Martial World ศิลาลึกลับกับวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ - ตอนที่ 438 พันธมิตรร่วมสงครามแห่งทะเลทางใต้
- Home
- Martial World ศิลาลึกลับกับวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่
- ตอนที่ 438 พันธมิตรร่วมสงครามแห่งทะเลทางใต้
ขณะที่หลินหมิงถามผู้คนไปตามทางเพื่อเปรียบเทียบตำแหน่งต่างๆ
กับแผนที่ เมื่อรู้แล้วเขาก็ได้เริ่มตั้งเป้าหมายว่าตนจะไปที่ใด เขาดึงหมวก
ไม้ไผ่ปิดหน้าลงเล็กน้อยและมั่งหน้าไปทางเมือง ภายในเมืองนี้มี
สิ่งก่อสร้างมากมายซึ่งสูงกว่า 200 ก้าว และที่ประตูทางเข้ามีป้ายเขียนไว้
ว่า – พันธมิตรร่วมสงครามแห่งทะเลทางใต้
นี่เป็นองกรที่เพิ่งก่อตั้งขึ้นมาเพียงแค่ปีครึ่ง อย่างไรก็ตาม ดินแดน
ปีศาจแห่งทะเลทางใต้เป็นถึงนิกายระดับ 5 พวกเขาได้รวบรวมการ
สนับสนุนอย่างไม่เต็มใจจากเกาะลึกในทะเลทางใต้และค่อนข้างมีอำนาจ
อย่างมาก ถึงแม้เกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์จะได้รับความร่วมมืออย่างจากผู้
ภูมิภาคเขตแดนห้าธาตุมันก็ยังยากที่จะเผชิญหน้ากับดินแดนปีศาจแห่ง
ทะเลทางใต้
เหตุผลหลักคือภูมิภาคเขตแดนห้าธาตุมิได้ช่วยเหลือเกาะฟีนิกซ์
ศักดิ์สิทธิ์มากเท่าใด จึงมิอาจเรียกได้ว่าเขาเป็นกำลังหลักของสงคราม
เกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ทำได้เพียงพึ่งพาตนเอง
อย่างไรก็ตาม ขณะที่สงครามดำเนินมาเกือบปี เหล่าศิษย์สายนอก
ต่างได้รับบาดเจ็บสาหัสจำนวนมากและศิษย์สายในก็เช่นกัน ใน
สถานการณ์เช่นนี้ เกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ช่วยไม่ได้ที่จะต้องหาพันธมิตรเพิ่ม
ในช่วงเวลาเหล่านนี้ พันธมิตรร่วมสงครามแห่งทะเลทางใต้จึงได้ถือ
กำเนิด
เกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ได้สร้างพันธมิตรกับเหล่านักสู้ที่มีอำนาจที่อยู่
ภายในภูมิภาคเขตแดนห้าธาตุ มันมีแม้กระทั่งนักสู้อิสระจากดินแดน
ใกล้เคียงมาเข้าร่วมพันธมิตรในสรภูมิทะเลทางใต้นี้ด้วย
สำหรับประโยชน์ของทหารผู้นึงที่จะได้รับหากทำภารกิจสำเร็จ พวก
เขาก็จะได้รับหินลมปราณแท้หรือแม้กระทั่งรางวัลอย่างอื่น
เหล่านักสู้อิสระที่ได้มาเข้าร่วม 60-70% มิได้อยู่ในสำนักระดับ 1-2
หรือไม่ได้เข้าร่วมสำนักใดมาก่อน แน่นอน นักสู้ที่เหลือมาจากนิกายใหญ่
พวกเขามาเพื่อผจญภัยหาประสบการณ์
รางวัลที่เกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ได้เสนอค่อนข้างล่อใจ จึงได้มีนักสู้
จำนวนมากมาเข้าร่วมกองกำลังในสงครามครั้งนี้ พวกเขาจะได้รับสิ่งของ
และจากนั้นจะเอาไปแลกเปลี่ยนไปอย่างอื่นที่ตนต้องการ
หลินหมิงตั้งใจจะปลอมตัวเป็นหนึ่งในนักสู้อิสระเหล่านั้น
สถานะของเขานั้นค่อนข้างโดเด่นจนเกินไป มิต้องกล่าวถึงการเป็นผู้
มีพรสวรรค์ระดับสูงจากเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ แต่เพียงแค่ความจริงที่ว่า
เขานั้นได้สังหารเหล่ยมู่ไป่ที่เป็นผู้มีพรสรรค์ระดับนักบุญของดินแดน
ปีศาจแห่งทะเลทางใต้ ซึ่งพวกเขาต้องการที่จะยอมจ่ายทุกอย่างเพื่อให้ได้
สังหารเขา
เหล่ยมู่ไป่ที่เป็นผู้มีพรสรรค์ระดับนักบุญของดินแดนปีศาจแห่งทะเล
ทางใต้ ถูกเลี้ยงดูมาอย่างดีด้วยทรัพยากรที่ล้ำค่าของพวกเขา พรสวรรค์
ของเขาเหนือกว่าผู้ใดในดินแดนปีศาจแห่งทะเลทางใต้ เขาเป็นลูกหลาน
โดยตรงของมหาจักรพรรดิอเวจี สำหรับตัวตนเช่นนั้นกลับถูกสังหารโดย
หลินหมิง ความโกรธแค้นที่พวกเขามีก็สามารถที่จะจินตนาการได้
มันอาจที่จะกล่าวได้ว่าหากตัวตนของหลินหมิงถูกเปิดเผย มันก็จะ
ทำให้ปรมาจารย์ขั้นหลอมรวมแก่นแท้ที่อยู่แถวนี้มุ่งหน้ามาทางเขา หาก
เป็นเช่นนั้น หลินหมิงจึงจำเป็นที่จะต้องระวังการกระทำของตนเองเป็น
อย่างยิ่ง ในขณะเผชิญหน้ากับดินแดนปีศาจแห่งทะเลทางใต้ ก็มีข่าวลวง
ของเขาปล่อยออกมาว่ากำลังปิดด่านฝึกตนเพื่อฝึกฝน ‘เคล็ดบ่มเพาะ
บัญญัติศักดิ์สิทธิ์ต้องห้ามวิหคเพลิง’
มีเพียงมู่เฟิงเซียน มู่อี้หวงและมู่เชียนหยี่เท่านั้นที่รู้ความจริงว่า
หลินหมิงได้ไปยังสมรภูมิทะเลทางใต้
เมื่อเข้าได้เลือกที่จะปลอมตัวเป็นนักสู้อิสระจึงได้เปลี่ยนอาวุธของตน
จากหอกเป็นง้าวด้วย มันจึงจะไม่เป็นจุดสนใจของผู้คนมากนัก
……………..
ขณะที่หลินหมิงเข้าเมืองนี้ เข้าเห็นสิ่งก่อสร้างหลายอย่างที่ดู
เหมือนว่าเพิ่งถูกสร้างขึ้นมาไม่นานนี้เอง มันมีบ้านหินเรียบง่าย และยังมี
อาคารใหญ่และมีศาลา มีถนนหลายสายรอบจัตุรัสและมีผู้คนตั้งแผงรอย
ขายของ
ผู้คนส่วนใหญที่นี่เป็นนักสู้ และมีระดับการบ่มเพาะที่ไม่ต่ำเลย ต่ำสุด
ก็คือขั้นผสานชีพจร ส่วนใหญ่อยู่ในขั้นปราณต้นฟ้า สูงสุดซึ่งมีเพียงส่วน
น้อยแต่อยู่ในปลายขอบขั้นปราณปลายฟ้า
แน่นอน สิ่งที่ผู้อยู่ในปลายขอบขั้นปราณปลายฟ้านำมาวางขายย่อม
มีราคาแพงทั้งนั้น พ่อค้าปลายขอบขั้นปราณปลายฟ้าเหล่านี้ค่อนข้างจะ
หยิ่ง พวกเขามิได้สนใจจะยุ่งกับนักสู้ที่มิได้มีระดับใกล้เคียงตนเอง
บนแผงรอยนี้มีทั้งโอสถและโอสถพิษ เครื่องราง แผ่นหยกเคล็ดบ่ม
เพาะ สมบัติและทุกอย่างที่ผู้คนอยากซื้อขาย
มิต้องสงสัยเลยว่า เป็นสิ่งที่ได้มาในสงคราม
เมื่อนักสู้อิสระสามารถที่จะสังหารศัตรูของตนได้ในสนามรบ ไม่เพียง
แค่พวกเขาจะได้รางวัลจะกองทัพ ยังมีทางอื่นที่จะได้รับประโยชน์อีกด้วย
และนั่นก็คือการเอาสิ่งของที่เป็นของศัตรูนั่นเอง
การทำเช่นนี้ขึ้นอยู่กับโชค สำหรับว่าจะได้สิ่งใดมา ต่างก็ขึ้นอยู่กับ
โชคของคนผู้นั้น
ดังนั้นบนสนามรบ จึงมีแม้กระทั่งศพที่เปลือยเปล่า ในสถานการณ์
เช่นนี้ ส่วนใหญ่นักสู้มักจะหาเกราะยืดหยุ่นมาสวมใส่ และผลลัพธ์ก็คือ
หลังจากที่พวกเขาได้ตกตายไป แม้แต่เสื้อผ้ายังถูกฉีกทิ้งเพื่อของเกราะ
สำหรับเหล่านักสู้ที่เป็นตัวตนสูงล้ำเหนือปุถุชน การที่ตายแล้วยังต้อง
เปลือยป่าวเช่นนี้ช่างเป็นเรื่องที่น่าใจหายนัก
ขณะที่หลินหมิงเดินผ่านถนนมาและชำเลืองแผงลอยต่างๆ เขาก็ได้
เห็นว่ามีสิ่งใดที่ขายอยู่บ้าง แต่สิ่งของส่วนใหญ่เหมาะสำหรับนักสู้ระดับ
ทั่วไป สำหรับหลินหมิง มันแทบจะไม่มีค่าอันใด
สงครามเป็นช่วงที่ทำให้ผู้คนร่ำรวยขึ้นได้ ทั้งได้รับรางวัลจากกองทัพ
และยังได้สิ่งของจากศพ จากนักสู้ธรรมดาสามารถกลายเป็นผู้ร่ำรวยได้ใน
ชั่วข้ามคืน
นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมนักสู้อิสระหลายคนจึงได้เข้าร่วมพันธมิตรร่วม
สงครามแห่งทะเลทางใต้ที่เพิ่งก่อตั้งได้เพียงครึ่งปีนี้
ในเมืองแห่งนี้ นอกจากนักสู้ระดับสูงแล้วก็ยังมีนักสู้ระดับต่ำจำนวน
มาก ตั้งใจมาเพื่อให้ใช้บริการอย่างแท้จริง
ที่แห่งนี้ที่มีคนร่ำรวยจำนวนมาก มันจึงเป็นธรรมดาที่ธุรกิจจะมี
ความเจริญรุ่งเรือง มันมีทั้งภัตตาคาร โรงน้ำชา หรือแม่กระทั่งหอนางโลม
สรมรภูมิเป็นสถานที่ซึ่งมีแรงกดดันมากมายต่อนักสู้อย่างมาก ในทุก
วัน พวกเขาจะต้องเสี่ยงชีวิตและจิตวิญญาณ เมื่อกลับมายังที่พัก เหล่านัก
สู้หลายคนจึงเลือกที่จะไปยังหอนางโลมเพื่อผ่อนคลายอารมณ์ ภายใน
เมือง มีหอนางโลมใหญ่ 2 แห่งที่ค่อนข้างเฟื่องฟู
หลินหมิงเดินผ่านอาคารพันมิตรร่วมสงครามอย่างรวดเร็วและไม่
เป็นที่ผิดสังเกตจากที่ใด
หลินหมิงมีระดับขั้นปราณต้นฟ้าช่วงปลายในปัจจุบัน และยังมี
รูปลักษณ์ที่ธรรมดา ในเมืองเล็กแห่งนี้ มีนักสู้ขั้นปราณต้นฟ้าอยู่ทั่วทุกที่
หลินหมิงดูไม่มีอะไรพิเศษที่จะดึงดูดความสนใจจากผู้ใดเลย
หลินหมิงเดินไปถึงอาคารหลัก มันสูงถึง 200 ก้าวและพื้นที่ด้านใน
กว้างเป็นอย่างยิ่ง
รอบอาคารหลักนี้ มีโรงน้ำชาจำนวนมากและเหล่าทหารนั่งดื่ม
ร่วมกันอยู่มากมาย มีคนกว่า 12 คนยืนอยู่ด้านหน้าอาคารหลักและมอง
เข้าไป
ขณะที่หลินหมิงก้าวเข้าไปในประตูห้องอาคารก็ได้มีนักสู้ขั้นปราณ
ปลายฟ้าที่ไว้เครายืนแขนออกมาขว้างและเขาถามว่า “เจ้ามาที่นี่เพื่อที่จะ
ขอเข้าร่วมสงครามหรือ?”
“ขอบรับ!”
“บอกชื่อมา?”
หลินหมิงลังเลอยู่ชั่วครู่และกล่าวออกไป “ง้าวคลั่ง”
ง้าวคลั่งเป็นฉายาที่หลินหมิงเลือกจะใช้ในสนามรบ มีนักสู้หลายคนที่
ได้ใช้ฉายาเช่นนี้ เหตุผลแรกคือมันจดจำได้ง่าย และเหตุผลที่สองก็คือ
หลายคนไม่ต้องการที่จะเปิดเผยชื่อจริงของตน
ชายร่างใหญ่ขั้นปราณปลายฟ้าผู้นี้มิได้สนใจว่าชื่อเรียกจะตั้งอย่างไร
เขาหยิบเอาเอกสารลงชื่อและวางลงบนโต๊ะ และกล่าวกับหลินหมิงว่า
“ลงชื่อไว้และกลับไปได้ จากนั้นรอรับการทดสอบความแข็งแกร่ง
หลังจากนั้น พวกเราจะหาทีมให้กับเจ้า”
การต่อสู้ส่วนใหญ่ในสงครามทะเลทางใต้คือการต่อสู้เป็นทีม แต่ละ
ทีมจะมีความแข็งแกร่งแตกต่างกันและพวกเขาสามารถระวังหลังให้กัน
และกันได้ มิเช่นนั้น หลังเกิดการต่อสู้ขึ้นและได้รับบาดเจ็บสาหัสโดยไร้ซึ่ง
ผู้ระวังหลังให้ เช่นนั้นโอกาสที่จะรอดกลับไปก็คงมีน้อยลงอย่างยิ่ง
หลินหมิงลงชื่อและจากนั้นก็ไปยังจัตุรัสหลังอาคารหลัก มันเต็มไป
ด้วยหมอกสีเทา อยากที่จะมองเห็นสิ่งต่างๆ
ตรงศูนย์กลางของจัตุรัสมีนักสู้อิสระรวมตัวกันอยู่มาก ระดับการบ่ม
เพาะของพวกเขาอยู่ในขั้นปราณต้นฟ้าทั้งหมด และกำลังรอทำการ
ทดสอบความแข็งแกร่งกันอยู่
ในประมาณ 10 กว่าคนของผู้เข้าร่วมการทดสอบ มีทั้งชายและหญิง
เมื่อพวกเขาเห็นหลินหมิงมาเข้าร่วมเช่นกัน ก็มิค่อยสนใจเท่าใดนัก มีบาง
คนนั่งเข้าฌานเพื่อให้ตนเองอยู่ในสภาพที่พร้อมที่สุด บางคนก็ดู
เคร่งเครียด
ถึงแม้คนเหล่านี้จะเป็นนักสู้มาหลายปี แต่นี้ก็เป็นครั้งแรกที่พวกเขา
ได้เข้าร่วมการต่อสู้ในสงครามใหญ่เช่นนี้
หลินหมิงมองไปรอบๆ เขาดูสงบ แต่ภายในใจกำลังเย้ยหยัน แต่
เหล่าคนที่อยู่รอบเขามิได้รู้สึกอันใดที่ต่างไปเลยว่าตนพวกนั้นได้ถูกขังไว้
ในค่ายกลมายาเรียบร้อยแล้ว
ด้านนอกค่ายกลมายามีนักสู้ขั้นปราณปลายฟ้า 4 คนอยู่โดยรอบ
พวกเขามองมายังตนที่อยู่ภายในและให้คะแนน เป็นเพราะว่าพวกเขาอยู่
ด้านนอกรูปแบบค่ายกล พวกเขาจึงวิจารณ์โดยไม่สนว่าผู้อยู่ข้างในจะได้
ยินหรือไม่
ทั้ง 4 คนนี้มี 2 คนที่เป็นนักสู้ขั้นปราณปลายฟ้าช่วงปลายและอีก
สองคนเป็นนักสู้ขั้นปราณปลายฟ้าช่วงกลาง
“ศิษย์พี่จ้าว ท่านคิดอย่างไรบ้างกับผู้ที่มาใหม่ในครั้งนี้บ้างหรือ?”
นักสู้ขั้นปราณปลายฟ้าช่วงกลางที่ดุอายุราว 40 ปี กล่าวถามออกมา ใน
นิกายระดับ 4 ชายที่มีระดับการบ่มเพาะขั้นปราณปลายฟ้าช่วงกลางถือ
ได้ว่าเป็นเพียงศิษย์สายนอกที่อ่อนแอ ในชีวิตนี้นอกเสียจากว่าเขาจะเกิด
มาพร้อมกับพร้อมสวรรค์ที่ท้าทายสวรรค์ มันก็จะเป็นไปไม่ได้ที่เขาจะก้าว
เข้าสู่ขั้นหลอมรวมแก่นแท้
ชายที่ถูกเรียกว่าศิษย์พี่โจวลูบเขลาของตน ใบหน้าของเขาเรียวยาว
และหนา ดวงตาของเขาล้ำลึก เขาชำเลืองมองไปยังทุกคนที่มาเข้าร่วม
ทดสอบและกล่าวว่า “พวกเขาทั้งหมดเป็นเศษฟาง!”
สงครามเป็นหนทางที่ดีในการร่ำรวย แต่ผู้นั้นก็จำเป็นใช้ชีวิตของตน
สนุกไปกับสิ่งที่ได้รับ สำหรับคนเหล่านี้ ข้าคิดว่า 80-90%จะต้องตาย!”
“ในเหล่านักสู้อิสระ เจ้าคิดหรือว่าพวกนี้จะแข็งแกร่งหรือ? นอกจาก
ไม่กี่คนที่มาจากสำนักใหญ่ที่มาเพื่อหาประสบการณ์แล้ว ส่วนใหญ่มาจาก
โลกของปุถุชน ไม่ว่าพวกเขาจะมีมรดกอันใดก็ล้วนมิต่างจากขยะ พื้นฐาน
การบ่มเพาะก็ไร้ซึ่งความเสถียรอีกด้วย”
“อืม ในบรรดาผู้คนเหล่านี้ข้าเพียงคิดว่าหญิงและชายผู้มีง้าวนั้นถึง
จะพอใช้ บางทีพวกเขาอาจจะเทียบได้กับนักสู้ระดับจากนิกายระดับ 4”
ศิษย์พี่โจวผู้นี้ได้ชี้ไปยังหลินหมิงและผู้หญิงอีกคน – เห็นได้ชัดว่า
กำลังกล่าวถึงพวกเขา
ไม่ว่าพวกเขาจะกล่าวสิ่งใดอยู่ด้านนอก หลินหมิงล้วนสามารถได้ยิน
ทุกคำพูด
หลินหมิงยิ้ม มิสนใจสิ่งที่พวกเขากล่าว คนเหล่านี้มิได้มาจากเกาะ
ฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ แต่ก็ยังเป็นส่วนนึงของพันธมิตร
เหล่านักสู้ที่เป็นพันธมิตรอาศัยอยู่ในอาณาจักรนึงที่อยู่ภายใน
ภูมิภาคเขตแดนทางใต้และมีองค์กรขนาดใหญ่และกว้างขว้าง เมื่อบางคน
หรือกองกำลังประสบกับปัญหาในภารกิจ พวกเขาก็จะหานักสู้พันธมิตร
มาร่วมมือและแบ่งผลประโยชน์ที่ได้คนละครึ่ง
หากพันธมิตรนักสู้จัดให้มีการมาฝึกซ้อม แต่ก็ยังจ่ายค่าจ้างปกติ
เพื่อให้แน่ใจว่าเหล่านักสู้ยังคงแข้งแกร่งอยู่เสมอ
มันไม่มีความขัดแย้งว่าพวกเขาจะเข้าร่วมกองกำลังพันธมิตรนักสู้
หรือมาจากนิกายหรือไม่ ปัจจุบัน เหล่านี้นักสู้ขั้นปราณปลายฟ้าทั้ง 4
ต่างก็เป็นศิษย์สายนอกที่มาจากมหาวิหารลึกลับ
หลังจาก 2 ชั่วโมงผ่านไป ก็ได้มีคนมารวมตัวกันในที่แห่งนี้ถึง 20 คน
ชายแซ่โจวยืนขึ้นอย่างขี้เกียจและยกเลิกรูปแบบค่ายกลมายา
วูปป –
ฉากต่างๆโดยรอบเปลี่ยนไปในทันที และหมอกสีเทาก็หายไปเช่นกัน
แสดงให้เห็นถึงพื้นที่ด้านหลังอาคารหลัก
สิ่งที่เกิดขึ้นกะทันหันนี้ต่างทำให้เกิดการตื่นตระหนก พวกเขามินึกว่า
ตนได้อยู่ภายในรูปแบบค่ายกลมายา
“เอาล่ะ เมื่อพวกเจ้ามาครบ 20 คนแล้ว พวกเราก็จะได้เริ่มการ
ทดสอบขึ้น อย่างแรก ข้าขอบอกเอาไว้เลยว่าโอกาสที่จะตกตายภายใน
สงครามนั้นมีสูงอย่างยิ่ง หากผู้ใดต่างการที่จะออกไป ก็ยังทันเวลา!” ชาย
แซ่โจวกล่าวออกมาราวกับว่าตนสนิทกับทุกคนที่นี่ ดวงตาของเขาหยุดลง
ที่หลินหมิงและผู้หญิงนางหนึ่ง
ภาค7 การล้างแค้น
ตอนที่ 409 มุ่งสู่สนามรบทะเลทางใต้
“ท่านอาจารย์ ข้าอยากที่จะขออนุญาตและไปยังอาณาจักรลิขิตฟ้า
ในทันทีเพื่อพบกับบิดามารดาของข้า ข้าอยากที่จะแจ้งให้แก่ศิษย์พี่มู่ว่า
ข้าได้กลับมาแล้วเช่นกัน และข้าหวังว่า ท่านอาจารย์จะช่วยข้าส่ง
ข้อความไป”
“โอ้…” มู่อวี้หวงผงกศรีษะแบบไม่รู้ตัว นางมิรู้ว่าเพราะเหตุใด แต่รู้
เพียงว่าเมื่ออยู่ต่อหน้าหลินหมิง นางรู้สึกถึงบางอย่างที่พิเศษมาก
ความรู้สึกนี้คลุมเครือและไม่ชัดเจน ราวกับว่ามันมาจากส่วนลึกภายใน
สายเลือดของนาง
ดวงตาของนางหยุดมองเพียงที่เดียวและจับจ้องไปยังสัญลักษ์เปลว
เพลิงระหว่างคิ้วของหลินหมิง และนางรู้สึกว่าหัวใจของตนเองกำลังเต้น
รัว นางช่วยไม่ได้ที่จะถามหลินหมิงออกไปว่า “หลินหมิงเจ้าได้รับ
ประสบการณ์อันใดภายในแดนเร้นลับฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์กันแน่?”
“หลินหมิงกล่าว “เรื่องมันค่อนข้างยาว ท่านอาจารย์ สิ่งที่ข้ากังวล
ในตอนนี้คือบิดามารดาของข้า ข้ายังมิได้มีเวลามากพอที่จะอธิบาย แต่
เมื่อข้ากลับมาแล้ว ข้าย่อมมีข่าวดีที่จะบอกกับท่าน”
“ข่าวดีหรือ?” มู่อวี้หวงจิตใจสั่นสะท้าน นางคาดเดาว่า การติดอยู่ใน
แดนเร้นลับฟีนิกศักดิ์สิทธิ์มานานถึงเพียงนี้ เขาจะต้องได้รับประสบการณ์
และโชคมาอย่างมหาศาลแน่อน
มันเป็นข่าวดีอย่างแท้จริง
มู่อวี้หวงจะต้องคิดไม่ถึงอย่างแน่นอนว่าข่าวดีที่ว่านี้คือ ‘เคล็ดบ่ม
เพาะบัญญัติศักดิ์สิทธิ์ต้องห้ามวิหคเพลิง’ 8 ขั้นแรก หากเรื่องนี้ถูกป่าว
ประกาศออกไป เช่นนั้น ทั่วทั้งเกาะจะต้องสั่นสะเทือนไปด้วยความตก
ตะลึงอย่างแน่นอน!
“ท่านอาจารย์ มังกรปีกวารีของข้าอยู่ที่ใดหรือ?”
“มังกรปีกวารีนั้นอยู่ภายในกรงเลี้ยงสัตว์อสูรของนิกาย มันช้ากว่า
วิหคเพลิงแห่งชีวิตของข้ายิ่งนัก เจ้าน่าจะใช้วิหคเพลิงของข้า มันจะ
สามารถช่วยเจ้าลดเวลาเดินทางได้บ้าง และมันสามารถปกป้องเจ้าได้”
หลินหมิงมีความปิติอย่างยิ่งและกล่าวออกไปว่า “ขอบคุณยิ่งนักท่าน
อาจารย์”
วิหคเพลิงของมู่อวี้หวงนั้นอยู่ด้านหลังของห้องโถงหลักวิหคเพลิง มัน
คือวิหคเพลิงที่เติบโตเต็มที่แล้ว และปีกของมันกว้างถึง 100 ก้าว
มู่อวี้หวงนำทางหลินหมิงไปยังตำหนักนั้นด้วยตนเอง มันคือวิหค
เพลิงแห่งชีวิตของนาง และปราศจากนางในการออกคำสั่ง มันก็จะมิฟัง
คำสั่งผู้ใด
ขณะที่มู่อวี้หวงเข้าไปยังโถงหลัก วิหคเพลิงก็ได้ตื่นตระหนกอย่าง
มาก สัตว์อสูรศักดิ์สิทธิ์เช่นนี้นั้นมีกายศักดิ์สิทธิ์ในระดับนึง มันยังสามารถ
ที่จะเข้าใจถึงความต้องการและเจตจำนงของผู้อื่นได้ มู่อวี้หวงจึงกล่าวกับ
มันโดยตรงได้ “เพลิงประกาย ในครั้งนี้เจ้าจะต้องนำ… หืม?”
เป็นเพราะทั้งสองได้เชื่อมโยงกัน มู่อวี้หวงจึงสามารถสัมผัสได้ถึง
ความตื่นตระหนกและวิตกกังวลของเจ้าเพลิงประกายได้ ความกังวลนี้
เป็นเพราะตัวตนของหลินหมิง
มู่อวี้หวงประหลาดใจ เกิดสิ่งใดขึ้นกับเจ้าเพลิงประกายกันแน่?
“เจ้าเพลิงประกาย พาหลินหมิงไปยังอาณาจักรลิขิตฟ้า และก่อนที่
เจ้าจะกลับมา ให้แน่ใจว่าเจ้าได้รับคำสั่งให้กลับมาได้จากหลินหมิงแล้ว”
มู่อวี้หวงกล่าวออกมาในขณะที่ลูบหัวของมันไปด้วย ความรู้สึก
กระสับกระส่ายนี้ยังคงอยู่ภายในใจเจ้าเพลิงประกาย มันทำให้จิตใจของมู่
อวี้หวงเกิดความสงสัยเป็นอย่างยิ่ง มันเป็นไปได้หรือไม่ว่า… เกิดมาจากสิ่ง
ที่หลินหมิงได้รับมาจากภายในแดนเร้นลับฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์สามารถเทียบ
ได้กับผู้ก่อตั้งนิกายเช่นนั้นหรือ? และสิ่งนั้นได้ทำให้เจ้าเพลิงประกายเกิด
ความกังวลเช่นนี้?
ขณะที่มู่อวี้หวงกำลังจมอยู่ในความคิด หลินหมิงก็ได้ขึ้นไปบนหลัง
ของวิหคเพลิงและพุ่งทะยานขึ้นไปบนฟากฟ้าแล้ว
ความเร็วของวิหคเพลิงที่โตเต็มไวนั้นเร็วยิ่งกว่าความเร็วสูงสุดของ
ปรมาจารย์ขั้นหลอมรวมแก่นแท้ หลินหมิงได้ยินเพียงเสียงของสายลม
หวีดหวิวผ่านหูของเขาอย่างรวดเร็ว และเพียงพริบตา เขาก็ได้อยู่ห่างจาก
หุบเขาฟีกนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ไปมากแล้ว!
