Martial World ศิลาลึกลับกับวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ - ตอนที่ 418 งานเลี้ยงของหุบเขาเจ็ดแก่นแท้
- Home
- Martial World ศิลาลึกลับกับวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่
- ตอนที่ 418 งานเลี้ยงของหุบเขาเจ็ดแก่นแท้
“เจ้าจะไปยังหุบเขาเจ็ดแก่นแท้หรือ? ตอนนี้เลยเช่นนั้นหรือ?” ฉินจื่
อหยาตกตะลึง หลินหมิงนั้นแข็งแกร่งกว่าเขาอย่างยิ่ง แต่หากไปยังหุบ
เขาเจ็ดแก่นแท้ซึ่งมีผู้เชี่ยวชาญขั้นปราณปลายฟ้าจำนวนมาก และมี
แม้กระทั่งผู้ที่อยู่ในปลายขอบจุดสูงสุดขั้นปราณปลายฟ้าอยู่ด้วย เพียงแค่
โอวหยางปั่วเยี่ยนคนเดียวก็แข็งแกร่งมากแล้ว ไม่ว่าหลินหมิงนั้นจะเป็น
สัตว์ประหลาดเพียงใด เขาก็คงไม่สามารถทำอันใดโอวหยางปั่วเยี่ยนที่อยู่
ภายในหุบเขาเจ็ดแก่นแท้ได้ อย่างดีที่สุด เมื่อหลินหมิงไปที่นั่น ไม่ว่าเขา
จะพยายามทำสิ่งใดก็คงไม่มีผลกับโอวหยางปั่วเยี่ยนที่มีผู้หนุนหลังเยอะ
“ใช่ ข้าจะไปตอนนี้เลย” น้ำเสียงของหลินหมิงสั่นด้วยเจตฆ่าฟัน ทำ
ให้อุณภูมิโดยรอบเกิดเย็นยะเยือกฉับพลัน
“หลินหมิง อย่าได้รีบร้อนเกินไป คิดให้ดีก่อน” ฉินซิงเซวียนกลัวว่า
จะต้องสูญเสียหลินหมิงไปและกลัวว่าจะเกิดอันตรายขึ้นกับเขา จะต้องรู้
ด้วยว่าขุมกำลังของตระกูลโอวหยางนั้นมิได้เล็ก โอวหยางปั่วเยี่ยนเองก็
เป็นตัวตนสำคัญของพวกเขา มังกรที่แข็งแกร่งก็อาจจะถูกกดดันได้เมื่อ
อยู่ในถิ่นของอสรพิษ หากต้องเผชิญหน้ากับโอวหยางปั่วเยี่ยน มันก็ง่ายที่
หลินหมิงจะเสียเปรียบ
“หลินหมิง เอาเช่นนี้เป็นอย่างไร ไปเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์เป็นอันดับ
แรกและดูว่าเราจะสามารถให้เกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์กดดันหุบเขาเจ็ดแก่น
แท้…”
“ไม่จำเป็น ข้าต้องการที่จะแก้ปัญหานี้ด้วยตนเอง!”
