Martial World ศิลาลึกลับกับวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ - ตอนที่ 435 เรื่องของงานแต่งงาน
“หลินหมิง แจ้งต่อผู้อาวุโสด้วยว่าเจ้าประสบสิ่งใดยามที่เจ้าเข้าไปยัง
แดนเร้นลับฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์” มู่อวี้หวงกล่าวอย่างอ่อนโยนขณะที่เล่นแผ่น
หยกในมือของนาง
มู่อวี้หวงนั้นอยู่ในช่วงอารมณ์ดีอย่างมาก เดิมทีพื้นหลังของหลินหมิง
นั้นเป็นปัญหาใหญ่อย่างมาก แต่บัดนี้ หลังจากที่หลินหมิงนำแผ่นหยกนี้
ออกมาและส่งให้นาง คงมิมีผู้ใดกล้าตั้งคำถามเกี่ยวกับหลินหมิงอีกต่อไป
ถ้าหากพื้นหลังของเขาถูกถามขึ้น ย่อมถูกเมินเพราะเป็นผู้ที่มีส่วน
สนับสนุนต่อเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์มากที่สุด
“ขอรับ” หลินหมิพยักหน้า มันไม่มีเหตุผลที่จะต้องซ่อนอะไรที่เขา
ได้ประสบในแดนเร้นลับฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ เขาจะบอกต่อคนเหล่านี้เช่นกัน
อย่างไรก็ตาม พวกเขาก็ทำได้เพียงฟัง และมิอาจได้รับสิ่งใดจากมัน
หลินหมิงย้ำเกี่ยวกับสิ่งที่เขาได้ประสบตั้งแต่ยามที่เขาเข้าไปจนจบ
แก่เหล่าผู้อาวุโส
ประสบการณ์ตลอด 10 เดือนรวมทั้งระดับ 6 ของด่านทดสอบหล่อ
หลอม หลินหมิงบอกเหล่าผู้อาวุโสทุกอย่าง ยกเว้นเรื่องที่เขาได้รับโลหิต
แห่งฟีนิกซ์โบราณ
หลังจากที่เหล่าผู้อาวุโสได้ฟังเรื่องราวของหลินหมิง พวกเขาต่างตก
อยู่ในความเงียบ
มันมีด่านทดสอบหล่อหลอมระดับแม่ทัพด้วยหรือ? รวมทั้งด่าน
ทดสอบหล่อหลอมระดับราชันด้วย?”
นั่นมิได้หมายความว่าด่านทดสอบหล่อหลอมที่พวกเขาเคยเข้าร่วม
นั้นเป็นเพียงระดับทหารอันต้อยต่ำหรอกหรือ!
เหล่าผู้อาวุโสที่อยู่ในขณะนั้นเป็นตัวตนที่เพียงแค่ย่ำเท้าก็สามารถ
ก่อให้เกิดคลื่นไปทั่งทั้งอาณาเขตฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ แต่บัดนี้ หากพวกเขาอยู่
ในตระกูลฟีนิกซ์โบราณ พวกเขาก็เป็นได้เพียง … ระดับทหารอันต้อยต่ำ
มันเป็นเรื่องยากที่พวกเขาจะยอมรับมัน
หลังจากเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ได้ครอบครองแดนเร้นลับฟีนิกซ์
ศักดิ์สิทธิ์ มันก็ราวกับได้รับสมบัติที่ซ่อนเร้นมากมาย อย่างไรก็ตามพวก
เขารู้ว่าสิ่งที่พวกเขาค้นพบมันก็เป็นเพียงส่วนเล็กน้อยที่ไม่สำคัญ ถ้า
รางวัลสำหรับการสำเร็จด่านทดสอบหล่อหลอมระดับแม่ทัพก็มากมาย
ขนาดนั้นแล้ว เช่นนั้นแล้วด่านทดสอบหล่อหลอมระดับราชันเล่า?
มันมิอาจจินตนาการได้!
“ด่านทดสอบหล่อหลอมมี 6 ระดับ แล้วแต่ละระดับยากเพียงใด
กัน?” ผู้อาวุโสผู้นั้นช่วยไม่ได้ที่จะถาม หลานชายของนางอายุ 12 ปีแล้ว
แม้ว่าเขาจะยังมิได้ถูกประกาศว่าเป็นศิษย์สายตรง แต่เขาก็มีพรสวรรค์
อย่างมาก บางที… บางทีเขาอาจจะมีโอกาสที่จะได้เข้าร่วมด่านทดสอบ
หล่อหลอมระดับแม่ทัพ?
