Martial World ศิลาลึกลับกับวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ - ตอนที่ 436 การสังหารคือวิถีทางแห่งสมรภูมิ
- Home
- Martial World ศิลาลึกลับกับวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่
- ตอนที่ 436 การสังหารคือวิถีทางแห่งสมรภูมิ
ปราณโลหิตวิหคเพลิงคือความมีน้ำใจอย่างยิ่งในการมอบให้กับ
หลินหมิง แต่หลังจากที่กลับออกมาจากแดนเร้นลับฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์และ
เอา 8 ขั้นแรกของ ‘เคล็ดบ่มเพาะบัญญัติศักดิ์สิทธิ์ต้องห้ามวิหคเพลิง’ มา
ด้วย เขาได้ทดแทนบุญคุณมากกว่าที่ควรเป็น 100 เท่า หลินหมิงจึงมิได้
เป็นหนี้บุญคุณเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์อีกต่อไป แต่กลับกันเกาะฟีนิกซ์
ศักดิ์สิทธิ์ต่างหากที่เป็นหนี้เขา
หากเป็นจริง ความรู้สึกอันใดกันที่หลินหมิงยังมีร่วมกับเกาะฟีนิกซ์
ศักดิ์สิทธิ์เล่า?
ถึงแม้เขาจะจากไปในตอนนี้ ก็ไม่มีผู้ใดกล่าวว่าเขาได้ แล้วเหตุใด
หลินหมิงจึงยังอยู่ในเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ต่อ หรือกระทั่งช่วยให้เกาะ
ฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์กลายเป็นแดนศักดิ์สิทธิ์ด้วยเล่า?
มู่เฟิงเซียนได้คิดว่าหลินหมิงและมู่เชียนหยี่ค่อนข้างที่จะมี
ความสัมพันธ์กันมาก และนางต้องการที่จะให้ความสัมพันธ์ระหว่างพวก
เขาค่อยๆพัฒนาไปตามธรรมชาติตามเวลา แต่ในครั้งนี้ หลินหมิงได้
สังหารฝ่าไปช่วยเหลือหญิงสาวที่ชื่อฉินซิงเซวียนในเกาะปีศาจโลหิต นี่จึง
ทำให้มู่เฟิงเซวียนมิได้มีทางเลือก นอกจากจัดการกับเรื่องนี้ตั้งแต่เนิ่นๆ
เพราะไม่ว่าอย่างไร การกระทำเยี่ยงผู้กล้าที่ยิ่งใหญ่ฝ่าหุบเหวไป
ช่วยเหลือเช่นนี้ย่อมทำให้ผู้หญิงส่วนใหญ่หวั่นไหว เมื่อเป็นเช่นนี้ หญิง
สาวคนนั้นย่อมที่จะตกหลุมรักหลินหมิงเป็นแน่
หากทั้งสองมีเวลาเพียงพอ อีกฝ่ายก็ย่อมที่จะกลายเป็นห่วงใยหลินห
มิงแน่และผลลัพธ์ก็จะทำให้ทั้งสองพัฒนาความสัมพันธ์ขึ้นไปเรื่อยๆจนถึง
ที่สุดและก่อเกิดเป็นความรัก มันก็จะมิแปลกเลยสักนิด
มู่เฟิงเซียนเองก็สามารถที่จะมองเห็นความสัมพันธ์ระหว่างหลินหมิง
และมู่เชียนหยี่เกินกว่าปกติไปแล้ว อย่างไรก็ตาม ปัญหาก็คือมู่เชียนหยี่ไม่
อาจเป็นดั่งฉินซิงเซวียนและติดตามหลินหมิงไปได้ทุกที่ นี่… มันจึงเป็นไป
ไม่ได้แน่นอน
หากเป็นเช่นนั้นขึ้นมา หลายปีต่อจากนี้ หลินหมิงอาจจะแต่งงานกับ
ฉินซิงเซวียน เมื่อเวลานั้นมาถึง มู่เชียนหยี่จะทำเช่นไร?