ถึงแม้จะบินไปด้วยความเร็วสูง หลินหมิงก็ยังสามารถที่จะนั่งอยู่บน
หลังของเจ้าเพลิงประกายและสัมผัสได้ถึงความกระวนกระวายใจของมัน
ได้
เขารู้ถึงเหตุผลนี้ดีว่าเป็นเพราะสายเลือดในร่างกายของเขาเอง เมื่อ
2 ชั่วโมงก่อน เขาได้ผ่านด่านทดสอบหล่อหลอมระดับแม่ทัพขั้นสุดท้าย
มาได้ โดยการใช้เวลาเพียง10เดือนครึ่ง จิตวิญญาณแห่งตำหนักจึงได้ทำ
ตามคำพูดของตนและมอบสายเลือดฟีนิกซ์โบราณให้กับหลินหมิง
ก่อนที่หลินหมิงจะได้ผสานมันเข้าไปในร่าง หลินหมิงก็ถามก่อนแล้ว
ว่าโลหิตเกล็ดย้อนและโลหิตของฟีนิกซ์โบราณจะขัดแย้งกันหรือไม่
คำตอบที่เขาได้จากจิตวิญญาณแห่งตำหนักคือ ตั้งแต่ครั้งอดีตกาล มังกร
และฟีนิกซ์นั้นเป็นสหายกัน สายเลือดทั้งสองจึงมิได้ขัดแย้งกัน แต่กลับกัน
มันต่างสนับสนุนกันและเสริมสร้างกันและกัน
ความต้องการครอบครองสายเลือดฟีนิกซ์โบราณนั้นพอๆกันกับ
โลหิตเกล็ดย้อน ถึงแม้จะมีเพียงจำนวนเล็กน้อย มันก็ยังเพียงพอที่จะทำ
ให้จักรพรรดิระดับอาวุโสหลายคนต้องบ้าคลั่งด้วยความโลภได้!
จิตวิญญาณแห่งตำหนักได้ใช้ทักษะพิเศษเพียงปลูกฝังสายเลือด
ฟีนิกซ์โบราณลงไปในระหว่างคิ้วของหลินหมิง สายเลือดที่ราวกับลาวา
เผาไหม้ได้หยดลงบริเวณระหว่างคิ้วของเขา และมันค่อนข้างที่จะเจ็บปวด
อย่างมาก รู้สึกราวกับว่าร่างกายของเขากำลังโดนหลอมละลาย โลหิตได้
เผาผลาญผ่านเข้าไประหว่างคิ้วมันจึงทำให้เกิดสัญลักษ์เปลวเพลิงขึ้นที่
ระหว่างคิ้วของเขาสัญลักษ์เปลวเพลิงนี้คือตำแหน่งที่อยู่ของสายเลือด
ฟีนิกซ์โบราณ!
หลินหมิงพยายามที่จะปลอบเจ้าเพลิงประกาย ทำให้มันสงบลงมาก
ที่สุดเท่าที่ทำได้ จนในที่สุดเจ้าเพลิงประกายก็สามารถที่จะสัมผัสได้ถึง
เจตนาอันดีของหลินหมิง
ด้วยเสียงกู่ร้องที่แสบแก้วหู ทั้งสองก็ได้บินไปอย่างรวดเร็วยิ่งกว่าเดิม
ข้ามผ่านทะเลอันไร้ที่สิ้นสุด ทิ้งทุกอย่างไว้เบื้องหลังด้วยความเร็วอัน
ยิ่งยวด…
……………
สงครามได้ปะทุขึ้นมากว่า 10 เดือนแล้ว จำนวนผู้เสียชีวิตของ 3
เกาะใหญ่ต่างก็มากกว่าจำนวนผู้ที่เสียชีวิตในทุกเกาะรวมกัน
และใน 3 เกาะใหญ่เหล่านี้ เกาะที่อันตรายที่สุดต่างรู้จักกันในชื่อ
เกาะปีศาจโลหิต
เกาะปีศาจโลหิตนั้นใกล้เคียงกับเกาะจันทราทมิฬ ซึ่งเป็นสถานที่ซึ่ง
หลินหมิงเคยไปมาก่อนเพื่อเอาสมบัติลับของสำนักคว้าจันทร์ มันเคยมี
สงครามครั้งใหญ่ที่เกิดขึ้นมาก่อนในทะเลทางใต้ ทั้งเกาะปีศาจโลหิตและ
เกาะจันทราทมิฬได้เป็นสนามรบในตอนนั้นนั่นเอง ในตอนนั้น
ผู้เชี่ยวชาญจำนวนมากได้ตกตายลงในทั้งสองเกาะนี้
เกาะปีศาจโลหิตนี้เป็นที่หมายตาของดินแดนปีศาจทะเลทางใต้
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา พลังงานโลหิตปีศาจได้รวมตัวกัน ในอากาศเต็มไป
ด้วยหมอกสีแดงหนา ปีศาจโลหิตนับไม่ถ้วนจะถือกำเนิดขึ้นและมัน
สามารถเพิ่มจำนวนขึ้นโดยการดูดซับปราณโลหิต มันจึงเป็นดินแดนที่
อันตรายที่สุด
ดินแดนเช่นนี้ควรที่จะกลายเป็นดินแดนแห้งแล้งเช่นเกาะจันทรา
ทมิฬ แต่เกาะปีศาจโลหิตกลับเต็มไปด้วยเส้นทางหินลมปราณคุณภาพสูง
และยังมีหินลมปราณระดับกลางจำนวนมากอีกด้วย นี่จึงทำให้เกาะปีศาจ
โลหิตมีค่าพอจะให้เขามาพัฒนาเพื่อใช้ประโยชน์
โดยปกติปีศาจโลหิตที่เกิดนั้นต่างถูกสะกดข่มหรือถูกกำจัดโดยเกาะ
ฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ พวกมันจึงมิกล้าที่จะต่อต้าน และหลบซ่อนอยู่ใต้ดิน แต่
ในตอนนี้เกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์และดินแดนปีศาจแห่งทะเลทางใต้ได้ทำ
สงครามกัน และมีจำนวนผู้ที่เสียชีวิตบนเกาะปีศาจโลหิตจำนวนมาก
ในตอนนี้ เกาะนี้จึงได้กลายเป็นสวรรค์ของเหล่าปีศาจโลหิต ทุกๆวันพวก
มันจะได้ดูดซับปราณโลหิตสดๆ ทำให้พวกมันเพิ่มจำนวน เติบโตและ
แข็งแกร่งมากขึ้น
การประลองได้เกิดขึ้นไปทั่วเกาะปีศาจโลหิต และยังได้ดำเนิน
ต่อเนื่องมาถึง 3 เดือนแล้ว ในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมานี้ ทั้งสองฝ่ายต่าง
ปะทะกันและกันเพื่อแย่งชิงดินแดนนี้ ไม่เพียงแค่ 2 ขุมกำลังนี้ได้ต่อสู้กัน
แต่พวกเขายังได้ปล้นเอาทรัพยากรในเหมืองแร่อีกด้วย ก่อนหน้านี้ที่เกาะ
ฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ยังได้ครอบครองเกาะนี้ พวกเขาเพียงแค่เอาทรัพยากรไป
ไม่มากและมิได้ทำลายเส้นชีพจรของเกาะ แต่ในตอนนี้ ยังจะมีผู้ใดสนใจ
เรื่องนั้นหรืออีกหรือ? ทุกคนต่างเสี่ยงชีวิตของตนเพื่อการปล้นและคว้า
ทุกอย่างที่สามารถเอามาได้ หินลมปราณแท้ระดับกลางนั้นเป็นสิ่งที่
ค่อนข้างล้ำค่า เพราะแม้แต่ในขุมสมบัติลับที่สำนักคว้าจันทร์ยังมีมัน
จำนวนมาก
อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าหินลมปราณแท้ระดับกล่างนั้นจะล้ำค่าเพียงใด
สงครามที่อยู่บนเกาะแห่งนี้ยังคงรุนแรงและป่าเถือน อีกอย่างเกาะฟีนิกซ์
ศักดิ์สิทธิ์ก็ได้อนุญาติให้ทุกคนที่เข้าร่วมสงครามบนเกาะนี้ขุดหิน
ลมปราณแท้เอาไปให้นิกายของตนอยู่แล้ว
ฉินซิงเซวียนกำลังอยู่ในสนามรบของเกาะปีศาจโลหิต…
ปัง!
กระบี่ของฉินซิงเซวียนตัดร่างของปีศาจโลหิต สีหน้าของนางซีดขาว
ดั่งกระดาษ นางได้อยู่บนเกาะปีศาจโลหิตแห่งนี้มาเกือบเดือนแล้ว
ในช่วงตลอดเดือนนั้น นางได้บาดเจ็บสาหัสไปหลายครั้ง แต่ในตอนนี้
สิ่งที่ทำให้นางยังสามารถยืนหยัดไหวก็คือความเชื่อมั่นของนางเอง
บาดแผลเริ่มลุกลามขึ้นภายในร่างกายของนาง มันส่งผลต่อพลังของนางที
ละน้อย ร่างกายและกระดูกของนางเปราะบางลง เปลวเพลิงแห่งชีวิต
ริบหรี่ราวกับเปลวเทียนท่ามกลางสายลม หากเป็นเช่นนี้ต่อไป นางมิรู้ว่า
ตนนั้นจะยังสามารถมีชีวิตอยู่ได้นานเท่าใด
“โห เจ้ายังรอดอยู่ได้เช่นนั้นหรือ?”
น้ำเสียงเหยียดหยามดังขึ้นอยู่ข้างหูของนาง ผู้ที่กล่าวออกมานั้นคือ
ศิษย์สายในของแผนกลงทัณฑ์ โอวหยง เขาก็คือผู้ที่ได้นำคำสั่งโยกย้าย
ของหุบเขาเจ็ดแก่นแท้มาให้กับฉินซิงเซวียน และยังได้บีบบังคับให้นาง
มายังที่แห่งนี้ด้วยการข่มขู่เรื่องตระกูลของนาง
“เจ้าเอง… หลีกทางข้าซะ!” ฉินซิงเซวียนกัดริมฝีปากของตน ดวงตา
ของนางสาดประกายเย็นชา
โอวหยงสีหน้าเย็นชาเช่นกัน แต่ก็ยังเก็บกดไว้ได้ “ศิษย์น้องฉิน อย่า
เพิ่งอารมณ์เสียไป อ่า มากล่าวถึงเรื่องที่เจ้าจะโกรธยิ่งกว่านี้ดีกว่า เอา
เป็นว่าบอกข้ามาดีหรือไม่ว่าบิดามารดาของหลินหมิงนั้นหลบซ่อนอยู่ที่ใด
และเมื่อข้ายืนยันเรื่องนี้ได้ ข้าก็จะให้เจ้ากลับบ้านได้”
“ฝันไปเถอะ!” ฉินซิงเซวียนเค้นเสียงเย็นชาและหันหลังเดินจากไป
โอวหยงสีหน้าสลด “หึ ฉินซิงเซวียน อย่าลืมล่ะว่าตระกูลฉินของเจ้า
นั้นยังอยู่ในอาณาจักรลิขิตฟ้า! ข้าหวังว่าเจ้าคงจะมิอยากให้มีอันใดเกิด
ขึ้นกับปู่ของตนเอง!”
ฉินซิงเซวียนชะงักในทันที นางกำหมัดแน่นจนการเป็นขาวซีดไร้
โลหิต “ข้าไม่รู้ บิดามารดาของหลินหมิงนั้นมิได้อยู่ในการดูแลของข้า
หรือได้เห็นพวกเขามาก่อน!”
โอวหยงคิดว่าฉินซิงเซวียนนั้นมิได้โกหก อย่างไรก็ตาม บิดามารดา
ของหลินหมิงก็ได้ถูกพาไปหลบซ่อนที่ไหนซักแห่งโดยฉินจื่อหยา เช่นนั้น
ฉินซิงเซวียนจึงมิน่าจะรู้ได้ ฉินจื่อหยานั้น มิใช่ผู้อาวุโสที่กระทำการโดยไม่
คิดให้รอบครอบและเขายังเป็นหนึ่งในผู้อาวุโสที่ทรงคุณธรรมอีกด้วย
ถึงแม้ว่าโอวหยางปั่วเยี่ยนนั้นจะมีเส้นสายค่อนข้างมาก แต่มันก็มิใช่สิ่งที่
จะจัดการฉินจื่อหยาให้อยู่หมัดได้
“ดี ตอนนี้ข้าจะเชื่อที่เจ้าพูดไปก่อน เช่นนั้นเอาหินลมปราณแท้มาให้
ข้า ข้าได้ยินว่าเจ้าได้มาไม่น้อย!” โอวหยงกล่าวพร้อมทั้งแบมือออกมา
และกระดิกนิ้วเรียกร้อง
หุบเขาเจ็ดแก่นแท้นั้นได้ตั้งกฎการพบเจอหินลมปราณแท้ ผู้ใดพบ
สามารถที่จะเก็บเอาไว้ได้เพียง 60% ของจำนวนที่พบ นี่เป็นรางวัลที่สูง
อย่างมาก แต่ก็นำมาซึ่งความเสี่ยงสูงเช่นกัน
“สบายใจได้ ข้าเพียงแค่ต้องการ 60% อีก 40% ยังคงเป็นของเจ้า”
โอวหยงกล่าวออกมาด้วยรอยยิ้มที่ภูมิใจ
ริมฝีปากของฉินซิงเซวียนสั่นสะท้าน นางนั้นต้องการที่จะสับโอวหยง
เป็นสองท่อน!
โอวหยงเองก็สามารถรู้สึกได้ถึงความเกลียดชังที่ลึกซึ้งจากฉินซิงเซ
วียน เขาจึงกล่าวอย่างปกติว่า “ศิษย์น้องฉิน เจ้าควรรู้ด้วยว่าคำสั่งของ
สำนักเจ้าจึงไม่อาจที่จะก้าวออกจากเกาะไปได้แม้แต่ครึ่งก้าว หากเจ้าทิ้ง
ความคิดที่จะหาทางหนีคงจะดีกว่า เพราะหากเจ้าหนีไปท่านผู้อาวุโส
โอวหยางก็จะสามารถหาข้ออ้างมาสังหารเจ้าได้! ไม่ว่าในกรณีใด เจ้ายัง
จะสามารถหาผู้ที่จะมาปกต้องตระกูลฉินได้อีกหรือ? เจ้าคือศิษย์ของหุบ
เขาเจ็ดแก่นแท้ เช่นนั้นเจ้าจึงยังถูกป้องป้องโดยกฎของสำนัก อย่างไรก็
ตาม ตระกูลฉินของเจ้านั้นมิใช่ อย่าลืมเรื่องปู่ของเจ้า ฮ่าฮ่า จ่ายหิน
ลมปราณแท้มาเพื่อแลกเปลี่ยนกับความปลอดภัยของปู่เจ้าไปอีกไม่กี่
เดือน… มันช่างเป็นการแลกเปลี่ยนที่คุ้มค่าเสียจริง! และอีกอย่างเจ้าคง
อยู่ได้อีกไม่นาน เช่นนั้นการเอาหินลมปราณไว้กับตัวคงเสียเปล่า”
โอวหยางปั่วเยี่ยนความเสียเปรียบของปุถุชนการจัดการกับฉินซิงเซ
วียน ด้วยกฏของหุบเขาเจ็ดแก่นแท้ ในโลกของปุถุชน การกล่าวหา
เจ้าหน้าที่ทางการว่าเป็นกบฏนั้นมิใช่เรื่องยาก เช่นนั้น ฉินซิงเซวียนจึงได้
ตกอยู่ในสถานการณ์ที่ไร้ทางออกเช่นนี้! ด้วยการมีปู่ของนางอยู่ในกำมือ
ของพวกเขา มันจึงเป็นการกำจุดอ่อนของฉินซิงเซวียน
ในโลกนี้ ความแข็งแกร่งคือทุกสิ่ง! หากผู้ใดมีพลังมากพอ แม้แต่สิ่งที่
เรียกว่ากฎของหุบเขาเจ็ดแก่นแท้ก็คงเป็นเพียงแค่เศษกระดาษสำหรับ
เขาผู้นั้น!
ฉินซิงเซวียนกำหมัดแน่นจนกลายเป็นสีขาวซีดและยังกัดริมฝีปากจน
ช้ำ นางเอาหินลมปราณแท้ออกมาจากแหวนมิติและโยนถุงออกไป มันไม่
มีความหมายอันใดอีกแล้วที่นางจะเก็บเอาไว้
ขณะที่โอวหยงรับถุงหินลมปราณมา เขาก็เก็บเอาไว้และยิ้มอย่างชั่ว
ร้าย “ต้องแบบนี้สิ! ศิษย์น้องฉิน ทำได้ดีมาก! ข้าจะกลับมาเยี่ยมเยือนเจ้า
ในอีกไม่กี่วัน ความจริงแล้ว เจ้าไม่จำเป็นที่จะต้องทำเช่นนี้ก็ได้ เจ้าเองก็รู้
ตราบใดที่เจ้าก้มศีรษะและทำตัวเป็นเด็กดี เจ้าก็จะสามารถไปปรนนิบัติ
ท่านโอวหยางได้ หากเจ้าทำเช่นนั้น เจ้าสามารถรับประกันได้ว่า เจ้า
จะต้องไม่เป็นอันใด เจ้าต้องการที่จะเจ็บปวดต่อไปเช่นนี้หรือ? หากเจ้าไม่
ระวัง ไม่นานเจ้าก็จะจบลงที่นี่หรือแม้กระทั้งถูกจับไปโดยนักสู้ของอีกฝ่าย
ที่ต้องการแก่นพลังหยินของเจ้าเพื่อบ่มเพาะ ความรู้สึกนั้นคงจะน่าสังเวช
ไม่น้อย! ฮ่าฮ่าฮ่า!”
โอวหยงมองด้วยความโลภขณะที่มองมายังฉินซิงเซวียน จากนั้นก็
หัวเราะชอบใจเช่นเดิม
ฉินซิงเซวียนกัดฟันของนางแน่น แต่กระนั้นก็ยังมิอาจที่จะกลั้นน้ำตา
เอาไว้ไม่ให้ไหลลงมาจากแก้มของนางได้
“หลินหมิง… หากเจ้าสามารถที่จะได้ยินข้าจากปรโลก ได้โปรด ให้
พรแก่ข้าด้วย… ข้าควรจะไปอยู่กับเจ้า แต่ในตอนนี้ ข้ายังไม่สามารถ
ปล่อยให้สิ่งใดเกิดขึ้นกับท่านปู่ได้!”
………………
ในทะเลอันไร้ที่สิ้นสุด ฉินจื่อหยานั่งอยู่คนเดียวบนชายหาด นิ้วของ
เขาดีดลงไปที่พิณขณะที่คลื่นลมทะเลพัดผ่านเขา ในสงครามแห่งทะเล
ทางใต้นี้ หน้าที่ของเขาคือการป้กป้องที่แห่งนี้เกาะแห่งนี้ มันคือสถานที่
ซึ่งมีเส้นชีพจรกำเนิดหินลมปราณสำคัญอยู่
ฉินจื่อหยาจำเป็นที่จะต้องทำตามคำสั่งของกองทัพ เขาไม่อาจที่จะ
ก้าวออกไปแม้แต่ครึ่งก้าวจากเกาะแห่งนี้ มิเช่นนั้น เขาก็จะต้องถูกลงโทษ
สูงสุดโดยกฎของสำนัก
ขณะที่ฉินจื่อหยากำลังถอนหายใจยาว เขาก็ยิ้มออกมาอย่างขมขื่น
ความหมายของเส้นทางแห่งการบ่มเพาะคือสิ่งใดกัน? สิ่งใดกันที่หมายถึง
การเป็นอัจฉริยะที่เหนือกว่าผู้ใดในอาณาจักรลิขิตฟ้า? เมื่ออยู่ต่อหน้า
อำนาจที่ยิ่งใหญ่กว่า เขามิอาจเป็นอันใดได้นอกจากอากาศธาตุ…
ขณะที่เขากำลังถอนหายใจด้วยอารมณ์ เปลวเพลิงก็สว่างขึ้น
ตรงหน้าของเขา นี่เป็นยันต์สื่อสาระยะไกลอย่างมากของเขา!
ทันใดที่เขาได้ยินข้อความภายใน ฉินจื่อหยาก็ถึงกับสั่นสะท้าน สาย
พิณทั้งหมดถูกนิ้วของเขากดจนขาดอย่างไม่รู้ตัว!
ตอนที่ 410 เป้าหมายคือเกาะปีศาจโลหิต
ลมทะเลพัดผ่านเขา สายพิณที่ขาดอยู่ก็สั่นไหว ฉินจื่อหยาลุกขึ้นจาก
ชายหาด ยังคงแข็งทื่อราวกับรูปปั่น
นี่คือยันต์สื่อสารจากหลินหมิงหรือ?
เขายังไม่ตายเช่นนั้นหรือ!?!?
ฉินจื่อหยายืนนิ่งอยู่นาน ข้อความที่ส่งมานั้นเรียบง่ายอย่างยิ่ง หลินห
มิงถามเกี่ยวกับบิดามารดาของตน ว่าพวกเขาเป็นอย่างไรและรู้ข่าวการ
ตายของเขาหรือยัง และได้ทิ้งท้ายไว้อีกว่าให้รอเขาที่เกาะนั้น ไม่นานเขา
จะมาถึงและพบกับตน
หลินหมิงยังมีชีวิตอยู่!
ฉินจื่อหยาสูดหายใจลึกอยู่หลายครั้ง จากนั้นก็เอายันต์สื่อสาร
ระยะไกลออกมาจากแหวนมิติที่เอาไว้ใช้ในยามสำคัญในการติดต่อกับ
กองทัพ เขาอธิบายถึงสถานการณ์อย่างรวบรัดและได้ส่งมันอออกไปโดย
การเผา
……………
หมื่นลี้ห่างออกไป เปลวเพลิงยันต์สื่อสารระยะไกลที่ฉินจื่อหยา
ส่งออกมาปรากฏ จากนั้นก็สลายไปด้วยแรงลมที่รุนแรงด้วยความเร็วของ
เจ้าเพลิงประกาย แต่ข้อความเสียงก็ได้เข้าไปในหูของหลินหมิง…
“หลินฟู่และหลินมู่สบายดี มิจำเป็นที่จะต้องกังวลเรื่องของพวกเขา
หยางหลินถูกขังและหยางเฉินขึ้นครองราชบัลลังก์ ผู้บัญชาการฉินได้ถูก
กุมตัวให้อยู่แต่ในบ้าน และโอวหยางปั่วเยี่ยนได้ขู่เรื่องของตระกูลฉิน
บังคับให้ฉินซิงเซวียนไปต่อสู้เป็นตายที่สนามรบทะเลเปิดบนเกาะปีศาจ
โลหิต มันผ่านมาเป็นเดือนแล้วตั้งแต่ตอนนั้น… ข้านั้นอ่อนแอ เพราะ
คำสั่งของกองทัพข้าจึงติดอยู่บนเกาะแห่งนี้ และทำให้ข้าไม่สามารถที่จะ
ไปช่วยนาง…?”
หลังจากที่ได้ยินข้อความนี้ สีหน้าของหลินหมิงกลายเป็นซีดขาว
ในทันที
โอวหยางปั่วเยี่ยน!!!!!!!
แต่ภายในจิตใจของหลินหมิงเต็มไปด้วยเพลิงแห่งความโกรธเกี้ยว
เมื่อตอนที่เขาจากหุบเขาแก่นแท้มา เขาก็ได้ปล่อยงูพิษตนนั้นเอาไว้ มัน
มิใช่ว่าเขานั้นมิอยากจะสังหาร แต่เขาเองก็ยังมิได้มีความสามารถพอที่จะ
ทำเช่นนั้นได้
โอวหยางปั่วเยี่ยนเป็นตัวแทนของแผนกลงทัณฑ์แห่งหุบเขาเจ็ดแก่น
แท้และยังมีตระกูลโอวหยางอีก ขุมอำนาจที่หนุนหลังเขานั้นมี
ค่อนข้างมาก และระดับการบ่มเพาะของโอวหยางปั่วเยี่ยนเองก็เข้าสู่
จุดสูงสุดขั้นปราณปลายฟ้าช่วงต้นแล้ว การเผชิญหน้ากับตัวตนเช่นนั้น
เป็นสิ่งที่เขาไม่อาจที่จะทำอันใดได้เมื่อครั้งอดีต
หลินหมิงให้ความสำคัญกับบิดามารดาของเขาและหลินเสี่ยวตง แต่
เขามิอาจนึกเลยว่าเป้าหมายของโอวหยางปั่วเยี่ยนจะกลายมาเป็นฉินซิง
เซวียนแทน!
ฉินซิงเซวียนนั้นเป็นศิษย์ของหุบเขาเจ็ดแก่นแท้ หากปราศจาก
เหตุผล โอวหยางปั่วเยี่ยนก็จะมิสามารถทำสิ่งใดกับนางได้ แต่ในตอนนี้
เขากุมชีวิตของคนตระกูลฉินเอาไว้ และใช้จุดอ่อนนี้ของฉินซิงเซวียนเพื่อ
จัดการนาง!
“บ้าจริง!”
หลินหมิงกำหมัดแน่นจนเกิดเสียงกระดูกลั่นดังออกมา ประกาย
สายฟ้าปรากฏขึ้นที่แขนของเขา แม้แต่สัญลักษณ์เปลวเพลิงบนหน้าผาก
ของเขาก็ยังกลายเป็นสีแดงด้วยความโกรธเกี้ยว
“อย่างแรก ข้าจะต้องไปช่วยฉินซิงเซวียนก่อน จากนั้น โอวหยางปั่ว
เยี่ยน ข้าจะให้เจ้าชำระหนี้เลือดนี้อย่างสาสมแน่!”
หลิงหมิงย่อตัวลงและลูบหลังของเจ้าประกายเพลิง ค่อยๆถ่ายเท
ปราณแท้ลงไปในร่างของมัน “เจ้าประกายเพลิง เร็วเข้า เร็วที่สุดเท่าที่
เจ้าจะทำได้!”
เป็นเพราะว่าหลินหมิงในตอนนี้นั้นกังวลเป็นอย่างยิ่ง ทะเลทางใต้นั้น
กว้างใหญ่ไพศาล แม้จะมีความเร็วของเจ้าประกายเพลิงก็ตามที เขาก็ยัง
ต้องใช้เวลากว่าที่จะไปถึงนางได้!
เขามิรู้เลยว่าฉินชิงเซวียนนั้นจะเป็นอย่างไรบ้าง หรือบางทีนาง
อาจจะ…
…………………….
“ผู้อาวุโสฉิน ท่านกำลังจะไปที่ใดกัน?” ศิษย์ผู้หนึ่งของแผนกลง
ทัณฑ์ยิ้มออกมาอย่างสดใส แน่นอนว่าเขาถูกส่งมาโดยโอวหยางปั่วเยี่ยน
เพื่อค่อยจับตาฉินจื่อหยา และระดับการบ่มเพาะของศิษย์ผู้นี้อยู่ในขั้น
ปราณต้นฟ้าช่วงกลาง
ฉินจื่อหยามองไปยังนาฬิกาทรายด้วยหางตา และคำนวนเวลา
ภายในใจ โดยมิได้สนใจศิษย์ผู้ที่อยู่ในขั้นปราณต้นฟ้าช่วงกลางของแผนก
ลงทัณฑ์ที่อยู่ด้านหลังเขาเลย เขาเดินเข้าไปในห้องปฏิบัติการ หยิบแผนที่
ทางทะเลขึ้นมาและกางมันออก
ขณะที่เขาเอาแผนที่ขึ้นมาดู เศษฝุ่นบนพื้นต่างร่วงลง
ศิษย์ของแผนกลงทัณฑ์สีหน้ากลายเป็นน่าเกลียดทันที “ฉินจื่อหยา
มันหมายความว่าอย่างไรกัน?”