แม้ว่าพวกเขาจะรู้แล้วว่ามีโอกาสต่ำ แต่พวกเขาก็เก็บความหวังเพียง
น้อยนิดนั้นไว้
หลินหมิงกล่าว “ยามที่ข้ามาถึงช่วงสุดท้ายของของระดับที่ 6 ศัตรู
ของข้านั้นเทียบเท่าได้กับนักสู้ที่อยู่จุดสูงสุดของขั้นปราณปลายฟ้า ไม่
เพียงแค่นั้น แต่ยังมีผู้ทรงพลังที่มีพลังอยู่ที่ปลายขอบจุดสูงสุดขั้นปราณ
ปลายฟ้านั้นมิได้อ่อนแอ ในเวลานั้น ระดับการบ่มเพาะของข้ายังอยู่ที่ขั้น
ปราณต้นฟ้าช่วงปลาย”
“นักสู้ขั้นปราณต้นฟ้าช่วงปลายเผชิญหน้ากับนักสู้ที่อยู่ปลายขอบ
จุดสูงสุดของขั้นปราณปลายฟ้า!”
ผู้อาวุโสหญิงชราถอนหายใจด้วยความเศร้าเล็กน้อย การจะก้าวข้าม
ความแตกต่างที่มากขนาดนั้นในการต่อสู้แล้วเอาชนะได้ นางคิดเกี่ยวกับ
มันแล้วตัดสินใจกำจัดความคิดนั้นไปทันที
“หลินหมิง เจ้ากล่าวว่ามันยังมีด่านทดสอบหล่อหลอมระดับกษัตริย์
อีกสินะ?” มู่อี้หวงกล่าวถาม
“อืม ใช่ ถ้าหากมีผู้ใดสามารถผ่านด่านทดสอบหล่อหลอมระดับ
กษัตริย์ มันย่อมเป็นไปได้ที่จะได้รับ ‘เคล็ดบ่มเพาะบัญญัติศักดิ์สิทธิ์
ต้องห้ามวิหคเพลิง’ ฉบับสมบูรณ์”
“เช่นนั้น เจ้าจะเข้าไปอีกครั้งในรอบต่อไป?” มู่อวี้หวงรู้สึก
กระตือรือร้นอย่างมาก ศิษย์ทุกคนสามารถเข้าร่วมแดนเร้นลับฟีนิกซ์
ศักดิ์สิทธิ์ได้ 2 ครั้ง แต่หลินหมิงได้เข้าไปเพียงครั้งเดียว
หลินหมิงส่ายหัวของเขา “โอกาสของข้านั้นไม่มาก”
ยามที่เขาได้ออกมาจากแดนเร้นลับฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ เขาได้ถามจิต
วิญญาณแห่งตำหนักเกี่ยวกับกฏของด่านทดสอบหล่อหลอมระดับกษัตริย์
ขีดจำกัดของอายุนั้นน้อยลง ผู้คนสามารถเข้าไปได้ตราบใดที่ยังอายุไม่
เกิน 30 ปี อย่างไรก็ตาม ความบริสุทธิ์ของสายเลือดของเขานั้นยังไม่มาก
พอ
สำหรับขั้นที่ 9 ของ ‘เคล็ดบ่มเพาะบัญญัติศักดิ์สิทธิ์ต้องห้ามวิหค
เพลิง’ นั้นไม่มีความหมายอันใดมากนักสำหรับผู้อาวุโสเหล่านี้ เพราะมัน
จำเป็นที่จะต้องใช้สายเลือดของฟีนิกซ์โบราณเพื่อที่จะฝึกฝนขั้นที่ 9
แม้ว่านั่นจะเป็นหลินหมิง เขาก็ยังไม่เหมาะที่จะบ่มเพาะมัน
สำหรับขั้นที่ 9 นั้น แม้กระทั่งมันจะเป็นขั้นที่ 8 หรือ 7 เหล่าผู้อาวุโส
คงจะไม่ใส่ใจมากนักที่จะฝึกมัน สำหรับพวกเขา แค่ขั้นที่ 6 ก็มากพอแล้ว
ถ้ามันมิใช่ว่าหยกแผ่นนั้นมิอาจตัดหรือทำสำเนาเพิ่ม หลินหมิงก็คงมิใส่ใจ
ที่จะเอาเคล็ดบ่มเพาะอีก 2 ขั้นออกไปอยู่ดี
“ทุกท่าน เนื้อหาในการประชุมสภาผู้อาวุโสในครั้งนี้สำคัญอย่างมาก