“ใช่แล้ว…” ฉินจื่อหยาชำเลืองมองจิตสังหารของหลินหมิงและผงก
ศีรษะเห็นด้วย “เมื่อเวลานั้นมาถึง ก็พยายามต่อรองให้มากที่สุดเท่าที่ทำ
ได้ ข้าเชื่อว่าเหล่าสภาอาวุโสของหุบเขาเจ็ดแก่นแท้คง…”
ฉินจื่อหยาเชื่อว่าหุบเขาเจ็ดแก่นแท้คงจะลงโทษโอวหยางปั่วเยี่ย
นด้วยตนเอง หากเป็นเช่นนั้น พวกเขาก็จะมิได้มีปัญหากับเกาะฟีนิกซ์
ศักดิ์สิทธิ์
“แต่ว่า…” ฉินซิงเซวียนนั้นยังเต็มไปด้วยความกังวล
ฉินจื่อหยากล่าว “ไม่ต้องห่วง หลินหมิงจะต้องทำสำเร็จอย่าง
แน่นอน แต่ไม่ว่าหุบเขาเจ็ดแก่นแท้จะกล้าเพียงใด ก็คงไม่มีผู้ใดกล้าที่จะ
ทำร้ายเขา”
ฉินซิงเซวียนกัดริมฝีปากของนาง จากนั้นก็กล่าวออกมาด้วยความ
เป็นห่วงว่า “หลินหมิงระวังตัวให้ดีเข้าใจหรือไม่”
ฉินจื่อหยาชะงักชั่วครู่และกล่าวว่า “หาที่ปลอดภัยให้แม่นางฉินก่อน
เป็นอันดับแรก หลังจากนั้นเจ้าและข้าจะไปยังอาณาเขตของหุบเขาเจ็ด
แก่นแท้ด้วยกัน”
หลินหมิงส่ายศีรษะและกล่าวว่า “สงครามปะทุขึ้นทั่วทุกที่ มันไม่มีที่
ใดปลอดภัยในทะเลทางใต้ ไม่ว่าจะไปอยู่ที่ใดข้าก็คงมิอาจโล่งใจเรื่องซิงเซ
วียนได้ จะดีกว่าหากให้นางไปด้วย พวกเราต้องไปยังอาณาเขตหุบเขาเจ็ด
แก่นแท้ด้วยกัน”
“นี่…” ฉินจื่อหยาเกิดความกังวลเล็กน้อย “หลินหมิง เมื่อเวลานั้น
มาถึง อาจจะมีการต่อสู้เกิดขึ้น หากเกิดอุบัติเหตุอันใดขึ้น แม่นางฉิน
อาจจะได้รับบาดเจ็บ…”
หลินหมิงสีหน้ากลายเป็นเย็นชา “หากมีผู้ใดต้องการที่จะทำร้ายซิง
เซวียน ข้าจะทำลายหุบเขาเจ็ดแก่นแท้ทิ้งซะ!”
เมื่อคำกล่าวเช่นนี้ดังออกมา จิตสังหารที่หลินหมิงได้เก็บซ่อนเอาไว้
ภายในก็ได้ปะทุขึ้นมาอีกครั้ง ฉินจื่อหยาก็รู้สึกเสียวสันหลังขึ้นมาในทันที
และตระหนักได้ว่าที่หลินหมิงกล่าวออกมานั้นมิได้ล้อเล่นเลย เขาจึง
ภาวนาว่าเมื่อเวลานั้นมาถึง จะเป็นการตกลงกันได้อย่างราบเรียบ “นี่
มัน… ดี ไม่จำเป็นต้องมากความอีกแล้ว พวกเราไปกันเลย”
…………………
หุบเขาเจ็ดแก่นแท้ แผนกลงทัณฑ์ –
หมอกภูเขาบางๆลอยอยู่บนทะเลสาบที่เงียบสงบ และบนทะเลสาบ
ก็มีเกาะเล็กๆที่มนุษย์สร้างขึ้น จากที่ห่างไกลออกไป มันดูเหมือนเกาะ
เหล่านี้ถูกเชื่อมต่อกันโดยไข่มุกที่ส่องประกาย
ในวันนี้ แผนกลงทัณฑ์ค่อนข้างคึกคัก มีงานเลี้ยงใหญ่เกิดขึ้นที่นี่
มันมีงานฉลองถึง 3 อย่างเกิดขึ้นในคราวเดียวกัน อย่างแรกคือ ผู้
อาวุโสโอวหยางกวางแผนกลงทัณฑ์ได้รับนางสนมเพิ่ม! อย่างที่สองคือ
โอวหยางหมิงแห่งแผนกลงทัณฑ์สามารถทะลวงเข้าสู่ขั้นปราณต้นฟ้าได้
อย่างที่สามคือผู้อาวุโสโอวหยางปั่วเยี่ยนที่ติดอยู่ในจุดสูงสุดของขั้นปราณ
ปลายฟ้าช่วงต้นมาเป็นสิบปี ในที่สุดก็สามารถที่จะทะลวงเข้าสู่ขั้นปราณ
ปลายฟ้าช่วงกลางได้เสียที!