“ไม่มีอันใด ข้าเพียงแค่จะจากไปเพียงไม่กี่วัน ข้าจะเอาแผนที่ทะเล
ไปด้วย และจากนั้นอีกไม่กี่วันข้าจะกลับมา ฉินจื่อหยากล่าวอย่าง
ราบเรียบ”
“ฉินจื่อหยา ท่านวางแผนที่จะก่อกบฏหรือ?” แผนกลงทัณฑ์
กลายเป็นโกรธ แต่เมื่อเขาคิดทบทวน เขาก็เค้นเสียงและกล่าว “อืม นี่ก็
เป็นเรื่องดีเช่นกัน ในเมื่อท่านวางแผนที่จะขัดขืนต่อคำสั่งของกองทัพ
เช่นนั้นก็เป็นท่านเองที่รนหาหลุมฝังศพของตนเอง และอย่าได้กล่าวโทษ
ในสิ่งที่ข้ากำลังจะทำด้วย ข้าจะส่งเรื่องอาชญากรรมนี้กลับไปยังนิกาย
เมื่อเป็นเช่นนั้น ท่านก็จะโดนลงโทษ! หืม ท่านมองเช่นนั้นหมายความว่า
อย่างไร? ท่านคิดจะทำสิ่งใด? ท่านต้องการที่จะสังหารพยานในการก่อ
อาชญากรรมของตนเช่นนั้นหรือ?”
ศิษย์ของแผนกลงทัณฑ์ยิ้มเย้ยหยัน ถึงแม้ระดับการบ่มเพาะของเขา
จะอยู่เพียงขั้นปราณต้นฟ้าช่วงกลาง แต่เขาก็ได้รับการสนับสนุนจาก
โอวหยางปั่วเยี่ยน ไม่เพียงแค่นั้น เขายังเป็นส่วนหนึ่งของแผนกลงทัณฑ์
เขาจึงมิได้เกรงกลัวแผนกพิณของฉินจื่อหยา
ฉินจื่อหยามองไปยังคนผู้นี้ด้วยความสงสาร ในตอนนี้เอง เสียงฟีนิกซ์
กู่ร้องก้องท้องฟ้าก็ได้ดังขึ้น ศิษย์ของแผนกลงทัณฑ์สะดุ้งและรีบออกมาดู
ทันที เขามองเห็นเปลวเพลิงและสายลมถาโถมเข้ามาทุกทาง เขาเห็นวิหค
เพลิงขนาดใหญ่ร่อนลงมาด้วยการควบคุมของใครบางคน และปีกที่สยาย
ออกของมันครอบคลุมไปทั่วคฤหาสน์
สำหรับผู้ที่อยู่บนหลังของวิหคเพลิงที่กำลังกู่ร้องออกมานี้ เป็นชาย
หนุ่มในชุดสีแดง เส้นผมของเขาสยายออก ประกายสายฟ้าสาดประกาย
ออกมาจากแววตาของเขา รูปร่างหน้าตาของเขาโดดเด่นและออร่า
คุกคามอย่างรุนแรง ที่หน้าผากของเขามีสัญลักษณ์เปลวเพลิงที่ทำให้ผู้พบ
เห็นต้องเกิดความหวาดกลัว
“นี่… นี่มัน….” ศิษย์ของแผนกลงทัณฑ์ตกตะลึง มันเกิดสิ่งใดขึ้นกัน
แน่ในตอนนี้?
ขณะที่ศิษย์ของแผนกลงทัณฑ์มองชายหนุ่มชุดแดงมากขึ้นเท่าไร เขา
ก็กลายเป็นตะลึงมากขึ้น
“นี่… มิใช่ว่าคนผู้นั้นดูคล้ายกับ…” ศิษย์ของแผนกลงทัณฑ์สบตากับ
หลินหมิงและจากนั้นก็รู้สึกว่าตนได้ตกลงไปในวังวนที่มืดมิด ในไม่กี่ลม
หายใจ จิตใจของเขาก็สั่นสะท้านและกลายเป็นขาวซีด จากนั้นก็สำลัก
โลหิตออกมา!
หลินหมิงมิได้มีความตั้งใจที่จะทำร้ายเขา แต่มันเป็นเพราะว่าเขาได้
รับรู้จากสถานการณ์ของฉินซิงเซวียน จิตสังหารของเขาจึงแผ่กระจาย
ออกมาอย่างรุนแรง หลังจากที่ได้อยู่ภายในแดนเร้นลับฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์มา
เกือบปี เขาได้รับประสบการณ์ต่อสู้อย่างไม่สิ้นสุด จิตสังหารของเขาจึง
กลายเป็นรูปลักษณ์จนสามารถทำร้ายผู้อื่นได้
ในตอนนี้จิตสังหารนี้ก็ได้ขึ้นอยู่กับอารมณ์ของเขาอีกด้วย
เพราะฉะนั้นการมองของเขาจึงราวกับถูกสายฟ้าที่ผ่าเข้าไปยังทะเลแห่ง
จิตวิญญาณของนักสู้ทั่วไปโดยตรง
ศิษย์ของแผนกลงทัณฑ์มีระดับการบ่มเพาะอยู่ในขั้นปราณต้นฟ้าช่วง
กลาง แต่เพียงการชำเลืองมองของหลินหมิงเพียงแค่ครั้งเดียว เขาก็ได้รับ
บาดเจ็บจากจิตสังหารที่รุนแรงของหลินหมิงแล้ว
“เจ้า… เจ้าคือ…หลิน…หลินหมิงเช่นนั้นหรือ!?” ศิษย์ของแผนกลง
ทัณฑ์เริ่มขาสั่น
หลินหมิงขมวดคิ้ว และวังวนที่มืดมิดในดวงตาของเขาก็เริ่มหมุนวน
อีกครั้ง
“ให้ข้าจัดการเอง” ขณะที่ฉินจื่อหยากล่าวจบ เขาก็ได้เอาพิณ
ออกมาจากแหวนมิติและเล่นออกมาไม่กี่ท่วงทำนอง ศิษย์ของแผนกลง
ทัณฑ์ก็ขาอ่อนและลงไปกองกับพื้นในทันที
“เขาจะจำเจ้าไม่ได้แน่ ในตอนนี้เรายังมิควรทำให้หุบเขาเจ็ดแก่นแท้
ตื่นตระหนก”
หลินหมิงผงกศีรษะ ในตอนนี้ยังไม่เหมาะที่จะให้ข่าวการมีชีวิตอยู่
ของเขากระจายออกไป เพราะหากข่าวได้กระจายออกไป โอหยางปั่ว
เยี่ยนจะมีเวลาไหวตัวทัน บางที เขาอาจเลือกที่จะหลบหนีไปเลยก็เป็นได้
“ไปกันเถอะ!”
ฉินจื่อหยากระโดดขึ้นไปบนหลังของเจ้าประกายเพลิง และเจ้า
ประกายเพลิงก็ได้สยายปีกออก กู่ร้องและทะยานขึ้นสู้ท้องฟ้า!
“ท่านเจ้าสำนักฉิน มีสัญลักษณ์ยันสื่อสารของฉินซิงเซวียนอยู่กับตัว
ท่านหรือไม่?” ขณะที่สายลมที่รุนแรงพัดผ่านผมของหลินหมิง ดวงตาของ
เขาจับจ้องอย่างมีจุดหมาย
ฉินจื่อหยาถอนหายใจ “หลังจากที่ข้าไปยังเกาะปีศาจโลหิต
สัญลักษณ์ยันสื่อสารของนางก็ได้ถูกยกเลิก ในตอนนี้ ข้าไม่สามารถติดต่อ
นางได้อีกเลย”
หลังจากที่โอวหยางปั่วเยี่ยนต้องการลงมือจัดการฉินซิงเซวียน
เช่นนั้นจึงได้ปิดเส้นทางการสื่อสารของนางกับฉินจื่อหยาด้วย
หลินหมิงหดหู่ และจิตสังหารเพิ่มความรุนแรงขึ้นอีกหลายเท่า “หาก
ปราศจากสัญลักษณ์ยันต์สื่อสาร เช่นนั้นเขาจะสามารถค้นหาฉินซิงเซวีย
นบนเกาะปีศาจโลหิตได้อย่างไรกัน?”
“ข้าคาดว่านางคงถูกกดดันจนใกล้จะถึงคราวจบสิ้นแล้ว เช่นนั้นก่อน
หน้านี้ข้าจึงได้แยกส่วนหนึ่งของจิตวิญญาณนางออกมาและผนึกไว้ในแผ่น
หยกเพื่อสร้างเป็นแผ่นหยกจิตวิญญาณ เพราะข้าต้องการที่จะใช้มันเพื่อดู
ว่านางนั้นยังมีชีวิตอยู่หรือไม่ และมันยังสามารถที่จะใช้เพื่อค้นหา
ตำแหน่งของนางได้อีกด้วย” หลังจากกล่าวจบ ฉินจื่อหยาก็ได้เอาแผ่น
หยกจิตวิญญาณของฉินซิงเซวียนออกมา
หลินหมิงมองไปยังมันด้วยหัวใจที่เต้นรัว แผ่นหยกจิตวิญญาณนั้น
เชื่อมต่อกับจิตวิญญาณหลักได้ มันสามารถที่จะดูสภาพของนางได้จากจิต
วิญญาณ
หลินหมิงสามารถที่จะสัมผัสได้แล้วว่าจิตวิญญาณของฉินซิงเซวีย
นราวกับเปลวเทียนในสายลม มันเป็นสภาพการที่เข้าขั้นวิกฤต!
ฉินจื่อหยาถอนหายใจ เกาะโลหิตปีศาจนั้นเต็มไปด้วยพลังงานปีศาจ
จำนวนมหาศาล โดยมิต้องคำนึงถึงว่านางนั้นได้ต่อสู้มามากเพียงใด
เพราะต่อให้อยู่เฉยๆบนเกาะนี้ พลังงานปีศาจก็ยังจะค่อยๆซึมเข้าไปใน
ร่างกายของนางอยู่ดี ทำให้พลังชีวิตของนางอ่อนแอลง สำหรับนักสู้ขั้น
ปราณต้นฟ้าย่อมไม่เป็นอันใดจากพลังงานปีศาจนี้ แต่ฉินซิงเซวียนนั้นเป็น
เพียงนักสู้ขั้นผสานชีพจรช่วงต้น
หลินหมิงมิได้กล่าวอันใดออกมา เขายังคงนิ่งเงียบ สายลมที่รุนแรง
ส่งเสียงหวีดหวิวเข้าหูของเขา แต่อากาศรอบตัวของเขาราวกับหยุดนิ่ง
โดยมิได้มีการเคลื่อนไหวของอากาศเลยแม้แต่น้อย นั่นเป็นผลมาจากจิต
สังหารที่หลินหมิงแผ่ออกมา จึงเกิดเป็นอาณาเขตรอบตัวของเขา ออร่า
จิตสังหารที่หนาแน่นมหาศาลนี่มากพอที่จะทำให้ฉินจื่อหยาที่อยู่ในขั้น
ปราณปลายฟ้ารู้สึกถูกกดดันได้
ฉินจื่อหยาตกตะลึงอย่างยิ่ง เขาค่อนข้างรีบและมิได้สังเกตสภาพของ
หลินหมิงเท่าใด แต่ในตอนนี้ เขารู้สึกหวาดกลัวและระมัดระวังขึ้นมา ชาย
หนุ่มผู้นี้ราวกับเทพปีศาจที่กำลังโกรธเกี้ยว!
หากมีเทพตนใดมาขวางทาง เขาก็คงจะสังหารเทพตนนั้น หาก
พระพุทธเจ้ามาขวางเขา พระพุทธเจ้าก็คงถูกสังหารโดยเขาเช่นกัน!
เขาไม่อาจที่จะจินตนาการได้เลยว่าผู้ที่ยืนอยู่ด้านหน้าของเขานั้นจะ
เป็นเพียงนักสู้ขั้นปราณต้นฟ้าช่วงปลาย หลินหมิงนั้นพบเจอกับ
ประสบการณ์เช่นใดกันแน่ในช่วงเกือบ 1 ปีที่ผ่านมานี้กัน!?
บรรยากาศตรึงเครียดอยู่เป็นเวลานาน ฉินจื่อหยาก็นึกบางอย่าง
ขึ้นมาได้ และลังเลอยู่ชั่วครู่ก่อนที่จะกล่าวออกไป “เกี่ยวกับสถานการณ์
ของตระกูลฉินและตระกูลหลินนั้น ข้าได้เขียนจดหมายส่งไปหาท่าน
หญิงมู่เชียนหยี่แล้ว และแม้แต่จะส่งไปถึง 2 ฉบับ แต่ก็มิได้รับการตอบ
กลับมาเลย…”
หลินหมิงคิ้วขมวด เขามิได้สงสัยในตัวตนของมู่เชียนหยี่ หากนางรู้ว่า
เรื่องเช่นนี้เกิดขึ้น นางคงไม่อาจที่จะนิ่งเฉยได้แน่
ความจริงแล้ว มู่เชียนหยี่นั้นมิได้รู้ถึงความบาดหมางระหว่างเขาและ
โอวหยางปั่วเยี่ยน ไม่เพียงแค่นั้น แต่เกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ในปัจจุบันนั้นได้
ตกอยู่ในสภาวะสงคราม หลังจากที่ยืนยันว่าเขาได้ตายไปแล้ว นางคงจะ
ส่งของปลอบใจไปให้กับตระกูลหลินในเมืองใบหม่อนสีเขียวด้วยซ้ำ แต่
หลินหมิงเองก็นึกไม่ถึงว่าจะมีบางคนที่เข้ามายุ่งกับสหายและตระกูลของ
เขา
อย่างไรก็ตาม ฉินจื่อหยาได้ส่งจดหมายไปแล้วด้วย แล้วจดหมาย
เหล่านั้นหายไปที่ใดกัน?
หลินหมิงน้ำเสียงสลดลงในขณะที่กล่าวออกมา “ท่านเจ้าสำนักฉิน
ข้านั้นรู้จักตัวตนของมู่เชียนหยี่เป็นอย่างดี นางได้ติดค้างบุญคุณข้า
เช่นนั้นจึงไม่มีทางที่จะไม่ทำอันใดเลยเช่นนี้ การที่จดหมายที่ท่านส่งไปนั้น
หายไปอย่างไร้วี่แววย่อมมิใช่โดยความตั้งของนางเป็นแน่ ข้าจะสืบสวน
เรื่องนี้อีกที!”
น้ำเสียงของหลินหมิงเย็นชา เขารู้ตั้งแต่ที่ได้เข้าไปในเกาะฟีนิกซ์
ศักดิ์สิทธิ์แล้วว่า มิใช่ทุกคนที่ชอบเขาอย่างแน่นอน ยังมีหลายคนที่อิจฉา
เขา ไม่เพียงแค่นั้น แต่เพราะหลินหมิงได้เข้ามาแย่งทรัพยากรของพวกเขา
และยังได้รับปราณโลหิตของวิหคเพลิงที่ล้ำค่าอีกด้วย เขามิรู้ว่ามีกี่คนที่
ชิงชังเขา
ในครั้งนี้ เป็นเพราะเรื่องเช่นนี้เกิดขึ้น หลินหมิงได้รับบทเรียนที่
สำคัญ การเผชิญหน้าศัตรูจะต้องไร้ปราณีเท่านั้น!
“หลินหมิง 6000 ลี้ข้างหน้ามีรูปแบบค่ายกลเคลื่อนย้ายอันใหม่ถูก
สร้างขึ้นโดยนิกายตราประทับสายฟ้าของภูมิภาคเขตแดนห้าธาตุ มัน
สามารถที่จะส่งพวกเราไปยังเกาะปีศาจโลหิตได้โดยตรง หากพวกเราไปที่
แห่งนั้น เราจะสามารถไปถึงเกาะปีศาจโลหิตได้ภายในไม่กี่ชั่วโมงและ
สามารถประหยัดเวลาได้ถึง 2 ชั่วโมง”
ทะเลทางใต้นั้นกว้างใหญ่เป็นอย่างยิ่ง ในสงครามใหญ่เช่นนี้ ทุก
นิกายและสำนักต่างก็ย่อมสร้างสถานที่เคลื่อนย้ายที่สะดวกของตนเอง
เอาไว้ เช่นนั้นจึงได้มีรูปแบบค่ายกลชั่วคราวที่ใช้ในการเคลื่อนย้ายถูก
สร้างขึ้นค่อนข้างเยอะ เหตุผลที่ฉินจื่อหยาได้เอาแผนที่มาด้วยก็เพราะจะ
ได้ดูตำแหน่งของรูปแบบค่ายกลเคลื่อนย้ายได้นั้นเอง
“ข้าเข้าใจแล้ว” หลินหมิงได้ถ่ายเทปราณแท้ลงไปในร่างของเจ้า
ประกายเพลิง ในตอนนี้เอง ในหัวใจของเขา จิตสังหารพุ่งทะยานขึ้นไปอีก
ระดับจนราวกับว่าเป็นสัตว์ประหลาด!
พวกเขาเดินทางผ่านไป 6000 ลี้โดยใช้เวลาเพียงไม่นาน ด้วย
ความเร็วของเจ้าเพลิงประกาย มันใช้เวลาเพียง 2 ชั่วโมงเท่านั้น ใน
วิสัยทัศน์ด้านหน้าของหลินหมิง มีเกาะปรากฏตามที่ระบุไว้ในแผนภูมิ
ทะเล
ตอนที่ 411 เทพปีศาจ
ณ รูปแบบค่ายกลเคลื่อนย้ายบนเกาะ มีหนุ่มสาวอยู่ 7-8 คน นั่ง
ล้อมวงกันอยู่
“ศิษย์พี่จาง ช่างเป็นการเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ที่ดีอันใดเช่นนี้! ฮ่าฮ่า
มีหินลมปราณแท้ระดับกลาง ที่มีมากถึง 600 ก้อน และยังมีผลึกปีศาจ
โลหิตอีกด้วย ผลึกปีศาจโลหิตนั้นเป็นสมบัติที่ล้ำค่าอย่างยิ่ง!”
ข้างชายคิ้วเดียว มีชายหนุ่มอายุราวๆ 20 ปีมองไปยังกล่องไม้ที่อยู่
ตรงหน้าของชายคิ้วเดียวและใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความอิจฉา
กล่องไม้นี้เต็มไปด้วยหินลมปราณแท้ระดับกลาง และที่ทับอยู่
ด้านบนของหินลมปราณแท้นี้คือผลึกโลหิตขนาดเท่านิ้วมือ ‘ผลึกปีศาจ
โลหิต’ มันมีอายุมากถึง 1000ปี และมีประโยชน์กับนักสู้ขั้นปราณปลาย
ฟ้าอย่างยิ่ง!
ชายคิ้วเดียวนั้นพอใจกับตนเองเป็นอย่างยิ่ง นี่เป็นการเก็บเกี่ยว
ผลประโยชน์ที่ดีอย่างยิ่ง เขากล่าวว่า “กล่าวตามตรงการได้มาซึ่งจำนวน
มากถึงเพียงนี้นั้นเป็นเพราะรูปแบบค่ายกลเคลื่อนย้ายนี้ มิเช่นนั้น มันก็
เป็นไปไม่ได้อย่างแน่นอนที่จะได้จำนวนมากขนาดนี้ในระยะเวลาอันสั้น
หากข้ามิได้มีทั้งรูปแบบค่ายกลเคลื่อนย้ายและอินทรีย์วายุสวรรค์ปีกทอง
การเดินทางกลับไปกลับมาก็คงต้องใช้เวลาเป็น 10 วันแล้ว”
รอบเกาะปีศาจโลหิต เหล่านิกายจากภูมิภาคเขตแดนห้าธาตุต่างก็ได้
วางรูปแบบค่ายกลเอาไว้ นี่เป็นรูปแบบค่ายกลเคลื่อนย้ายระยะไกลที่ต้อง
มีค่าใช้จ่ายสูงอย่างยิ่งในการสร้าง และมีจำนวนครั้งจำกัดในการเปิดใช้
งาน แต่ด้วยค่าก่อสร้างที่แพงอย่างยิ่งนี้ ศิษย์ที่จะมายังเกาะแห่งนี้จะต้อง
จ่ายด้วยผลประโยชน์ที่ตนได้รับด้วยราคาที่แพง
นิกายตราประทับสายฟ้าและหุบเขาเจ็ดแก่นแท้นั้นต่างออกไป ศิษย์
ของหุบเขาเจ็ดแก่นแท้ค่อนข้างที่จะด้อยความแข็งแกร่ง เมื่อพวกเขา
มายังเกาะโลหิตปีศาจจึงมีโอกาสตายสูงมาก แต่ศิษย์ของนิกายตรา
ประทับสายฟ้านั้นมีโอกาสรอดสูงกว่า ถึงแม้โอกาสที่จะตายยังคงสูงอยู่
แต่พวกเขาก็ยังสามารถที่จะเก็บเกี่ยวผลประโยชน์อย่างมาก
สำหรับศิษย์ทั่วไปของนิกายตราประทับสายฟ้า หินลมปราณแท้
ระดับกลางนั้นเป็นสิ่งที่หายากและล้ำค่า ดังนั้นพวกเขาจึงยอมเสี่ยงชีวิต
ของตนเพื่อมายังที่แห่งนี้
คนเหล่านี้มีอยู่โดยทั่วไปในสถานการณ์เช่นนี้
“ศิษย์พี่จาง ข้าคิดว่าก่อนที่ท่านจะอายุ 30 ปี ท่านคงจะสามารถ
ทะลวงระดับขึ้นไปถึงขั้นปราณปลายฟ้าได้! ระดับการบ่มเพาะของท่าน
จะมิด้อยไปกว่าหลินหมิงเมื่อปีก่อน! ” รุ่นเยาว์ผู้นึงกล่าวประจบสอพลอ
อย่างไร้สาระ
“ฮ่าฮ่า!” ถึงแม้เรื่องนี้จะเป็นเรื่องที่ไม่เกี่ยวข้องอย่างชัดเจนก็ตาม
ชายคิ้วเดียวก็ยังมีความสุขที่ได้ยิน ทันใดนั้นเขาก็ตระหนักได้ถึงบางอย่าง
จากนั้นจึงได้ลูบเคราของตนและกล่าวว่า “ถึงแม้หลินหมิงจะเป็นอัจฉริยะ
เขาก็ยังตาย ไม่ว่าเขาจะยอดเยี่ยมเพียงใด หรือเขาจะมีความสามารถท้า
ทายสวรรค์เพียงใด อัจฉริยะที่ล่วงลงมาจากท้องฟ้าก็ไม่สามารถที่จะเป็น
อัจฉริยะได้อีกต่อไป”
ในงานเลี้ยงฉลองของปรมาจารย์ศักดิ์สิทธิ์เทียนกวาง ชายหนุ่มคิ้ว
เดียวผู้นี้ได้เป็นพยานถึงศักยภาพของหลินหมิง เขาได้ตามศิษย์ระดับ
ปราณปลายฟ้าเข้าไปและนั่งอยู่ที่มุมของงานเลี้ยง
“ไม่ต้องเกรงใจ เจ้าสามารถเลือกเอา 4-5 ก้อนหินลมปราณแท้ไปได้
เลย ถือซะว่าเป็นรางวัลของเจ้า”
“ขอบคุณอย่างยิ่ง ศิษย์พี่จาง” ศิษย์ผู้นั้นมีความสุขอย่างมาก เขา
หยิบเอา 5 ก้อนหินลมปราณแท้ในทันที
ศิษย์เหล่านี้ส่วนใหญ่มีระดับการบ่มเพาะขั้นปราณต้นฟ้า แค่บางคน
เท่านั้นที่มีระดับการบ่มเพาะขั้นปราณปลายฟ้า
ชายคิ้วเดียวมีความสุขที่ได้กลายเป็นจุดศูนย์กลางความสนใจ ใน
นิกายตราประทับสายฟ้า เพียงแค่ศิษย์สายในอย่างเขา ไม่มีทางที่จะได้
กลายเป็นจุดสนใจเลย เมื่ออยู่ต่อหน้าเหล่าศิษย์หลักและศิษย์สายตรง แต่
สำหรับเหล่าศิษย์สายในและสายนอก เขานั้นเป็นพี่ใหญ่ที่น่าเคารพอย่าง
แท้จริง อย่างน้อยก็เป็นเหล่าผู้ที่ระดับการบ่มเพาะต่ำกว่าเขาที่นับถือ
ทันใดนั้นเอง เขาเห็นจุดสีแดงบนท้องฟ้า มุ่งหน้าอย่างรวดเร็วมายัง
พวกเขา
“หืม? ผู้ใดกัน?”
ชายคิ้วเดียวลุกขึ้น และศิษย์คนอื่นๆก็ลุกขึ้นตาม ในช่วงสงคราม
เช่นนี้ มันอาจมีเรื่องไม่คาดฝันเกิดขึ้นได้ตลอด
“วิหคเพลิงหรือ?” ชายคิ้วเดียวตกตะลึง “มีผู้ที่มาจากเกาะฟีนิกซ์
ศักดิ์สิทธิ์เช่นนั้นหรือ!”
ครึนนน!
ปีกที่ยาวกว่า 100 ก้าวของเจ้าเพลิงประกายร่อนลงพื้น ฝุ่นตลบ
อบอวลพุ่งขึ้นในอากาศ แม้กระทั่งผู้ที่อยู่ในขั้นผสานชีพจรบางคนยังถูก
พัดจนถอยหลังออกไปหลายก้าวกว่าที่จะทรงตัวได้
บ้าจริง!
ชายคิ้วเดียวโกรธอย่างยิ่ง ผู้ที่มานี้มิได้รู้ถึงกฎบ้างเลย! นี่คืออาณา
เขตของนิกายตราประทับสายฟ้า!
เขากวาดสายตาไปยังฉินจื่อหยาผู้ที่ยืนอยู่บนหลังของเจ้าเพลิง
ประกาย เขาก็ต้องคิ้วขมวด การที่มีผู้ร่อนลงมาโดยไร้มารยาทเช่นนี้ ย่อม
หมายความว่าพวกเขามิได้มีเจตนามาดี!
“พวกเจ้าเป็นผู้ใดกัน” ชายคิ้วเดียวกล่าวถามออกไป ถึงแม้ระดับ
การบ่มเพาะของเขาและฉินจื่อหยาจะพอๆกัน เขาก็มิได้เกรงกลัว ไม่ไกล
จากเขานักมีสถานีของนิกายตราประทับสายฟ้าอยู่ และยังมีผู้เชี่ยวชาญ
ขั้นปราณปลายฟ้าอยู่หลายคนที่อยู่ที่นั้น
“ข้าต้องการที่จะยืมใช้รูปแบบค่ายกลของพวกเจ้า!” หลินหมิงก้าว
ออกมา และเพียงก้าวเดียวนั้น ออร่าของเขาปะทุออกมา ดวงตาของเขา
ราวกับสายฟ้าที่จับจ้องรอที่จะผ่าลงมายังชายคิ้วเดียวทุกเมื่อ
เมื่อถูกดวงตาคู่นั้นจับจ้อง ชายคิ้วเดียวรู้สึกราวกับว่าโดนกระบี่เสียบ
แทงมายังหัวใจของเขา จนเกิดความรู้สึกเสียวสันหลังไปทั่วร่าง
“นี่… คนผู้นี้คือ…”
เมื่อชายคิ้วเดียวมองเห็นใบหน้าของหลินหมิง ก็แข็งค้างในทันที สี
หน้าของเขาบิดเบี้ยว ผ่านไปนาน เขาก็ยังมีสีหน้าบิดเบี้ยวเปลี่ยนไปมา
หลายอารมณ์
เขายังมิได้เสียชีวิตไปแล้วหรือ? เขายังมีชีวิตอยู่ได้อย่างไร? หรือว่า
ข่าวการเสียชีวิตของเขาเป็นเพียงเรื่องที่เกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์กุขึ้นมาเท่า
นั้นเองหรือ?
ต่อให้กำลังฝันอยู่เขาก็มิอาจลืมได้แน่นอนว่า เมื่อ 1 ปีก่อนในการ
ประลองของงานเลี้ยงฉลองวันเกิดรองเจ้านิกาย ชายผู้ที่อยู่ตรงหน้าของ
เขาได้ต่อสู้กับเหล่ยมู่ไป่ เหล่ยมู่ไป่ผู้ที่เป็นดั่งเทพปีศาจกลับชาติมาเกิด
แต่ถึงกระนั้น เขาก็ยังพ่ายแพ้ภายใต้หอกหลินหมิง! จะต้องรู้ด้วยว่าตัวตน
ที่แท้จริงของเหล่ยมู่ไป่นั้นคือผู้มีพรสวรรค์ระดับนักบุญของดินแดนปีศาจ
แห่งทะเลทางใต้ของนิกายระดับ 5! แต่หลินหมิงกลับสามารถที่จะต่อสู้
ข้ามระดับจนเอาชนะเขาได้อีกด้วย!
