Martial World ศิลาลึกลับกับวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ - ตอนที่ 422 ผู้นำแผนกลงทัณฑ์โอวหยาง
ในตอนนี้เอง มีเสียงตะโกนที่ราวกับฟ้าผ่าดังขึ้น “หยุด”
ทุกคนที่อยู่ในจัสตุรัสต่างหันหน้ามองไปทางต้นเสียง ห่างออกไป
1000 ก้าว พวกเขาสามารถที่จะมองเห็นชายชราในชุดขาวบินมาด้วย
ความเร็วสูง แม้ว่าเขาจะอยู่ห่างไปถึง 1000 ก้าว แต่เขาก็บินเข้ามาใน
ระยะทาง 100 ก้าว เพียงพริบตา เหล่าศิษย์ของแผนกลงทัณฑ์ต่างมี
ความสุขขึ้นมาในทันที
“นั่นมันท่านผู้นำแผนก! ผู้นำแผนกมาแล้ว!”
ผู้นำแผนกลงทัณฑ์ก็คือโอวหยางเฉินซิ่ว ระดับการบ่มเพาะของเขา
อยู่ปลายขอบจุดสูงสุดขั้นปราณปลายฟ้า ภายในบรรดาผู้เชี่ยวชาญขั้น
ปราณปลายฟ้าของหุบเขาเจ็ดแก่นแท้ เขาติด 4 อันดับแรกของผู้ที่
แข็งแกร่งที่สุด
อย่างไรก็ตาม หลินหมิงมิได้สนใจคำเตือนของโอวหยางเฉินซิ่ว เขา
ยังบังคับเข็มปีศาจศักดิ์สิทธิ์พุ่งไปยังโอวหยางปั่วเยี่ยนเพื่อสังหารให้ได้อยู่
ดี!
“บ้าเอ้ย!”
โอวหยางเฉินซิ่วยังคงอยู่ห่างออกไปไม่กี่ร้อยก้าว มันยากที่เขาจะเข้า
มาหยุดเข็มปีศาจศักดิ์สิทธิ์ของหลินหมิงได้
“ไป!”
โอวหยางเฉินซิ่วฟันออกไปด้วยปราณกระบี่สีแดงเข้าปะทะกับเข็ม
ปีศาจศักดิ์สิทธิ์ อย่างไรก็ตาม ถึงมันจะฉับไว แต่มันก็อยู่ค่อนข้างไกล เข็ม
ปีศาจศักดิ์สิทธิ์เข้าปะทะกับพลังของสายฟ้าปะทุออกไปยังร่างของโอวห
ยางปั่วเยี่ยนราวกับอสรพิษ
ในพริบตาเดียว โล่ป้องกันปราณแท้บนร่างของโอวหยางปั่วเยี่ยนก็ได้
ถูกทำลายในทันที เขาร้องออกมาอย่างโหยหวน จากนั้นร่างของเขาก็ถูก
อัดกระแทกลอยกระเด็นขึ้นไปบนอากาศ เส้นผมของเขาไหม้หมด และ
ตกลงมาราวกับไก่ฟ้าที่ถูกยิงด้วยธนู ทั่วร่างเต็มไปด้วยโลหิต
ร่างของโอวหยางปั่วเยี่ยนบิดเบี้ยว และเขาสำลักโลหิตจนเกิดเป็น
แอ่งขนาดเล็ก เขาสูญเสียพลังไปอย่างมหาศาลจนไม่เหลือพลังใดๆอีก
แล้ว หลินหมิงหลบการโจมตีได้อย่างง่ายดาย
ขณะที่โอวหยางเฉินซิ่วมาถึงจัตุรัส เขาก็ได้เห็นโอวหยางปั่วเยี่ยนอยู่
ในสภาพที่น่าเวทนาอย่างยิ่ง เขาได้เตือนให้หยุดมาแต่ไกลแล้ว แต่หลินห
มิงยังทำเป็นหูหนวกและโจมตีอย่างไม่ยั้งมือต่อไป!
ฟรุป! ฟรุป!