ขอให้ทุกท่านเก็บความลับในวันนี้ให้ดี ก่อนที่จะจากไป ข้ามีเรื่องอยากจะ
รบกวนทุกท่าน…” มู่อวี้หวงหยิบคัมภีร์ออกมาจากแหวนมิติของนาง
คำภีร์อันนี้มันเป็นสีแดงเข้ม และมันดูราวกับถูกย้อมเป็นสีแดงด้วยเลือด
“มันมิใช่ว่าข้าไม่ได้เชื่อใจพวกท่านที่นี่ แต่ความเสี่ยงมันสูงเกินไป ถ้า
ข่าวเกี่ยวกับขั้นที่ 8 ของ ‘เคล็ดบ่มเพาะบัญญัติศักดิ์สิทธิ์ต้องห้ามวิหค
เพลิง’ รั่วออกไป เช่นนั้นเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ย่อมได้พบกับภัยพิบัติที่มิ
อาจแก้ไขได้ ทุกท่าน กรุณาลงชื่อพวกท่านลงในคัมภีร์อันนี้”
คัมภีร์สีแดงเข้มที่มู่อวี้หวงนำออกมานั้นเป็นสัญญาโลหิต มันเป็น
สัญญาที่จะผูกมัดกับพื้นฐานทางสายเลือด เหล่าผู้อาวุโสที่อยู่ในขณะนี้
ต่างเป็นลูกหลานโดยตรงของเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ และยังมีสายเลือดของ
วิหคเพลิงหรือวิหควารี ดังนั้นพวกเขาย่อมถูกจำกัดมันหลังจากลงชื่อใน
สัญญานี้แล้ว
ถ้าหากมีผู้ได้กล้าละเมิดข้อตกลงในสัญญานี้ สายเลือดของพวกเขา
จะถูกลบออก ทุกคนที่อยู่ที่นี่ต่างใช้เคล็ดบ่มเพาะวิหคเพลิงหรือวิหควารี
เป็นพื้นฐาน ถ้าหากสายเลือดของพวกเขาหายไป พวกเขาย่อมสูญเสีย
เคล็ดบ่มเพาะและทุกสิ่งที่เกี่ยวกับมัน
คัมภีร์อันนี้มันถูกสร้างขึ้นโดยผู้ก่อตั้งเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ ดังนั้น
เฉพาะลูกหลานของนางย่อมถูกจำกัดโดยสิ่งนี้ สำหรับคนอื่นๆที่ได้รับการ
ปลูกถ่ายสายเลือดนั้น พวกเขาจะไม่ได้รับผลกระทบ มันยังเป็นเหตุผล
ที่ว่าทำไมผู้อาวุโสคนอื่นๆใช้แซ่เดียวกันยกเว้นผู้อื่นที่ไม่ได้ใช้
ขณะที่ผู้อาวุโสสูงสุดเห็นสัญญาโลหิตอันนี้ ริมฝีปากของเขาก็กระตุก
ในความจริงแล้ว สัญญาโลหิตนี้ถูกเตรียมมาเพื่อเขา ยามที่มู่อวี้หวง
กล่าวถึงมัน นางก็กำลังกล่าวถึงว่านางไม่ได้เชื่อใจเขา
เพื่อที่จะหลุดออกจากข้อจำกัดที่ถูกจำกัดโดยสัญญาโลหิตนี้ คนผู้นั้น
ย่อมต้องมีพลังการบ่มเพาะอยู่ที่ปลายขอบจุดสูงสุดขั้นหลอมรวมแก่นแท้
อย่างไรก็ตาม เหล่าผู้อาวุโสที่อยู่ในขณะนี้ ไม่มีผู้ใดหวังว่าจะไปถึงมัน
ยกเว้นมู่อวี้หวง สำหรับคนอื่นๆ ไม่มีผู้ได้กล้าแม้กระทั่งคิดเกี่ยวกับมันเลย
เว้นเสียแต่พวกเขาจะสามารถเข้าฌานและเข้าใจ 3 ขั้นสุดท้ายของ
‘เคล็ดบ่มเพาะบัญญัติศักดิ์สิทธิ์ต้องห้ามวิหคเพลิง’ และทำให้พวกเขา
ทะลวงผ่านมันไปได้ อย่างไรก็ตาม แผ่นหยกนั้นอยู่ในมือมู่อวี้หวง
ในตอนนี้ และเป็นผู้ควบคุมพลังนั้นอยู่!