หลินหมิงยืนอยู่ที่นั่น แข็งค้าง มิรู้ว่าจะตอบคำถามเช่นไรดี
หลินหมิงในปัจจุบันก็รู้สึกบางอย่างกับมู่เชียนหยี่ แต่ยังมิได้คิดไปถึง
เรื่องแต่งงานเลย ในอนาคต เขามิรู้ว่าตนนั้นจะไปยังที่แห่งใดบ้าง ไม่ว่าจะ
เป็นภูมิภาคเขตแดนทางใต้หรือแม้กระทั่งทั้งทวีปนภารินไหล ทั้งสองที่
แห่งนี้ก็ยังอาจจะไม่สามารถรั้งเขาเอาไว้ได้ด้วยซ้ำ
เมื่อมีการแต่งงานเกิดขึ้น เขาก็จะมีความรับผิดชอบขึ้นมาอีก ใน
อนาคต เขาจะผจญภัยไปทั่วทุกที่และแม้แต่เผชิญหน้ากับความตายหลาย
ครั้ง ด้วยสายสัมพันธ์นี้ที่ยึดเหนี่ยวเขาเอาไว้ เขาย่อมจะรู้สึกกระวน
กระวายในจิตใจเสมอ
หลินหมิงได้คิดเรื่องนี้อยู่นาน ในที่สุด เขาก็กล่าวออกมาว่า “รายงาน
ท่านอาจารย์บรรพบุรุษ ศิษย์ผู้นี้ยังมิอยากกล่าวถึงเรื่องการแต่งงาน
ก่อนที่จะอายุ 40ปี”
หลินหมิงคาดว่า 40 ปีในการที่จะให้ตนได้มีเวลาคิด 20 ปี ซึ่งมันมาก
พอที่จะเกิดความเปลี่ยนแปลงในหลายสิ่งขึ้นในช่วงเวลานั้น
เมื่อถึงจุดนั้น เขาอาจจะมีพลังพอที่จะสั่นสะเทือนทวีปนภารินไหล
ได้แล้ว
มู่เฟิงเซียนลังเล เห็นได้ชัดว่าหลินหมิงพยายามที่จะเลี่ยงคำถาม แล้ว
นางจะพอใจกับคำตอบเช่นนี้ได้อย่างไรกันเล่า?
ทันใดนั้น จิตใจของมู่เฟิงเซียนก็สะท้านขณะที่จำบางอย่างขึ้นมาได้
นางจึงยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์และกล่าวว่า “ย่อมได้ เช่นนั้นข้าก็จะมิถามในเรื่อง
นี้ มากล่าวถึงสิ่งอื่นกัน ข้ามิแน่ใจว่าเจ้านั้นรู้เรื่องนี้แล้วหรือไม่ แต่ผู้อาวุโส
สามของแผนกวิหคเพลิงในปัจจุบันต้องการที่จะสนทนาเรื่องการแต่งงาน
กับข้า เขาต้องการที่จะให้หลานชายมู่ชิงชูแต่งงานกับฉินซิงเซวียน เขาคิด
ว่าจะขอหมั้นหมายภายในปีนี้ และ 10ปีต่อจากนี้พวกเขาก็จะสามารถ
ใกล้ชิดกันได้ หลินหมิง ข้าสงสัยว่าเจ้านั้นมีความคิดเห็นเช่นใดเกี่ยวกับ
เรื่องนี้?”
คำกล่าวของหลินหมิงติดอยู่ในลำคอ เขามองไปยังมู่เฟิงเซียนอย่าง
ช่วยไม่ได้ ผู้อาวุโสสามต้องการที่จะสนทนาเรื่องการแต่งงานกับนาง แต่
ในตอนนี้ มู่เฟิงเซียนกลับต้องการฟังความคิดเห็นของเขาในเรื่องนี้หรือ?
ขณะที่เขาคิดกลับไปเมื่อไม่กี่วันก่อนเมื่อตอนที่ได้เจอกับมู่เชียนหยี่
บนเกาะ เขาสามารถที่จะรู้ถึงความเป็นศัตรูระหว่างเขา ในตอนนั้น มู่
เชียนหยี่ก็มีสีหน้าอึดอัดและกระอักกระอ่วน ทันใดนั้น หลินหมิงก็ได้
ตระหนักถึงสิ่งที่เกิดขึ้น – มันเป็นเช่นนี้เอง!