ผู้ที่ตามโอวหยางเฉินซิ่วมาเป็นชายชุดขาวอีก 2 คน ทั้งคู่เป็นศิษย์
ของโอวหยางเฉินซิ่วที่ได้รับเป็นศิษย์เมื่อหลายปีแล้ว พวกเขาเพิ่งทะลวง
เข้าสู่ขั้นปราณปลายฟ้าช่วงต้นได้เมื่อ 10 ปี ก่อน และสามารถกล่าวได้ว่า
เป็นผู้อาวุโสระดับล่างได้
เมื่อพวกเขาเห็นโอวหยางปั่วเยี่ยนในสภาพนี้ ดวงตาของพวกเขาก็ได้
กลายเป็นแดงก่ำ พวกเขาเป็นผู้ที่ใช้บิดามารดาร่วมกับโอวหยางปั่วเยี่ยน
พวกเขาเป็นพี่น้องร่วมสาบาน โอวหยางปั่วซวีโผล่ไปปรากฏที่ด้านข้าง
ของโอวหยางปั่วเยี่ยนในทันทีและเขาให้โอสถฟื้นฟูบางอย่างให้เขากิน
เมื่อโอวหยางปั่วซวีลุกขึ้นมา ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยจิตสังหาร แทบจะ
มิแตกต่างจะอสูรดุร้ายที่โกรธเลย
“หลินหมิง! ข้าจะฆ่าเจ้า!”
โอวหยางปั่วซวีชักกระบี่ออกมาและกำลังจะพุ่งออกไป แต่ทันใดนั้น
โอวหยางเฉินซิ่วก็เค้นเสียงเย็นชาออกมา “ถอยกลับมาซะ!”
โอวหยางปั่วซวีสีหน้าซีดในทันที เขากัดฟันแน่นและถอยกลับมาหนึ่ง
ก้าว แต่ดวงตาของเขานั้นยังเต็มไปด้วยความโกรธจ้องไปยังหลินหมิงราว
กับจะกลืนกิน
…………..
“หลินหมิง เจ้ากลับมาแล้วหรือ!”
โอวหยางเฉินซิ่วมองหลินหมิงอย่างเฉยชา ในงานประลองชุมนุมร่วม
สำนักของหุบเขาเจ็ดแก่นแท้ โอวหยางเฉินซิ่วก็ได้เจอกับหลินหมิงเช่นกัน
เขาได้แม้กระทั้งเชิญหลินหมิงมาเข้าร่วมแผนกลงทัณฑ์ด้วยซ้ำ แต่ก็ต้อง
ยอมรับในการตัดสินใจของหลินหมิงที่ไม่เข้าร่วม
“ท่านผู้นำโอวหยาง” หลินหมิงกล่าวโดยไว้หน้าโอวหยางเฉินซิ่ว แต่
สีหน้ายังคงเดิม
หลินหมิงมิได้หวาดกลัวโอวหยางเฉินซิ่ว เขาดีรู้ว่าไม่ช้าก็เร็วเขา
จะต้องออกมา เขามีเพียงศัตรูผู้เดียวที่ต้องจัดการอย่างจริงจัง
ก่อนที่ชายชราผู้นี้จะปรากฏตัวออกมา หลินหมิงก็พยายามออมแรง
เอาไว้ เขาไม่ได้คิดว่าจะต้องใช้ ‘เพลิงสายฟ้าแห่งการทำลายล้าง’ ก่อน
หน้านี้เลย หากว่ามิได้เจอกับการโจมตีผสานของห้าผู้อาวุโสแล้วละก็ เขา
คงมิต้องใช้มันออกมา ซึ่งเขาได้สูญเสียพลังไปมากถึง 30% ในตอนนี้เขา
เหลือเพียง 70% ของพลังเพลิงและสายฟ้าที่อยู่ภายในเมล็ดพันธุ์เทพ
ทรราช
“หลินหมิง หุบเขาเจ็ดแก่นแท้นั้นโชคดีที่มีเจ้า เจ้าศึกษาอยู่ที่สำนัก
เจ็ดแก่นแท้ในอาณาจักรลิขิตฟ้า และหลังจากที่ได้กลายเป็นผู้ชนะเลิศใน
งานประลองชุมนุมร่วมสำนัก หุบเขาเจ็ดแก่นแท้ก็ได้ให้โอสถเปิดทาง
สวรรค์กับเจ้า แต่เจ้ากลับมาทำร้ายเหล่าผู้อาวุโสของหุบเขาเจ็ดแก่นแท้
จนถึงพิการ ข้าอยากรู้นักว่าเจ้ามีเหตุผลอันใดเบื้องหลังเรื่องนี้?”