มี 3 งานฉลองที่น่ารื่นรมเช่นนี้ แต่ที่สำคัญที่สุดคือการทะลวงระดับ
เพราะสำหรับการรับนางสนมเพิ่มของโอวหยางกวางนั้น แทบจะไม่มี
อะไรให้ฉลอง แต่สำหรับกลุ่มของผู้อาวุโสแผนกลงทัณฑ์ที่มีทั้งภรรยาและ
นางสนม มันมิใช่เรื่องใหญ่มากนัก เพียงแค่อยากที่จะเข้าเป็นส่วนหนึ่ง
ของงานฉลองเท่านั้น
สำหรับการทะลวงระดับของโอวหยางหมิงและโอวหยางปั่วเยี่ยนนั้น
ได้เพิ่มความมั่นคงให้กับตระกูลโอวหยางอย่างยิ่งภายในหุบเขาเจ็ดแก่น
แท้
หลายปีที่ผ่านมาผู้เชี่ยวชาญระดับสูงมักจะเป็นของตระกูลเจียง แต่
ในด้านรุ่นเยาว์ก็ยังมิอาจที่จะเทียบเท่าเหล่าลูกหลานของตระกูลโอวห
ยางได้ เนื่องจากเหล่าผู้อาวุโสมีภรรยาและนางสนมเยอะ จึงได้เล่นด้วย
กับผู้หญิงจำนวนมาก
ยิ่งพื้นฐานการบ่มเพาะของผู้อาวุโสท่านใดลึกซึ้ง พวกเขาก็จะยิ่ง
สร้างผู้มีพรสวรรค์รุ่นเยาว์ขึ้นมาได้ดีเท่านั้น
ในสถานการณ์เช่นนี้ ตระกูลโอวหยางจึงโดดเด่นมากว่าตระกูลเจียง
หลายเท่า ในด้านขุมกำลังพวกเขาจึงใกล้จะพอๆกันแล้ว
บนเกาะหลักของทะเลสาบ มีสะพานหิน 7 แห่งที่เชื่อมไปยังเกาะ
อื่นๆ มันทำมาจากหินอ่อนและกว้าง 50 ก้าว สามารถที่จะขี่เกวียนใหญ่
2 คันผ่านไปได้
ในตอนนี้ สะพานหินอ่อนสีขาวนี้ เต็มไปด้วยผู้คนที่เดินทางมา ส่วน
ใหญ่เป็นผู้เชี่ยวชาญของตระกูลอื่น หรือไม่ก็เป็นตัวตนระดับสูงของสำนัก
เล็กๆบริเวณใกล้เคียง
“ฮ่าฮ่า พี่ชายปั่วเยี่ยน ยินดีด้วย!”