มู่ชิงชูได้ถือเขาเป็นคู่แข่งด้านความรัก มิสงสัยเลยว่า เหตุใดมู่เชียน
หยี่จึงได้เอียงอายที่จะอธิบายเหตุผล และยังได้ใช้กระแสเสียงปราณแท้ใน
การเตือนเขาเกี่ยวกับมู่ชิงชู…
เมื่อหลินหมิงตระหนักได้ถึงสีแดงเล็กๆของมู่เชียนหยี่ที่เขินอาย เขาก็
ได้เกิดความรู้สึกลึกลับขึ้นภายในจิตใจราวกับมีคลื่นความอบอุ่นที่
อ่อนโยนไหลผ่านเขาไป หลินหมิงนึกย้อนกลับไปในค่ำคืนที่อยู่หุบเขา
สายฟ้าฟาด เขาคิดไปถึงแม้ตอนที่หลังจากมู่เชียนหยี่ได้มายังหุบเขาเจ็ด
แก่นแท้ นางได้ช่วยให้เขาได้หาผู้หลอมหอก และให้ทรัพยากรที่ล้ำค่าโดย
มิได้หวงหรือมีแรงจูงใจแอบแฝง…
ขณะที่ฉากต่างๆเหล่านั้นเกิดขึ้นในจิตใจของเขา เขาก็ได้คิด
แม้กระทั่งเรื่องที่อาจเกิดขึ้นในอีก 10 ปีข้างหน้า มู่เชียนหยี่จำเป็นที่
จะต้องรับคำขอแต่งงานกับบางคนที่นางมิได้รัก และยังต้องกลายเป็นคน
สนิทของผู้ที่เกือบจะทำให้ฉินซิงเซวียนต้องตาย… เมื่อคิดได้เช่นนี้ ทันใด
นั้นหลินหมิงก็รู้สึกว่าหัวใจหยุดเต้นไปชั่วครู่
เขามองไปยังมู่เฟิงเซียนที่ยิ้มให้กับเขา รอยยิ้มเช่นนี้ของนางราวกับ
หมาป่าเจ้าเล่ห์ไม่มีผิด…
มู่เฟิงเซียนนั้นอยู่มานานหลายร้อยปี เป็นธรรมดาที่นางจะรู้จักกับ
อารมณ์ต่างๆของมนุษย์เป็นอย่างดี นางสามารถที่จะรู้ได้ว่าหลินหมิง
กำลังคิดสิ่งใดอยู่
‘เจ้าต้องการที่จะเล่นกับหญิงชราผู้นี้หรือ? ฮ่าฮ่า แค่เพียงหยิบยก
เรื่องการแต่งงานของเชียนหยี่และมู่ชิงชูมาวางและข้าอยากจะรู้นักว่าเจ้า
จะทำเช่นใด’
“หลินหมิง ตกลงเจ้ามีความคิดเห็นเช่นใดกับเรื่องนี้หรือ?” มู่เฟิง
เซียนพยายามถามอีกครั้ง รอยยิ้มบนใบหน้าของนางกว้างมากขึ้น
ขณะที่หลินหมิงมองเห็นรอยยิ้มที่สดใสนี้ เขาย่อมไม่เหลือสิ่งใดที่จะ
ต้านนางได้ “ท่านอาจารย์บรรพบุรุษ ได้โปรดอย่าใช้ลูกไม้เช่นนี้กับศิษย์
…”
“ใช้ลูกไม้กับเจ้าหรือ? เจ้าคิดว่าหญิงชราผู้นี้จะเอาเรื่องการแต่งงาน
ที่สำคัญของเชียนหยี่มาใช้เป็นอุบายกับเจ้าหรือ? ข้าเพียงแค่อยากที่จะ
ถามความเห็นเจ้า หากเจ้าคิดว่าสามารถรับได้ ข้าก็จะได้ตัดสินใจในเรื่อง
นี้”
ในตอนนี้เมื่อมู่เฟิงเซียนถามอีกครั้ง หลินหมิงก็ได้ยอมถอยบ้าง “ข้า
มิได้ต้องการให้เรื่องนั้นเกิดขึ้น”
มู่เฟิงเซียนถอนหายใจยาว และยิ้มให้กับหลินหมิงด้วยความรัก “ก็
ได้ ตราบใดที่ข้าได้ยินเจ้ากล่าวเช่นนี้ ก็มิเป็นไร อย่างเช่นที่เจ้ากล้าเอาไว้
ก่อนหน้านี้ มันก็ได้ที่เจ้าจะยังมิได้กล่าวถึงเรื่องแต่งงานจนกว่าจะอายุ 40
ปี ข้าก็ค่อนข้างพอใจ ความจริงแล้ว มันก็มิได้ถือว่าช้าเกินสำหรับนักสู้ที่
จะแต่งงานตอนอายุ 100ปีด้วยซ้ำ เจ้ามีความต้องการที่จะมุ่งมั่นฝึกฝน
การบ่มเพาะ ซึ่งหยี่เอ่อร์เองก็เช่นกัน นอกจากเจ้าจะมีเคล็ดบ่มเพาะ 2
อย่าง ฉะนั้นการชิงสุกก่อนห่ามนั้นก็จะไม่เกิดผลดีเลย”
ขณะที่มู่เฟิงเซียนกล่าวถึงตรงนี้ นางก็ได้เสริมด้วยว่า “โอ้ เกือบลืม
เจ้าได้วางแผนที่จะให้หญิงที่เจ้าพามาด้วยเข้าร่วมกับเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์
ใช่หรือไม่?”