ไม่เพียงแค่นั้น หลินหมิงยังสามารถเอาชนะผู้อาวุโสสือจ้งคุนของ
นิกายปฐพีอเวจีและเจ้านิกายตราประทับสายฟ้าด้วยหลักฐานที่แน่นหนา
ของเขาได้ หลังจากที่แผนต่างๆถูกทำลายเหล่ยมู่ไป่จึงตกอยู่ในชะตา
กรรมที่น่าสมเพช
นี่เป็นชายผู้ที่ไม่อาจไปยั่วยุได้อย่างแท้จริง!
และสิ่งที่น่าหวาดกลัวที่สุดของหลินหมิงคือในตอนนั้นเขาอยู่ขั้น
ผสานชีพจรช่วงปลายเท่านั้นเอง แต่ในตอนนี้ ระดับการบ่มเพาะของเขา
กลับอยู่ในขั้นปราณต้นฟ้าช่วงปลาย!
สวรรค์! มันเกิดสิ่งใดขึ้นในช่วงปีที่ผ่านมากันแน่? เพียงไม่ถึงปีเขาก็
สามารถที่จะทะลวงระดับไปไกลถึงเพียงนี้!
หลินหมิงนั้นเป็นดั่งสัตว์ประหลาดไปเรียบร้อยแล้วเมื่อตอนที่เขามี
ระดับการบ่มเพาะเพียงขั้นผสานชีพจร ในตอนนั้น ความแข็งแกร่งของ
เขาก็เทียบได้กับนักสู้ขั้นปราณปลายฟ้าแล้ว แล้วยิ่งในตอนนี้ เขามีระดับ
การบ่มเพาะขั้นปราณต้นฟ้าช่วงปลาย เขานั้นเป็นตัวอันใดกันที่แปลก
ประหลาดถึงเพียงนี้?
ชายคิ้วเดียวรู้สึกกระสับกระส่ายอย่างมากในขณะที่ครุ่นคิดเรื่องนี้
แต่เหล่าศิษย์ด้านหลังมิได้รู้ถึงท่าทีที่เปลี่ยนไปของชายคิ้วเดียวที่อยู่
ด้านหน้า พวกเขาได้ยินเพียงแค่ว่าสองคนที่มานั้นต้องการที่จะใช้รูปแบบ
ค่ายกลเคลื่อนย้าย และจากนั้นพวกเขาก็หัวเราะออกมา
“ข้านั้นได้ยินถูกต้องหรือไม่? พวกเขาต้องการที่จะใช้รูปแบบค่ายกล
เคลื่อนย้ายเช่นนั้นหรือ?” ศิษย์ผู้หนึ่งกล่าวออกมาอย่างไม่ใยดี ซึ่งมันเต็ม
ไปด้วยความเย้ยหยัน
“ช่างงี่เง่ายิ่งนัก รูปแบบค่ายกลเคลื่อนย้ายนี้เป็นของนิกายพวกเรา
หากเป็นคนนอก ก็อย่าหวังที่จะได้ใช้มัน!”
“ทั้งสองคนนี้คงจะเพี้ยนไปแล้ว บุกเข้ามาอย่างอุกอาจและทำให้
ใบหน้าของบิดาผู้นี้สกปรกไปด้วยฝุ่น แล้วยังต้องการที่จะขอยืมใช้รูปแบบ
ค่ายกลอีกเช่นนั้นหรือ พวกเจ้าคิดว่าตนเป็นผู้ใดกันแน่?”
หลินหมิงสีหน้าสลด ในตอนนี้ หัวใจของเขายิ่งเต็มไปด้วยจิตสังหาร
ที่รุนแรง เขาราวกับเป็นระเบิดที่พร้อมจะปะทุได้ทุกเมื่อ ต่อให้เป็นเพียง
การยั่วยุโดยไม่ตั้งใจก็ตามที เขาก็อาจจะระเบิดออกมาได้เช่นกัน!
“ข้าจะกล่าวอีกเพียงครั้งเดียว ให้ข้ายืมใช้รูปแบบค่ายกลเคลื่อนย้าย
ซะ!”
น้ำเสียงของหลินหมิงกลายเป็นเย็นชาเป็นอย่างยิ่ง ชายคิ้วเดียวเหงื่อ
ออกทั่วทั้งร่าง
“ข้ามินึกเลยว่า ข้าจะต้องมาพบกับพวก…งี่…”
“หุบปาก!” ผู้ที่ตะโกนออกมาขัดจังหวะนี้คือชายคิ้วเดียว “หุปปาก
ของพวกเจ้าและไปเปิดใช้รูปแบบค่ายกลเคลื่อนย้ายซะ!”
เหล่าศิษย์ต่างพากันมึนงงอยู่ชั่วครู่ “ศิษย์พี่จางเหตุใดจึง…”
“ทำตามที่บอกซะ!”
ขณะที่ชายคิ้วเดียวหลั่งเหงื่อออกมาทั่วหน้าผาก เพราะเขาเคยได้
เห็นว่าหลินหมิงนั้นน่าหวาดกลัวเพียงใดด้วยตาของตนเองมาแล้ว เพราะ
ตอนนั้นเพียงแค่เขาอยู่เพียงขั้นผสานชีพจรก็น่ากลัวเป็นอย่างยิ่งแล้ว ชาย
คิ้วเดียวผู้นี้จึงไม่อาจที่จะจินตนาการได้ถึงว่าความแข็งแกร่งในปัจจุบัน
ของเขามีมากเพียงใด เมื่อเขาได้ทะลวงไปจนถึงขั้นปราณต้นฟ้าช่วงปลาย
แล้ว เพราะแค่เพียงถูกออร่าของหลินหมิงจับจ้อง เขาก็รู้สึกราวกับโดนงู
พิษกัดไปเรียบร้อยแล้ว!
ศิษย์ที่อยู่โดยรอบชายคิ้วเดียวต่างสับสน เกิดอันใดขึ้นกับพี่ใหญ่ของ
เขากันแน่? พวกสองคนนั้นน่ากลัวตรงไหนกันหรือ? ผู้หนึ่งเป็นเพียงแค่
นักสู้ขั้นปราณต้นฟ้าช่วงปลายและขั้นปราณปลายฟ้า ถึงแม้ว่านักสู้ขั้น
ปราณต้นฟ้านั้นจะมีออร่าที่ไม่เลว แต่ฝั่งพวกเขามีนักสู้ขั้นปราณปลายฟ้า
ถึง 4 คนที่อยู่ห่างออกไป พวกเขาล้วนสามารถทำให้สองคนนี้กลายเป็น
เนื้อบดได้
ชายคิ้วเดียวมองเห็นศิษย์ผู้หนึ่งที่วางหินลมปราณแท้ลงไปบน
รูปแบบเคลื่อนย้ายอย่างไม่เต็มใจและยังบ่นไปด้วย ชายคิ้วเดียวจึง
กลายเป็นโกรธอย่างยิ่ง ทันใดนั้นเขาก็ได้เดินไปเตะศิษย์ผู้นั้นออกไป
“เจ้าสารเลว! ยังโลภมิพอหรือ? เลิกโลภมากได้แล้ว!”
เมื่อชายคิ้วเดียวได้เตะศิษย์ผู้นั้นออกไปแล้ว เขาจึงได้คว้าหิน
ลมปราณแท้มาและวางมันลงไปด้วยตนเอง เมื่อเขาได้เผชิญหน้ากับจิต
สังหารของหลินหมิง เขาก็รู้สึกได้ว่าตนอาจที่จะตายได้ทุกเมื่อ
ชายผู้นี้เป็นปีศาจอย่างแท้จริง ภายใต้แรงกดดันของจิตสังหารนั้น
ชายคิ้วเดียวจึงเกรงว่าหากเขาไม่รีบทำตามแล้วล่ะก็ อีกไม่นานหลินหมิง
จะต้องสังหารเขาอย่างแน่นอน
“เจ้าดูเหมือนจะรู้จักข้า” “ชายคิ้วเดียวผงะ หลินหมิงใช้กระแสเสียง
ปราณแท้ส่งไปหาชายคิ้วเดียว”
“ข้า… ข้ารู้ ข้าเคยไปงานเลี้ยงนั่นมาก่อน”
“ข้าหวังว่าเจ้าจะไม่กระจายข่าวการมีชีวิตอยู่ของข้าออกไป มิ
เช่นนั้น ข้าจะเป็นผู้มาเอาชีวิตของเจ้าด้วยตนเอง!”
“ได้… ได้อยู่แล้ว… ข้าสาบานเลย ข้าจะไม่มีวันกล่าวถึงเรื่องนี้
แน่นอน” ชายคิ้วเดียวรีบให้คำสาบานในทันที มันมิอาจที่จะจินตนาการ
ได้เลยว่านักสู้ขั้นปราณปลายฟ้าจะถูกนักสู้ขั้นปราณต้นฟ้าออกคำสั่ง
เช่นนี้ มิต้องกล่าวถึงชายคิ้วเดียวที่เป็นศิษย์ของนิกายตราประทับสายฟ้า
แต่ชายคิ้วเดียวนั้นมิสงสัยเลยว่า หากหลินหมิงมีเวลาได้เติบโต เขาอาจ
แม้กระทั่งสามารถที่จะสั่งการนิกายตราประทับสายฟ้าให้สังหารศิษย์ของ
ตนเองได้ด้วยซ้ำ!
ในที่สุดรูปแบบค่ายกลเคลื่อนย้ายก็ได้ถูกเปิดใช้งาน หลินหมิงสำรวจ
มันอยู่ชั่วครู่ หลังจากที่พบว่ามันมิได้มีปัญหาใดๆ เขาและฉินจื่อหยาก็ได้
ก้าวลงมาจากหลังของเจ้าเพลิงประกาย
ขณะที่แสงสว่างของรูปแบบค่ายกลเคลื่อนย้ายเข้าปกคลุม หลินหมิง
ก็ได้ส่งกระแสเสียงปราณแท้ออกไป “วันนี้ ข้าหลินหมิง ต้องรีบไปยังเกาะ
ปีศาจโลหิต ข้าติดหนี้บุญคุณเจ้า ”
จากนั้น ร่างของหลินหมิงก็ถูกวาปไป ชายคิ้วเดียวรอให้หลินหมิง
หายไปอย่างสมบูรณ์ก่อนที่จะถอนหายใจยาวออกมาด้วยความโล่งอก
จากนั้นก็เช็ดเหงื่อบนหน้าผากของตน ขอบคุณสวรรค์ ปีศาจที่น่ากลัวผู้นี้
ในที่สุดก็จากไป ชายคิ้วเดียวมีลางสังหรณ์ว่าต่อให้ผู้เชี่ยวชาญที่อยู่สถานี
มาร่วมมือกันกับเขาก็ยังคงไม่อาจที่จะเป็นคู่มือให้หลินหมิงได้!
“ศิษย์พี่จาง คนพวกนั้นเป็นใครกันหรือ?”
“เหตุใดท่านจึงปล่อยให้พวกเขาใช้รูปแบบค่ายกลเคลื่อนย้ายของ
พวกเราเช่นนั้นหรือ?”
“เพียงแค่เปิดใช้งานรูปแบบค่ายกลเคลื่อนย้ายครั้งเดียวก็ต้องใช้
ทรัพยากรไปมากแล้ว แม้แต่พวกเราเองก็ยังไม่สามารถที่จะใช้มันได้ตามที่
ต้องการ!”
เหล่าศิษย์ต่างไม่อาจยอมรับเรื่องนี้ได้ เช่นนั้นจึงได้เปิดปากถามอีก
ครั้ง
ชายคิ้วเดียวถึงกับอึ้ง เขาไม่อาจที่จะกล่าวอันใดเกี่ยวกับตัวตนของ
หลินหมิงได้ เขาจึงกัดฟันและกล่าวออกมาว่า “คนผู้นั้นคือญาติของข้า
เอง”
แม้เขาเองก็ยังไม่อยากที่จะเชื่อคำกล่าวไร้สาระเช่นนี้ เห็นได้ชัดว่า
เหล่าศิษย์พวกนี้ก็คงไม่อยากที่จะเชื่อเช่นกัน
ญาติหรือ? ญาติที่ทำให้ท่านต้องเหงื่อตกเนี่ยนะ?
เผชิญหน้ากับความสงสัยและแม้กระทั่งการเย้ยหยันของศิษย์เหล่านี้
ชายคิ้วเดียวก็รู้สึกว่าคิดผิดอย่างยิ่งที่กล่าวเช่นนั้นออกไป บ้าเอ้ย! เจ้าพวก
นี้มิรู้เรื่องอันใดเลย! เขาน่าจะปล่อยให้พวกนี้โดนเล่นงานซะก็ดี จะได้รู้
เสียบ้างว่าการที่หายนะมาเยือนนั้นเป็นเช่นไร
ขณะที่เขากำลังคิดว่าภาพลักษณ์ของศิษย์พี่ที่น่าภาคภูมิได้พังทลาย
ไปเรียบร้อยแล้วนั้น ชายคิ้วเดียวจึงไม่ออยากที่จะอธิบายอันใด เขาเพียง
แค่เค้นเสียงเย็นชาและกล่าวเพียงว่า “ลืมเรื่องไร้สาระซะ หากเจ้าว่างที่
จะกล่าวเรื่องไร้สาระนัก ก็ไปฝึกฝนซะ! จะไม่มีผู้ใดกล่าวถึงเรื่องในวันนี้
อีก มิเช่นนั้นข้าจะเอาหินลมปราณแก่นแท้ของข้าคืนมาจากพวกเจ้า!”
ตอนที่ 412 เสียงแตกของแผ่นหยกจิตวิญญาณ
บนเกาะปีศาจโลหิต ในรัศมีที่กว้างไกลถึงหลายหมื่นลี้ของเกาะ ทั่ว
ทั้งเกาะปกคลุมด้วยความสลัว ซึ่งก็คือหมอกสีแดงนั่นเอง หมอกนี้มี
ความสามารถที่พิเศษ หากสัมผัสก็จะบาดเจ็บ มันราวกับปลิงที่เข้าไป
ภายในร่างของคนผู้หนึ่งแล้วค่อยๆดูดกินปราณโลหิตจากร่าง
ดังนั้นหากมีผู้ใดที่บาดเจ็บสาหัสบนเกาะปีศาจโลหิตแห่งนี้ พวกเขา
จะตายเร็วขึ้นหากมิได้รับการรักษา
ในตอนนี้ ดวงจันทร์ลอยเด่นเหนือท้องฟ้า บนเกาะปีศาจโลหิต
บริเวณรูปแบบค่ายกลของนิกายตราประทับสายฟ้า มันเกิดเสียงที่ราว
สายฟ้าฟาด เปลวเพลิงเองก็พุ่งออกมา ส่งศิษย์ขั้นปราณต้นฟ้าหลายคน
ลอยกระเด็นออกไปด้วยพลังและสายลมที่รุนแรง เจ้าประกายเพลิง สยาย
ปีกของมันและพุ่งขึ้นไปบนท้องฟ้า
“นี่… เกิด… นี่มันเกิดอันใดขึ้นกันแน่!?”
ศิษย์ที่ลอยกระเด็นออกไป เต็มไปด้วยความไม่อยากจะเชื่อขณะที่
มองไปยังวิหคเพลิงขนาดใหญ่ซึ่งได้พุ่งขึ้นไปบนท้องฟ้า มันเพิ่งเกิดสิ่งใด
ขึ้นกัน? มีวิหคเพลิงปรากฏขึ้นในรูปแบบค่ายกลเคลื่อนย้ายได้อย่างไรกัน?
เจ้าเพลิงประกายนั้นรวดเร็วเป็นอย่างยิ่ง ในพริบตา มันก็ได้
กลายเป็นเพียงจุดเล็กบนท้องฟ้าที่ห่างไกลออกไปแล้ว
กลุ่มของศิษย์นิกายตราประทับสายฟ้าต่างมึนงงในสิ่งที่เกิดขึ้น ต่าง
ไม่แน่ใจว่ามีสิ่งใดเกิดขึ้นกันแน่…
………………
“มันมีการตอบสนองจากหยกจิตวิญญาณ…” ฉินจื่อหยามองไปยัง
หยกจิตวิญญาณในมือ จิตวิญญาณสีเงินที่อยู่ภายในกลายเป็นกระพริบถี่
ขึ้น
“มันราวกับว่าจะต้องไปทางนั้น” ฉินจื่อหยาชี้ออกไป แผ่นหยกจิต
วิญญาณสามารถบอกตำแหน่งได้อย่างคลุมเครือเท่านั้นเมื่อมันอยู่ไกล
เป้าหมาย
“เอาแผ่นหยกมาให้ข้า!” หลินหมิงรับแผ่นหยกจิตวิญญาณมา
ควบคุมไปยังทิศทางที่เจ้าเพลิงประกายได้จากไป
เกาะปีศาจโลหิตนั้นกว้างนับหมื่นลี้ หากมันสามารถที่จะบอกทิศทาง
ที่ฉินซิงเซวียนอยู่ได้อย่างถูกต้อง เขาก็จะสามารถหานางได้เร็วขึ้น
ในตอนนี้ หลินหมิงเริ่มสั่น เขาค่อยๆมองลงไปยังแผ่นหยกจิต
วิญญาณที่อยู่ในมือของตน ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียง ‘แคร่กก’ ดังออกมา
จากนั้นแผ่นหยกจิตวิญญาณก็ราวกับว่าจะสามารถแตกออกได้ทุกเมื่อ
สีหน้าของหลินหมิงเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง หัวใจของเขาหยุดเต้นไป
ชั่วขณะ ขณะที่เขาถือแผ่นหยกจิตวิญญาณอยู่ในมือ นิ้วของเขาเองก็ได้
สั่นสะท้าน
หากว่าแผ่นหยกจิตวิญญาณนี้แตกออก มันก็จะแสดงว่าฉินซิงเซวียน
ได้ตายไปแล้ว!
แผ่นหยกจิตวิญญาณสั่นอยู่หลายลมหายใจ จากนั้นก็หยุดสั่นลง แต่
จิตวิญญาณสีเงินที่อยู่ภายในจางลงไปมากกว่าเดิม ฉินจื่อหยากลายเป็น
สลด “ฉินซิงเซวียนยังคงมีชีวิตอยู่ แต่ว่าตอนนี้นางนั้น…”
ฉินจื่อหยามิได้กล่าวต่อไป แผ่นหยกจิตวิญญาณนั้นเชื่อมต่อกับจิต
วิญญาณหลักของนักสู้ หากร่างกายได้รับบาดเจ็บ กระดูกซี่โครงหักหรือ
แขนถูกตัดขาด แผ่นหยกจิตวิญญาณก็จะไม่ส่งเสียงแตกออกมาเช่นนี้!
เหตุผลเดียวก็คือหากมิใช่เมื่อจิตวิญญาณของนักสู้ใกล้จะพังทลายลง
หรือปราณโลหิตได้รับความเสียหายอย่างหนักมันก็จะไม่ส่งเสียงเช่นนี้
อย่างแน่นอน!
ไม่ว่าสถานการณ์จะเป็นเช่นไร ทั้งสองอย่างต่างก็เป็นผลลัพธ์ที่
เลวร้ายอย่างยิ่ง
มันอาจกล่าวได้ว่าชีวิตของฉินซิงเซวียนในตอนนี้นั้นมิได้ต่างไปจาก
เปลวเทียนท่ามกลางพายุ มันสามารถดับลงได้ทุกเมื่อ!
ดวงตาของหลินหมิงเต็มไปด้วยแสงแห่งความต้องการสังหาร เขา
เก็บแผ่นหยกเข้าไปในกระเป๋าเสื้อด้านในอย่างเงียบๆ มันสัมผัสกับ
ผิวหนังของเขา เขาสาบานกับตนเอง “โอวหยางปั่วเยี่ยน หากฉินซิงเซ
วียนตาย ข้าจะฝังศพเจ้าพร้อมกับตระกูลโอวหยางทั้งหมด!”
ทันใดนั้น จิตสังหารที่อยู่ภายในร่างกายของหลินหมิงก็ได้ปะทุ
ออกมาราวกับภูเขาไฟ แม้แต่ฉินจื่อหยา ผู้ที่มีระดับการบ่มเพาะขั้นปราณ
ปลายฟ้าช่วงต้น ก็ยังรู้สึกหอบด้วยจิตสังหารนี้ ราวกับว่าเขาจะจมลงไป
ในทะเลโลหิตได้ทุกเมื่อ ฉินจื่อหยาคิดว่าเมื่อครู่นั้นหลินหมิงได้เห็นแสงจิต
วิญญาณในแผ่นหยกจางลงอย่างมาก เขาจึงกลายเป็นดั่งปีศาจที่กระหาย
สงครามต้องการฆ่าล้าง!
วิหคเพลิงกู่ร้องออกมาก้องปฐพีพาหลินหมิงพุ่งออกตามหาที่หยกจิต
วิญญาณชี้ไป เปลวเพลิงปรากฏขึ้นรอบตัวของมัน ก่อตัวเป็นดั่งพายุเปลว
เพลิง ปีศาจโลหิตที่อยู่โดยรอบต้องหลบหนี ด้วยความน่าเกรงขามที่พุ่งถึง
สวรรค์นี้ จึงไม่มีตัวใดกล้าที่จะเข้าใกล้อีก
ปีศาจโลหิตบางตัวที่ไม่สามารถหลบหนีได้ทัน มันก็ถูกห้อมล้อมไป
ด้วยเปลวเพลิงและถูกเผาเป็นเถ้าถ่าน!
………………….
ในตอนนี้ มุมหนึ่งของเกาะปีศาจโลหิต นักสู้ 6 คน ถูกปีศาจโลหิต
นับสิบล้อมเอาไว้
สำหรับปีศาจโลหิต ยิ่งผู้คนตายมากเท่าใด มันก็จะได้ดูดซับปราณ
โลหิตมากขึ้นเท่านั้น จากนั้นมันก็จะแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆเช่นกัน
จากเริ่มสงคราม มีเป็นครั้งคราวที่ทั้งสองฝ่ายได้ต่อสู้กับปีศาจโลหิต
เช่นนี้ แต่ในเมื่อมีผู้คนตายมากขึ้นจึงได้สู้กับกองทัพของปีศาจโลหิตมาก
ขึ้น!
สถานการณ์เช่นนี้นั้นมิอาจที่จะแก้ไขได้ มีเพียงแค่ต้องรอจนจบ
สงครามเท่านั้น ฝ่ายใดที่ชนะในสงครามก็จะเป็นผู้รวบรวมเหล่านักสู้มา
กำจัดปีศาจโลหิตอีกที
ปีศาจโลหิตนั้นสูงเพียง 4-5 ก้าว มันมีรูปร่างคล้ายมนุษย์ แต่มัน
คลานอยู่บนพื้นด้วยแขนขาที่เต็มไปด้วยกรงเล็บ ลักษณะใบหน้าของพวก
มันไม่ชัดเจน มันมีปากที่ใหญ่และมีดวงตาสีเขียวเข้ม
ปีศาจโลหิตพวกนี้ราวกับเป็นปลาฉลาม – พวกมันสามารถที่จะดม
กลิ่นของโลหิตได้ พวกมันได้ล้อมเหล่านักสู้ทั้ง 6 คนเอาไว้ พร้อมที่จะจู่
โจมทุกเมื่อ!
อย่างไรก็ตาม เมื่อพวกมันพุ่งเข้าไป มันก็ชนกับม่านพลังที่ใส ส่วนใด
ของร่างกายใดที่สัมผัสกับม่านพลังก็จะถูกเผาไหม้ในทันที
“ศิษย์พี่โอว หากเป็นเช่นนี้ต่อไป พวกเราคงไม่อาจที่จะต้านเอาไว้ได้
อีกนานนัก!”
นักสู้ทั้ง 6 คนนี้คือศิษย์ของหุบเขาเจ็ดแก่นแท้ และผู้ที่กล่าวออกมา
นี้คือศิษย์ของแผนกค่ายกล ถึงแม้ศิษย์ของแผนกค่ายกลนั้นจะด้อย
ความสามารถด้านการต่อสู้ แต่พวกเขาก็สามารถที่จะวางค่ายกลที่
แข็งแกร่งได้ ซึ่งมีบทบาทสำคัญอย่างมากในการต่อสู้เช่นนี้
ศิษย์พี่โอวผู้นี้ก็คือโอวหยง เหตุผลที่เขามายังเกาะปีศาจโลหิตแห่งนี้
ก็เพื่อจับตาดูฉินซิงเซวียน และยังไล่ต้อนนาง เป็นเพราะว่ามันสะดวกที่
จะเอาหินลมปราณแท้ที่ฉินซิงเซวียนได้ครอบครองอยู่
ขณะที่กำลังหาหินลมปราณแท้ระดับกลางอยู่ภายในเกาะปีศาจ
โลหิตและสังหารปีศาจโลหิตไปด้วย โอวหยงมิเคยคิดเลยว่า สำหรับเขา
มันจะกลายเป็นไม่คุ้มค่าที่จะเสี่ยง เขายังมิได้มีชีวิตอยู่นานพอเลย! ใน
ฐานะที่เป็นศิษย์ของแผนกลงทัณฑ์ โอวหยงนั้นมีนางสนม 7-8 คนและมี
สาวใช้อีก นับสิบ แล้วโอวหยงจะยอมแพ้ในสิ่งยอดเยี่ยมที่เขามีอยู่ได้
อย่างไร?
อย่างไรก็ตาม เมื่อโอวหยงเห็นศิษย์จากภูมิภาคเขตแดนห้าธาตุได้รับ
ผลึกโลหิตปีศาจมา เขาจึงช่วยมิได้ที่หัวใจของเขาจะเกิดความโลภขึ้นมา
บ้าง
ผลึกโลหิตปีศาจ!
มันเป็นสมบัติที่มีประโยชน์อย่างมากสำหรับนักสู้ขั้นปราณปลายฟ้า
หากเขาได้รับผลึกโลหิตปีศาจมาบ้าง เขาก็อาจจะนำมันไปแลกเปลี่ยน
เป็นโอสถเปิดทางสวรรค์ 2-3 เม็ดจากนิกายได้!
ด้วยพรสวรรค์ของโอวหยงมันมิได้มีโอกาสที่เขาจะทะลวงเข้าสู่ขั้น
ปราณปลายฟ้าได้ โอกาสเพียงหนึ่งเดียวของเขาก็คือการได้กลืนกินโอสถ
เปิดทางสวรรค์ 2-3 เม็ดลงไป จึงจะทำให้เขาสามารถทะลวงเข้าสู่ขั้น
ปราณปลายฟ้า!
อย่างไรก็ตาม แซ่ของเขาคือโอวหยง มิใช่โอวหยาง และเขาจะมี
โอกาสอันใดอีกที่จะได้รับโอสถเปิดทางสวรรค์ 2-3 เม็ดมาครอบครองกัน
เล่า? จึงทำให้โอวหยงตัดใจที่จะกลายเป็นนักสู้ขั้นปราณปลายฟ้าแล้ว แต่
ในตอนนี้ โอกาสนี้ได้ปรากฏขึ้นตรงหน้าของเขาแล้ว แล้วเขาจะมิคว้ามัน
ไว้ได้อย่างไร!
ภายในหุบเขาเจ็ดแก่นแท้ ผู้เชี่ยวชาญขั้นปราณปลายฟ้านั้นจะได้
เป็นผู้อาวุโส ผู้อาวุโสจะได้รับการปฏิบัติและทรัพยากรที่ได้รับเกินกว่า
ศิษย์มหาศาลนัก เหล่าหญิงสาวที่ภาคภูมิซึ่งมักจะเย้ยหยันเขา… หากเขา
ได้กลายเป็นผู้อาวุโส พวกนางก็จะแย่งกันมาลุมล้อมรับใช้เขาถึงที่!
เมื่อคิดได้เช่นนี้ โอวหยงจึงกลายเป็นตื่นเต้น ไม่เพียงแค่นั้น เมื่อเป็น
นักสู้ขั้นปราณปลายฟ้าก็แสดงว่าอายุขัยของเขายังจะเพิ่มขึ้นหลายร้อยปี
ด้วย ซึ่งหมายความว่าเขาจะได้เสพสุขทั้งทรัพยากรและหญิงสาวไปอีก
หลายร้อยปี!