“จะบอกว่าพวกท่านได้ทำดีกับข้าเช่นนั้นหรือ?” หลินหมิงเค้นเสียง
เย็นชา “หุบเขาเจ็ดแก่นแท้ได้ปล้นเอาทรัพยากรจากอาณาจักรลิขิตฟ้า
ทำให้นักสู้จากอาณาจักรลิขิตฟ้ามิได้มีทรัพยากรเพียงพอสำหรับตนเอง
จึงทำให้การทะลวงเข้าสู่ขั้นผสานชีพจรเป็นได้แค่เพียงจุดมุ่งหมายสูงสุด
ของพวกเขา ส่วนสำนักเจ็ดแก่นแท้นั้นได้เพียงแค่ทรัพยากรเพียงเล็กน้อย
คืนจากที่พวกท่านปล้นไป และที่เรียกว่าเพื่อการเลี้ยงดูอัจฉริยะนั้นก็ให้
เพียงแค่พวกของตนในหุบเขาเจ็ดแก่นแท้ใช้มันเท่านั้น นี่หรือที่เรียกว่า
ความเมตตา? มันมิใช่ความเมตตาเลยสักนิด”
“เมื่อหนึ่งปีครึ่งก่อนหน้านี้ ข้านั้นมีค่าต่อหุบเขาเจ็ดแก่นแท้มาก
เช่นนั้นพวกเขาจึงเพิ่งได้ทำดีกับข้า แต่หลังจากที่ได้ยินข่าวการเสียชีวิต
ของข้า โอวหยางปั่วเยี่ยนจึงได้ตัดสินใจที่จะล้างแค้นข้า โดยนำความแค้น
นี้ไปลงกับฉินซิงเซวียน ตระกูลฉินและตระกูลหลิน พร้อมทั้งเหล่าผู้ที่มี
ความสัมพันธ์กับข้า พวกเขาเหล่านั้นได้ไปทำอันใดให้ตระกูลโอวหยาง
หรือ? เมื่อข้าจากหุบเขาเจ็ดแก่แท้ไป เกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ก็ได้จ่ายค่าตัว
ข้าให้กับหุบเขาเจ็ดแก่นแท้อย่างสูง ข้าจึงย่อมมิได้เป็นหนี้หุบเขาเจ็ดแก่น
แท้แม้เพียงนิดเดียว เหตุผลที่ข้ามาในวันนี้นั้นก็เพื่อทวงคืนความยุติธรรม
ที่สมควรได้รับ นั้นคือความตายของโอวหยางปั่วเยี่ยน!”
โอวหยางเฉินซิ่วคิ้วขมวดอย่างหนัก เขาเร่งรีบมาแต่กลับต้องถูก
หลินหมิงกล่าววาจาเช่นนี้ออกมา หากยอมให้หลินหมิงสังหารโอวหยาง
ปั่วเยี่ยนเช่นนี้ เขายังจะมีหน้าไปไว้ที่ใดได้อีกเล่า?
