ในสถานการณ์ที่ย่ำแย่เป็นอย่างยิ่ง ทั้งใบหน้าและ
ริมฝีปากของนางไร้รอยเลือดฝาด นี่เป็นผลมาจากการสูญเสียปราณโลหิต
ไปมาก ไม่เพียงแค่นั้น แต่ในครั้งนี้ นางได้ถูกลอบโจมตีโดยปีศาจโลหิต
และถูกกัดเข้าที่แขนขวา ซึ่งมันได้ดูดปราณโลหิตของนางไปเป็นจำนวน
มากนั่นเอง
เมื่อใดที่นักสู้สูญเสียปราณโลหิต มันก็ยากอย่างยิ่งในการฟื้นฟู! มันก็
หมายความว่าพวกเขาสูญเสียความแข็งแกร่งและพลังชีวิต!
แขนเสื้อตรงแขนขวาของฉินวิงเซวียนฉีกขาด เผยให้เห็นถึง บาดแผล
ที่มีโลหิตไหลย้อยลงมา อาการบาดเจ็บนี้ค่อยๆกัดกินชีวิตของนาง
ปราณโลหิตในร่างของนางก็ถูกกัดกร่อนอย่างต่อเนื่อง ด้วย
ความสามารถของนางในตอนนี้ นางไม่สามารถที่จะระงับอาการบาดเจ็บ
ได้อีกต่อไป
ฉินซิงเซวียนยิ้มอย่างขมขื่น บางทีในวันนี้ นางก็คงจะจบสิ้นอย่าง
แท้จริง
แม้ว่านางรอดกลับไปได้เพราะโชค แต่ก็คงไม่น่าจะอยู่ได้เกินเดือน
เพราะนางได้สูญเสียปราณโลหิตไปมากแล้ว และเปลวเพลิงชีวิตของนางก็
ราวกับตะเกียงที่น้ำมันเหือดแห้งไปเรื่อยๆ…
“ศิษย์พี่โอว รูปแบบค่ายกลคงอยู่ได้แล้ว ข้าคาดว่าคงอยู่ได้อีกเพียง
แค่ครึ่งชั่วธูป เราจะต้องฝ่าวงล้อมไปให้ได้!” ศิษย์แผนกค่ายกลกล่าว
ออกมาด้วยความร้อนรน
ในบรรดาคนที่อยู่ที่นี่ นอกจากโอวหยงผู้ที่อยู่ในขั้นปราณต้นฟ้าช่วง
กลางแล้ว คนอื่นล้วนอยู่ในขั้นผสานชีพจรหรือไม่ก็ครึ่งก้าวสู้ขั้นปราณต้น
ฟ้า
มีเพียงฉินซิงเซวียนเท่านั้นที่มีระดับการบ่มเพาะต่ำที่สุด นางอยู่
เพียงขั้นผสานชีพจรช่วงต้น และยังตกอยู่ในสถานการณ์ย่ำแย่
“ฝ่าออกไป…” โอวหยงกัดฟันแน่น ด้านนอกม่านพลังมีปีศาจโลหิต
นับสิบตัวรอคอยที่จะโจมตีพวกเขาและมีแม้กระทั่งปีศาจโลหิตระดับสูง 2
ตัวที่แข็งแกร่งพอๆกับเขา การที่จะฝ่าวงล้อมนี้ออกไปมิใช่เรื่องง่ายเลยซัก
นิด
“ปีศาจโลหิตเหล่านี้ค่อนข้างว่องไว จะต้องมีผู้ที่คอยป้องกันอยู่
ด้านหลังให้กลุ่มตอนที่ฝ่าออกไป”
ขณะที่โอวหยงกล่าว เขามองผ่านทุกคนและมาหยุดที่ฉินซิงเซวียน
ดวงตาของฉินซิงเซวียนสาดประกายเย็นชา แต่ผู้ที่กลายเป็นโกรธ
เป็นแค้นแทนฉินซิงเซวียนคือศิษย์นางหนึ่งของแผนกพิณ นางจึงกล่าว
ออกไปว่า “โอวหยง เจ้าต้องการที่จะกล่าวสิ่งใดกันแน่! ศิษย์น้องฉินได้รับ
บาดเจ็บมากแล้ว เจ้าต้องการที่จะให้นางรั้งท้ายอีกหรือ? เจ้ายังเป็นคน
อยู่หรือไม่!?”
โอวหยงส่ายศีรษะแล้วกล่าวว่า “นางไม่อาจรอดไปจากที่นี่ได้ นาง
อ่อนแอมากแล้วในตอนนี้ ไม่ว่านางจะรั้งท้ายหรือไม่ นางก็ต้องตายในอีก
ไม่นานอยู่ดี เช่นนั้นให้นางเสียสละตนเองเพื่อสำนักมิดีกว่าหรือ?”
“เจ้า…!” ดวงตาของศิษย์หญิงแผนกพิณเบิกกว้าง “เจ้าคนน่า
ละอาย! เสียสละเพื่อสำนักหรือ! บางทีผู้ที่ควรทำเช่นนั้นน่าจะเป็นเจ้า
มากกว่า!”