“ใช่แล้วขอรับ” หลินหมิงตอบตามตรง
“อืม… ย่อมได้ อย่างไรก็ตาม พรสวรรค์ของนางนั้นยังถือว่าธรรมดา
นางเพียงแค่อาศัยการถ่ายโอนปราณโลหิตของวิหคเพลิงและได้รับโอกาส
ในการฝึกฝน ‘เคล็ดบ่มเพาะบัญญัติศักดิ์สิทธิ์ต้องห้ามวิหคเพลิง’ เจ้าก็คง
รู้ว่าปราณโลหิตของวิหคเพลิงมีความหมายต่อศิษย์คนอื่นเช่นไร ปราณ
โลหิตของวิหคเพลิง 10 หยด อืม มันเป็นสิ่งที่ศิษย์มากมายต่างฝันถึงแต่
ในตอนนี้ มันกลับถูกใช้กับหญิงที่มีพรสวรรค์ธรรมดา เหล่าศิษย์ย่อมมิ
กล้าทำอันใดต่อเจ้า แต่สำหรับฉินซิงเซวียน ข้าเกรงว่าพวกเขาจะมุ่งร้าย
ไปที่นาง…”
หลินหมิงสามารถที่จะนึกถึงความจริงในคำกล่าวของมู่อี้หวงได้
ผู้หญิงนั้นขี้อิจฉามากยิ่งกว่าผู้ชาย มีหลายพื้นที่ในโลกที่ผู้หญิงใช้กำลัง
ประทุษร้ายแก่งแย่งกันอย่างรุนแรง หากฉินซิงเซวียนได้กลายเป็นศิษย์
สายในและอยู่ท่ามกลางผู้หญิงเหล่านั้น นางก็อาจจะต้องโดดเดี่ยวและถูก
รังแก
นางใช้แซ่ที่ต่างกันออกไป และพรสวรรค์ของนางยังได้มาจากปราณ
โลหิตของวิหคเพลิง 10 หยดที่ได้รับถ่ายทอด แค่เพียงเหตุผลเดียวในนั้นก็
เพียงพอที่จะต้องทำให้ฉินซิงเซวียนโดดเดี่ยวแล้ว เมื่อเวลานั้นมาถึง ก็จะ
มีการกล่าวว่านางนั้นเกาะเท้าผู้ชายเพื่อมีชีวิตอยู่ ความคิดเช่นนี้อาจ
แพร่กระจายออกไป และด้วยฉินซิงเซวียน นางคงไม่อาจที่จะยืนหยัดต่อ
คำกล่าวนินทาเหล่านั้นได้
ไม่ว่าหลินหมิงนั้นจะมีความแข็งแกร่งเพียงใด มันก็ย่อมไม่สามารถที่
จะควบคุมผู้หญิงเหล่านั้นที่กล่าวอย่างลับๆได้
มู่เฟิงเซวียนกล่าว “เอาเช่นนี้เป็นอย่างไร ให้นางเป็นสาวใช้ของมู่
เชียนหยี่และคอยติดตามนาง เจ้าก็ย่อมรู้ถึงบุคลิกของหยี่เอ่อร์ดี นางย่อม
ไม่ปฏิบัติที่ไม่ดีหรือไร้น้ำใจกับนาง สำหรับเคล็ดแการบ่มเพาะและ
ทรัพยากร นางจะได้รับมันเทียบเท่ากับศิษย์หลัก”
ขณะที่มู่เฟิงเซียนกล่าว รอยยิ้มของนางก็กว้างยิ่งกว่าเดิม มันจะดี
ที่สุดหากฉิงซิงเซวียนอยู่กับมู่เชียนหยี่เพื่อหลบเลี่ยงให้นางติดตามหลินห
มิง มิเช่นนั้นความสัมพันธ์ของเขาและนางจะเร็วขึ้นกว่าเดิม
ไม่เพียงแค่นั้น หลังจากที่ฉินซิงเซวียนติดตามมู่เชียนหยี่และ
กลายเป็นสนิทกัน นางก็จะเริ่มอายที่จะเทียบตนเองกับมู่เชียนหยี่
