Martial World ศิลาลึกลับกับวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ - ตอนที่ 426 ฤกษ์งามยามดีเป็นสัญญาณแห่งสวรรค์อย่างแท้จริง
- Home
- Martial World ศิลาลึกลับกับวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่
- ตอนที่ 426 ฤกษ์งามยามดีเป็นสัญญาณแห่งสวรรค์อย่างแท้จริง
ความสามารถในการกัดกร่อนของปราณอัคคีเพลิงอุกกาบาตถล่ม
ปฐพีเจาะทะลวงเข้าไปยังร่างของโอวหยางกวาง ทะลวงตันเถียนของเขา
และทะลุออกไปด้านหลัง!
เขามองไปยังรูที่ร่างของตนที่มีโลหิตสีดำไหลออกมา สีหน้าของเขา
เต็มไปด้วยความไม่อยากจะเชื่อ
เขายื่นมือออกไปราวกับจะคว้าจับบางสิ่ง อย่างไรก็ตาม ดวงตาของ
เขาได้ไร้ซึ่งแสงแห่งชีวิตไปเสียแล้ว
โอวหยางกวางล้มคุกเข่าลง และค่อยๆคว่ำหน้าลงกับพื้น
ไม่คาดฝัน ทั้ง 7 ผู้อาวุโสและผู้นำแผนกของแผนกลงทัณฑ์ มีบางคน
ตาย และบางคนบาดเจ็บสาหัส บางคนหนีไปได้ไร้ซึ่งร่องรอยใดๆ!
ทั่วทั้งเกาะหลักว่างเปล่า แม้แต่โอวหยางหมิงก็ยังหนีไปยังเกาะ
โดยรอบแล้ว ในตอนนี้ บนเกาะหลักจึงมีเพียงหลินหมิงผู้เดียวที่ยืนอยู่
ด้วยความแข็งแกร่งของเขา มิเพียงแค่ผู้อาวุโสสูงสุดของแผนกลง
ทัณฑ์จะมิสามารถหยุดเขาเอาไว้ ความแข็งแกร่งน่าหวาดกลัวจนเหล่านัก
สู้ต้องกลั้นหายใจ เพราะเกรงว่ามันจะไปรบกวนปีศาจในร่างมนุษย์
หลินหมิงถือหอกแห่งดาวหางม่วงเอาไว้ในมือและเดินตรงไปยังโอวห
ยางปั่วเยี่ยน ซึ่งโอวหยางปั่วเยี่ยนในตอนนี้เหลือเพียงลมหายใจสุดท้าย
เขามองไปยังหลินหมิง แต่ดวงตาของเขาพล่ามัวไปเรียบร้อยแล้ว
หอกแห่งดาวหางม่วงสาดประกายแสงเย็นชาขณะที่พุ่งออกไป และ
มีเสียงทะลุขณะเดียวกันที่เกิดรูบนหน้าอกของโอวหยางปั่วเยี่ยน โลหิตพุ่ง
กระฉูดออกมาราวกับฝักบัว
เหล่านักสู้จากสำนักเล็กตื่นตระหนก รู้สึกอ่อนปวกเปียก ก่อนหน้านี้
พวกเขาได้ฉลองงานเลี้ยงกันอย่างรื่นเริง โอวหยางปั่วเยี่ยนเองก็เต็มไป
ด้วยสีหน้าที่มีความสุขและความอิ่มเอมใจในการทะลวงระดับสำเร็จ แต่
ในตอนนี้ ความสุขของเขาได้พังทลายแทบจะมิแตกต่างจากไก่ในฟาร์มที่
กินอาหารอยู่ดีๆและถูกนำไปเชือด!
มันเป็นความชัดเจนที่ทุกคนรู้สึกได้ถึงความหวาดกลัวจากเบื้องลึก
ของหัวใจ
หลินหมิงนำศพของโอวหยางปั่วเยี่ยนใส่ไว้ในแหวนมิติ เขาต้องการที่
จะตรวจสอบบางอย่าง ว่าปราณโลหิตของนักสู้ขั้นปราณปลายฟ้าจะ
สามารถเปิดกล่องปัญหาแห่งพระเจ้าได้หรือไม่?