ดังนั้นในเมื่อโอวหยงยอมที่จะเสี่ยงเช่นนี้ เขาจึงได้รวบรวมศิษย์ของ
หุบเขาเจ็ดแก่นแท้คนอื่นๆ
ในทีม 6 คนนี้ นอกจากโอวหยง ก็ยังมีศิษย์ของแผนกลงทัณฑ์ 2 คน
เป็นศิษย์แผนกค่ายกล 1 คน แผนกพิณ 1 คนและฉินซิงเซวียนอีก 1 คน
ฉินซิงเซวียนนั้นอยู่ในสถานการณ์ที่ย่ำแย่เป็นอย่างยิ่ง ทั้งใบหน้าและ
ริมฝีปากของนางไร้รอยเลือดฝาด นี่เป็นผลมาจากการสูญเสียปราณโลหิต
ไปมาก ไม่เพียงแค่นั้น แต่ในครั้งนี้ นางได้ถูกลอบโจมตีโดยปีศาจโลหิต
และถูกกัดเข้าที่แขนขวา ซึ่งมันได้ดูดปราณโลหิตของนางไปเป็นจำนวน
มากนั่นเอง
เมื่อใดที่นักสู้สูญเสียปราณโลหิต มันก็ยากอย่างยิ่งในการฟื้นฟู! มันก็
หมายความว่าพวกเขาสูญเสียความแข็งแกร่งและพลังชีวิต!
แขนเสื้อตรงแขนขวาของฉินวิงเซวียนฉีกขาด เผยให้เห็นถึง บาดแผล
ที่มีโลหิตไหลย้อยลงมา อาการบาดเจ็บนี้ค่อยๆกัดกินชีวิตของนาง
ปราณโลหิตในร่างของนางก็ถูกกัดกร่อนอย่างต่อเนื่อง ด้วย
ความสามารถของนางในตอนนี้ นางไม่สามารถที่จะระงับอาการบาดเจ็บ
ได้อีกต่อไป
ฉินซิงเซวียนยิ้มอย่างขมขื่น บางทีในวันนี้ นางก็คงจะจบสิ้นอย่าง
แท้จริง
แม้ว่านางรอดกลับไปได้เพราะโชค แต่ก็คงไม่น่าจะอยู่ได้เกินเดือน
เพราะนางได้สูญเสียปราณโลหิตไปมากแล้ว และเปลวเพลิงชีวิตของนางก็
ราวกับตะเกียงที่น้ำมันเหือดแห้งไปเรื่อยๆ…
“ศิษย์พี่โอว รูปแบบค่ายกลคงอยู่ได้แล้ว ข้าคาดว่าคงอยู่ได้อีกเพียง
แค่ครึ่งชั่วธูป เราจะต้องฝ่าวงล้อมไปให้ได้!” ศิษย์แผนกค่ายกลกล่าว
ออกมาด้วยความร้อนรน
ในบรรดาคนที่อยู่ที่นี่ นอกจากโอวหยงผู้ที่อยู่ในขั้นปราณต้นฟ้าช่วง
กลางแล้ว คนอื่นล้วนอยู่ในขั้นผสานชีพจรหรือไม่ก็ครึ่งก้าวสู้ขั้นปราณต้น
ฟ้า
มีเพียงฉินซิงเซวียนเท่านั้นที่มีระดับการบ่มเพาะต่ำที่สุด นางอยู่
เพียงขั้นผสานชีพจรช่วงต้น และยังตกอยู่ในสถานการณ์ย่ำแย่
“ฝ่าออกไป…” โอวหยงกัดฟันแน่น ด้านนอกม่านพลังมีปีศาจโลหิต
นับสิบตัวรอคอยที่จะโจมตีพวกเขาและมีแม้กระทั่งปีศาจโลหิตระดับสูง 2
ตัวที่แข็งแกร่งพอๆกับเขา การที่จะฝ่าวงล้อมนี้ออกไปมิใช่เรื่องง่ายเลยซัก
นิด
“ปีศาจโลหิตเหล่านี้ค่อนข้างว่องไว จะต้องมีผู้ที่คอยป้องกันอยู่
ด้านหลังให้กลุ่มตอนที่ฝ่าออกไป”
ขณะที่โอวหยงกล่าว เขามองผ่านทุกคนและมาหยุดที่ฉินซิงเซวียน
ดวงตาของฉินซิงเซวียนสาดประกายเย็นชา แต่ผู้ที่กลายเป็นโกรธ
เป็นแค้นแทนฉินซิงเซวียนคือศิษย์นางหนึ่งของแผนกพิณ นางจึงกล่าว
ออกไปว่า “โอวหยง เจ้าต้องการที่จะกล่าวสิ่งใดกันแน่! ศิษย์น้องฉินได้รับ
บาดเจ็บมากแล้ว เจ้าต้องการที่จะให้นางรั้งท้ายอีกหรือ? เจ้ายังเป็นคน
อยู่หรือไม่!?”
โอวหยงส่ายศีรษะแล้วกล่าวว่า “นางไม่อาจรอดไปจากที่นี่ได้ นาง
อ่อนแอมากแล้วในตอนนี้ ไม่ว่านางจะรั้งท้ายหรือไม่ นางก็ต้องตายในอีก
ไม่นานอยู่ดี เช่นนั้นให้นางเสียสละตนเองเพื่อสำนักมิดีกว่าหรือ?”
“เจ้า…!” ดวงตาของศิษย์หญิงแผนกพิณเบิกกว้าง “เจ้าคนน่า
ละอาย! เสียสละเพื่อสำนักหรือ! บางทีผู้ที่ควรทำเช่นนั้นน่าจะเป็นเจ้า
มากกว่า!”
โอวหยงเค้นเสียงเย็นชา “ในเมื่อเจ้าคิดเช่นนั้น เช่นนั้นเจ้าก็เลือกเอา
เลยว่า จะอยู่กับนางหรือจะไปกับพวกข้า!”
“โอวหยง เจ้าใช้วิธีที่โหดร้ายกับศิษย์ด้วยกันเองและเป็นการละเมิด
กฎของสำนัก เมื่อข้ากลับไปยังหุบเขาเจ็ดแก่นแท้ ข้าจะรายงานเรื่องนี้
ให้แก่ท่านผู้อาวุโสเพื่อลงโทษเจ้าในการก่ออาชญากรรม!”
หลังจากที่โอวหยงได้ยินคำกล่าวนี้ เขาก็คิ้วขมวดและดวงตาเต็มไป
ด้วยจิตสังหาร “ละเมิดกฎของสำนักหรือ? ข้าได้สังหารเจ้า? ข้าได้ทำร้าย
เจ้าแล้ว? ข้ายังมิได้ทำเช่นนั้นเลย เจ้าต้องการที่จะฝ่าออกไปเช่นนั้นหรือ?
ฝันไปเถอะ! ฉินเหยา ในเมื่อเจ้ากล่าวคำเมื่อครู่ออกมาแล้ว เช่นนั้นก็
อย่าได้ตามข้ามาเมื่อสามารถฝ่าออกไปได้ เช่นนั้นเจ้าจะได้อยู่กับฉินซิงเซ
วียนสมใจอยาก!”
ศิษย์หญิงของแผนกพิณสั่นด้วยความโกรธ นางหันไปมองศิษย์คน
อื่นๆและพบว่าพวกเขาต่างหลบสายตาของนาง ในสถานการณ์เป็นตาย
เช่นนี้ พวกเขาจึงได้คิดถึงตนเองเป็นอย่างแรก ผู้ใดบ้างที่จะสนใจชะตา
กรรมของผู้อื่น?
ในบรรดาผู้ที่อยู่ที่นี่ โอวหยงนั้นมีระดับการบ่มเพาะสูงที่สุด การมี
โอวหยงอยู่ พวกเขาก็มีหวังที่จะรอด แต่หากปราศจากโอวหยงคงมีเพียง
ความตายรอพวกเขาอยู่
โอวหยงมองไปยังฉินซิงเซวียนและส่งกระแสเสียงปราณแท้ไปหานาง
“ข้าต้องขอโทษต่อเจ้าด้วย เจ้านั้นงดงามและมีพรสวรรค์ อย่าได้คิดว่านี่
เป็นความแค้นส่วนตัวเลย เจ้านั้นเสียปราณโลหิตไปมากแล้ว ต่อให้เจ้า
สามารถรอดไปจากที่นี่ได้ คงอยู่ได้อีกไม่เกินเดือนอยู่ดี เช่นนั้น สำหรับ
เจ้าแล้ว การที่จะหนีรอดนั้นก็เปล่าประโยชน์ เช่นนั้นข้าจะมอบโอสถ
ให้แก่เจ้า นี่คือโอสถผลาญโลหิต มันสามารถที่จะกระตุ้นเพื่อดึงความ
แข็งแกร่งออกมาจากร่างกายของเจ้าได้ เมื่อเจ้ากินเข้าไปและรั้งท้ายให้
พวกเรา ข้าจะรับประกันความปลอดภัยของตระกูลฉินให้แก่เจ้าเอง เจ้า
ควรรู้ไว้ว่าผู้อาวุโสโอวหยางนั้นจ้องเล่นงานเจ้าและตระกูลหลิน เขาย่อม
ไม่สนใจตระกูลฉิน” ขณะที่โอวหยงกล่าวออกมา เขาก็ได้ยื่นโอสถให้แก่
ฉินซิงเซวียน
ขณะที่ศิษย์แผนกพิณมองเห็นโอวหยงเอาโอสถให้แก่ฉินซิงเซวียน สี
หน้าของนางก็กลายเป็นเคร่งขรึม “โอสถผลาญโลหิต ศิษย์น้องฉิน อย่า
รับมันไว้ มันเป็นโอสถที่ใช้เมื่อยามต้องการสังเวยชีวิต ซึ่งมิต่างจากการฆ่า
ตัวตาย!”
โอวหยงชำเลืองไปยังศิษย์หญิงแผนกพิณและเค้นเสียงเย็นชา เขาใช้
กระแสเสียงปราณแท้ส่งไปหาฉินซิงเซวียนอีกครั้งว่า “ศิษย์น้องฉิน ข้า
ขอให้คำสัตย์ด้วยหัวใจแห่งนักสู้ ตราบใดที่เจ้ารั้งท้ายตอนที่พวกเราฝ่า
ออกไปได้ ข้าจะรับประกันความปลอดภัยของตระกูลเจ้า ถึงแม้คำสัญญา
ของข้าจะมิได้มีค่ามากนัก แต่มันก็เป็นคำสัตย์ที่ข้าสร้างขึ้น ข้าย่อมมิอาจ
ยอมทำลายหัวใจแห่งนักสู้ของตนแน่ อีกอย่างข้าก็มิได้เป็นศัตรูกับตระกูล
ฉินของเจ้าด้วย”
ตอนที่ 413 ชั่วพริบตาราวกับนิรันดร์
ในท้องฟ้าเหนือเกาะปีศาจโลหิต หลินหมิงได้ยืนอยู่บนหลังเจ้า
ประกายเพลิง เขาได้ถือแผ่นหยกจิตวิญญาณในมือข้างหนึ่งของเขา และ
หอกแห่งดาวหางม่วงในอีกข้างหนึ่ง เขายืนอย่างมั่นคงอยู่บนวิหคเพลิง
เส้นผมที่ยาวของเขาสะบัดพลิ้วอยู่ในสายลม จิตสังหารปะทุออกมา
ด้านล่างหลินหมิง เจ้าประกายเพลิงดูราวกับจะรับรู้จิตสังหารของ
เขา เจ้าประกายเพลิงส่งเสียงร้องออกมา และหมอกสีแดงทั้งหมดรอบๆ
ถูกเผาผลาญไปสู่ความว่างเปล่าโดยเปลวเพลิง!
ตามสัญญาณจากแผ่นหยกจิตวิญญาณ เขาได้เข้าใกล้ฉินซิงเซวียน
ขึ้นเรื่อยๆแล้ว แต่มีเพียงแค่แผ่นหยกจิตวิญญาณเท่านั้นที่จะรับรู้ถึง
ตำแหน่งที่แน่นอนได้ก็ต่อเมื่ออยู่ภายในรัศมีราวๆสิบลี้ หลินหมิงยังมุ่งมั่น
หาตัวนางต่อไป
ในตอนนี้ หลินหมิงก็ได้ขยายขอบเขตการรับรู้ของเขาถึงขีดสุด
ตรวจสอบพื้นที่รอบๆของเขาอย่างรอบคอบ “หืม? ศพของปีศาจโลหิต!”
ในหุบเขาด้านล่าง มีสระโลหิตหลายแห่ง ศพเหล่านี้ถูกทิ้งไว้ซึ่งก็คือ
ปีศาจโลหิตที่ตายแล้วและมันก็จะละลายออก แต่หากดูจากสระโลหิต
เหล่านี้ แสดงว่าพวกมันพึ่งถูกฆ่าเมื่อเร็วๆนี้แน่
เคยมีการต่อสู้ที่นี่!
หลินหมิงให้เจ้าประกายเพลิงชะลอความเร็วลง เขายืนอยู่บนหลังเจ้า
ประกายเพลิง ปิดประสาทการรับรู้ทั้งหกในร่างกายของเขาและเข้าสู่
สภาวะเจตจำนงแห่งการต่อสู้จิตบริสุทธิ์ ตอนนี้ มีเพียงแค่สัมผัสรับรู้ของ
เขาเท่านั้น มันดูราวกับระลอกคลื่นของทะเลสาบที่กระจายออกไปในทุก
ทิศทาง
หมอกโลหิตที่หนาแน่นถูกทะลวงผ่านไปโดยสัมผัสรับรู้ของเขา!
ตอนนี้ เกือบทั้งหมดที่หลินหมิงเห็นผ่านจิตใจของเขาคือโลกสีแดง
เขารู้สึกถึงปีศาจโลหิตที่ดักซุ่มซ่อนตัวอยู่ในหมอกโลหิต รอที่จะซุ่มโจมตี
มนุษย์ และเขายังรู้สึกถึงกระดูกที่ถูกฝังอยู่ภายในดินสีแดงเข้ม
“หืม? นี่มัน… มีการต่อสู้หรือ? มีคนกำลังต่อสู้อยู่!”
ดวงตาของหลินหมิงเปิดออก และเกิดประกายสายฟ้าในม่านตาของ
เขา กลุ่มนักสู้นี้กำลังอยู่ในสภาพย่ำแย่จากการต่อสู้กับปีศาจโลหิตอย่าง
หมดหวัง
“เจ้าประกายเพลิงไปทางนั้น!”
เจ้าประกายเพลิงส่งเสียงกู่ร้องออกมาและสยายปีกของมัน หมอกสี
แดงรอบๆถูกดูดเข้าไปในวังวนยักษ์ด้วยพายุที่เกิดจากปีกอันทรงพลัง
“หนึ่ง… สอง… สาม… ทั้งหมดห้าคน!” การรับรู้แห่งโลกของหลินหมิ
งได้กลายเป็นชัดเจนมากยิ่งขึ้น มีทั้งหมดห้าคนที่กำลังต่อสู้กับปีศาจโลหิต
หลายสิบตัว และบุคคลทั้งห้าเหล่านี้ นอกเหนือจากคนที่แข็งแกร่งที่สุด
คนอื่นอยู่ในสภาพที่ย่ำแย่!
“ไม่… ข้าเข้าใจผิด… มันไม่ได้มีเพียงแค่ห้า มีหกคน แต่หนึ่งในนั้น
ใกล้จะตายแล้ว! ความผันผวนของปราณแท้ของพวกเขาอ่อนแอเกินไป
ข้าเกือบจะไม่รู้สึกถึงมันเลย!”
ขณะที่หลินหมิงรับรู้ถึงการคงอยู่ของบุคคลทั้งหกนี้ จู่ๆเขารู้สึกถึง
ความรู้สึกที่ไม่สามารถอธิบายได้ของการสูญเสียและความโศกเศร้า มัน
ราวกับว่ามีคนแทงกระบี่เข้าไปในหัวใจของเขาและบิดมัน!
“ซิงเซวียน… นั่นเจ้าเองหรือ?”
เขากัดริมผีปากของเขาจนกระทั่งผิวแตกและเลือดไหลออกมา ด้วย
ความเร็วของเจ้าประกายเพลิง ระยะเท่านี้ใช้เวลาเพียงแค่ไม่กี่ลมหายใจที่
จะบินไปถึง แต่สำหรับหลินหมิง เวลานี้มันดูราวกับยาวนานนับ 100 ปี!
ในขณะนี้เมื่อกลุ่มที่ประกอบไปด้วยหกคนที่มีชีวิตอยู่ หนึ่งในนั่น
เปลวเพลิงแห่งชีวิตมอดดับลงอย่างฉับพลัน ตอนนี้เหลือเพียงแค่ห้าคน
เท่านั้น!
แสดงว่าเมื่อครู่ มีใครคนบางคนตกตาย!
ลมหายใจของหลินหมิงติดขัดอยู่ในหน้าอกของเขา เขาสั่นสะท้าน
กลั้นใจมองแผ่นหยกจิตวิญญาณ แต่ก็พบว่ามันไม่แตกออก
มันไม่ใช่ฉินซิงเซวียน!
ซิงเซวียน… ยังคงมีชีวิตอยู่!
ในขณะที่ความคิดนี้วูบขึ้นมาในจิตใจของหลินหมิง ต่อมาเขาก็ได้ยิน
เสียงที่น่าสะพรึงกลัว ‘แครก แครก แครก’ เป็นเสียงที่เปล่งออกมาจาก
แผ่นหยก!
แผ่นหยกจิตวิญญาณเกิดสั่นสะท้าน และดูราวกับว่ามีบางสิ่งที่มี
น้ำหนักมากกดทับมัน ด้านบนสุดของแผ่นหยก ปรากฎรอยแตกขนาด
เล็กเกิดขึ้นอีก!
ในทันใดนั้น หลินหมิงก็รู้สึกราวกับหัวใจของตนเองถูกฉีกขาด
ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยเลือดคลั่ง และจับจ้องไปที่แผ่นหยกจิตวิญญาณ
ในที่สุดรอยแตกขนาดเล็กก็หยุดขยายออก!
ใบหน้าของฉินจื่อหยาเต็มใบด้วยความโศกเศร้า “มันกำลังแตก…
มันกำลังแตก… แม้ว่ามันจะไม่แตกสลายโดยสมบูรณ์ก็ตามที แต่มัน…”
พวกเขานั้นมาช้าเกินไป! เมื่อแผ่นหยกแตกแม้แต่นิดเดียว พิสูจน์ให้
เห็นว่าชีวิตของฉินซิงเซวียนได้รับความเสียหายมากจนถึงจุดที่ไม่สามารถ
กลับมาเป็นเหมือนเดิมได้ ท้ายที่สุดนางสามารถอยู่รอดได้อีกแค่ 10 วัน
เท่านั้น!
หลินหมิงไม่กล่าวสิ่งใดออกมาแม้แต่คำเดียว หลงเหลือเพียงความ
เงียบ เพราะความเงียบของหลินหมิง บรรยากาศโดยรอบกลายเป็นน่าอึด
อัดใจราวกับพวกเขาอยู่ในบ่อโลหิตเหนียว
แรงกดดันที่มองไม่เห็นนี้แม้กระทั่งฉินจื่อหยายังตื่นตระหนกจน
หวาดกลัว เขาต้องการที่จะกล่าวบางอย่าง แต่ก็พบว่าตนไม่มีสิ่งใดที่จะ
กล่าวออกไป…
……………………..
“ศิษย์น้องฉิน!”
ฉินเหยาร้องออกมาด้วยความตื่นตระหนก นางรีบบรรเลงพิณอย่าง
บ้าคลั่ง ทำให้ชุดตัวโน๊ตพุ่งออกไปและระเบิดอยู่ข้างหลังฉินซิงเซวียน
กระแทกปีศาจโลหิตที่ติดอยู่หลังของนางกระเด็นออกไป
อย่างไรก็ตาม ขณะที่ปีศาจโลหิตถูกทำลาย มันได้ดูดปราณโลหิตของ
ฉินซิงเซวียนหยดสุดท้าย นางได้กินโอสถผลาญโลหิตเข้าไป แต่ความจริง
ก็คือปราณโลหิตของฉินซิงเซวียนได้เหือดแห้งมานานแล้ว!
ตอนนี้ จากหัวจรดเท้า ฉินซิงเซวียนไร้ซึ่งรอยเลือดฝาด ชุดของนาง
ฉีกขาด ริมฝีปากของนางสั่น และนางดูราวกับคนใกล้ตายที่ถูกโยนเข้าไป
ในพายุน้ำแข็ง ให้ถูกแช่แข็งจนตาย
นางสามารถที่จะผ่าปีศาจโลหิตที่โจมตีนางให้เป็นสองส่วนได้ แต่ฉิน
ซิงเซวียนไม่มีแรงใดๆเหลือพอที่จะยกกระบี่ขึ้นมาได้อีกแล้วในตอนนี้
“ศิษย์พี่ฉินเหยา… ทิ้งข้า… “ ดวงตาของฉินซิงเซวียนเต็มไปด้วย
น้ำตา นางไม่ต้องการที่จะดึงฉินเหยา มาให้ตกตายลงไปกับนางด้วย
เมื่อครึ่งปีก่อน ฉินซิงเซวียนได้พบกับฉินเหยา เมื่อได้อยู่ที่อยู่หุบเขา
เจ็ดแก่นแท้ พวกเขาทั้งสองมีมิตรภาพที่ดีต่อกันมาก ฉินเหยามีอายุ
มากกว่านางโดยรวมถึง 4 ปี พรสวรรค์ของนางนั้นปานกลาง แต่นางยังมี
ความฝันที่ต้องการจะทะลวงเข้าสู่ขั้นปราณปลายฟ้า ดังนั้น นางจึงได้
เสี่ยงอันตรายมาที่เกาะปีศาจโลหิตแห่งนี้
ในช่วงเดือนนี้บนเกาะปีศาจโลหิต ฉินเหยาเป็นเหมือนพี่สาวที่ดูแล
ฉินซิงเซวียนมาตลอด การได้ผ่านความยากลำบากด้วยกัน พวกนางได้
กลายเป็นคนสนิท ถ้ามันมิใช่เพราะฉินเหยา ฉินซิงเซวียนจะต้องจบสิ้นไป
นานแล้ว
ในช่วงเดือนที่นางได้อยู่ในเกาะปีศาจโลหิต ฉินซิงเซวียนนั้นสับสน
นางไม่รู้ว่าตนกำลังต่อสู้ในช่วงกลางวันหรือกลางคืน หลินหมิงได้ตายแล้ว
ตระกูลฉินของนางนั้นอยู่ภายใต้การควบคุมของผู้อื่น และภายใต้การ
ปราบปรามของกองทัพขนาดใหญ่ที่รู้จักกันในนามสำนักหุบเขาเจ็ดแก่น
แท้ แม้อาจารย์ของนางมู่อี้ก็ไม่สามารถทำอะไรได้ ตอนนี้ สิ่งที่นางทำได้
คือรอให้จักรพรรดิองค์ใหม่มาใส่ร้ายตระกูลฉินของนาง และเด็ดหัวคนใน
ตระกูลของนางทั้งหมด!
นางมิได้ยอมจำนน ดังนั้น นางจึงต้องทนสู้ นางยังต่อสู้และจะทน
เท่าที่จะทำได้ นางไม่พร้อมที่จะยอมจำนนให้กับโชคชะตาที่น่าเศร้าเช่นนี้
แต่นางเองคิดอยู่ว่า หากพยายามจนรอดและยังคงมีชีวิตอยู่ต่อไปได้อีก
หน่อย แล้วมันเพื่อสิ่งใดกันนั้นซึ่งนางเองก็สงสัย
นางไม่สามารถต่อต้านตัวตนเช่นโอวหยางปั่วเยี่ยนได้!
นางไม่เต็มใจที่จะตายเช่นนี้ แต่ทุกสิ่งทุกอย่างที่นางทำเป็นเพียงแค่
การเพิ่มความสนุกให้กับโอวหยางปั่วเยี่ยนได้เฝ้ามองนางประสบกับความ
เจ็บปวด!
ความสับสน! การไร้ซึ่งความแข็งแกร่ง! ความสิ้นหวัง!
ในจิตใจอันเปราะบางของนาง มีรูปลักษณ์ปีศาจโลหิตที่มีจำนวน
มหาศาลรวมตัวกันเป็นสัตว์ประหลาดโบราณขนาดใหญ่ ราวกับมันพร้อม
ที่จะกลืนกินจิตวิญญาณของนางทั้งหมด…
“ศิษย์น้องฉิน ทางนี้!”
ฉินเหยา ได้บรรเลงและเกิดตัวโน๊ตหลายสิบพุ่งออกไปขวางกั้นปีศาจ
โลหิต 5-6 ตัวที่พุ่งไปหาฉินซิงเซวียน แต่ปราณแท้และปราณโลหิตของ
ฉินซิงเซวียนได้หมดลงแล้ว นางไม่สามารถใช้ทักษะใดเพื่อที่จะหลบหนีได้
อีกต่อไป
ในช่วงเวลาสั้นๆ ฉินเหยาและฉินซิงเซวียนได้ถูกล้อมโดยเหล่าปีศาจ
โลหิต พวกนางทั้งสองคนแยกจากโอวหยงและกลุ่มของเขาอย่างสิ้นเชิง
แล้ว
โอวหยงหันไปมองพวกนาง มุมปากของเขาโค้งขึ้นเป็นรอยยิ้มที่ชั่ว
ร้าย “แผนกพิณ แผนกกระบี่ พวกเขาทั้งหมดมีแต่คนโง่เขลาที่ชอบ
คุณธรรม ฉินเหยารู้ดีว่านางจะตายถ้านางยังอยู่กับฉินซิงเซวียน ดีละ ถ้า
เช่นนั้น นางจะถูกฝังอยู่ที่นี่กับฉินซิงเซวียน เป็นเช่นนี้ก็ดีเหมือนกัน ทั้ง
สองคนก็เพียงพอจะเป็นตัวล่อให้ปีศาจโลหิตได้กินอย่างอิ่มหนำในขณะที่
พวกข้าหนีไป”
สำหรับศิษย์น้องแผนกลงทัณฑ์ทั้งสองคนของโอวหยง ขณะที่พวก
เขาเห็นฉินซิงเซวียนและฉินเหยาเริ่มถูกล้อมโดยฝูงปีศาจโลหิต ใบหน้า
ของพวกเขาเต็มไปด้วยความเสียใจ พวกเขาไม่ได้เสียใจต่อการตายของ
ฉินซิงเซวียนและฉินเหยา แต่สาวงามเหล่านี้น่าลิ้มลอง ก่อนที่มันจะเสีย
ของโดยเหล่าปีศาจโลหิต…
พวกเขาทั้งสามคนเริ่มสังหารฝ่าออกไป สำหรับศิษย์แผนกค่ายกล
เขาถูกดูดจนแห้งโดยเหล่าปีศาจโลหิตไปเมื่อครู่ ศิษย์แผนกค่ายกลอ่อนใน
ด้านการต่อสู้ เมื่อเขาถูกล้อมไว้ด้วยเหล่าปีศาจโลหิต เขาก็ได้ร้องเรียกขอ
ความช่วยเหลือ แต่โอวหยงและศิษย์น้องทั้งสองโดยธรรมชาติแล้วไม่คิด
จะช่วยเขา เพราะเกรงว่าตนจะถูกลากลงไปและพบชะตากรรมที่น่าเศร้า
เช่นเดียวกัน
“หืม? นั่นอะไร?”
ขณะที่โอวหยงสับปีศาจโลหิตเป็นชิ้นๆ เขาก็เงยหน้าขึ้นและเห็น
เปลวเพลิงขนาดมหึมามุ่งหน้ามาทางพวกเขาด้วยความเร็วที่น่าทึ่ง!
“วิหค… วิหคเพลิง? มันเป็นคนบางคนจากเกาะฟินิกซ์ศักดิ์สิทธิ์!”
โอวหยงมีความสุขทันที
พวกเขาจะปลอดภัยแล้ว! แม้โอวหยงจะไม่มีความมั่นใจที่แน่นอนว่า
เขาสามารถที่จะทำลายฝ่าวงล้อมที่หนาแน่นนี้ได้ ไม่ว่าอย่างไร ยังคงมี
ปีศาจโลหิตระดับสูงทั้งสองตัวที่ไม่ได้อ่อนแอไปกว่าเขานั่นเอง
“นี่! ทางนี้!”โอวหยงเริ่มที่จะตะโกนอย่างบ้าคลั่ง กลัวว่าคนผู้นี้จะไม่
เห็นหรือได้ยินพวกเขา เขาสัญญากับตนเองว่าหลังจากหลบหนีออกจาก
ที่นี้ได้อย่างมีชีวิต เขาจะไม่กลับมาที่เกาะปีศาจโลหิต เขาจะกอดนางสนม
เจ็ดถึงแปดคนของเขาเพื่อหลับนอนอย่างสบายใจ – และกลายเป็นนักสู้
ขั้นปราณปลายฟ้าในอนาคต!