“ชายชราผู้นี้มิได้เข้าใจในสิ่งที่เจ้ากล่าวออกมา!” โอวหยางเฉินซิ่วนั้น
มิได้โกหก ในฐานะที่เป็นตัวตนระดับสูงของหุบเขาเจ็ดแก่นแท้ เขาย่อม
มิได้นำตัวเองมาใส่ใจกับเรื่องเล็กน้อย แต่เขาเชื่อว่าที่หลินหมิงกล่าวออก
มานั้นเป็นความจริงเสียส่วนใหญ่ และเขาก็ได้เข้าใจถึงตัวตนโอวหยางปั่ว
เยี่ยน คนเช่นเขาเป็นผู้ที่น่าจะกระทำอย่างที่หลินหมิงได้กล่าวมาจริงๆ
“ถึงแม้สิ่งที่เจ้ากล่าวมาจะเป็นจริง มิใช่ว่าหญิงสาวที่อยู่ด้านหลังเจ้า
คือแม่นางฉินหรือ? หากโอวหยางปั่วเยี่ยนพยายามที่จะทำร้ายนาง เหตุใด
จึงยังปลอดภัยไร้กังวลอยู่เช่นนี้ แต่เจ้านั้นได้ตัดแขนของโอวหยางปั่ว
เยี่ยนและทำให้เขาบาดเจ็บสาหัส ทำลายเส้นทางแห่งนักสู้ของเขา! มิใช่
ว่าเจ้าทำเกินไปหรือ?”
“ฮ่าฮ่า!” หลินหมิงหัวเราะ “ปลอดภัยไร้กังวลหรือ? กล่าวได้ดี
‘ปลอดภัยไร้กังวล’! โดยการกุมชีวิตของนางไว้ในมือ โอวหยางปั่วเยี่ยน
ทำให้นางต้องไปยังเกาะปีศาจโลหิตนานเป็นเดือน! เมื่อข้าไปถึงที่นั่น ร่าง
ของฉินซิงเซวียนก็ได้สูญเสียปราณโลหิตไปจนหมดสิ้น และชีวิตของนาง
ได้มาถึงจุดจบ หากมิใช่เพราะว่าข้าได้ใช้โอสถปาฏิหาริย์ที่สามารถสร้าง
ปรมาจารย์ขั้นหลอมรวมแก่นแท้ขึ้นมาได้ให้กับนาง เช่นนั้นนางคงเป็น
เพียงเถ้าถ่านไปแล้ว และนั่นคือสิ่งที่ท่านเรียกว่า ‘ปลอดภัยไร้กังวล
หรือ’?”
คำกล่าวของหลินหมิงทำให้เหล่าผู้ชมอ้าปากค้าง โอสถปาฏิหาริย์ที่
สามารถสร้างปรมาจารย์ขั้นหลอมรวมแก่นแท้ขึ้นมาได้หรือ?
สวรรค์!
หากสิ่งที่หลินหมิงกล่าวมาเป็นเรื่องจริง เช่นนั้นการใช้โอสถ
ปาฏิหาริย์ที่สามารถสร้างปรมาจารย์ขั้นหลอมรวมแก่นแท้ขึ้นมาได้กับนัก
สู้รุ่นเยาว์ที่อยู่เพียงขั้นผสานชีพจรก็เป็นการใช้สมบัติที่เย้ยสวรรค์อย่าง
แท้จริง!
โอวหยางเฉินซิ่วริมฝีปากบิดเบี้ยว แม้แต่สำหรับเขามันก็ยังเป็นฝันที่
ยาวไกลอย่างยิ่งในการเข้าสู่ขั้นหลอมรวมแก่นแท้ แต่มันก็เป็นเพียงแค่
ความหวังลมๆแล้งๆ ในรุ่นนี้ของผู้ที่เป็นผู้นำแผนกต่างๆของหุบเขาเจ็ด
แก่นแท้ มีเพียงผู้นำแผนกกระบี่เจียงหวูจี้เท่านั้นที่มีหวังเพียงน้อยนิดใน
การทะลวงเข้าสู่ขั้นหลอมรวมแก่นแท้
ผู้ที่มีหวังที่สุดในการทะลวงเข้าสู่ขั้นหลอมรวมแก่นแท้ในรุ่นเยาว์นี้
คือหัวหน้าศิษย์เจียงเป่าอวิ้น
โอวหยางเฉินซิ่วช่วยไม่ได้ที่จะถามโอวหยางกวางผ่านกระแสเสียง
ปราณแท้ “หลินหมิงแข็งแกร่งเพียงใดกัน?”