หลินหมิงมิได้คิดเรื่องนี้ลึกซึ้ง เขาจึงผงกศีรษะและกล่าว “เป็น
เช่นนั้นก็ดียิ่ง”
“สำหรับสงครามกับดินแดนปีศาจแห่งทะเลทางใต้ เจ้าอยากที่จะไป
พร้อมกับหยี่เอ่อร์หรือไม่? มู่เฟิงเซียนได้วางแผนให้หลินหมิงออกไปหา
ประสบการณ์และผจญภัยเล็กน้อย หากเขาไปกับหยี่เอ่อร์ มันก็ง่ายที่จะ
ปกป้องพวกเขา และมันก็ง่ายที่จะแสดงต่อสาธารณะถึงความสัมพันธ์
ส่วนตัวของทั้งสอง ”
อย่างไรก็ตาม หลินหมิงกล่าวเพิ่มว่า “ท่านอาจารย์บรรพบุรุษ ศิษย์
ผู้นี้ต้องการที่จะฝึกฝนเพียงผู้เดียวในสงครามที่ทะเลทางใต้ ”
“หืม? ตัวคนเดียวหรือ?” มู่เฟิงเซียนประหลาดใจเล็กน้อย นางจึง
ส่ายศีรษะ “ไปเพียงคนเดียวนั้นมิใช่เรื่องเลย มันอันตรายเกินไป อีกอย่าง
หากเจ้าถูกจดจำได้และดินแดนปีศาจแห่งทะเลทางใต้รู้เรื่องเข้า ผลที่
ตามมามันจะมหาศาลเกินไป!”
หลินหมิงกล่าว “ข้าจะระวังตัว ข้ามีเคล็ดวิชาเปลี่ยนแปลงรูปลักษณ์
เพื่อใช้ปกปิดตัวเอง มีเพียงผู้ที่แข็งแกร่งกว่าข้าเท่านั้นจึงจะสามารถมอง
มันออก มิเช่นนั้น ก็ไม่มีทางที่จะมองมันออกอย่างแน่นอน สำหรับเหล่า
ปรมาจารย์ขั้นหลอมรวมแก่นแท้ช่วงต้นและช่วงกลางนั้น พวกเขาก็คงไม่
ออกมาปรากฏตัวในการต่อสู้เล็กๆแน่ ต่อให้พวกเขาออกมาจริง พวกเขา
ก็คงไม่อาจที่จะจดจำข้าได้อย่างง่ายๆ”
ในสงครามทั้งสองฝั่ง มันไม่ค่อยมีนักที่ปรมาจารย์ขั้นหลอมรวมแก่น
แท้จะเคลื่อนไหวโดยง่าย ต่อให้พวกเขาเคลื่อนไหวจริง พวกเขาก็คงจะ
ต่อสู้กับผู้ที่อยู่ในระดับเดียวกัน เมื่อใดที่พวกเขาต่อสู้ ท้องฟ้าจะมืดครึ้ม
และปฐพีจะสั่นสะเทือน แต่ความจริงแล้วมันหาได้ยากที่พวกเขาจะเป็น
ฝ่ายแพ้
ขุมกำลังหลักที่แท้จริงของสงครามคือผู้เชี่ยวชาญขั้นปราณปลายฟ้า
หลินหมิงมีความตั้งใจอย่างยิ่งในการเผชิญหน้ากับดินแดนปีศาจแห่ง
ทะเลทางใต้ สิ่งที่เขาต้องการมากที่สุดในตอนนี้คือทักษะหอก ซึ่งหลินห
มิงนั้นรู้จักเพียงผิวเผิน ซึ่งมันอ่อนด้อยอย่างมาก มีเพียง ‘ทักษะง้าวโลหิต
ล้างผลาญ’ ที่ดีที่สุดสำหรับเขา
‘ทักษะง้าวโลหิตล้างผลาญ’ เป็นเคล็ดบ่มเพาะสายปีศาจ การเดินไป
บนเส้นทางนั้นหมายถึงการเดินบนเส้นทางแห่งความตาย ในการที่จะ
ฝึกฝนมันเขาจะต้องสังหารศัตรูจำนวนมาก
สำหรับการที่จะทำเช่นนั้น สนามรบแห่งทะเลทางใต้จึงเป็นสถานที่
เหมาะสมที่สุด!