โอวหยงโบกกระบี่ของเขา ส่งสัญญาณถึงวิหคเพลิง วิหคเพลิงได้บิน
มายังทิศทางของเขา แต่… มันก็ไม่ได้ชะลอความเร็วลงเลย!
ขณะที่เขาเห็นวิหคเพลิงขยายตัวขึ้นเมื่อมันเข้ามาใกล้ด้วยความเร็วที่
น่าสะพรึงกลัว โอวหยงแข็งทื่อราวกับหิน มีบางคนกระโดดลงมาจากวิหค
เพลิง!
บึมมม!!
เปลวเพลิงนรกปะทุออกมาราวกับคลื่นมหาสมุทร!
หอกของหลินหมิงกวาดออกไป ปีศาจโลหิตกว่า 2 ตัวข้างหน้าไม่
สามารถทำอะไรได้เลยนอกจากกลายเป็นเถ้าถ่าน! แม้ปีศาจโลหิต
ระดับสูงทั้งสองที่เทียบเท่ากับนักสู้ปราณต้นฟ้าก็ถูกสังหารทันที!
โอวหยงและศิษย์น้องทั้งสองลอยกระเด็นถอยหลังออกไป ตกลงพื้น
และงุงงนราวกับสุนัข ดวงตาของโอวหยงเบิกกว้างขึ้น เขาไม่สามารถเชื่อ
ในสิ่งที่เกิดขึ้นได้ มันเป็นหอก! เพียงแค่หอก! แต่ปีศาจโลหิตระดับสูงทั้ง
สองและปีศาจโลหิตกว่า 2 ตัวถูกสังหารทันที!
ใคร… คนผู้นี้เป็นใครกัน!?
ขณะที่คลื่นกระแทกของการระเบิดที่น่าสะพรึงกลัวกวาดผ่านเหนือ
หัวพวกเขา ฉินเหยา ตื่นตระหนก อย่างไรก็ตาม นางถูกล้อมไว้โดยเหล่า
ปีศาจโลหิตจึงไม่ทราบว่าเกิดสิ่งใดขึ้น
นางชะงัก แต่ในช่วงเวลาที่นางล่าช้าไปนั้น ปีศาจโลหิตกระโจนเข้า
มาโจมตีนาง และปีศาจโลหิตอีกสองตัวได้ไปทางฉินซิงเซวียน!
ฉินเหยากัดฟันของตนแน่น พิณในมือของนางระเบิดตัวโน๊ตพุ่ง
ออกไป แต่ นางได้ใช้ปราณแท้มากเกินไป แม้ว่าตัวอักษรเหล่านี้จะระเบิด
จากพิณของนาง นางก็ไม่สามารถจัดการเหล่าปีศาจโลหิตทั้งสามได้!
“ศิษย์น้องฉิน ระวัง!” ฉินเหยาตะโกนออกมาสุดเสียง
ดวงตาของหลินหมิงสาดประกายด้วยสายฟ้า เขาสามารถตรวจสอบ
สถานการณ์ห่างออกไป 200 ก้าวได้อย่างชัดเจน 200 ก้าวนี้ดูราวกับยาว
เป็นนิรันดร์
ระยะทาง 200 ก้าว เป็นระยะทางเพียงอึดใจ!
สายตาของหลินหมิงปลดปล่อยความอำมหิตและบ้าคลั่งออกมา
อย่างรุนแรง
พลังของไขกระดูกปะทุออกมาจากภายในกระดูกของเขา
ปราณเทพทรราชคลั่ง – เปิด!
ความแข็งแกร่งทั้งหมดของเขาถูกปลดปล่อยออกมาจนถึงขีดสุด
ในทันที
“ตายซะ!!!!”
ปังงงงง!!!
หินใต้ฝ่าเท้าของหลินหมิงระเบิดออกอย่างฉับพลัน เศษหินลอยขึ้น
ไปนับ 10 ก้าวในอากาศ หลินหมิงพุ่งไปข้างหน้าราวกับสายฟ้า ด้วยหอก
แห่งดาวหางม่วงในมือ เขาราวกับกลายเป็นสายฟ้าจำแลง!
กึกก!
โครงกระดูกของหลินหมิงส่งเสียงออกมาทั่วทั้งร่าง เกิดเสียงคำราม
ของมังกรออกมาจากส่วนลึกของเขา พุ่งทะยานสู่ท้องฟ้า!
“จิตวิญญาณสายฟ้าปีศาจศักดิ์สิทธิ์!”
มังกรวารีสายฟ้าศักดิ์สิทธิ์สีม่วงเป็นสิ่งที่ทรงพลังอย่างยิ่งในการ
ปราบปรามปีศาจและภูติผี
แต่สายฟ้าปีศาจแห่งโลหิตทำลายล้างเป็นสิ่งตรงข้ามกัน มันสามารถ
ที่จะดูดซับพลังของปีศาจและภูติผีได้!
ไม่ว่าจะเป็นสิ่งใด ทั้งคู่ต่างก็เป็นสุดยอดสิ่งต่อต้านเหล่าปีศาจโลหิต!
ภายในร่างกายของหลินหมิง เมล็ดพันธุ์แห่งเทพทรราชเริ่มที่จะส่ง
เสียงออกมาด้วยความยินดี ร่างของหลินหมิงถูกห่อหุ้มอย่างสมบูรณ์โดย
เงาของมังกรสีคราม จากนั้นจิตวิญญาณสายฟ้าปีศาจศักดิ์สิทธิ์หลอม
รวมเข้าไปในหอกดาวแห่งดาวหางม่วง พลังแห่งสายฟ้าแพร่กระจาย
ออกมาอย่างรุนแรง!
สายฟ้าสีแดงและสีม่วงอันน่าสะพรึงกลัวก่อตัวเป็นตาข่ายสายฟ้า
ขนาดใหญ่พุ่งไปยังปีศาจโลหิต!
บึมมม!
ปีศาจโลหิตทั้งหมดที่อยู่โดยรอบฉินซิงเซวียนและฉินเหยา ได้ถูก
ทำลายอย่างสมบูรณ์และถูกเผาไหม้จนไม่เหลือซากในทันที!
เมื่อนักสู้ปกติสังหารปีศาจโลหิต ปีศาจโลหิตจะกลายเป็นบ่อโลหิต
บนพื้น แต่เมื่อหลินหมิงสังหารพวกมันอย่างฉับพลัน ปีศาจโลหิตได้
กลายเป็นเพียงเถ้าถ่าน ไม่เหลือร่องรอยของโลหิตอยู่เลยแม้แต่น้อย!
ฉินเหยาตกตะลึงถึงขีดสุด นางเฝ้ามองดูอย่างช่วยไม่ได้ขณะที่ฝูง
ปีศาจโลหิตรอบๆนางกลายเป็นเถ้าถ่านในทันที ถูกกำจัดไปในพริบตาโดย
มิอาจต่อต้านได้เลยสักนิด นางรู้สึกราวกับว่าอยู่ในความฝัน แต่… กำลัง
เกิดอะไรขึ้นกัน?
อย่างไรก็ตาม ฉินซิงเซวียนยืนอยู่ที่นั่นเช่นเดียวกัน ร่างกายของนาง
โอนเอนขณะที่นางจ้องมองไปยังหลินหมิง ใบหน้าของนางไร้ซึ่งสีสัน
อย่างช้าๆ ดวงตาที่สลัวของนางเริ่มที่จะเติมเต็มไปด้วยอารมณ์ที่
หลากหลาย
ความสนุก…
ความเสน่หา…
ความรัก…
ความสุข…
ความพึงพอใจ…
และไร้ซึ่งความเสียใจใดๆอีกแล้ว…
ริมฝีปากของนางโค้งขึ้นอย่างยากลำบาก นางต้องการที่จะยิ้ม แต่
นางก็ไม่อาจทำได้
จากนั้น นางล้มลงไปราวกับผีเสื้อที่ร่วงหล่นในฤดูใบไม้ร่วงที่ได้สิ้นสุด
ลง…
ตอนที่ 414 อย่าขยับเลย เจ้าต้องปลอดภัย
เพียงพริบตาเดียวหลินหมิงก็ได้ไปปรากฏที่ข้างกายของฉินซิงเซวียน
แล้ว คว้าข้อมือของนางไว้ก่อนที่จะตกลงพื้น
ในตอนนี้ หัวใจของฉินซิงเซวียนเต้นอย่างแผ่วเบา เบาบางราวกับ
ไหมที่ลอยอยู่ในสายลม เต้นจนมิรู้สึกถึงการเต้นของหัวใจของนางเลย
ขณะที่หลินหมิงมองไปยังฉินซิงเซวียนด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความ
โศกเศร้า เขารู้สึกเจ็บปวดราวกับถูกกระบี่ทิ่มแทงที่หัวใจ
ที่ด้านข้างฉินเหยายังยืนแข็งทื่อราวกับรูปปั้น นางได้แต่เพียงมองดู
ชายหนุ่มที่โอบกอดฉินซิงเซวียน และจากนั้นจึงกล่าวออกมาด้วยความ
มึนงง “เจ้า… เจ้าคือ…”
มีชื่อหนึ่งดังก้องอยู่ในใจของฉินเหยา แต่นางจะสามารถเชื่อมันได้
อย่างไร!
ในตอนนี้ โอวหยงได้แสดงออกถึงความมีเสน่ห์และอ่อนโยนผ่าน
รอยยิ้มของเขาขณะที่รีบวิ่งเข้าไป โอวหยงเต็มไปด้วยความปรารถนาใน
จิตใจของเขา เขามินึกเลยว่าจะได้มาเจอกับผู้เชี่ยวชาญเช่นนี้ หากเขารีบ
สร้างความสัมพันธ์ที่ดีเอาไว้กับผู้เชี่ยวชาญท่านนี้ บางทีเขาอาจจะได้รับ
ผลประโยชน์อย่างมาก
เมื่อคิดได้เช่นนี้ รอยยิ้มของโอวหยงก็ยิ่งเจิดจ้าอย่างยิ่ง “ผู้อาวุโส
ขอบคุณอย่างยิ่งที่ท่านมีน้ำใจในการช่วยเหลือพวกเรา ข้าสงสัยว่าท่านผู้
อาวุโสมีนามว่าอย่างไร…”
ขณะที่โอวหยงกล่าวมาถึงตรงนี้ คำที่เหลือก็ได้ติดอยู่ในลำคอของเขา
เขาราวกับเป็นไก่ที่กำลังขันและจู่ๆก็โดนตัดคอโดยพ่อค้าเนื้อ
เวลานี้ ความกลัวและสับสนปรากฏบนใบหน้าของโอวหยง ริมฝีปาก
ของเขาซีด นิ้วมือสั่นสะท้าน และเหงื่อเย็นไหลออกมาจากทั่วร่าง
หลินหมิง!
เขายังไม่ตาย!
ไม่เพียงแค่เขายังไม่ตาย แต่ระดับการบ่มเพาะของเขานั้นสูงจนน่า
หวาดกลัว!
ศิษย์แผนกลงทัณฑ์ทั้งสองต่างผงะเช่นกัน ในฐานะที่เป็นศิษย์ของหุบ
เขาเจ็ดแก่นแท้ ย่อมไม่มีผู้ใดที่ไม่รู้ถึงตำนานของหลินหมิง หากกล่าวจาก
สิ่งที่พวกเขารู้นั้น หลินหมิงนั้นมีความสัมพันธ์พิเศษกับฉินซิงเซวียน
ขณะที่ทั้งสองจำได้ว่าเกิดสิ่งใดขึ้นเมื่อครู่ พวกเขาก็รู้สึกขาสั่นขึ้นมา
หลินหมิงมิได้แม้กระทั่งชำเลืองมองโอวหยงและทั้งสองคนนั้นเลย
เขาใช้มือพยุงฉินซิงเซวียนและค่อยๆถ่ายเทปราณแท้ลงไปในร่างของนาง
เขาได้เอาโอสถที่ช่วยฟื้นฟูออกมาจากแหวนมิติ และค่อยๆดันมันเขาไป
ระหว่างริมฝีปากของฉินซิงเซวียน
ฉินซิงเซวียนถอนหายใจอย่างเบาบางออกมา และใบหน้าเกิดสีเลือด
ฝาดขึ้นมาเล็กน้อย นางต้องการที่จะยกมือขึ้นมาสัมผัสใบหน้าของหลินห
มิง แต่สำหรับนางที่แม้กระทั่งพูดก็ยังไม่ได้นั้น สิ่งนี้ก็มิต่างจากฝันเท่าใด
นัก
ริมฝีปากที่ซีดเซียวของนางขยับ แต่ก็มิได้มีคำพูดหรือเสียงอันใดเล็ด
รอดออกมา สิ่งที่นางสัมผัสได้มีเพียงพลังชีวิตที่ค่อยๆไหลออกไปจากร่าง
ของนาง!
“ข้าอยู่ข้างเจ้าแล้ว อย่าขยับเลย เจ้าจะไม่เป็นอะไร เพียงนอนลง
และผ่อนคลาย”
คำกล่าวของหลินหมิงที่เข้าไปในหูของฉินซิงเซวียนนั้นนางจึงรู้สึก
แสบจมูกเล็กน้อยและน้ำตาไหลออกมาจากหางตาของนาง…
ในตอนนี้ นางรู้สึกพอใจเป็นอย่างยิ่ง ความรู้สึกที่ถูกหลินหมิงกอด
นางเอาไว้นั้นอบอุ่นยิ่งนัก และรู้สึกสบายใจอย่างยิ่งเมื่ออยู่ในอ้อมแขน
ของเขา
นางรู้ว่านางนั้นมิเหลืออันใดอีกแล้วนอกจากเป็นเพียงน้ำมันตะเกียง
ที่เหือดแห้งไปเรื่อยๆ แต่หากนางได้ตายในอ้อมแขนของหลินหมิง และ
ขณะที่ยืนอยู่หน้าประตูแห่งความตาย นางได้รู้แล้วว่าหลินหมิงยังมีชีวิต
อยู่ แค่นี้มันก็คุ้มค่าพอที่จะให้นางได้จากไปอย่างสงบ
ด้วยการมีหลินหมิงอยู่ ปู่ของนางจะต้องปลอดภัย และตระกูลฉิน
ของนางจะไม่ต้องทนทุกข์ทรมานอีกต่อไป
มุมปากของนางขยายขึ้นเล็กน้อย เผยให้เห็นถึงรอยยิ้มที่แสน
อ่อนโยน
ในจุดจบของชีวิตหนึ่ง ความงามของผู้หญิงจะเปล่งประกายก็ต่อเมื่อ
…
หลินหมิงวางฉินซิงเซวียนลงบนพื้นอย่างระมัดระวัง ฉินจื่อหยาถอน
หายใจ สีหน้าเต็มไปด้วยความเศร้าหมอง เขาส่ายศีรษะและกล่าวว่า “แม่
นางฉินได้สูญเสียปราณโลหิตไปทั้งหมด มันยากเกินไปที่จะฟื้นฟูได้ ข้า
เกรงว่า….”
ฉินเหยาเองก็โศกเศร้า หากหลินหมิงนั้นมาเร็วกว่านี้เล็กน้อย อย่าง
น้อยก็ซักวันนึง เขาอาจสามารถที่จะช่วยนางได้ แต่ในตอนนี้ ดูเหมือนว่า
เขาทำได้เพียงมองดูนางจากไปในอ้อมแขนอย่างช่วยไม่ได้
หลินหมิงมิได้กล่าวอันใดออกมา มันดูราวกับว่าเขานั้นมิได้ฟังที่ฉินจื่
อหยากล่าวออกมาเลย
เขาได้นำเหยือกสีแดงออกมาจากแหวนมิติ ภายในเหยือกนี้คือปราณ
โลหิตของวิหคเพลิงที่มู่เฟิงเซียนได้ให้เขามา
มันมีทั้งหมด 22 หยด หลินหมิงได้ใช้ไป 12 หยดและเขาวางแผน
เหลือไว้ให้ฉินซิงเซวียน 10 หยด แต่เขาก็ไม่คิดว่าเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์จะ
อนุญาตให้เขาทำเช่นนั้น เพราะมันมิได้ขึ้นอยู่กับเขาในการโอนถ่ายปราณ
โลหิตของเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ให้กับผู้ใดก็ได้ที่เขาต้องการ
แต่ในตอนนี้สถานการณ์เปลี่ยนไป หลินหมิงได้รับ 8 ขั้นแรกของ
‘เคล็ดบ่มเพาะบัญญัติศักดิ์สิทธิ์ต้องห้ามวิหคเพลิง’ มา จึงมิต้องกล่าวถึง
การให้ปราณโลหิตของวิหคเพลิงกับผู้อื่น แม้แต่เขาต้องการที่จะให้เจ้า
เพลิงประกายก็ตามที มู่อี้หวงก็ย่อมมิกล้ากล่าวอันใด
หลินหมิงเอาปราณโลหิตออกมาอย่างระมัดระวังโดยการใช้ช้อน
พิเศษตักมันและหยดลงไปบนหน้าผากของฉินซิงเซวียน สีหน้าของเขา
เต็มไปด้วยความมุ่งมั่น ในสายตาของเขามันก็เป็นเพียงแค่หยดปราณ
โลหิตของวิหคเพลิง
โอวหยงและศิษย์น้องทั้งสองของพวกเขามองหน้ากัน พวกเรารู้สึกได้
ถึงความหวาดกลัวอย่างสุดซึ้งในสายตาของอีกฝ่าย และจากนั้นก็ค่อยๆ
ถอยหลังออกมาอย่างช้าๆ…
แต่สิ่งเหล่านี้นั้นถูกสังเกตเห็นโดยฉินเหยา นางจึงตะโกนออกมาด้วย
ความโกรธ “ขยะทั้งสามเช่นพวกเจ้าต้องการที่จะหนีไปเช่นนั้นหรือ!?
หากมิใช่เพราะพวกเจ้าทั้งสามเอาโอสถผลาญโลหิตให้แก่ศิษย์น้องฉิน
เพื่อให้เป็นผู้รั้งท้ายคุ้มกันให้พวกเจ้า เช่นนั้นนางจะมีสภาพที่น่าสังเวช
เช่นนี้ได้อย่างไร!”
เสียงของฉินเหยานั้นดังและชัดเจน หลังจากที่หลินหมิงได้ยินคำ
กล่าวเหล่านั้น ทันใดนั้นเอง แขนของเขาก็สั่นสะท้าน ช้อนที่เขาจับอยู่
แทบจะแตกสลายเป็นเสี่ยงๆ!
อย่างไรก็ตาม เขาต้องพยายามสะกดข่มความโกรธของตนเองและ
หยดปราณโลหิตหยดที่ 2 ลงไป ในตอนนี้ ต่อให้มีแผ่นดินไหวหรือสึนามิ
ปรากฏอยู่ตรงหน้าของเขา เขาก็จะไม่วอกแวกเลยสักนิด
ต่อมาได้เกิดจิตสังหารที่รุนแรงอย่างยิ่งแผ่กระจายอยู่ทั่วอากาศ
กดดันทุกคนที่อยู่โดยรอบ ขาของโอวหยงกลายเป็นอ่อนปวกเปียกและทั่ว
ทั้งร่างหลั่งเหงื่อเย็น เขาต้องการที่จะหันกลับและหลบหนีไปในทันที แต่
ขาของเขาไม่อาจทำเช่นนั้นได้ หากเขาหนีไปก็ต้องตาย หากไม่หนีก็ต้อง
ตายเช่นกัน ไม่ว่าเขาจะทำอย่างไรหรือคิดหาวิธีการอย่างไร สิ่งที่พบก็มี
แต่จุดจบที่น่าสมเพช ในตอนนี้หัวใจของเขาราวกับถ่านที่กำลังมอดดับ
……………
หลินหมิงยังคงความมุ่งมั่น เขาหยดปราณโลหิตลงไป และจากนั้นก็
อีกหยด
ในประสบการณ์ของฉินจื่อหยาและฉินเหยา ปราณโลหิตนั้นมิ
สามารถถ่ายโอนให้กับผู้อื่นได้ แต่ที่พวกเขามิรู้คือ เกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์มี
วิธีการลับที่จะทำเช่นนั้นได้ หากพวกเขามีสายเลือดวิหคเพลิงเล็กน้อยใน
ร่างของพวกเขา ตราบเท่าที่สามารถได้รับการถ่ายโอนปราณโลหิตมาให้
พวกเขาเพียง 1-2 หยด มันก็เพียงพอที่จะทำให้พวกเขาสามารถฝึกฝน
แก่นหลักของ ‘เคล็ดบ่มเพาะบัญญัติศักดิ์สิทธิ์ต้องห้ามวิหคเพลิง’ ได้ มัน
จะมิเป็นการกล่าวเกินจริงเลยว่าเพียง 1-2 หยดนี้สามารถที่จะให้กำเนิด
บุคคลผู้ที่จะกลายเป็นปรมาจารย์ขั้นหลอมรวมแก่นแท้ของเกาะฟีนิกซ์
ศักดิ์สิทธิ์ในอนาคตได้!
สำหรับปราณโลหิตของวิหคเพลิงหลายหยดนั้น มันสามารถที่จะทำ
ให้เกิดความขัดแย้งอย่างใหญ่หลวงเกิดขึ้นภายในเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ได้
ดังนั้น จึงเห็นได้ว่าปราณโลหิตของวิหคเพลิงนั้นล้ำค่าเพียงใด
โดยมิได้มีความลังเลใดๆ หลินหมิงได้ใช้ปราณโลหิตของวิหคเพลิง
หยดลงไปให้กับฉินซิงเซวียนถึง 10 หยดแล้ว
ปราณโลหิตของวิหคเพลิงเป็นสิ่งที่ค่อนข้างอ่อนโยน เมื่อมันสัมผัส
กับผิวหนัง จะทำให้รู้สึกแสบร้อนเล็กน้อย ราวกับปราณโลหิตจากทั่วทั้ง
ร่างมุ่งมายังหน้าผากเพียงจุดเดียว และรวมตัวกันกลายเป็นผลึก เมื่อตอน
ที่หลินหมิงใช้มันกับตนเอง เขามิได้มีความรู้สึกเหมือนเหมือนกำลังถูกเผา
เช่นนั้นเลย กลับกัน เขารู้สึกผ่อนคลายราวกับกำลังดื่มด่ำกับไวน์ชั้นเลิศ
และอยู่ภายในตำหนักของผู้เป็นอมตะ
เช่นนั้น ถึงแม้ฉินซิงเซวียนจะอยู่ในสภาพที่อ่อนแอ แต่ความเจ็บปวด
นั้นมีเพียงเล็กน้อย หลินหมิงจึงมิได้กังวลว่านางไม่สามารถทนต่อ
ผลกระทบจากปราณโลหิตของวิหคเพลิงได้
ขณะที่ปราณโลหิตของวิหคเพลิงซึมเข้าไปในผิวหนังของฉินซิงเซวียน
ใบหน้าของนางก็ได้กลับมามีสีสันของเลือดฝาดอีกครั้ง
ฉินจื่อหยาได้เป็นพยานในตลอดทั้งกระบวนการนี้ ท้ายที่สุด เมื่อเขา
ได้เห็น ฉินซิงเซวียนฟื้นฟูกลับมาและสีหน้าเต็มไปด้วยร่องรอยของเลือด
ฝาด เขาก็ตกตะลึงอย่างยิ่ง “เจ้าทำอันใด? และของเหลวสีแดงเหล่านั้น
คือสิ่งใด? มันมีโอสถปาฏิหาริย์ในโลกนี้ที่สามารถฟื้นฟูปราณโลหิตกลับมา
ได้ด้วยหรือ?”
หลังจากที่เสร็จสิ้นกระบวนการ หลินหมิงก็ถอนหายใจด้วยความโล่
งอก โอสถปาฏิหาริย์หรือ? ปราณโลหิตของวิหคเพลิงอาจสามารถกล่าว
ว่าเป็นเช่นนั้นก็ได้ เมื่อครู่ เขาได้ใช้ปราณโลหิตของวิหคเพลิงมากพอที่จะ
สร้างปรมาจารย์ขั้นหลอมรวมแก่นแท้ถึง 5 คนขึ้นมาได้เพื่อแลกเปลี่ยน
กับชีวิตของฉินซิงเซวียนที่มีระดับการบ่มเพียงแค่ขั้นผสานชีพจร!
ทรัพยากรที่แสนล้ำค่า ทั้งหมดนั้นใช้เพื่อแลกเปลี่ยนกับการฟื้นฟู
ปราณโลหิตของฉินซิงเซวียน!
นี่เป็นราคาที่สูงอย่างยิ่ง แม้ว่าจะใช้ความมั่งคั่งทั้งหมดของหุบเขา
เจ็ดแก่นแท้ก็ยังมิอาจเทียบได้!
ขณะที่ปราณโลหิตของวิหคเพลิงค่อยๆแทรกซึมเข้าไปในร่างของฉิน
ซิงเซวียนอย่างเงียบๆ ดวงตาของนางที่ปิดสนิท บางครั้งก็มีควันลอย
ออกมาจากระหว่างคิ้วของนาง และบางครั้งมันก็หมุนวน จากนั้นเป็น
เวลานาน นางเต็มไปด้วยรอยยิ้มราวกับว่ากำลังฝันที่แสนวิเศษ
หลินหมิงรออยู่อย่างเงียบๆข้างกายนาง เขารอให้นางสงบใจลงและ
หายใจออกมาอย่างเป็นปกติ จนในที่สุดนางก็ราวกับกำลังหลับอยู่อย่าง
ปกติ
ในตอนนี้เอง หลินหมิงได้ยืนขึ้น รอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความห่วงหา
ปรากฏขึ้น
แต่มันเกิดขึ้นไม่นาน ทันใดนั้น มันก็แปรเปลี่ยนไปเป็นเย็นชาอย่าง
สิ้นเชิง เขาหันหลังไป มองไปยังโอวหยงและศิษย์น้องทั้งสองของเขา ราว
กับเป็นดวงตาของยมทูตที่จับจ้องพวกเขา
ช่วงเวลาที่หลินหมิงได้ช่วยฉินซิงเซวียนเอาไว้นั้นเป็นเพียงแค่ไม่กี่ลม
หายใจ แต่สำหรับโอวหยงและศิษย์น้องรู้สึกราวกับว่ามันยาวนานเป็น 10
ปี และราวกับว่าพวกเขาเป็นนักสู้ที่อยู่ด้วยความหวาดกลัวและรอวัน
ประหารมาถึง
“ท่านหลิน… ข้า… ข้า…”
เมื่อดวงตาของหลินหมิงจับจ้องไปที่โอวหยง จิตสังหารของเขาก็โอบ
ล้อมโอวหยงไว้เช่นกัน ขาที่อ่อนปวกเปียกของโอวหยงล้มคุกเข่าลงกับพื้น
สำหรับศิษย์น้องของเขาก็มิได้แย่ไปกว่ากัน ขาและนิ้วเองก็สั่น และ
พวกเขาเองไม่อาจที่จะหยุดสั่นได้
มันไม่อาจที่จะโทษที่พวกเขาเป็นเช่นนี้ ออร่าของหลินหมิงในตอนนี้
นั้นน่าหวาดกลัวจนเกินไป เมื่อตอนนั้นที่ศิษย์ซึ่งมีระดับการบ่มเพาะขั้น
ปราณต้นฟ้าช่วงกลางบนเกาะมะพร้าวดาราที่ฉินจื่อหยาเฝ้าอยู่ได้สบตา
กับหลินหมิง เขาก็ถึงกับสำลักโลหิตออกมา
หลังจากที่ได้รับประสบการณ์จากภายในแดนเร้นลับฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์
เกือบปี ซึ่งหลินหมิงได้ผ่านการต่อสู้มานับไม่ถ้วน สังหารศัตรูอย่างไร้
ปราณี จิตสังหารที่แผ่ออกไปจากร่างของเขานั้นหนาแน่นจนจับต้องได้
“ท่านหลิน โปรดให้อภัยข้าด้วย ได้โปรด ได้โปรด! ข้าจะช่วยท่านขึ้น
ให้การเอาผิดโอวหยางปั่วเยี่ยน! ข้ารู้ถึงทุกอย่างที่เขาใช้จัดการเรื่องต่างๆ!
ข้ารู้ทั้งหมด!”
โอวหยงทำทุกอย่างเพื่อให้ได้รับการอภัย แต่หลินหมิงเพียงยิ้มอย่าง
เย็นชาราวกับสัตว์อสูร “ช่วยข้าขึ้นให้การเอาผิดโอวหยางปั่วเยี่ยนหรือ?”