โอวหยางกวางครุ่นคิดชั่วครู่ก่อนที่จะตอบสนอง “เขาแข็งแกร่ง
เทียบเท่าผู้เชี่ยวชาญขั้นปราณปลายฟ้าช่วงปลาย เมื่อครู่ก่อน ข้าและ
โอวหยางปั่วเยี่ยนและผู้อาวุโสอีก 3 คน ร่วมมือกันโจมตีเขา แต่พวกเขา
กลับพ่ายแพ้ต่อเขาในกระบวนท่าเดียว และกระบวนท่านั้นน่าจะเป็นไม้
ตายของหลินหมิง”
“เทียบเท่าผู้เชี่ยวชาญขั้นปราณปลายฟ้าช่วงปลาย…” โอวหยางเฉิน
ซิ่วสีหน้าสลด โอวหยางกวางนั้นมีระดับการบ่มเพาะอยู่ในจุดสูงสุดของ
ขั้นปราณปลายฟ้าช่วงกลาง และแม้กระทั่งร่วมมือกับ 4 ผู้อาวุโสผสาน
การโจมตี แต่ยังพ่ายแพ้ให้กับหลินหมิง แสดงให้เห็นว่าความแข็งแกร่ง
ของหลินหมิงอย่างน้อยก็เทียบเท่าผู้เชี่ยวชาญขั้นปราณปลายฟ้าช่วง
ปลาย!”
อายุเพียง 17 ปีกลับมีความแข็งแกร่งเทียบเท่าผู้เชี่ยวชาญขั้นปราณ
ปลายฟ้าช่วงปลาย! นี่เป็นสิ่งที่มิอาจจินตนาการได้เลย! ภายในหุบเขาเจ็ด
แก่นแท้มีผู้เชี่ยวชาญขั้นปราณปลายฟ้าเกือบ 100 คน และกว่าครึ่ง นั้น
อยู่ในขั้นปราณปลายฟ้าช่วงต้น อีก 20-30 คนอยู่ในขั้นปราณปลายฟ้า
ช่วงกลาง สำหรับผู้เชี่ยวชาญขั้นปราณปลายฟ้าช่วงปลายและปลายขอบ
จุดสูงสุดขั้นปราณปลายฟ้า ในแผนกลงทัณฑ์ยังมีเพียงแค่รองผู้นำแผนก
2 คนเท่านั้นที่สามารถทะลวงเข้าสู่ขั้นปราณปลายฟ้าช่วงปลายได้ และ
ในตอนนี้พวกเขาได้ไปทำภารกิจที่ทะเลทางใต้และยังมิได้กลับมาอีกด้วย
ดังนั้นจึงเห็นได้ว่าผู้ที่อยู่ในขั้นปราณปลายฟ้าช่วงปลายนั้นหายาก
เพียงใด
หากเป็นไปได้ โอวหยางเฉินซิ่วไม่อยากที่จะเป็นศัตรูกับหลินหมิง แต่
ในตอนนี้เขามิอาจที่จะถอยกลับได้แล้ว เขาได้ขึ้นขี่หลังเสือจึงมิอาจลงได้
อีก หากปล่อยผู้ที่กระทำกับแผนกลงทัณฑ์ถึงเพียงนี้ไป เช่นนั้นแผนกลง
ทัณฑ์จะเอาหน้าไปไว้ที่ใดกันได้อีกในอนาคตเล่า?