“หลินหมิง! เจ้าเป็นอันใดหรือไม่! ฉินซิงเซวียนวิ่งมาหาหลินหมิงเพื่อ
ช่วยพยุงเขา สีหน้าของนางเต็มไปด้วยความกังวลและเป็นห่วง เมื่อครู่
ก่อนสภาพของหลินหมิงดูเลวร้ายอย่างยิ่ง เขาบอบช้ำไปทั่วทั้งตัว และ
ปราณแท้ก็ยังเหือดแห้งเกือบหมด”
“ข้าไม่เป็นไร” หลินหมิงยิ้มอย่างสดใสให้กับฉินซิงเซวียนเพื่อให้นาง
สบายใจ เขากล่าวว่า “มาเถอะ กลับบ้านกัน…”
…………………………………
“ผู้อาวุโส… โอวหยางปั่วเยี่ยนตายแล้ว”
ในด้านหลังของหุบเขาเจ็ดแก่นแท้ ฉีซงเทียนที่ยืนอยู่นอกคฤหาสน์
สีหน้าเคร่งขรึม
ในฐานะที่เป็นเจ้าสำนักหุบเขาเจ็ดแก่นแท้ ผู้ที่เขาเคารพนับถือนั้นมี
เพียงผู้อาวุโสสูงสุดของหุบเขาเจ็ดแก่นแท้เจียงห้วน
เจียงห้วนในตอนนี้อายุ 500 ปี เขามีระดับการบ่มเพาะขั้นหลอมรวม
แก่นแท้ช่วงต้น และใกล้ถึงช่วงสุดท้ายของอายุขัยแล้ว ในหลายปีที่ผ่าน
มาเขาได้ออกไปปิดด่านฝึกตน
เหตุผลที่เจียงห้วนไปปิดด่านฝึกตน มิใช่เพื่อที่จะต้องการทะลวง
ระดับ เขานั้นรู้ดีว่าการทะลวงระดับสำหรับเขาในชีวิตนี้คงเป็นได้เพียง
ความฝัน เขาได้ปิดด่านเพื่อลดการมอดดับของเปลวแห่งชีวิตของตนเอง
เขาหวังเป็นอย่างมากว่า ตนจะสามารถมีชีวิตอยู่ได้จนถึงเจียงเป่าอวิ้น
ทะลวงเข้าสู่ปลายขอบจุดสูงสุดของขั้นปราณปลายฟ้าได้
มีเพียงตัวตนที่ทรงพลังเช่นนั้นแบบเขาเท่านั้นที่จะสามารถ
รับประกันการคงอยู่ของหุบเขาเจ็ดแก่นแท้ต่อไปได้
เพราะฉะนั้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา มิว่าเรื่องอันใด เจียงห้วนก็ยาก
ที่จะออกมาจากคฤหาสน์ นั้นจึงเป็นเหตุผลว่ามีข่าวลือว่าเจียงห้วนได้
เสียชีวิตไปแล้ว
“ข้ารู้…”
ขณะที่เจียงห้วนกล่าวออกมาอย่างช้า เสียงของเขามีเพียงพลังที่
เหือดแห้ง
ความจริงแล้ว เจียงห้วนก็ได้กังวลถึงสถานะการณ์ตั้งแต่ที่หลินหมิง
ได้เข้ามาในอาณาเขตของหุบเขาเจ็ดแก่นแท้แล้ว และเขาเองก็ได้เห็น
เหตุการที่เกิดขึ้นตั้งแต่ต้นจนจบ
ฉีซงเทียนลังเลและกล่าวออกมา “ข้าควรที่จะไปสนทนากับหลินห
มิงหรือไม่?”