“ใช่… ใช่แล้ว หากท่านหลินมิได้เชื่อข้า ท่านสามารถทำผนึกไว้ในร่าง
ของข้าได้!” โอวหยงเป็นผู้ที่หวาดกลัวความตายเป็นอย่างยิ่ง เพื่อให้มีชีวิต
รอด เขาย่อมทำทุกวิถีทาง
“ข้ามิได้ต้องการคำขึ้นให้การเอาผิดโอวหยางปั่วเยี่ยน – ข้าเพียงแค่
ต้องการที่จะสังหารโอวหยางปั่วเยี่ยนเท่านั้น!!” น้ำเสียงของหลินหมิงเต็ม
ไปด้วยความเย็นชาและอำนาจสั่งการ ในตอนนี้ เขาราวกับเป็นราชาผู้กุม
ชีวิตของผู้อื่นไว้ในมือ!
ขึ้นให้การเอาผิดโอวหยางปั่วเยี่ยนหรือ? นั้นเป็นเพียงการใช้กฎของ
หุบเขาเจ็ดแก่นแท้ในการเอาผิดโอวหยางปั่วเยี่ยน แต่เมื่อหลินหมิงแข็ง
แกร่งแล้ว หลินหมิงก็จะกลายเป็นกฏเสียเอง! แล้วเหตุใดเขาจะต้องการ
คำขึ้นให้การของผู้อื่นด้วยเล่า!?
“เอาล่ะ เจ้าตายได้แล้ว!”
หลังจากที่หลินหมิงต้องเจ็บปวดเช่นนี้ เขาจะไม่ปล่อยศัตรูของตน
เอาไว้อีกเป็นอันขาด ต่อให้ศัตรูของเขาเป็นเพียงคนไม่สำคัญ มันก็ยังเป็น
งูพิษที่เขาทิ้งเอาไว้ บางครั้งในอนาคต งูพิษตนนี้อาจสามารถที่จะมาแว้ง
กัดเขาได้!
หลินหมิงสะบัดนิ้ว เกิดสายฟ้าสีแดงฉาน 3 สายพุ่งออกไปยังโอหยง
และศิษย์น้องทั้งสองของเขา
ในตอนนี้พวกเขาทั้ง 3 ตื่นตระหนกจนสามารถวิ่งได้แล้ว สีหน้าของ
โอวหยงเปลี่ยนไปอย่างหนัก และหันหลังเพื่อหลบหนี
ศิษย์น้องทั้งสองคนของเขาเองก็ร้องออกมาและวิ่งหนี แยกทางกัน
ไป
อย่างไรก็ตาม สายฟ้าสีแดงฉานก็พุ่งแยกกันตามพวกเขาไปเช่นกัน
ในพริบตา มันก็ตามไปทันและเกิดเสียง “ซี่ ซี่ ซี่” เสียงของสายฟ้าสีแดง
ฉานเสียบเข้าไปในร่างของพวกเขาราวกับเป็นปลิงที่ดูดปราณโลหิต!
ศิษย์น้องทั้งสองของเขากรีดร้องออกมาอย่างโหยหวน แสดงให้เห็น
ถึงว่าพวกเขานั้นเจ็บปวดแค่ไหน แต่มันก็ไร้ความหมายสำหรับหลินหมิง
ร่างกายของพวกเขาเริ่มเหี่ยวแห้ง และหลายลมหายใจต่อมา ก็กลายเป็น
สภาพคล้ายมัมมี่
โอวหยงนั้นอยู่ได้นานกว่า เพราะสายฟ้าสีแดงฉานเสียบเข้าไปที่ต้น
ขาของเขา ต้นขาของเขาจึงถูกดูดจนเหี่ยวแห้ง โอวหยงจึงกรีดร้องและใช้
กระบี่ตัดต้นขาของตน แต่ในตอนนั้นเอง สายฟ้าก็กลายเป็นดั่งอสรพิษฉก
ไปที่ต้นขาอีกข้างทันที
“อ๊ากกกกก!!”
ดวงตาทั้งสองของโอวหยงเต็มไปด้วยโลหิตคลั่ง เขาฟันกระบี่ออกไป
อีกครั้ง!
ความไม่เต็มใจ ความเจ็บปวด ความสิ้นหวัง สีหน้าของโอวหยงบิด
เบี้ยวอย่างยิ่ง เขาจับไปที่ใบหน้าของตนเจ็บปวดจนราวกับจะฉีกกระชาก
หน้าของตน
ฉินเหยาหวาดกลัวขณะมองไปยังที่ห่างออกไป ในตอนนั้นเอง นาง
รู้สึกราวกับว่าหลินหมิงนั้นเป็นปีศาจอย่างแท้จริง…
ตอนที่ 416 ความรู้สึกที่มิได้สูญเสียนางไปมันช่างสุขใจยิ่งนัก
โอวหยงตายแล้ว และได้เจ็บปวดอย่างมากก่อนตาย เป็นเพราะ
ระดับการบ่มเพาะของเขานั้นสูง สายฟ้าปีศาจแห่งโลหิตทำลายล้างจึงมิ
อาจที่จะสังหารเขาได้ในทันที แต่มันก็หมายถึงความเจ็บปวดก่อนตายที่
ยาวนานขึ้น ไม่ว่าอย่างไรสุดท้ายเขาก็เป็นได้เพียงศพที่เหี่ยวแห้ง
สายฟ้าปีศาจแห่งโลหิตทำลายล้างกู่ร้องและกลับมายังแขนหลินหมิง
และรวบกลับไปเป็นจิตวิญญาณสายฟ้าปีศาจศักดิ์สิทธิ์เช่นเดิม
ฉินเหยาอ้าปากค้าง ช่างเป็นการสังหารที่น่าขนลุกยิ่งนัก นี่ย่อมมิใช่
วิถีทางแห่งคุณธรรม
หลินหมิงหันกลับไปมองนาง ฉินเหยาสะดุ้ง ก่อนที่จะรู้ตัว มือของ
นางก็ชุ่มไปด้วยเหงื่อเรียบร้อยแล้ว
“ขอบคุณยิ่งนัก” หลินหมิงได้เห็นเมื่อก่อนหน้านี้เมื่อฉินเหยาได้ช่วย
ฉินซิงเซวียนเอาไว้ เขาคิดว่าฉินเหยานั้นคงได้ดูแลฉินซิงเซวียนเช่นนี้เสมอ
มา มิเช่นนั้น ด้วยสถานการณ์เช่นนี้ มันคงเป็นไปมิได้ที่ฉินซิงเซวียนจะ
รอดมาได้จนถึงตอนนี้ หากมิได้นางช่วยเอาไว้มาตลอด
“นี่สำหรับท่าน” หลินหมิงหยิบเอาโอสถ 2 ขวดออกมาจากแหวน
มิติ
เมื่อตอนที่หลินหมิงได้เอาแหวนมิติของเหล่ยมู่ไป่มา นอกจากหอก
ง้าวโลหิตล้างผลาญและแผ่นหยกเคล็ดบ่มเพาะปีศาจบรรพกาลแล้วนั้น
ยังมีโอสถและสมบัติล้ำค่าอยู่มากมาย โอสถบางอย่างล้ำค่ายิ่งกว่าโอสถ
เปิดทางสวรรค์เสียอีก
หลินหมิงมิได้ตระหนี่ เขาเอาขวดโอสถสมดุลพลังต้นกำเนิดและขวด
โอสถโอสถจิตวิญญาณปฐพี ทั้งสองโอสถนี้เป็นโอสถปาฏิหาริย์ที่ใช้ปรับ
สภาพของนักสู้ขั้นปราณต้นฟ้าและนักสู้ขั้นปราณปลายฟ้า มันมี
ความสามารถในการทำให้การบ่มเพาะเสถียร สามารถที่จะสร้างและ
ปรับแต่งปราณแท้ภายในร่างของคนผู้นั้นได้อีกด้วย
มันอาจจะเรียกได้ว่าคือการเสริมความแข็งแกร่งให้กับผู้หนึ่งโดยการ
สร้างความเสถียรให้กับการบ่มเพาะมากขึ้นเรื่อยๆ การบ่มเพาะของ
หลินหมิงนั้นเสถียรเป็นอย่างยิ่งแล้ว เช่นนั้นโอสถทั้งสองอย่างนี้จึงไร้
ประโยชน์สำหรับเขา
โอสถที่สามารถสร้างความเสถียรให้กับการบ่มเพาะนั้นล้ำค่ายิ่งกว่า
โอสถที่สามารถเพิ่มพูนการบ่มเพาะ โอสถจิตวิญญาณปฐพี 2 เม็ด
เทียบเท่ากับโอสถเปิดทางสวรรค์ 1 เม็ด สำหรับโอสถสมดุลพลังต้น
กำเนิด 1 เม็ดล้ำค่ายิ่งกว่าโอสถเปิดทางสวรรค์ 1 เม็ดเสียอีก!
เพียงช่วงลมหายใจเดียว หลินหมิงก็ได้ให้โอสถสมดุลพลังต้นกำเนิด
และโอสถจิตวิญญาณปฐพีที่ล้ำค่ากับผู้อื่น
ฉินเหยารับเอาโอสถทั้งสองมา หลังจากที่สูดดมกลิ่นที่แผ่ออกมา
นางก็ตกตะลึง “พวกมันคือ…. โอสถจิตวิญญาณปฐพีหรือ!?”
สำหรับฉินเหยา โอสถจิตวิญญาณปฐพีเป็นเพียงแค่ตำนาน ภายใน
หุบเขาเจ็ดแก่นแท้นั้น มีเพียงศิษย์สายตรงเช่นเจียงเป่าอวิ้น ฉินหวู่ซิน
และตัวตนอื่นๆเช่นนี้เท่านั้นจึงจะได้รับโอสถจิตวิญญาณปฐพี 1-2 เม็ด
เมื่อพวกเขาสามารถทะลวงเข้าสู่ขั้นปราณต้นฟ้าเพื่อที่จะได้ช่วยให้การบ่ม
เพาะของพวกเขาเสถียรนั้นเอง
แต่หลินหมิงนั้นมีอยู่ในครอบครองถึง 8 เม็ด!
โอสถจิตวิญญาณปฐพี 2 เม็ดเทียบเท่ากับโอสถเปิดทางสวรรค์ 1
เม็ด!
สำหรับนักสู้จากหุบเขาเจ็ดแก่นแท้ นี่เป็นโอสถที่แพงจนทำให้ทุกคน
ต้องมึนงง นางจะกล้าใช้มันได้อย่างไร?
ในเมื่อนางได้โอสถจิตวิญญาณปฐพีมา นางอาจจะใช้มันแลกเปลี่ยน
กับโอสถเปิดทางสวรรค์ ถึงแม้โอสถจิตวิญญาณปฐพีจะส่งผลอย่างมาก
ผลที่คล้ายกันก็จะขึ้นอยู่ความหมั่นเพียรของคนผู้นั้นใช้ระยะเวลาที่
ยาวนานอีกด้วย
แต่โอสถเปิดทางสวรรค์นั้นแตกต่างออกไป หากปราศจากโอสถ
เปิดทางสวรรค์แล้วนั้น ไม่ว่าคนผู้นั้นจะหมั่นเพียรเพียงใด มันก็เป็นไป
มิได้ที่พวกเขาจะสามารถทะลวงเข้าสู่ขั้นปราณปลายฟ้าได้
ฉะนั้นสำหรับศิษย์ของหุบเขาเจ็ดแก่นแท้ โอสถจิตวิญญาณปฐพีเป็น
เสมือนเนื้ออร่อยและมีคุณค่าของสัตว์อสูรดุร้าย ที่อร่อยและมีคุณค่าไม่
เหมาะกับคนยากจน คนยากจนนั้นไม่ควรที่จะกินเนื้อชั้นดีเช่นนี้ พวกเขา
อาจจะนำมันไปแลกเป็นข้าวหลายกระสอบจะดีกว่า ซึ่งจะมีประโยชน์
สำหรับพวกเขามากกว่านั่นเอง
“ข้า…” ฉินเหยานั้นมิรู้ว่าจะกล่าวสิ่งใดออกไปดี นางรู้จักโอสถจิต
วิญญาณปฐพี แต่นางมิเคยรู้จักโอสถสมดุลพลังต้นกำเนิดมาก่อน แต่จาก
การได้เห็นพลังต้นกำเนิดสวรรค์และปฐพีที่อัดแน่นภายในโอสถสมดุล
พลังต้นกำเนิด นางก็เดาว่ามันล้ำค่ายิ่งกว่าโอสถจิตวิญญาณปฐพีเสียอีก
ความจริงแล้ว 1-2 โอสถเปิดทางสวรรค์มันก็มากพอสำหรับนางแล้ว
เหตุผลที่นางยอมเสี่ยงชีวิตมายังเกาะปีศาจโลหิตแห่งนี้ ก็เพื่อที่จะได้เอา
หินลมปราณแท้ระดับกลางไปแลกเปลี่ยนกับโอสถเปิดทางสวรรค์ สำหรับ
โอสถจิตวิญญาณปฐพี มันเป็นเพียงสมบัติที่ฟุ่มเฟือยสำหรับนาง
หลินหมิงสามารถที่จะเดาได้ว่าฉินเหยานั้นกำลังคิดสิ่งใดอยู่ เขาจึง
ยิ้มและกล่าวว่า “โอสถจิตวิญญาณปฐพีนี้สำหรับให้ท่านกลืนกินลงไป
ปราณแท้ภายในร่างของท่านค่อนข้างยุ่งเหยิง และการบ่มเพาะของท่านก็
ไม่เสถียร มิเช่นนั้นเพียงปีศาจโลหิตไม่กี่ตนคงไม่อาจที่จะทำอันใดท่านได้
ด้วยสภาพของท่านในปัจจุบันมันยากที่จะทะลวงเข้าสู่ขั้นปราณปลายฟ้า
หากท่านกินโอสถจิตวิญญาณปฐพีลงไป การบ่มเพาะของท่านก็จะเสถียร
และมีโอกาสมากขึ้น สำหรับโอสถสมดุลพลังต้นกำเนิด หากมีถึง 3 เม็ด
จะสามารถแลกเปลี่ยนเป็นโอสถเปิดทางสวรรค์ได้อย่างน้อย 3 เม็ด
เมื่อใดที่การบ่มเพาะของท่านเสถียรขึ้นมา เพียงแค่โอสถเปิดทางสวรรค์
2-3 เม็ด ก็มากพอที่จะทำให้ท่านทะลวงเข้าสู่ขั้นปราณปลายฟ้าแล้ว!”
โอสถสมดุลพลังต้นกำเนิด 3 เม็ด จะสามารถแลกเปลี่ยนเป็นโอสถ
เปิดทางสวรรค์ได้อย่างน้อย 3 เม็ดเช่นนั้นหรือ?
ฉินเหยาตกตะลึง
ในตอนนี้เอง ฉินจื่อหยาจึงหัวเราะและกล่าวว่า “ฉินเหยา โอสถ
สมดุลพลังต้นกำเนิดนั้นสำหรับนักสู้ขั้นปราณปลายฟ้าใช้ มันมีระดับ
เหนือว่าโอสถเปิดทางสวรรค์ ข้าสามารถที่จะขอให้ท่านเจ้าสำนักช่วยเจ้า
แลกเปลี่ยนได้ ผู้อาวุโสหลายคนของหุบเขาเจ็ดแก่นแท้คงยินดีที่จะ
แลกเปลี่ยนเป็นอย่างยิ่งแน่”
ฉินจื่อหยาเป็นผู้อาวุโสของแผนกพิณ หากเขาช่วยนางแลกเปลี่ยน
เช่นนั้นนางก็จะมิต้องกลัวว่าตนจะโดนปล้น และยังจะปลอดภัยกว่าด้วย
ฉินจื่อหยามิได้มีโอสถเปิดทางสวรรค์ เช่นนั้นเขาคงจะยินดีแลกเปลี่ยนกับ
นางแล้ว สำหรับนักสู้ขั้นปราณปลายฟ้านั้นโอสถเปิดทางสวรรค์ไร้
ประโยชน์ แต่โอสถสมดุลพลังต้นกำเนิดสามารถที่จะทำให้การบ่มเพาะ
ของพวกเขาแข็งแกร่งขึ้นได้
ฉินเหยาตื่นเต้นจนพูดอะไรไม่ออกมา นางกุมหน้าอกขณะที่หายใจ
อย่างยากลำบากด้วยความตื่นเต้น ทุกอย่างที่เกิดขึ้นราวกับเป็นความฝัน
สำหรับนาง!
ขั้นปราณปลายฟ้า! นางได้ตัดสินใจมานานแล้วว่าจะทำทุกอย่าง
จนกว่าจะไปถึงเป้าหมายนี้ แต่ถึงกระนั้น นางก็ได้ตระหนักว่า เป้าหมาย
ของนางช่างห่างไกลยิ่งนัก!
ขณะที่หลินหมิงมองดูสีหน้าตื่นเต้นของฉินเหยา เขาช่วยไม่ได้ที่จะ
ถอนหายใจด้วยอารมณ์ที่หลากหลาย เขาเข้าใจถึงอารมณ์ของนางเป็น
อย่างดีในตอนนี้ ในอาณาจักรลิขิตฟ้า มีนักสู้มากมายที่ตั้งความหวังใน
ชีวิตไว้ว่าจะทะลวงเข้าสู่ขั้นผสานชีพจรให้ได้ สำหรับพวกเขา นักสู้ขั้น
ปราณปลายฟ้านั้นเป็นเสมือนเทพโบราณในตำนาน
แต่ในตอนนี้ ขวดโอสถทั้งสองที่สามารถสร้างนักสู้ขั้นปราณปลายฟ้า
ขึ้นมาได้ และความใฝ่ฝันตลอดชีวิตของศิษย์สำนักระดับ 3 ก็กลายเป็น
สมปรารถนา
อาจกล่าวได้ว่าความไม่เสมอภาคในโลกนี้นั้นแตกต่างกันอย่างยิ่ง
หากสิ่งมีชีวิตอื่นราวกับเป็นเพียงมด สำหรับบางคนที่เชื่อว่าตนนั้นอยู่
เหนือผู้อื่นก็ยังเป็นเพียงแค่มดตัวใหญ่สำหรับหลินหมิงเท่านั้น
เส้นทางของหลินหมิงนั้นยังอีกยาวไกลอย่างยิ่ง
“แม่นางฉินเหยา ได้โปรดอย่าได้กระจายข่าวที่ข้ายังมีชีวิตออกไป”
“ข้า… ข้าเข้าใจ” ฉินเหยาผงกศีรษะ ถึงแม้นางพยายามที่จะสงบใจ
ตนเอง แต่เสียงของนางก็ยังคงสั่นอยู่ดี
หลินหมิงยิ้ม จากนั้นก็โค้งตัวลงมาและอุ้มเอาฉินซิงเซวียนที่กำลัง
หลับอยู่
ขณะที่เขาเก็บซ่อนจิตสังหารเอาไว้ชั่วคราว หลินหมิงก็ได้หาที่สงบๆ
ในเกาะปีศาจโลหิต และทำเตียงที่ทำจากหญ้าและเสื้อผ้า และวางฉินซิง
เซวียนลงไปให้นางได้พักผ่อนอย่างเต็มที่
เมื่อใดที่ฉินซิงเซวียนดีขึ้นแล้ว เขาก็จะได้สงบใจลงได้เสียทีและจะไป
เยี่ยมหุบเขาเจ็ดแก่นแท้เสียหน่อย
ฉินซิงเซวียนพักผ่อนอยู่ 2 วันเต็ม ในช่วงเวลานั้น ฉินจื่อหยาคอยอยู่
ใกล้ๆ ในสองวันมานี้ ฉินจื่อหยาได้สนทนากับฉินเหยา ทั้งสองราวกับเป็น
ขนของนก ฉินจื่อหยานั้นมีพรสวรรค์ที่สูงมากอยู่แล้ว แต่เพียงแค่เริ่มบ่ม
เพาะช้าไปเท่านั้นเอง ซึ่งเป็นการพลาดโอกาสทองในช่วงรุ่นเยาว์ของชีวิต
แต่เขาก็ได้มีความรู้ที่ลึกซึ้งเกี่ยวกับเคล็ดบ่มเพาะของแผนกพิณ และเขา
ยังเข้าใจในความซับซ้อนของหัวใจแห่งพิณอีกด้วย หลังจากที่เขาและฉิน
เหยาสนทนากันมา 2 วัน ฉินเหยาก็เป็นผู้ได้ประโยชน์อย่างมากจากการ
สนทนาในครั้งนี้
2 วันผ่านไปอย่างสงบ หลินหมิงได้วางค่ายกลอย่างง่ายเอาไว้
โดยรอบ เพราะเจ้าเพลิงประกายนั้นค่อนข้างสะดุดตาเป็นอย่างมาก
ถึงแม้พวกเขาจะซ่อนอยู่ในถ้ำและมิได้เกรงกลัวปีศาจโลหิต แต่เขาก็กลัว
ว่าหากมีการต่อสู้ขึ้นจะเป็นการรบกวนการพักผ่อนของฉินซิงเซวียน
………….
ฉินซิงเซวียนหลับอย่างสบาย สีหน้าเต็มไปด้วยความสงบ ใบหน้า
แดงระเรื่ออย่างมีเสน่ห์ ราวกับผิวเด็ก
บางครั้งนางขมวดคิ้ว และมีความตื่นตระหนก อาการเช่นนี้น่าจะ
เป็นเพราะสิ่งต่างๆที่นางได้พบเจอมาในหลายวันที่ผ่านมานี้ หลินหมิงได้
เสียชีวิต ตระกูลฉินของนางใกล้ล่มสลายเพราะงูพิษเช่นโอวหยางปั่วเยี่ยน
และยังอันตรายบนเกาะปีศาจโลหิต สิ่งต่างๆเหล่านั้นคือฝันร้ายของนาง
กดดันนาง ทำให้ยากที่จะหายใจ
เมื่อใดที่หลินหมิงมองเห็นฉินซิงเซวียนเป็นเช่นนี้ เขาทำได้เพียงแค่
เป็นห่วงและเกิดความกังวล เขาก็จะกุมมือของนางไว้ หวังว่ามันจะช่วย
ให้นางรู้สึกสบายใจ…
การกระทำเช่นนี้ราวกับปาฏิหาริย์ เมื่อใดที่หลินหมิงกุมมือของนาง
ฉินซิงเซวียนก็จะสงบลงได้เสมอ และบางครั้งนางก็มีรอยยิ้มที่มุมปาก
อย่างมีความสุขปรากฏออกมา
ถ้ำนี้ค่อนข้างเย็น ความชื้นก่อตัวที่ด้านบนของถ้ำ กลายเป็นหยดน้ำ
ใส มันมีขนาดใหญ่พอที่จะทำให้เมื่อหยดลงมาจะมีเสียงใสดังก้องไปทั่วถ้ำ
อย่างไรก็ตามฉินซิงเซวียนมิได้รู้สึกหนาว เพราะปราณโลหิตของวิหค
เพลิงที่อยู่ในร่างของนาง ทำให้โลหิตชีวิตของนางราวกับมีเตาไฟอยู่
ภายในร่าง บางครั้งนางก็เหงื่อตก นางมักจะดึงผ้าห่มออกโดยไม่รู้ตัวและ
แม้แต่ดึงเสื้อผ้าด้วยเช่นกัน
เมื่อเป็นเช่นนี้หลินหมิงทำได้เพียงเขินอายและดึงชุดของฉินซิงเซวียน
ให้อยู่แบบเดิม รอคอยให้ปราณโลหิตของวิหคเพลิงซึมเข้าไปในไขกระดูก
และผสานเข้ากับนางอย่างสมบูรณ์
เวลาดูเหมือนเดินค่อนข้างช้า เมื่อเป็นเช่นนี้ ก็ผ่านไปอีกเพียง 1 วัน
ตอนนี้เป็นเวลากลางคืน ดวงจันทร์สาดแสงส่องสว่างอยู่บนฟากฟ้า
ยามค่ำคืน เป็นเพราะว่าหมอกสีแดงไม่เคยหมดไปจากเกาะปีศาจโลหิต
แสงจันทร์จึงกลายเป็นสีแดง แต่มันกลับค่อนข้างงดงามอย่างยิ่ง
ฉินซิงเซวียนสงบลงอย่างสมบูรณ์แล้ว ใบหน้าที่แดงระเรื่อก็จาง
หายไป
สายเลือดเปลี่ยนแปลงเสร็จสมบูรณ์อย่างเงียบๆ
น้ำตาหยดหนึ่งไหลลงมาจากหางตาของฉินซิงเซวียน ภายในดวง
จันทร์สีแดงที่สาดส่องลงมา มันราวกับพลังแห่งสีโลหิตซ่อนอยู่ในท้องฟ้า
ยามค่ำคืน มันยิ่งทำให้รู้สึกปวดใจ
ขณะที่หยดน้ำตาไหลลงมาบนแก้มของนาง มันก็ถูกเช็ดออกโดยนิ้ว
มือ หลินหมิงเช็ดมันอย่างอ่อนโยน เต็มไปด้วยความเศร้า
ในตอนนี้เอง ฉินซิงเซวียนไอออกมา สีหน้าเต็มไปด้วยความเจ็บปวด
และจากนั้น… นางก็ลืมตาขึ้นมา
ขณะที่วิสัยทัศน์ที่พร่ามัวของนางกลายเป็นชัดเจนขึ้น นางก็มองเห็น
ใบหน้าของหลินหมิง
นางก็ตกตะลึงในทันที
ใน 2 วันที่ผ่านมานางได้พบกับฝันที่แสนหวานและฝันที่แสนโหดร้าย
ในตอนนี้ นางพบว่ายากที่จะแยกว่าสิ่งใดคือความจริงหรือความฝัน ใน
ความฝันเหล่านั้น นางจำได้ว่าก่อนที่นางจะตาย นางได้เห็นหลินหมิงขี่
วิหคเพลิงมาหานาง ฉากนี้ปรากฏอยู่ในความฝันของนางครั้งแล้วครั้งเล่า
แต่ในความฝันนางก็มิได้รู้ว่าหลินหมิงตายไปแล้วหรือมีชีวิตอยู่จริงๆ
ในตอนที่นางได้ตื่นขึ้นมา นางคิดว่าจะกลายเป็นเพียงผู้หญิงคนนึ
งที่อยู่ในโลกแห่งความตายอันแสนอ้างว้างและมืดมิด แต่สิ่งที่นางพบเห็น
กลับเป็นหลินหมิงที่นั่งอยู่ด้านข้างของนาง ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วย
รอยยิ้มที่อ่อนโยน
ในตอนนี้ น้ำตาของฉินซิงเซวียนไม่อาจที่จะหยุดไหลได้อีกต่อไป นาง
โผเข้าหาอ้อมแขนของหลินหมิง ร้องไห้สะอึกสะอื้น
นางกุมมือของหลินหมิงเอาไว้แน่น นางกลัวว่าหากปล่อยมือ นางจะ
สูญเสียเขาไป
“ไม่เป็นอะไรแล้ว ทุกอย่างจะต้องไม่เป็นอะไร ข้าอยู่เคียงข้างเจ้า
แล้ว” หลินหมิงลูบหลังของฉินซิงเซวียนอย่างอ่อนโยน หัวใจของเขาเต็ม
ไปด้วยอารมณ์ ความรู้สึกที่มิได้สูญเสียนางไปมันช่างสุขใจยิ่งนัก
ฉินซิงเซวียนโอบกอดหลินหมิง นางยังคงร้องไห้โดยปราศจากคำพูด
ใดๆ ความคับแค้นใจทั้งหมด ความอยุติธรรมและความทุกข์ทรมานที่นาง
เก็บไว้ในใจ ตอนนี้มันได้ละลายหายไปเหมือนหิมะภายใต้ดวงอาทิตย์ฤดู
ร้อน
ทันใดนั้นฉินซิงเซวียนรู้สึกว่าชีวิตของนางมิอาจแยกขาดจากหลินห
มิงได้ แม้ว่าระหว่างพวกเขาจะต่างสถานะกัน นางก็จะใช้ทุกอย่างที่มีเพื่อ
คอยเกื้อหนุนเขา กระทั่งเป็นแมลงเม่าบินเข้ากองไฟนางก็ยอม…
ด้วยกลิ่นและเรือนร่างอันงดงามของฉินซิงเซวียนแนบชิดร่างกาย
ของเขา หลินหมิงก็สุขใจไปกับช่วงเวลานี้ด้วยหัวใจที่เต้นแรง หลังจาก
ผ่านไปนาน ฉินซิงเซวียนก็กล่าวขึ้น “อืม…ข้าหิว…”
หลังจากที่มิได้กินอะไรมา 3 วัน ฉินซิงเซวียนก็ย่อมหิวโหย
ตอนที่ 417 มุ่งหน้าสู่อาณาเขตหุบเขาเจ็ดแก่นแท้
“โอ้? เจ้าหิวหรือ?” หลินหมิงได้ยิ้มออกมาอย่างสดใส ความหิวโหย
นั้นหมายถึงว่านางดีขึ้นมากแล้ว
ฉินซิงเซวียนได้พยักหน้าด้วยความเขินอายเล็กน้อย นางหิวและ
กระหาย
“ข้าจะทำอะไรอร่อยๆให้เจ้ากินเอง ข้ารับรองว่าเจ้าต้องชอบมันเป็น
แน่”
หลังจากที่หลินหมิงกล่าวจบ เขาได้จุดไฟและนำหม้อออกมา เขานั้น
ได้นำเครื่องครัวใส่ไว้ในแหวนมิติของเขาไว้ตลอดเวลา
เขาได้นำหม้อขนาดใหญ่ไปไว้บนกองไฟและใส่น้ำเข้าไป หลังจากนั้น
หลินหมิงนำเนื้อสีแดงสดใสอย่างดีออกมาจากแหวนมิติของเขาและโยน
มันลงไปในหม้อ
เขาได้โรยเกลือและเครื่องปรุงและหลังจากนั้นก็ปิดหม้อเพื่อให้มัน
เดือด
หลังจากเวลาผ่านไปครึ่งชั่วยาม กลิ่นหอมอันน่ารับประทานได้ลอย
ออกมา หลินหมิงตักอาหารและค่อยๆส่งชามใบใหญ่ให้แก่ฉินซิงเซวียน
เนื้อนุ่มๆสีแดงได้เปล่งประกายออกมาและซุปเป็นสีแดง มันดูราวกับไวน์
องุ่นและดูน่าทานเป็นอย่างมาก
หลังจากได้โรยหัวหอมสีเขียวและอาหารที่ทำจากไวน์องุ่น ไม่
สามารถหาอะไรที่ดีกว่านี้ได้อีกแล้วในชีวิตนี้
“นี่มันคืออะไรกัน?”