โอวหยางเฉินซิ่วกัดฟันแน่นและกล่าวว่า “ในเมื่อเป็นเช่นนี้ โอวหยาง
ได้จ่ายหนี้ไปอย่างมากแล้ว ข้าจะปล่อยเรื่องนี้ไป แต่เจ้าได้ทำร้ายผู้อาวุโส
ผู้อื่นและอีกหลายคนบาดเจ็บด้วย ข้าไม่มีทางเลือกนอกจากต้องลงทัณฑ์
เจ้า! รับการโจมตีจากข้า 3 กระบวนท่า หากเจ้าสามารถรับได้ทั้ง 3
กระบวนท่า เช่นนั้นไม่ว่าเจ้าจะอยู่หรือตาย ข้าก็จะไม่ติดใจอันใดอีกต่อไป
และเจ้าจะมิได้รับการลงโทษอีกเช่นกัน”
“จะไม่ติดใจอันใดอีกต่อไปและเจ้าจะมิได้รับการลงโทษอีกเช่นกัน
หรือ?” หลินหมิงเค้นเสียง “ข้าคือผู้ที่มีหนี้แค้นกับโอวหยางปั่วเยี่ยน ท่าน
มีคุณสมบัติใดกันที่จะกล่าวได้ว่าข้าจะมิได้รับการลงโทษอีกต่อไปหรือ?
ในวันนี้ ข้าจะต้องเอาชีวิตของโอวหยางปั่วเยี่ยนให้ได้! และผู้ใดที่ขวางทาง
ข้า จากนี้ไปพวกเขาก็จะเป็นศัตรูกับข้าตลอดชีวิต!”
“หลินหมิง!” โอวหยางเฉินซิ่วสีหน้ากลายเป็นน่าเกลียด เขาอุส่ายอม
ถอยมาเพื่อแก้ปัญหา ถึงแม้เขาจะกล่าวว่าไม่ว่าหลินหมิงจะอยู่หรือตายก็
ตามที ความจริงแล้วเขาย่อมมิกล้าที่จะสังหารหลินหมิง อย่างมากก็ทำให้
บาดเจ็บ ตราบใดที่หลินหมิงได้รับบาดเจ็บ เขาก็น่าจะหายหากได้พัก
รักษาตัวซักพัก จากนั้นปัญหานี้ก็จะหมดไป และเขาก็จะได้หน้าที่สามารถ
แก้ปัญหานี้ได้ แต่เขามิคิดเลยว่าหลินหมิงจะดื้อด้านถึงเพียงนี้ จึงได้ทำให้
โอวหยางเฉินซิ่วเต็มไปด้วยความโกรธ
“หลินหมิง เจ้าคิดจริงๆหรือว่าไม่มีผู้ในแผนกลงทัณฑ์ของข้าสามารถ
หยุดเจ้าได้!? ดี! ข้าเคยคิดไว้ว่าจะสั่งสอนเจ้าสักเล็กน้อย ในเมื่อเจ้าหยิ่ง
ยโสเกินขีดจำกัดเช่นนี้ วันนี้ ข้าก็อยากจะรู้นักว่าเจ้าจะสามารถเอาชีวิต
ของโอวหยางปั่วเยี่ยนได้อย่างไร!!”
โอวหยางเฉินซิ่วกล่าวจบ เขาก้าวออกไปอย่างประหลาด จากนั้นออ
ร่าของเขาก็ปะทุออกมา ตามออกมาด้วยการปะทุของคลื่นโลหิตที่รุนแรง
ราวกับจะครอบคลุมทั้งโลก!