ถึงแม้แผนกลงทัณฑ์และแผนกกระบี่จะมีเรื่องขัดแย้งกัน ไม่ว่า
อย่างไรพวกเขาก็อยู่ในสำนักเดียวกัน หลินหมิงได้สังหารผู้คนไปมากใน
แผนกลงทัณฑ์ และมันก็ได้ส่งผลต่อชื่อเสียงของแผนกกระบี่ด้วย หากข่าว
นี้มันกระจายออกไป ผู้อื่นก็จะกล่าวได้ว่าหุบเขาเจ็ดแก่นแท้ถูกบุกโดยเด็ก
หนุ่มอายุราวๆ 20 ปี และไม่มีผู้ใดกล้าที่จะสั่งสอนเขา
เจียงห้วนกล่าว “ไม่มีความหมายที่เจ้าจะไปตอนนี้ ในเมื่อหลินหมิงก
ลับมายังหุบเขาเจ็ดแก่นแท้ แสดงว่าย่อมมีบางอย่างที่ต้องทำ หากเจ้า
กล่าวเอาไว้ว่าหลินหมิงนั้นมีเหตุผลที่จะล้างแค้น เช่นนั้นโอวหยางปั่ว
เยี่ยนก็คงมินิ่งดูดาย ข้าคิดว่าเขาคงเคยใช้ประโยชน์จากแผนกลงทัณฑ์
เพื่อจัดการบางอย่างกับหลินหมิง แต่ข้ามิเคยคิดเลยว่าเขานั้นจะประเมิน
ความแข็งแกร่งของหลินหมิงผิดเพียงนี้ ความจริงแล้ว มิได้มีเพียงแค่เขาที่
ประเมินความแข็งแกร่งของหลินหมิงผิดไป แม้แต่ข้าเองก็ด้วย ข้ามิคิด
เลยว่าความแข็งแกร่งของหลินหมิงจะรุดหน้าไปถึงระดับที่น่าตื่นตะลึง!”
ฉีซงเทียนฟังอย่างเงียบๆ ไม่กล่าวอันใด เขาเข้าใจดีถึงนิสัยส่วนตัว
ของหลินหมิง หากไปสนทนากับหลินหมิง เขาก็อาจจะเสียหน้ากลับมา
เปล่าๆ หากเป็นเช่นนั้น เขาคงมิไปจะดีกว่า ไม่เพียงแค่นั้น หลินหมิงยัง
เดินทางมาด้วยวิหคเพลิง วิหคเพลิงนั้นเป็นตัวแทนที่แสดงถึงเกาะฟีนิก
ศักดิ์สิทธิ์ และจะไม่โจมตีหุบเขาเจ็กแก่นแท้ แต่ก็ยังคงป้องกันตนเองหาก
โดนกระทำก่อน
เมื่อคิดได้เช่นนี้ ฉีซงเทียนก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก เขาตัดสินใจ
ที่จะไม่เอาตนเองเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้ ทุกอย่างเป็นเพียงปัญหาของ
หลินหมิงกับแผนกลงทัณฑ์เท่านั้น
…………………..
บริเวณที่สูงที่สุดของแผนกลงทัณฑ์ มีเสียงฟีนิกซ์ก้องไปทั่วแผ่นฟ้า
วิหคเพลิงพุ่งขึ้นไปบินวนอยู่บนท้องฟ้า ไม่มีผู้ใดกล้าที่จะหยุดยั้งเขา ใน
สายตาของเหล่านักสู้ที่อยู่โดยรอบ หลินหมิงมุ่งเข้าไปยังใจกลางแผนกลง
ทัณฑ์และได้สังหารผู้อาวุโสไปหลายคน แต่กลับมิได้มี 6 แผนกของหุบ
เขาเจ็ดแก่นแท้ที่เหลือมาปรากฏตัวเพื่อหยุดยั้งเลยด้วยซ้ำ หลินหมิงจึง
เดินทอดน่องอย่างสบายตลอดทาง
งานเลี้ยงย่อมมิอาจที่จะจัดต่อไปได้ เหล่านักสู้จากสำนักเล็กรีบขอตัว
กลับ หลังจากที่ 7 ผู้อาวุโสถูกหลินหมิงกำจัดไปจนหมด ผู้ที่มีสถานะสูง
ที่สุดในตอนนี้จึงมีเพียงโอวหยางหมิง
เหล่านักสู้ต่างต่างพากันกล่าวลาโอวหยางหมิงอย่างรวดเร็ว โอวห
ยางหมิงยิ้มอย่างขมขื่น เขามินึกเลยว่างานเลี้ยงฉลองของแผนกลงทันฑ์
ในวันนี้จะกลับกลายเป็นเช่นนี้ได้
โอวหยางหมิงมิได้ที่จะคิดโน้มน้าวหลินหมิง เขาและหลินหมิงมีชะตา
กรรมที่ต้องเดินคนละเส้นทางในโลกที่ต่างกัน เขามิได้ถือหลินหมิงเป็น
เป้าหมายในชีวิต กลับกัน เขาเชื่อเพียงว่าหลินหมิงนั้นมิได้มีตัวตนสำหรับ
เขาอีกต่อไปแล้ว
สายลมกู่ร้อง
หลินหมิง ฉินซิงเซวียนและฉินจื่อหยายืนอยู่บนหลังของวิหคเพลิง ที่
ได้บินออกไปจากหุบเขาแล้ว
หลินหมิงกล่าว “ท่านเจ้าสำนักฉิน ท่านหวังจะทำสิ่งใดในอนาคต
ของตนหรือ?”