ชายหน้ายาวยกมือคารวะโอวหยางปั่วเยี่ยนเมื่อพบเห็นเขา
“ขอบใจยิ่งนัก” โอวหยางปั่วเยี่ยนหัวเราะตอบ ในตอนนี้ เขาเต็มไป
ด้วยความสำเร็จและความอิ่มเอมใจ เขานั้นได้ทะลวงเข้าสู่ขั้นปราณปลาย
ฟ้าช่วงกลาง และหลินหมิงก็ได้ตายไปแล้ว หนี้เลือดของเขาจึงได้รับการ
ชำระ ความคิดของเขาจึงปลอดโปร่งและหัวใจของเขาก็เช่นกัน ปราณแท้
ที่ถูกปิดกั้นภายในร่างของนั้น ในที่สุดมันก็ได้เชื่อมต่อกัน และจึงทำให้เขา
ทะลวงระดับได้สำเร็จ
อีกอย่าง มีสิ่งที่ทำให้โอวหยางปั่วเยี่ยนนั้นดีใจเป็นอย่างมาก นั่นก็คือ
เรื่องของฉินจื่อหยา ชายผู้ที่เป็นเสี้ยนหนามของเขา ในที่สุดก็ได้ทำเรื่องที่
โง่เขลาลงไปเสียเอง เขาได้ให้ศิษย์ของตนเฝ้าดูเขาเอาไว้ที่เกาะมะพร้าว
ดารา ไม่เพียงแค่นั้น จากนั้นเขาก็ได้เอาแผนภูมิทะเลและหนีออกมาจาก
เกาะไปโดยมิได้รับคำสั่งจากสำนัก หุบเขาเจ็ดแก่นแท้นั้นค่อนข้างเข้มงวด
เรื่องกฏ ในช่วงสงครามก็ยิ่งเข้มงวดมากยิ่งขึ้น ในครั้งนี้ ฉินจื่อหยาจะต้อง
มิอาจหนีไปจากความผิดนี้ได้อย่างแน่นอน
มันน่าเสียดายที่โอวหยางปั่วเยี่ยนไม่อาจทำให้ฉินซิงเซวียนมา
ปรนนิบัติเขาได้ เขาทำได้เพียงแค่กดดันนางโดยอาศัยคำสั่งของกองทัพ
ส่วนการใช้กำลังกับนางโดยที่เป็นศิษย์ของหุบเขาเจ็ดแก่นแท้นั้น เป็นไป
ไม่ได้สำหรับเขา
มันจึงทำให้โอวหยางปั่วเยี่ยนเสียใจเล็กน้อย มิเช่นนั้น หากเขา
สามารถที่จะสนุกกับผู้หญิงของหลินหมิง มันก็จะยิ่งทำให้จิตใจของเขา
ปลอดโปร่งยิ่งขึ้น
“ผู้อาวุโสโอวหยาง ยินดีด้วยสำหรับการทะลวงเข้าสู่ขั้นปราณปลาย
ฟ้าช่วงกลางได้ก่อนอายุ 160 ปี มันเป็นไปได้ที่ท่านจะสามารถทะลวงเข้า
สู่ขั้นปราณปลายฟ้าในอนาคต” นักบวชเครายาวผู้แสวงหาเต๋ากล่าวแสดง
ความยินดีขณะที่ลูบเคราไปด้วย
นักบวชเครายาวผู้แสวงหาเต๋าผู้นี้เป็นผู้เชี่ยวชาญจากวิหารเต๋าสำนัก
ระดับ 2 หุบเขาเจ็ดแก่นแท้ที่เป็นสำนักระดับ 3 นั้นมีอาณาเขตกว้างใหญ่
และมีสำนักระดับสองอยู่ภายใน แต่พวกเขามิใช่ส่วนนึงของสำนักหุบเขา