ไม่ว่าจะเป็นเหล่าผู้อาวุโสหรือรุ่นเยาว์ที่อยู่ที่นี่ ต่างก็ถูกกดดันจนต้อง
ถูกผลักถอยหลังโดยแรงกดดันที่หนักหน่วงจากออร่านี้
พวกเขาล้วนได้รับประสบการณ์มาแล้วก่อนหน้านี้ โดยเฉพาะเหล่า
ศิษย์ที่มีระดับการบ่มเพาะต่ำได้รีบใช้ทักษะเคลื่อนไหวของตนหลบ
ออกไปจากบริเวณเกาะหลักและสังเกตการณ์จากเกาะโดยรอบแทนเพื่อ
หลีกเลี่ยงผลกระทบจากการต่อสู้ จึงมีเพียงผู้อาวุโสหรือศิษย์ผู้ที่มีการบ่ม
เพาะสูงเท่านั้นจึงจะอยู่รับชมบนเกาะหลัก
แม้แต่โอวหยางหมิงยังเลือกถอยไปจนอยู่ริมขอบของเกาะหลัก ส่วน
หลิวเซวียนจากสำนักวารีคลั่งไม่ยอมเสียหน้าโดยการหนีไปหลบที่เกาะ
โดยรอบ เขาเลือกที่จะอยู่บนเกาะหลัก แต่หลังจากที่ได้เห็นออร่าที่ทรง
พลังของโอวหยางเฉินซิ่ว เขาจึงกัดฟันและหนีไปเกาะโดยรอบแทน ก่อน
หน้านี้ คลื่นกระแทกที่เกิดจากกระบวนท่าของหลินหมิงทำให้เขาใช้ความ
แข็งแกร่งเพียงเล็กน้อยเพื่อต้านทาน แต่ในตอนนี้ จะเป็นการต่อสู้ที่
รุนแรงยิ่งกว่าเดิม หลิวเซวียนจึงตระหนักได้ว่าตนนั้นมิสามารถที่จะอยู่บน
เกาะหลักได้อีกต่อไป
“หลินหมิง เจ้านั้นมิฟังอันใด มิได้เคารพผู้อื่นและจะทำลายทุกคนที่
ขวางทางเจ้า แม้ว่าเจ้าจะมีเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์หนุนหลัง ข้าก็จะสั่งสอน
เจ้าให้รู้สำนึกในวันนี้ ใน 3 กระบวนท่านี้ ข้าจะไม่ออมมือ ไม่ว่าเจ้าจะ
รอดหรือไม่ มันก็ขึ้นอยู่กับเจ้า!”
หลินหมิงกระชับหอกในมืออย่างเงียบงัน ดวงตาของเขาลึกล้ำราวกับ
หมู่ดาราบนฟากฟ้ายามราตรี – เจิดจ้าและเงียบสงบ อย่างไรก็ตาม
ในตอนนี้หลินหมิงสามารถรู้สึกได้ถึงโลหิตภายในร่างเดือดพล่านและจิต
วิญญาณแห่งนักสู้ของเขาเองก็พุ่งทะยาน!
ปลายขอบจุดสูงสุดขั้นปราณปลายฟ้า!
ก่อนหน้านี้ เขาเคยเชื่อว่าเหล่าผู้เชี่ยวชาญระดับต้นๆที่อยู่ปลายขอบ
จุดสูงสุดขั้นปราณปลายฟ้าเช่น ฉีซงเทียน โอวหยางเฉินซิ่ว เจียงหวูจี้
พวกเขาต่างก็เป็นดั่งตัวตนของเทพที่สามารถสั่นคลอนทั่วทั้งอาณาเขตหุบ
เขาเจ็ดแก่นแท้ได้
เมื่อหนึ่งปีครึ่งก่อนหน้านี้ เขาทำได้เพียงแค่เงยหน้ามองตัวตนเช่นนั้น
แต่ในตอนนี้ หลินหมิงได้ยืนอยู่ต่อหน้าหนึ่งในตัวตนเหล่านั้น และพร้อมที่
จะต่อสู้กับพวกเขาอีกด้วย!
เมื่อใดที่มดกลายเป็นพยัคฆ์ที่ดุร้าย เขาก็จะได้มองย้อนกลับไปใน
เส้นทางที่เดิน รู้สึกถึงความมีชีวิตชีวาและทะเยอทะยาน หลังจากที่ได้
เห็นว่าตนนั้นมาได้ไกลเพียงใด
“ในการต่อสู้นี้ การได้แลกเปลี่ยนกระบวนท่ากับผู้เชี่ยวชาญที่อยู่
ปลายขอบจุดสูงสุดขั้นปราณปลายฟ้า ข้าก็จะได้รู้เสียทีว่า ขั้นผสานไข
กระดูกที่สำเร็จถึง 65% ของข้าจะแข็งแกร่งเพียงใดกันแน่!”