ฉินจื่อหยาครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่และกล่าวว่า “ข้าจะอาศัยอยู่ในหุบเขา
เจ็ดแก่นแท้ในอนาคต มันมีความขัดแย้งกันมากมายระหว่างแผนกลง
ทัณฑ์และแผนกพิณ ถึงแม้ข้าจะได้ถูกกระทำโดยแผนกลงทัณฑ์ในครั้งนี้
แต่มันก็มิได้มีผลเสียกับข้ามากนัก”
“ท่านเจ้าสำนักฉิน เอาเป็นว่าเปลี่ยนที่อยู่เป็นอย่างไร? ตัวอย่างเช่น
เข้าร่วมกับเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ดีหรือไม่?”
“เกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์… ก็คงมิได้ ในชีวิตของข้า ข้านั้นทุ่มเทให้กับ
พิณทั้งหัวใจและจิตวิญญาณ ข้าสามารถทำเช่นนี้ได้เพียงในหุบเขาเจ็ด
แก่นแท้ เกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์จึงไม่เหมาะสมกับข้า”
หลินหมิงผงกศีรษะ ฉินจื่อหยานั้นกล่าวได้ถูกต้อง เขาได้ใช้เวลาครึ่ง
ชีวิตไปกับการบ่มเพาะพิณ มันเป็นไปมิได้แล้วที่จะให้เขาเปลี่ยนเคล็ดบ่ม
อื่นในตอนนี้
“เช่นนั้น ข้าคงต้องแยกทางกับท่านเจ้าสำนักฉิน เมื่อตอนที่ข้าได้เข้า
ไปยังแดนเร้นลับฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ ข้าต้องขอบคุณท่านเจ้าสำนักฉินทุก
อย่างที่ทำให้ฉินซิงเซวียนปลอดภัยเท่าที่ทำได้ ข้าหลินหมิง จะจดจำความ
มีน้ำใจในครั้งนี้ไว้ในใจไปตลอด”
ฉินจื่อหยาหัวเราะและกล่าว “หากมิใช่เพราะเจ้า ข้าก็คงมิอาจที่จะ
ก้าวขึ้นสู่ขั้นปราณปลายฟ้าได้ หากเรากล่าวถึงเรื่องความมีน้ำใจ เช่นนั้น
เจ้าก็คงมีมากยิ่งกว่าข้า ในการช่วยแม่นางฉินในครั้งนี้ ความจริงคือข้ามิได้
พยายามจนถึงที่สุด ”
สำหรับผู้ที่มาจากแผนกพิณและแผนกกระบี่ย่อมเป็นผู้ที่ซื่อตรง พวก
เขาย่อมไม่อาจที่จะรู้สึกโล่งใจได้หากเขาเป็นหนี้บุญคุณผู้ใด เมื่อพวกเขา
ได้ตอบแทนความมีน้ำใจแล้วเท่านั้นจึงจะสามารถสงบใจได้ เช่นนั้น โดย
ปกติแล้ว พวกเขาจึงมักจะมิค่อยอยากเป็นหนี้บุณคุณผู้ใดนัก
“หลินหมิง เราจะจากกันตรงนี้ ข้าขอกล่าวคำอำลาแก่เจ้า รักษาตัว
ด้วย” ฉินจื่อหยาโบกมือ และกระโดดลงจากหลังของวิหคเพลิง ชุดสีขาว
ของเขาหายไปจากสายตาอย่างรวดเร็วด้วยสายลมสวรรค์ที่รุนแรง
หลินหมิงมองดูฉินจื่อหยาที่จากไป เขายกมือคารวะ “ท่านเจ้าสำนัก
ฉิน ได้โปรดดูแลตนเองด้วยเช่นกัน…”
“หลินหมิง… พวกเราจะไปที่ใดกันหรือ?” ฉินซิงเซวียนกล่าวถาม