เจ็ดแก่นแท้ แต่ก็ยังมีความสัมพันธ์อันดี บางครั้งพวกเขาก็ได้จ่าย
บรรณาการเป็นสมบัติระดับสูง และต้องการให้หุบเขาเจ็ดแก่นแท้อนุญาต
ให้พวกเขาคงอยู่เช่นเดิมต่อไป
“นี่คือ ท่านเจ้าวิหารฉินนี่เอง ได้โปรด รื่นรมย์ให้เต็มที่” ในงานนี้เต็ม
ไปด้วยบรรยากาศรื่นรมย์ ในฐานะที่เป็นหนึ่งในเจ้าภาพของงานนี้ โอวห
ยางปั่วเยี่ยนจำเป็นต้องยิ้มในขณะที่ต้อนรับผู้นำของสำนักระดับ 2 เขาได้
ก้าวขึ้นมาเป็นผู้เชี่ยวชาญขั้นปราณปลายฟ้าช่วงกลางเต็มตัวแล้ว และ
ในตอนนี้เขาได้ติดลำดับผู้อาวุโสระดับสูงภายในหุบเขาเจ็ดแก่นแท้แล้ว
โอวหยางปั่วเยี่ยนนั้นอายุเพียงแค่ 150-160ปี ยังมีโอกาสก้าวหน้าอีกมาก
อีกหลายปีต่อจากนี้หากเขาสามารถที่จะทะลวงเข้าสู่ขั้นปราณปลายฟ้า
ช่วงปลายได้ก็คงมิได้น่าแปลกใจนัก
และขั้นปราณปลายฟ้าช่วงปลายคือผู้เชี่ยวชาญชั้นแนวหน้าภายใน
หุบเขาเจ็ดแก่นแท้ จะต้องรู้ด้วยว่า ผู้เชี่ยวชาญที่อยู่ในปลายขอบจุดสูงสุด
ของขั้นปราณปลายฟ้าเป็นตัวตนที่หาได้ยากอย่างยิ่ง ทั่วทั้งตระกูลโอวห
ยาง ยังมีเพียงผู้เดียวเท่านั้น
งานเลี้ยงได้ถูกจัดอย่างดี มีทั้งโต๊ะริมน้ำ และมีศาลาที่สวยงาม
ระยิบระยับเหมือนแกะสลักจากหยกบริสุทธิ์ มันทั้งใส ทั้งสูง และโอ่อ่า
อย่างแท้จริง
ผู้ที่สามารถเข้าไปภายในศาลานั่นได้จะต้องเป็นตัวตนระดับสูงเช่น
เจ้าวิหารหรือผู้นำจากที่ต่างๆ ซึ่งในงานเลี้ยงนี้ต่างเต็มไปด้วยตัวตน
ระดับสูงปะปนกันไป
โอวหยางหมิงนั่งอยู่บนเกาะหลัก ผ่านมาปีหนึ่งแล้ว เขาก็ยังคงหล่อ
เหลาและเต็มไปด้วยพรสวรรค์เช่นเมื่อก่อน มีเพียงแค่ว่าเขานั้นสงบยิ่ง
กว่าเมื่อก่อน ขณะที่เขานั่งอยู่นั้น เขาก็กลายเป็นจุดสนใจของทุกคนที่มา
ทุกการเคลื่อนไหวของเขาก็จะเป็นจุดสนใจสำหรับเหล่าผู้กล้ารุ่นเยาว์จาก
ที่ต่างๆทั้งหลาย
โอวหยางหมิงก้าวเข้าสู่ขั้นปราณต้นฟ้าด้วยอายุเพียง 21ปี ในอนาคต
เขาเป็นความหวังอันยิ่งใหญ่ที่จะสามารถก้าวเข้าสู่ปลายขอบจุดสูงสุดของ
ขั้นปราณปลายฟ้า จากนั้น ตระกูลโอวหยางก็จะเข้าสู่ยุครุ่งเรืองอันไร้ที่
สิ้นสุด!