แต่หากเขาไปด้วยกันกับมู่เชียนหยี่และอยู่ภายใต้การคุ้มกันของ
ปรมาจารย์ขั้นหลอมรวมแก่นแท้ มันก็อยากที่จะหาโอกาสในการต่อสู้ ไม่
เพียงแค่นั้น แต่การต่อสู้ที่จะได้รับคงเป็นเพียงระดับง่าย การต่อสู้เพียงผิว
เผิน – ซึ่งมันมิใช่สิ่งที่หลินหมิงต้องการ
เขาต้องการที่จะต้องสู้อย่างแท้จริงในแนวหน้า
ขณะที่มู่เฟิงเซียนเห็นหลินหมิงยืนกราน นางก็ขมวดคิ้ว ถึงแม้การที่
ไปสู้ในแนวหน้าจะทำให้ความแข็งแกร่งของเขาเพิ่มขึ้นรวดเร็วกว่า แต่
ความอันตรายก็มากยิ่งกว่าเช่นกัน
“เจ้าตัดสินใจเช่นนี้แล้วหรือ?”
“ขอรับ”
“ก็ได้” มู่เฟิงเซียนถอนหายใจ จากนั้นนางก็ได้เอาขวดใบเล็กออกมา
จากแหวนมิติและกระสอบผ้าไหม
“นี่คือ 1 โอสถโลหิตสีชาดและอีก 2 โอสถหยางผันแปร และยังมี
อักขระหลบหนี หากเจ้าได้เผชิญหน้ากับอันตรายที่แท้จริง ก็ให้ใช้มัน และ
พยายามยามแสดงความกล้า ให้กลับมาอย่างปลอดภัยนั้นคือสิ่งที่สำคัญ
ที่สุด”
หลินหมิงรับเอาโอสถและอักขระหลบหนีมา และมันมีแผ่นหยก
อธิบายถึงวิธีการใช้มันด้วย
โอสถโลหิตสีชาดสามารถที่จะเพิ่มความแข็งแกร่งของนักสู้ขึ้นได้ใน
ช่วงเวลาหนึ่ง มันมีผลคล้ายโอสถประเภทเดียวกันอย่างมาก แต่
ผลข้างเคียงของมันอันตรายและอาจถึงตาย ส่วนโอสถโลหิตสีชาดนั้นมี
ผลข้างเคียงเพียงเล็กน้อยเท่านั้น หลังจากที่ใช้มันจะทำให้อ่อนแอลงเป็น
เวลาสั้นๆ นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าโอสถโลหิตสีชาดจึงได้ราคาแพงอย่างยิ่ง
สำหรับโอสถหยางผันแปร มันเป็นโอสถช่วยชีวิต ไม่ว่าจะบาดเจ็บ
เพียงใด ตราบใดที่มิใช่การบาดเจ็บทางจิตวิญญาณ โอสถหยางผันแปรจะ
สามารถฟื้นฟูอาการบาดเจ็บให้กับผู้ใช้ได้ในช่วงเวลาไม่นาน มันสามารถที่
จะฟื้นฟูความเสียหายที่เกิดกับเส้นชีพจรและยังฟื้นฟูปราณแท้ได้อีกด้วย
หากเปรียบเทียบกับโอสถโลหิตสีชาด โอสถหยางผันแปรนั้นแพงยิ่ง
กว่า ไม่เพียงแค่นั้น แต่ทั้งสองยังเป็นสิ่งที่มิอาจจะซื้อได้โดยหินลมปราณ
แท้
สุดท้าย อักขระหลบหนีนั้นเป็นสิ่งที่หายากและแพงที่สุดใน 3 สิ่งนี้
ขณะที่หลินหมิงหยิบอักขระหลบหนี เขาก็มองเห็นลวดลายต่างๆบน
นั้น – มันเป็นรูปแบบค่ายกลโบราณ
รูปแบบค่ายกลโบราณหรือ?
หลินหมิงตกตะลึง เมื่อเปิดใช้งานมัน อักขระหลบหนีสามารถที่จะส่ง
ผู้ใช้เคลื่อนย้ายห่างออกไปหลายร้อยลี้ได้ มันเป็นเครื่องมือในการช่วยชีวิต
อย่างแท้จริง
มิต้องสงสัย มันจะต้องได้มาจากซากโบราณที่ใดซักแห่ง ด้วยระดับ
ของทวีปนภารินไหลในปัจจุบัน มันเป็นไปไม่ได้ที่จะสร้างมันขึ้นมา ทุกๆ
ชิ้นย่อมล้ำค่าอย่างยิ่ง