ออกมา
นางได้เตรียมตัวเตรียมใจเอาไว้แล้วว่าจะติดตามหลินหมิงไปยังสุด
ขอบสวรรค์และจนถึงจุดจบของโลกนี้
“อย่างแรกพวกเราจะกลับบ้าน และจากนั้นก็ไปยังเกาะฟีนิกซ์
ศักดิ์สิทธิ์เจ้าสามารถที่จะบ่มเพาะภายในเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ได้”
“อืม เช่นนั้นก็ทำตามที่เจ้าว่า” ฉินซิงเซวียนยิ้มออกมาอย่างรู้สึก
สบายใจ อยู่ด้วยกันกับหลินหมิง นางไม่กังวลสิ่งใดอีกแล้ว
……………..
อาณาจักรลิขิตฟ้านั้นอยู่ห่างไกลจากหุบเขาเจ็ดแก่นแท้หลายแสนลี้
ข่าวที่จะกระจายมาถึงนั้นช้าเป็นอย่างยิ่ง ในการที่จะเปิดใช้งานค่ายกล
กระแสเสียงสื่อสารครั้งนึงนั้น มันต้องใช้หินลมปราณแก่นแท้จำนวนมาก
และยังจะลดอายุการใช้งานของค่ายกลลงไปเรื่อยๆอีกด้วย
ในสถานการณ์ปกติ เจ้าสำนักเจ็ดแก่นแท้คนปัจจุบันก็คือศิษย์ของ
โอวหยางปั่วเยี่ยนที่ต้องรายกลับไปทุกเดือน ในตอนนี้ เมื่อโอวหยางปั่ว
เยียนตายไปแล้ว จึงไม่มีผู้ใดที่คอยคุมหมากตัวนี้ และเขาจึงยังอยู่ภายใน
อาณาจักรลิขิตฟ้า
ความจริงแล้ว นอกจากโอวหยางปั่วเยี่ยน ก็มีเพียงไม่กี่คนที่รู้ว่าห
ยางเฉินและชายสวมชุดคลุมผู้นี้เป็นผู้รับคำสั่งจากโอวหยางปั่วเยี่ยน พวก
นี้ค่อนข้างที่จะมีความสำคัญต่ำ เช่นนั้นผู้อาวุโสแผนกลงทัณฑ์จึงไม่ได้มา
สนใจ
ข่าวของคนผู้เดียวที่กวาดล้างแผนกลงทันณฑ์ยังมิได้แพร่กระจาย
ออกไป ก่อนที่เหล่าคนของสำนักระดับสองจะกลับไปถึงสำนักของตน
ด้วยความเร็วในการเดินทางของหลินหมิงด้วยวิหคเพลิงและใช้รูปแบบ
ค่ายกลเคลื่อนย้าย เขาก็มาถึงยังอาณาจักรลิขิตฟ้าก่อนแล้ว โดยใช้เวลา
เพียง 1 วัน 1 คืน
ในช่วงเวลาเหล่านี้ ทุกความรู้สึกที่เกิดความหวาดกลัวขึ้นมาของฉิน
ซิงเซวียนถูกสังเกตเห็นโดยหลินหมิง มีชีวิตคนในตระกูลฉินที่กำลังเสี่ยง
อยู่ เช่นนั้นฉินซิงเซวียนจึงรู้สึกกังวลขึ้นมา
ในวันธรรมดาในเมืองลิขิตฟ้า รุ่งสางเพิ่งมาเยือน แสงอาทิตย์ที่สว่าง
สดใสแผ่ไปทั่วทั้งเมือง มีเหล่าผู้คนที่กำลังทำงานกันอยู่ด้านนอกเมือง
ร้านขายของก็กำลังเปิดทำการ ในตอนนั้นเอง แสงสีแดงที่เจิดจ้าโผล่
ขึ้นมาบนปลายขอบฟ้าไกลออกไป มันราวกับมีเปลวเพลิงเผาไหม้อยู่บน
อากาศ
เริ่มแรกมันก็ดูมีขนาดเล็ก แต่ก็ใหญ่ขึ้นอย่างรวดเร็ว ทุกคนต่างก็
ตระหนักได้ว่ามันมิใช่กลุ่มเปลวเพลิง แต่เป็นนกเพลิง!