เหล่าชายหนุ่มที่มาในงานเลี้ยงช่วยไม่ได้ที่จะเปรียบเทียบตนเองกับ
โอวหยางหมิง สำหรับเหล่าหญิงสาว โดยเฉพาะที่มาจากตระกูลหรือ
สำนักเล็กๆ พยายามที่จะให้ตนกลายเป็นที่สนใจของโอวหยางหมิง พวก
นางนั้นหวังที่จะได้กลายเป็นสนมของโอวหยางหมิง ไม่เพียงแค่สถานะ
ของตระกูลหรือสำนักของพวกนางจะสูงขึ้นอย่างมาก แต่ก็ยังจะได้รับ
ทรัพยากรสนับสนุนจากแผนกลงทัณฑ์อีกด้วย ด้วยสิ่งเหล่านั้น การที่จะ
ทำให้ตนทะลวงเข้าสู่ขั้นผสานชีพจรก็เป็นเรื่องง่าย
สำหรับหญิงสาวเหล่านั้นสิ่งยั่วยวนเช่นนี้ไม่อาจหักห้ามใจได้ง่ายๆ
เพียงแค่ความหล่อเหลาของโอวหยางหมิง หากพวกนางถวายตัวให้เขา ก็
มิถือว่าสูญเสียอันใดแล้ว
“ศิษย์พี่ โอวหยางหมิงผู้นี้แข็งแกร่งแน่หรือ? เขาอยู่เพียงแค่ขั้น
ปราณต้นฟ้าช่วงต้นแต่สามารถที่จะต่อสู้ข้ามระดับกับผู้เชี่ยวชาญขั้น
ปราณต้นฟ้าช่วงปลายได้แน่เช่นนั้นหรือ? เช่นนั้นมิได้หมายความว่าเขา
ลึกล้ำยิ่งกว่าศิษย์พี่เลยรึ?” ในศาลาริมน้ำแห่งหนึ่ง ชายหนุ่มอายุ 20ปี
กล่าวออกมาด้วยเสียงเบา เขานั้นมาจากสำนักระดับ 2 ที่อยู่ภายในอาณา
เขตของหุบเขาเจ็ดแก่นแท้
ศิษย์พี่ของเขานั้นอายุเกือบ 30 ปี และมีระดับการบ่มเพาะอยู่ในขั้น
ปราณต้นฟ้าช่วงปลาย ซึ่งเป็นศิษย์ที่มีพรสวรรค์อันดับหนึ่งภายในสำนัก
ของเขา
ศิษย์พี่ผู้นั้นผงกศีรษะและกล่าวว่า “เนื่องจากเขาเป็นศิษย์ของสำนัก
ระดับสูง ที่นี่ เพียงแค่ศิษย์สายในของพวกเขาก็เหนือกว่าข้าแล้ว ช่างน่า
เศร้า ข้านั้นด้อยกว่าโอวหยางหมิงยิ่งนัก ข้านั้นอายุ 29 ปีแล้วและโอวห
ยางหมิงอายุเพียง 21 ปี ความห่างชั้นนี้มันมากมายมหาศาลจนเกินไป!”
“แต่…” ศิษย์พี่ผู้นี้ได้เปลี่ยนหัวข้อสนทนา “หลิวเซวียนที่มาจาก
สำนักวารีคลั่งมิใช่บุคคลไร้ชื่อเสียง ในครั้งนี้ เขาอาจจะได้แสดงฝีมือให้
เห็นในงานเลี้ยงประลองและโดดเด่นขึ้นมายิ่งกว่าเดิม บางทีเขาอาจจะ
คิดถึงการท้าทายโอวหยางหมิงด้วยซ้ำ”
ภายในเขตแดนทะเลทางใต้และภูมิภาคเขตแดนห้าธาตุ มันล้วน
แล้วแต่เป็นเรื่องธรรมดาที่จะมีการประลองเกิดขึ้นในงานเลี้ยง แม้แต่ใน
หุบเขาเจ็ดแก่นแท้ก็ยังไม่ใช่ข้อยกเว้น นี่เป็นโอกาสอันดีที่รุ่นเยาว์ที่มี
พรสวรรค์จะได้แสดงทักษะของตนให้ประจักษ์แก่สายตาผู้คน
นักสู้ขั้นผสานชีพจรและขั้นปราณต้นฟ้าจะได้ขึ้นไปบนเวที แต่ความ