โอวหยงเค้นเสียงเย็นชา “ในเมื่อเจ้าคิดเช่นนั้น เช่นนั้นเจ้าก็เลือกเอา
เลยว่า จะอยู่กับนางหรือจะไปกับพวกข้า!”
“โอวหยง เจ้าใช้วิธีที่โหดร้ายกับศิษย์ด้วยกันเองและเป็นการละเมิด
กฎของสำนัก เมื่อข้ากลับไปยังหุบเขาเจ็ดแก่นแท้ ข้าจะรายงานเรื่องนี้
ให้แก่ท่านผู้อาวุโสเพื่อลงโทษเจ้าในการก่ออาชญากรรม!”
หลังจากที่โอวหยงได้ยินคำกล่าวนี้ เขาก็คิ้วขมวดและดวงตาเต็มไป
ด้วยจิตสังหาร “ละเมิดกฎของสำนักหรือ? ข้าได้สังหารเจ้า? ข้าได้ทำร้าย
เจ้าแล้ว? ข้ายังมิได้ทำเช่นนั้นเลย เจ้าต้องการที่จะฝ่าออกไปเช่นนั้นหรือ?
ฝันไปเถอะ! ฉินเหยา ในเมื่อเจ้ากล่าวคำเมื่อครู่ออกมาแล้ว เช่นนั้นก็
อย่าได้ตามข้ามาเมื่อสามารถฝ่าออกไปได้ เช่นนั้นเจ้าจะได้อยู่กับฉินซิงเซ
วียนสมใจอยาก!”
ศิษย์หญิงของแผนกพิณสั่นด้วยความโกรธ นางหันไปมองศิษย์คน
อื่นๆและพบว่าพวกเขาต่างหลบสายตาของนาง ในสถานการณ์เป็นตาย
เช่นนี้ พวกเขาจึงได้คิดถึงตนเองเป็นอย่างแรก ผู้ใดบ้างที่จะสนใจชะตา
กรรมของผู้อื่น?
ในบรรดาผู้ที่อยู่ที่นี่ โอวหยงนั้นมีระดับการบ่มเพาะสูงที่สุด การมี
โอวหยงอยู่ พวกเขาก็มีหวังที่จะรอด แต่หากปราศจากโอวหยงคงมีเพียง
ความตายรอพวกเขาอยู่
โอวหยงมองไปยังฉินซิงเซวียนและส่งกระแสเสียงปราณแท้ไปหานาง
“ข้าต้องขอโทษต่อเจ้าด้วย เจ้านั้นงดงามและมีพรสวรรค์ อย่าได้คิดว่านี่
เป็นความแค้นส่วนตัวเลย เจ้านั้นเสียปราณโลหิตไปมากแล้ว ต่อให้เจ้า
สามารถรอดไปจากที่นี่ได้ คงอยู่ได้อีกไม่เกินเดือนอยู่ดี เช่นนั้น สำหรับ
เจ้าแล้ว การที่จะหนีรอดนั้นก็เปล่าประโยชน์ เช่นนั้นข้าจะมอบโอสถ
ให้แก่เจ้า นี่คือโอสถผลาญโลหิต มันสามารถที่จะกระตุ้นเพื่อดึงความ
แข็งแกร่งออกมาจากร่างกายของเจ้าได้ เมื่อเจ้ากินเข้าไปและรั้งท้ายให้
พวกเรา ข้าจะรับประกันความปลอดภัยของตระกูลฉินให้แก่เจ้าเอง เจ้า
ควรรู้ไว้ว่าผู้อาวุโสโอวหยางนั้นจ้องเล่นงานเจ้าและตระกูลหลิน เขาย่อม
ไม่สนใจตระกูลฉิน” ขณะที่โอวหยงกล่าวออกมา เขาก็ได้ยื่นโอสถให้แก่
ฉินซิงเซวียน
ขณะที่ศิษย์แผนกพิณมองเห็นโอวหยงเอาโอสถให้แก่ฉินซิงเซวียน สี
หน้าของนางก็กลายเป็นเคร่งขรึม “โอสถผลาญโลหิต ศิษย์น้องฉิน อย่า
รับมันไว้ มันเป็นโอสถที่ใช้เมื่อยามต้องการสังเวยชีวิต ซึ่งมิต่างจากการฆ่า
ตัวตาย!”
โอวหยงชำเลืองไปยังศิษย์หญิงแผนกพิณและเค้นเสียงเย็นชา เขาใช้
กระแสเสียงปราณแท้ส่งไปหาฉินซิงเซวียนอีกครั้งว่า “ศิษย์น้องฉิน ข้า
ขอให้คำสัตย์ด้วยหัวใจแห่งนักสู้ ตราบใดที่เจ้ารั้งท้ายตอนที่พวกเราฝ่า
ออกไปได้ ข้าจะรับประกันความปลอดภัยของตระกูลเจ้า ถึงแม้คำสัญญา
ของข้าจะมิได้มีค่ามากนัก แต่มันก็เป็นคำสัตย์ที่ข้าสร้างขึ้น ข้าย่อมมิอาจ
ยอมทำลายหัวใจแห่งนักสู้ของตนแน่ อีกอย่างข้าก็มิได้เป็นศัตรูกับตระกูล
ฉินของเจ้าด้วย”