เมื่อคิดได้เช่นนี้ มู่ชือหั่วก็กำหมัดแน่น ใบหน้าของเขาก็หดหู่มาก
ยิ่งขึ้น
มู่อวี้หวงเป็นผู้แรกที่เริ่มกรีดปลายนิ้วและเขียนชื่อนางลงในสัญญา
โลหิตนี้
ขณะที่ตัวอักษร ‘มู่อวี้หวง’ ถูกเขียนลงไปบนสัญญาโลหิต มันก็เริ่ม
เผาไหม้อย่างแปลกๆ หลังจากนั้นไม่กี่ลมหายใจ รูปร่างของวิหคเพลิงก็
ปรากฏขึ้นที่ส่วนบนของสัญญาโลหิตนี้ ภายในภาพของวิหคเพลิงนั้นมี
ตัวอักษร ‘มู่’ สลักไว้อยู่
แล้วมู่เชียนหยี่ก็เริ่มเขียนชื่อนางลงไปอย่างใจเย็น
จากนั้นก็ถึงคราวของมู่ชือหั่ว
“ท่านผู้อาวุโสสูงสุด ถึงคราวท่านแล้ว!” มู่อวี้หวงกล่าวอย่างเย็นชา
มู่ชือหั่วเค้นเสียงอย่างเย็นชาและกรีดนิ้วของเขาด้วยเล็บ จากนั้นก็
ขยับแขนขณะที่เขาลงชื่อตัวเอง
หลังจากมู่ชือหั่วแล้ว ผู้อาวุโสสอง และผู้อาวุโสสามก็เริ่มลงชื่อของ
พวกเขาลงในสัญญาโลหิต ถ้าหากมีใครปล่อยข้อมูลเกี่ยวกับ 3 ขั้นสุดท้าย
ของ ‘เคล็ดบ่มเพาะบัญญัติศักดิ์สิทธิ์ต้องห้ามวิหคเพลิง’ ไม่ว่าทางใดก็
ตาม คำสาปของสัญญาโลหิตจะโจมตีพวกเขา และสายเลือดของพวกเขา
จะละลายหายไปพร้อมกับการบ่มเพาะของพวกเขา
ในที่สุดก็เหลือเพียงผู้เดียวที่ไม่ได้ลงชื่อของเขาลงไปนั่นคือหลินหมิง
แม้ว่าเขาจะลงชื่อ มันก็ไม่ได้ผลกับเขา ทั้งเขาก็ไม่มีเหตุผลที่จะกระจาย
ข่าวนี้ ขณะที่เขาเป็นผู้ที่นำมันออกมาจากแดนเร้นลับฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์
“ข้าขอโทษที่รบกวนทุกท่าน” มู่อวี้หวงเก็บสัญญาโลหิตกลับไปอย่าง
ใจเย็น “ตอนนี้ พวกเราควรจะหารือเกี่ยวกับสงครามระหว่างดินแดน
ปีศาจแห่งทะเลทางใต้ที่เกิดขึ้นเมื่อหลายเดือนก่อน!”
ขณะที่มู่อวี้หวงกล่าว เปลวเพลิงก็ถูกจุดขึ้นต่อหน้านาง มันเป็นยันต์
สื่อสารกระแสเสียง
ขณะที่มู่อวี้หวงได้ยินข้อความนี้ หัวใจของนางก็กระตุก “หยี่เอ่อร์
หลินหมิง ท่านบรรพบุรุษต้องการเจอหน้าพวกเจ้าทั้งสอง พวกเจ้าไปได้”
มู่เชียนหยี่ดีใจ มู่เฟิงเซียนอยากพบนางงั้นหรือ?
นางไม่รู้ว่าทำไม แต่หัวใจของนางก็คิดถึงความเป็นไปได้ในทันที มัน
น่าจะไม่ใช่…
“ขอรับ ท่านอาจารย์”
หลินหมิงหันหน้ากลับ และออกไปพร้อมกับมู่เชียนหยี่.