ทุกคนที่กำลังทำงานของตนอยู่ต่างช่วยไม่ได้ที่จะหยุดและจ้องมอง
ไปบนท้องฟ้าด้วยความประหลาดใจ
เสียงฟีนิกซ์ร้องดังมาจากขอบฟ้า วิหคเพลิงที่มีปีกยาวร่วม 100 ก้าว
บินข้ามขอบฟ้าสีครามที่ไร้สิ้นสุดมา
ประชาชนทั้งหมดของเมืองลิขิตฟ้าต่างตกตะลึง!
“ฟีนิกซ์!”
“สวรรค์! นั่นคือฟีนิกซ์หรือ!?”
“ข้ากำลังฝันไปอยู่หรือไม่?”
สำหรับปุถุชน ฟีนิกซ์เป็นตัวตนที่เคยได้ยินเพียงในตำนานโบราณ ใน
ตำนานกล่าวไว้ว่าเมื่อจักรพรรดิที่ดีจะได้ขึ้นครองราชและทำเรื่องยิ่งใหญ่
ฟีนิกซ์จะปรากฏขึ้นมา มันถือเป็นฤกษ์งามยามดีสัญญาณแห่งสวรรค์
“ฟีนิกกำลังมุ่งหน้าไปยังพระราชวัง!”
เมื่อเห็นเช่นนี้ พวกเขาก็ตระหนักได้ทันที มันจะต้องเกี่ยวข้องกับการ
กระทำอันยิ่งใหญ่ของจักรพรรดิองค์ใหม่!
เมื่อคิดได้เช่นนี้ ทุกคนจึงคุกเข่าลงบนพื้นอย่างรวดเร็ว กราบไหว้ใน
การนมัสการขณะที่จ้องมองไปยังฟีนิกซ์บนท้องฟ้า
ในตอนนี้เอง ในห้องโถงหลักของพระราชวังเมืองลิขิตฟ้า หยางเฉิน
ได้ประชุม ภายใน 30 วันของการขึ้นครองราช เขาได้เรียกตัวแทนจากที่
ต่างๆมาเข้าพบ
บนแท่นปราศัยมีเจ้าหน้าที่จากหลายส่วนคุกเข่าอยู่ หยางเฉินนั่งอยู่
เหนือพวกเขา ในตอนนี้เอง เขาได้ยินเสียงราวกับมีบางคนกำลังเปิดประตู
เข้ามา…
ขันทีผู้หนึ่งเปิดประตูเข้ามา รอยยิ้มแจ่มใจเต็มอยู่บนใบหน้าของเขา
ขณะที่ตะโกนออกมาว่า “องค์จักรพรรดิ! นี่ฤกษ์ดีอย่างยิ่ง ฤกษ์งามยามดี
เป็นสัญญาณแห่งสวรรค์ที่ได้ส่งมา! เป็นฤกษ์งามยามดีแห่งสวรรค์อย่าง
แท้จริง!”