จริงแล้วส่วนใหญ่นักสู้ขั้นปราณต้นฟ้าที่มาจากสำนักระดับ 2 มีอายุ
เกือบๆ 30 ทั้งนั้น มิสามารถกล่าวได้ว่าพวกเขาคือ ‘รุ่นเยาว์’ เท่าใดนัก
แต่ในการที่จะให้ศิษย์ที่อยู่ในขั้นปราณต้นฟ้าของหุบเขาเจ็ดแก่นแท้ได้
แสดงทักษะ จึงไม่มีทางเลือกนอกจากให้พวกเขาขึ้นไปบนเวทีได้
ความจริงแล้วศิษย์หลายคนล้วนอยากที่จะขึ้นไปบนเวที เมื่อได้
เผชิญหน้ากับศิษย์ของหุบเขาเจ็ดแก่นแท้ การพ่ายแพ้นั้นมิได้น่าอับอาย
เลย แต่หากชนะมันจะเป็นเกียรติอย่างยิ่งสำหรับพวกเขา
ตัวอย่างเช่น หลิวเซวียนจากสำนักวารีคลั่ง เขาได้ไปยังถ้ำแห่งหนึ่งที่
อยู่ในภูมิภาคเขตแดนทางใต้ของผู้เชี่ยวชาญท่านหนึ่งที่ได้เสียชีวิตไปนาน
แล้ว และได้รับมรดกบางอย่างมา ในตอนนี้ เขาจึงอยากที่จะขึ้นไปบนเวที
และแสดงความสามารถของเขาให้ได้เห็น
ผ่านไปไม่นาน ตัวตนสำคัญของแผนกลงทัณฑ์ ผู้อาวุโสของแผนก
ค่ายกล ผู้อาวุโสของแผนกภาพมายาและผู้อาวุโสของแผนกกลั่นสกัดก็
ได้มาถึง
อย่างไรก็ตาม มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่มาจากแผนกพิณและแผนก
กระบี่
หุบเขาเจ็ดแก่นแท้มีการแข่งขันภายในกันมากมาย อาจจะกล่าวได้
ว่า พวกที่เดินคนละเส้นทางก็แยกทางกันไป เพราะว่าเคล็ดบ่มเพาะที่มี
วิถีทางต่างกัน เหล่าคนที่มาจากแผนกพิณและแผนกกระบี่จึงมิค่อยมี
ความสัมพันธ์กับแผนกลงทัณฑ์ ในเมื่อโอวหยางหมิงและโอวหยางปั่ว
เยี่ยนสามารถทะลวงระดับได้ แต่ก็ยังมีเพียงผู้อาวุโสบางคนของแผนกพิณ
และแผนกกระบี่ที่มีความสัมพันธ์กับแผนกลงทัณฑ์เท่านั้นที่มา
มีการดื่มแสดงความยินดีไปหลายรอบ บรรยากาศในงานเลี้ยงจึง
ครึกครื้นเป็นอย่างยิ่ง ในตอนนี้ก็ถึงเวลาของงานเลี้ยงประลองจะได้เริ่ม
ขึ้น!
นี่เป็นจุดสำคัญของงานเลี้ยง เหล่านักสู้จากที่ต่างๆยิ้มเมื่อได้ขึ้นไป
บนเวที พวกเขาต่างเป็นอัจฉริยะของสำนักของตน จึงเป็นธรรมดาที่จะมี
การปรบมือให้จากหลายๆคน
แต่ในตอนนี้ ห่างออกไปเพียงแค่ไม่กี่ร้อยลี้จากหุบเขาเจ็ดแก่นแท้
หลินหมิงยืนอยู่บนหลังเจ้าประกายเพลิง มุ่งหน้ามายังงานเลี้ยง เขา
สามารถเห็นหุบเขาแก่นแท้นภาที่ห่างออกไปเพียงแค่ไม่กี่ร้อยลี้ สำหรับ
เจ้าประกายเพลิงนั้น ระยะไม่กี่ร้อยลี้นี้ใช่เวลาเพียงไม่นานเท่านั้นในการ
บิน….