ตลอดเวลาบนเส้นทาง มู่เชียนหยี่รู้สึกราวกับมีผีเสื้อกระพือปีกอยู่ใน
ท้องของนาง ในที่สุดนางก็มาถึงสุดเส้นทางของป่าไผ่ที่ซึ่งมีศาลาไผ่หยก
ตั้งอยู่ มันเป็นที่ซึ่งมู่เฟิงเซียนอาศัยอยู่อย่างสันโดษ
“หลินหมิง เข้ามา”
“ขอรับ ท่านอาจารย์บรรพบุรุษ”
มันเป็นครั้งที่ 2 ที่ได้หลินหมิงได้เข้ามายังบ้านของมู่เฟิงเซียน
การตกแต่งที่เรียบง่ายภายในบ้านไม้ไผ่ยังเหมือนเดิมตั้งแต่มายังที่นี่
คราวก่อน มีเก้าอี้อยู่หลายแบบและยังมีโต๊ะไม้ไผ่ด้วย ขณะที่เดินเข้าไป
เขาก็ได้ยินเสียงฝีเท้าของเขาทำให้พื้นไม้ไผ่เกิดเสียงดังเอี๊ยดอ้าดอยู่
ขณะที่หลินหมิงเข้ามาในบ้าน มู่เฟิงเซียนก็มิได้กล่าวอันใด นางเพียง
ยิ้มขณะนางมองไปยังหลินหมิง มันเป็นเช่นนี้จนกระทั่งเวลาผ่านไป
ประมาณครึ่งธูป
ในที่สุดหลินหมิงก็ไม่อาจรอได้อีกต่อไป เขาก็กล่าวถามอย่างลังเล
“ท่านอาจารย์บรรพบุรุษ… มีเรื่องอันใดที่ท่านต้องการจากข้างั้นหรือ?”
มู่เฟิงเซียนหัวเราะ “ข้าได้ยินเรื่องที่ประชุมในวันนี้แล้ว”
สร้างค่ายกลสื่อสารกระแสเสียงระยะใกล้ภายในห้องประชุมและใช้
มันในเวลาเดียวกัน ดังนั้นจึงดักฟังได้ง่ายอย่างมาก
แม้ว่ามู่เฟิงเซียนจะค่อยๆห่างหายจากการจัดการเรื่องราวภายใน
เกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ แต่ถ้าหากการประชุมนั้นเกี่ยวข้องกับเรื่องสำคัญ
ของเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ นางย่อมเป็นกังวลเกี่ยวกับมัน
“คราวนี้เจ้าได้นำ 8 ขั้นแรกของ ‘เคล็ดบ่มเพาะบัญญัติศักดิ์สิทธิ์
ต้องห้ามวิหคเพลิง’ กลับมา สำหรับเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ของข้า นั่นถือว่า
เจ้ามีน้ำใจอย่างมาก!”
“ท่านอาจารย์บรรพบุรุษ ท่านใจดีเกินไปแล้ว” ทัศนคติของหลินห
มิงนั้นสุภาพอย่างมากและถ่อมตน ถ้าหากมีใครทำดีกับเขา เขาจะทำดี
กลับเช่นกัน อย่างไรก็ตาม หากมีใครพยายามที่จะข่มเขา เขาจะไม่
คัดค้านที่จะตบหน้าพวกเขากลับอย่างรุนแรง
มู่เฟิงเซียนยิ้ม นางกล่าวต่อ “หลินหมิง ยามที่เจ้าเข้าไปยังแดนเร้น
ลับฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์โบราณครั้งนี้ เจ้าได้รับรางวัลเพียงแค่ 8 ขั้นแรกของ
‘เคล็ดบ่มเพาะบัญญัติศักดิ์สิทธิ์ต้องห้ามวิหคเพลิง’ เท่านั้นเองหรือ?”
ขณะที่มู่เฟิงเซียนกล่าว สายตาของนางขยับไปยังสัญลักษณ์เปลว
เพลิงจางๆที่อยู่ระหว่างคิ้วของหลินหมิง ทันทีที่เขาเข้ามายังห้องเมื่อก่อน
นี้ มู่เฟิงเซียนรู้สึกได้ถึงพลังงานอันบริสุทธิ์และแข็งแกร่งของสายเลือด
โบราณได้จากตัวของหลินหมิง
แต่มันเป็นพลังที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิงจากสายเลือดของวิหคเพลิง
ก่อนหน้าที่หลินหมิงจะเข้าไปยังแดนเร้นลับฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ เขายังไม่มีออ
ร่าเช่นนี้เลย
หลินหมิงลังเลไปชั่วขณะ จากนั้นก็พยักหน้า “ยามที่ข้าเข้าไปยังแดน
เร้นลับฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ ข้านั้นโชคดีที่ได้รับสายเลือดมา
“ข้ารู้” ดวงตาของมู่เฟิงเซียนเป็นประกายขึ้น และหัวใจของนางก็
เต็มไปด้วยอารมณ์ต่างๆ อำนาจของหลินหมิงนั้นกำลังเพิ่มขึ้นอย่างมิอาจ
หยุดได้ ตราบใดที่เขาไม่ร่วงหล่นลงมา เขาย่อมกลายเป็นผู้ทรงพลังระดับ
จักรพรรดิอย่างแน่นอน!
แต่นางไม่รู้ว่าเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์จะสามารถมีชะตาที่จะติดตามเขา
และกลายเป็นแดนศักดิ์สิทธิ์ได้หรือไม่!
“หลินหมิง หญิงชราผู้นี้มีคำถามบางอย่างอยากจะถามเจ้า เจ้าต้อง
ตอบข้าตามความจริง” ทันใดนั้น น้ำเสียงของมู่เฟิงเซียนก็กลายเป็น
จริงจัง
“ท่านอาจารย์บรรพบุรุษ โปรดกล่าวถาม”
“ความจริงแล้ว ข้าก็มีความคิดเช่นนี้มาก่อนหน้าแล้ว มันเป็น
เพราะว่าเจ้านั้นอายุน้อยเกินไปดังนั้นข้าจึงมิได้นำมันไปใส่ใจในขณะนั้น
แต่บัดนี้ ข้าคิดว่ามันย่อมดีที่สุดสำหรับทั้ง 2 ฝ่าย ถ้าหากเราสามารถทำ
ให้เรื่องนี้ชัดเจนขึ้นเร็วขึ้นเท่าที่จะทำได้เพื่อหลีกเลี่ยงเรื่องเข้าใจผิดหรือ
อุบัติเหตุในอนาคต แทนที่จะ***…” ขณะที่มู่เฟิงเซียนกล่าว นางก็มอง
หลินหมิงลึกเข้าไปในดวงตาของเขาและค่อยๆกล่าวอย่างช้าๆและชัดๆ
“ข้าอยากจะถามเจ้าว่า เจ้าต้องการแต่งงานกับเชียนหยี่และรับนางไป
เป็นภรรยาของเจ้าหรือไม่?”
ทุกถ้อยคำของประโยคสุดท้ายที่มู่เฟิงเซียนกล่าวก้องกังวานอย่าง
ชัดเจน ขณะที่หลินหมิงได้ยิน เขาก็แข็งกลายเป็นหิน แต่งงานกับเชียนหยี่
และรับนางเป็นภรรยางั้นหรือ?
“มันยังไม่สายเกินสำหรับนักสู้ที่จะแต่งงานแม้ว่าพวกเขาจะอายุ
มากกว่า 100 ปีแล้ว ข้าไม่ต้องการคำตอบจากเจ้าในตอนนี้ ข้าแค่
อยากจะถามคำถามนี้ก่อนหน้า ดังนั้นปัญหานี้ไม่ควรจะลากยาวเกินไป
จนให้กำเนิดแล้วทำให้เกิดเรื่องเข้าใจผิดขึ้น” มู่เฟิงเซียนมองไปยังใบหน้า
ของหลินหมิงขณะที่นางกล่าวอย่างช้าๆ สำหรับนาง เรื่องแต่งงานนี้เป็น
เรื่องที่สำคัญอย่างมาก
สถานะของหลินหมิงจะกลายเป็นคนที่สำคัญยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตาม
หลินหมิงมิใช่คนจากตระกูลมู่ แม้ว่ามู่เฟิงเซียนจะชมชอบหลินหมิง ก็
ยังคงกำลังกังวลถึงปัญหานี้ อย่างไรก็ตาม หลินหมิงได้เข้าร่วมกับเกาะ
ฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์มาเมื่อ 1 ปีก่อน แม้ว่าเขาจะมีจุดยืนที่ดีและเป็นมี
คุณธรรม นางไม่รู้ว่าแท้จริงแล้วหลินหมิงรู้สึกเช่นไรต่อเกาะฟีนิกซ์
ศักดิ์สิทธิ์