ฉินซิงเซวียนได้ถามด้วยความตะลึงเมื่อนางได้มองไปยังสิ่งที่ดูน่า
อร่อยในถ้วยที่มีซุปสีแดงและสีเขียวอยู่
หลินหมิงได้ยิ้มออกมาแต่ไม่ได้พูดอะไร อาหารนี้นั้นเขาได้นำมัน
กลับมาจากแดนเร้นลับฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์และเนื้อจากปูยักษ์ประหลาด
เหล่านี้ แม่น้ำที่อยู่ข้างใต้ถ้ำ ดังนั้นหลินหมิงได้ใช้เวลาบางส่วนในการไป
ล่าเจ้าปูยักษ์ประหลาดเหล่านี้ เขาได้นำแม้กระทั่งน้ำคุณภาพดีจำนวน
มากจากแม่น้ำมาด้วย
สองสิ่งเหล่านี้เป็นอาหารจิตวิญญาณและน้ำจิตวิญญาณอย่าง
แน่นอน ในทวีปนภารินไหล มันแทบจะไม่มีสถานที่ใดสามารถค้นพบสิ่ง
ยอดเยี่ยมเช่นนี้อีกแล้ว แหวนมิติของหลินหมิงใหญ่ไม่เพียงพอ แต่ของ
เหล่ยมู่ไป่นั้นใหญ่พอ แหวนมิติระดับต่ำขั้นปฐพีของเขานั้นมีเนื้อที่ภายใน
มากกว่าหนึ่งร้อยตารางก้าว ดังนั้นหลินหมิงได้บรรจุมันจนเต็มไปด้วยเนื้อ
ปู พื้นที่ภายในแหวนมิติถูกเก็บไว้ในอีกมิติอื่น อาหารที่ได้เก็บเอาไว้
ภายในนั้นจะไม่มีทางเน่าเสียและมันก็สามารถรักษาความสดใหม่เอาไว้ได้
เสมอ มันจะไม่เป็นอะไรต่อให้อาหารถูกเก็บไว้ภายในนั้นเป็นเวลาร้อยปีก็
ตาม
หลังจากฉินซิงเซวียนได้ดื่มซุปที่มีเนื้อปูบางส่วนอยู่ด้วย ฉินซิงเซวียน
ได้มองดูอย่างแปลกใจ เนื้อปูนิ่มและนุ่มละมุนอย่างมากแต่เต็มไปด้วยเนื้อ
ซุปนั้นช่างเผ็ดร้อนยิ่ง ไม่ใช่เพียงแค่นั้น เมื่อเนื้อปูได้เข้าสู่ท้องของนางแล้ว
มันก็ได้กลายเป็นกระแสความร้อนที่อ่อนโยนแผ่ซ่านไปทั่วร่างของนาง
และช่วยบำรุงรักษาปราณแท้ของนางอีกด้วยและยังทำให้นางรู้สึกอบอุ่น
หลังจากดื่มและกินอาหารนี้ นางได้รู้สึกสบายใจเป็นอย่างมาก
“นี่มันอะไรกัน? มันแพงหรือไม่?”
เมื่อซิงเซวียนอยู่ที่หุบเขาเจ็ดแก่นแท้ นางเคยได้กินอาหารจิต
วิญญาณ อาหารจิตวิญญาณที่มีคุณภาพสูงอาจจะมีราคาเท่ากับหนึ่งร้อย
หินปราณแท้เลยทีเดียว แต่เมื่อเทียบกับเนื้อปูนี้ อาหารจิตวิญญาณ
เหล่านั้นเหมือนไม่มีค่าอะไรเลย มิใช่ว่าค่าใช้จ่ายสำหรับเนื้อปูนี้สามารถ
เทียบได้กับหินปราณแท้หนึ่งพันก้อนกันเลยหรือ?
หลินหมิงได้กล่าวออกไป “ยิ่งกินมากเท่าไรยิ่งดี สิ่งเหล่านี้ข้าได้นำมา
จากแดนเร้นลับฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ พวกมันสามารถช่วยเจ้าฟื้นฟูบาดแผล
ต่างๆของเจ้าได้”
ด้วยหยดปราณโลหิตแห่งวิหคเพลิงทั้ง10หยดช่วยฟื้นฟูและได้รับ
การสนับสนุนจากอาหารจิตวิญญาณที่มีคุณภาพสูงสุดเพื่อช่วยในการ
ฟื้นฟู การกระทำเช่นนี้พอจะทำให้ปราณโลหิตของฉินซิงเซวียนที่หายไป
กลับคืนมาอย่างสมบูรณ์ได้
ดวงตาของฉินซิงเซวียนได้เบิกกว้างขึ้น “หลินหมิง เจ้าได้ทำสิ่งใดใน
ปีที่ผ่านมากัน? ได้เกิดสิ่งใดขึ้นกับเจ้าในแดนเร้นลับฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์จึงทำ
ให้เจ้าได้หายไปเป็นเวลานานเช่นนี้?”
“เรื่องราวมันยาว รอข้าก่อนและข้าจะค่อยๆบอกเจ้า ใช่แล้ว เจ้าได้
ฝึกฝน ‘เคล็ดบ่มเพาะบรรพกาลแห่งกลียุคที่แท้จริง’ ที่ข้าได้ให้เจ้าไป
หรือไม่?”
ฉินซิงเซวียนกล่าวออกมา “ข้าได้ฝึกฝนถึงขั้นแรกของเส้นทางสู่
ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่เพียงเท่านั้น ข้าได้พบกับคำถามมากมาย แผ่นหยก
อธิบายได้อย่างไม่ชัดเจนนัก”
แผ่นหยก ‘เคล็ดบ่มเพาะบรรพกาลแห่งกลียุคที่แท้จริง’ ที่ฉินซิงเซ
วียนได้รับนั้นถูกบักทึกไว้ให้โดยหลินหมิง
มันไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะบันทึกวิธีการบ่มเพาะไว้ในแผ่นหยก มีหลักการ
ลึกลับและซับซ้อนมากมายที่เกี่ยวข้องกัน ถ้าใครต้องการที่จะบันทึก
วิธีการบ่มเพาะเอาไว้บนแผ่นหยกนั้น พวกเขาจะต้องมีความเชี่ยวชาญ
อย่างมาก อย่างน้อยพวกเขาจะต้องเข้าถึงความสมบูรณ์แบบแล้ว
คนที่ไม่เข้าใจถึง ‘เคล็ดบ่มเพาะบรรพกาลแห่งกลียุคที่แท้จริง’ จะไม่
สามารถสลักไว้บนแผ่นหยกได้ แต่แม้ว่าพวกเขาได้รับตัวคัดลอกฉบับ
สมบูรณ์ของ ‘เคล็ดบ่มเพาะบรรพกาลแห่งกลียุคที่แท้จริง’ ไป มันอาจจะ
เป็นไปไม่ได้สำหรับพวกเขาที่จะคัดลอกมัน มันดูเหมือนกับคนที่ไม่เข้าใจ
วิธีสลักตราประทับต่างๆ ถ้าใครบางคนวางตราประทับไว้ข้างหน้าพวกเขา
และได้กล่าวให้คัดลอกมัน พวกเขาไม่มีทางที่จะสามารถสร้างตราประทับ
ที่เหมือนๆกันออกมาได้
นี่คือเหตุผลที่แผ่นหยกที่มีวิธีการบ่มเพาะนั้นเป็นสิ่งที่หายากและมี
ค่าเป็นอย่างมาก
ตัวของหลินหมิงเองได้ฝึกฝน ’เคล็ดบ่มเพาะบรรพกาลแห่งกลียุคที่
แท้จริง’ ถึงขั้นที่สามของเส้นทางสู่ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่เพียงเท่านั้น นี่
นำไปสู่ความคลุมเครือและข้อบกพร่องต่างๆในแผ่นหยกที่เขาได้สร้าง นี่
เป็นเหตุผลที่ฉินซินเซวียนพบว่ามันยากที่จะบ่มเพาะต่อไปโดยมีปัญหาใน
ทุกๆที่ที่นางได้พบ
ไม่ใช่เพียงแค่นั้น แต่ที่สำคัญกว่านั้นคือฉินซิงเซวียนไม่ได้มีความทรง
จำเกี่ยวกับผู้อาวุโสสูงสุดของแดนเทวะภายในจิตใจของนางและ
ประสบการณ์การบ่มเพาะนั้นที่มาพร้อมกับมัน ดังนั้นแม้พรสวรรค์ของ
นางจะอยู่ในระดับหก ความเร็วในการบ่มเพาะของนางก็ช้าเป็นอย่างมาก
หลินหมิงได้ถอนหายใจออกมา ฉินซิงเซวียนในตอนนี้ได้ถึงช่วงเวลา
เข้าสู่ขั้นผสานชีพจรแล้ว ถ้านางต้องการที่จะสำเร็จ ‘เคล็ดบ่มเพาะบรรพ
กาลแห่งกลียุคที่แท้จริง’ และจากนั้นก็ฝึกฝน ‘เคล็ดวิชาปราณเทพ
ทรราช’ และเดินไปสู่เส้นทางแห่งขั้นผสานไขกระดูก ซึ่งอาจจะทำได้ยาก
เกินไป
ดังนั้น นางอาจจะเริ่มต้นด้วยการฝึกฝน ‘เคล็ดบ่มเพาะบัญญัติ
ศักดิ์สิทธิ์ต้องห้ามวิหคเพลิง’ ด้วยหยดปราณโลหิตแห่งวิหคเพลิง
เพียงพอสำหรับฉินซิงเซวียนเพื่อบ่มเพาะส่วนที่ยากที่สุดและลำบากที่สุด
ในแก่นหลัก ‘เคล็ดบ่มเพาะบัญญัติศักดิ์สิทธิ์ต้องห้ามวิหคเพลิง’ ในความ
เป็นจริง มันเป็นไปได้สูงมากที่นางจะสามารถฝึกฝนเพิ่มขึ้นอีกสามขั้นของ
‘เคล็ดบ่มเพาะบัญญัติศักดิ์สิทธิ์ต้องห้ามวิหคเพลิง’ ที่เขาได้นำกลับมา
จากแดนเร้นลับฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์
ด้วยความคิดนี้ หลินหมิงได้กล่าวถามนางออกไป “ซิงเซวียน เจ้า
ต้องการที่จะเข้าร่วมกับเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์หรือไม่?”
ฉินซิงเซวียนได้ตกใจกับคำถามนี้ จากนั้นดวงตาของนางได้สาด
ประกายออกมา “เข้าร่วมกับเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์? ข้าทำได้หรือ?”
เกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์เป็นนิกายระดับ 4 ด้วยพรสวรรค์ระดับ 6 ของ
นางนั้นถือว่ามีพรสวรรค์ภายในอาณาจักรลิขิตฟ้า ภายในสำนักหุบเขา
เจ็ดแก่นแท้ พรสวรรค์ของนางนับว่าดี แต่ถ้านางได้เข้าร่วมกับเกาะฟีนิกซ์
ศักดิ์สิทธิ์ พรสวรรค์ของนางเป็นเพียงธรรมดาเท่านั้น ตัวอย่างเช่น มู่เชียน
หยี่และมู่ปิงอวิ๋นทั้งสองมีพรสวรรค์ระดับ 7 ขั้นเยี่ยม สำหรับฉินซิงเซวียน
มีเพียงพรสวรรค์ระดับ 6 ขั้นกลาง ภายในเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์นั้นเหล่า
สาวใช้จำนวนมากอย่างน้อยก็มีพรสวรรค์ระดับ 6
แน่นอน ฉินซิงเซวียนนั้นต้องการที่จะเข้าร่วมกับเกาะฟีนิกซ์
ศักดิ์สิทธิ์ ในแง่ของทรัพยากรในการบ่มเพาะต่างๆ มีความแตกต่าง
ระหว่างสำนักหุบเขาเจ็ดแก่นแท้กับเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์เหมือนกลางคืน
กับกลางวันและปัจจัยที่สำคัญที่สุดต่อนางนั้นคือหลินหมิงก็อยู่ที่เกาะ
ฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ด้วย
ถ้านางได้ไปยังเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ นั่นหมายความว่านางจะ
สามารถใกล้ชิดกับหลินหมิง
หลินหมิงยิ้มออกมา “ถ้าเจ้ายินดีที่จะเข้าร่วม แน่นอนว่าเจ้าสามารถ
เข้าร่วมได้! ในเวลานี้ข้าจะพาเจ้าไปยังเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ เจ้าไม่จำเป็น
ที่จะต้องอยู่ที่สำนักหุบเขาเจ็ดแก่นแท้แล้ว!”
สำนักหุบเขาเจ็ดแก่นแท้นั้นเต็มไปด้วยสภาพแวดล้อมที่ซับซ้อน
หลินหมิงมีศัตรูมากกว่ามิตร ถ้าฉินซิงเซวียนอยู่ที่นั่น หลินหมิงจะไม่
สามารถสงบใจได้
เย็นวันนั้น หลินหมิงนั่งลงข้างๆฉินซิงเซวียน พวกเขาเก็บเสื้อผ้าพวก
เขาไว้และจับมือกัน หลินหมิงปิติยินดีและนึกถึงประสบการณ์ของเขาในปี
ที่แล้วกับฉินซิงเซวียน การสนทนาของคนทั้งสองได้ดำเนินต่อไปตลอดทั้ง
คืนขณะที่พวกเขาได้จ้องมองตาของกันและกัน ทั้งสองต่างไม่หลับ พวก
เขายังคงพูดคุยกันจนรุ่งอรุณมาถึง…
………….
วันรุ่งขึ้นในช่วงเช้าตรู่ หลินหมิงได้จับมือของซิงเซวียนและพานาง
ออกจากถ้ำ ในช่วงเวลานี้ พวกเขาสามารถได้ยินเสียงของพิณอยู่ นี่คือสิ่ง
ที่ฉินจื่อหยาและฉินเหยาโต้เถียงกันถึงทฤษฏีของพิณกับฉินเหยา
ขณะที่ฉินเหยามองเห็นฉินซิงเซวียนออกมาจากถ้ำ นางได้ถอน
หายใจออกมาอย่างโล่งอก แม้ว่านางจะรู้ว่าจะไม่มีอะไรเกินขึ้นกับฉินซิง
เซวียน จนกระทั่งนางได้เห็นสหายของนางตื่นขึ้นมาแล้วจริงๆแล้วเท่านั้น
ถึงทำให้หัวใจของนางคลายกังวลลงได้
“ศิษย์น้องหญิงฉิน เจ้าตื่นขึ้นมาแล้ว!” ฉินเหยาได้คว้าไปที่มือของ
ฉินซิงเซวียนพร้อมรอยยิ้มร่าเริงบนใบหน้าของนาง ใบหน้าของฉินซิงเซ
วียนได้เปลี่ยนเป็นสีแดงโดยไม่ได้ตั้งใจราวกับนางถูกจับได้ว่าทำบางสิ่ง
บางอย่างที่น่าเขินอาย
ตรงหน้าของฉินซิงเซวียน ฉินเหยารู้สึกอิจฉาน้องสาวของนาง หลินห
มิงได้บินมาหลายแสนลี้อย่างไม่หยุดหย่อนเพื่อมาช่วยฉินซิงเซวียน ผู้หญิง
คนไหนกันที่ไม่ได้ฝันว่าคนที่พวกเขารักนั้นจะมาช่วยนางอย่างกล้าหาญ
เหมือนดั่งอัศวินที่มีออร่าส่องแสงเจิดจรัสออกมาบางหรือ?
ไม่ใช่เพียงเท่านั้น แต่หลินหมิงนั้นหล่อเหลาเป็นอย่างมากและ
อนาคตของเขานั้นไม่มีที่สิ้นสุดอีกด้วย
เดิมทีฉินเหยาไม่อิจฉาฉินซิงเซวียน ไม่มีอะไรที่ต้องอิจฉาในตอนนั้น
แต่ในตอนนี้นางอิจฉา ขวดสองใบที่มีโอสถนั้นหลินหมิงได้ให้แก่นางไป
มากพอที่จะทำให้นางก้าวเข้าสู่ขั้นปราณปลายฟ้าได้ สำหรับสิ่งที่เขาได้
ให้กับซิงเซวียนนั้นมันเพียงพอสำหรับนางที่จะทำให้นางเข้าสู่ขั้นหลอม
รวมแก่นแท้
ขั้นหลอมรวมแก่นแท้! มันอยู่ในขอบเขตของผู้อาวุโสสูงสุด หนึ่งใน
นั้นสามารถมีอายุเพิ่มได้ 500-600 ปี เมื่อคิดเกี่ยวกับสิ่งนี้ ฉินเหยาได้ถอน
หายใจ ศิษย์น้องฉินของนางนั้นโชคดีอย่างมาก!
ทันใดนั้น เปลวเพลิงปรากฏออกมายังเบื้องหน้าของฉินจื่อหยา นี่คือ
เสียงของยันต์สื่อสาร ขณะที่ฉินจื่อหยาได้ยินข้อความจากยันต์สื่อสาร เขา
ได้ขมวดคิ้วและจากนั้นเขาก็ได้เค้นเสียงออกมา
“หืม? เกิดอันใดขึ้นหรือ?”
ฉินจื่อหยากล่าวว่า “มันเป็นคำสั่งเรียกตัวข้ากลับไปยังหุบเขาเจ็ด
แก่นแท้ โอวหยางปั่วเยี่ยนกล่าวหาว่าข้าทอดทิ้งหน้าที่ของข้าและต่อต้าน
คำสั่งทางการ ไม่ได้กล่าวเพียงแค่นั้นยังกล่าวว่าข้าได้ทิ้งเกาะมะพร้าว
ดาราที่อยู่ภายใต้การดูแลของข้าแล้วยังได้ทำร้ายลูกศิษย์ของเขาและ
ขโมยแผนที่ทะเลไป ในเวลานี้โอวหยางปั่วเยี่ยนกำลังเตรียมที่จะกล่าวหา
ข้าต่อหน้าสภาผู้อาวุโส
หลินหมิงยิ้มออกมา แต่ยิ้มของเขานั้นเย็นชาเป็นอย่างมาก มันได้มี
จิตสังหารที่หนาแน่นแฝงอยู่
“ดีในเมื่อเป็นเช่นนี้ เจ้าสำนักฉิน พวกเรากลับไปยังสำนักเถิด ข้าจะ
ไปกับท่านและมองดูว่าพวกมันจะว่าร้ายท่านอย่างไร!”
ตอนที่ 418 งานเลี้ยงของหุบเขาเจ็ดแก่นแท้
“เจ้าจะไปยังหุบเขาเจ็ดแก่นแท้หรือ? ตอนนี้เลยเช่นนั้นหรือ?” ฉินจื่
อหยาตกตะลึง หลินหมิงนั้นแข็งแกร่งกว่าเขาอย่างยิ่ง แต่หากไปยังหุบ
เขาเจ็ดแก่นแท้ซึ่งมีผู้เชี่ยวชาญขั้นปราณปลายฟ้าจำนวนมาก และมี
แม้กระทั่งผู้ที่อยู่ในปลายขอบจุดสูงสุดขั้นปราณปลายฟ้าอยู่ด้วย เพียงแค่
โอวหยางปั่วเยี่ยนคนเดียวก็แข็งแกร่งมากแล้ว ไม่ว่าหลินหมิงนั้นจะเป็น
สัตว์ประหลาดเพียงใด เขาก็คงไม่สามารถทำอันใดโอวหยางปั่วเยี่ยนที่อยู่
ภายในหุบเขาเจ็ดแก่นแท้ได้ อย่างดีที่สุด เมื่อหลินหมิงไปที่นั่น ไม่ว่าเขา
จะพยายามทำสิ่งใดก็คงไม่มีผลกับโอวหยางปั่วเยี่ยนที่มีผู้หนุนหลังเยอะ
“ใช่ ข้าจะไปตอนนี้เลย” น้ำเสียงของหลินหมิงสั่นด้วยเจตฆ่าฟัน ทำ
ให้อุณภูมิโดยรอบเกิดเย็นยะเยือกฉับพลัน
“หลินหมิง อย่าได้รีบร้อนเกินไป คิดให้ดีก่อน” ฉินซิงเซวียนกลัวว่า
จะต้องสูญเสียหลินหมิงไปและกลัวว่าจะเกิดอันตรายขึ้นกับเขา จะต้องรู้
ด้วยว่าขุมกำลังของตระกูลโอวหยางนั้นมิได้เล็ก โอวหยางปั่วเยี่ยนเองก็
เป็นตัวตนสำคัญของพวกเขา มังกรที่แข็งแกร่งก็อาจจะถูกกดดันได้เมื่อ
อยู่ในถิ่นของอสรพิษ หากต้องเผชิญหน้ากับโอวหยางปั่วเยี่ยน มันก็ง่ายที่
หลินหมิงจะเสียเปรียบ
“หลินหมิง เอาเช่นนี้เป็นอย่างไร ไปเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์เป็นอันดับ
แรกและดูว่าเราจะสามารถให้เกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์กดดันหุบเขาเจ็ดแก่น
แท้…”
“ไม่จำเป็น ข้าต้องการที่จะแก้ปัญหานี้ด้วยตนเอง!”
“ใช่แล้ว…” ฉินจื่อหยาชำเลืองมองจิตสังหารของหลินหมิงและผงก
ศีรษะเห็นด้วย “เมื่อเวลานั้นมาถึง ก็พยายามต่อรองให้มากที่สุดเท่าที่ทำ
ได้ ข้าเชื่อว่าเหล่าสภาอาวุโสของหุบเขาเจ็ดแก่นแท้คง…”
ฉินจื่อหยาเชื่อว่าหุบเขาเจ็ดแก่นแท้คงจะลงโทษโอวหยางปั่วเยี่ย
นด้วยตนเอง หากเป็นเช่นนั้น พวกเขาก็จะมิได้มีปัญหากับเกาะฟีนิกซ์
ศักดิ์สิทธิ์
“แต่ว่า…” ฉินซิงเซวียนนั้นยังเต็มไปด้วยความกังวล
ฉินจื่อหยากล่าว “ไม่ต้องห่วง หลินหมิงจะต้องทำสำเร็จอย่าง
แน่นอน แต่ไม่ว่าหุบเขาเจ็ดแก่นแท้จะกล้าเพียงใด ก็คงไม่มีผู้ใดกล้าที่จะ
ทำร้ายเขา”
ฉินซิงเซวียนกัดริมฝีปากของนาง จากนั้นก็กล่าวออกมาด้วยความ
เป็นห่วงว่า “หลินหมิงระวังตัวให้ดีเข้าใจหรือไม่”
ฉินจื่อหยาชะงักชั่วครู่และกล่าวว่า “หาที่ปลอดภัยให้แม่นางฉินก่อน
เป็นอันดับแรก หลังจากนั้นเจ้าและข้าจะไปยังอาณาเขตของหุบเขาเจ็ด
แก่นแท้ด้วยกัน”
หลินหมิงส่ายศีรษะและกล่าวว่า “สงครามปะทุขึ้นทั่วทุกที่ มันไม่มีที่
ใดปลอดภัยในทะเลทางใต้ ไม่ว่าจะไปอยู่ที่ใดข้าก็คงมิอาจโล่งใจเรื่องซิงเซ
วียนได้ จะดีกว่าหากให้นางไปด้วย พวกเราต้องไปยังอาณาเขตหุบเขาเจ็ด
แก่นแท้ด้วยกัน”
“นี่…” ฉินจื่อหยาเกิดความกังวลเล็กน้อย “หลินหมิง เมื่อเวลานั้น
มาถึง อาจจะมีการต่อสู้เกิดขึ้น หากเกิดอุบัติเหตุอันใดขึ้น แม่นางฉิน
อาจจะได้รับบาดเจ็บ…”
หลินหมิงสีหน้ากลายเป็นเย็นชา “หากมีผู้ใดต้องการที่จะทำร้ายซิง
เซวียน ข้าจะทำลายหุบเขาเจ็ดแก่นแท้ทิ้งซะ!”
เมื่อคำกล่าวเช่นนี้ดังออกมา จิตสังหารที่หลินหมิงได้เก็บซ่อนเอาไว้
ภายในก็ได้ปะทุขึ้นมาอีกครั้ง ฉินจื่อหยาก็รู้สึกเสียวสันหลังขึ้นมาในทันที
และตระหนักได้ว่าที่หลินหมิงกล่าวออกมานั้นมิได้ล้อเล่นเลย เขาจึง
ภาวนาว่าเมื่อเวลานั้นมาถึง จะเป็นการตกลงกันได้อย่างราบเรียบ “นี่
มัน… ดี ไม่จำเป็นต้องมากความอีกแล้ว พวกเราไปกันเลย”
…………………
หุบเขาเจ็ดแก่นแท้ แผนกลงทัณฑ์ –
หมอกภูเขาบางๆลอยอยู่บนทะเลสาบที่เงียบสงบ และบนทะเลสาบ
ก็มีเกาะเล็กๆที่มนุษย์สร้างขึ้น จากที่ห่างไกลออกไป มันดูเหมือนเกาะ
เหล่านี้ถูกเชื่อมต่อกันโดยไข่มุกที่ส่องประกาย
ในวันนี้ แผนกลงทัณฑ์ค่อนข้างคึกคัก มีงานเลี้ยงใหญ่เกิดขึ้นที่นี่
มันมีงานฉลองถึง 3 อย่างเกิดขึ้นในคราวเดียวกัน อย่างแรกคือ ผู้
อาวุโสโอวหยางกวางแผนกลงทัณฑ์ได้รับนางสนมเพิ่ม! อย่างที่สองคือ
โอวหยางหมิงแห่งแผนกลงทัณฑ์สามารถทะลวงเข้าสู่ขั้นปราณต้นฟ้าได้
อย่างที่สามคือผู้อาวุโสโอวหยางปั่วเยี่ยนที่ติดอยู่ในจุดสูงสุดของขั้นปราณ
ปลายฟ้าช่วงต้นมาเป็นสิบปี ในที่สุดก็สามารถที่จะทะลวงเข้าสู่ขั้นปราณ
ปลายฟ้าช่วงกลางได้เสียที!
มี 3 งานฉลองที่น่ารื่นรมเช่นนี้ แต่ที่สำคัญที่สุดคือการทะลวงระดับ
เพราะสำหรับการรับนางสนมเพิ่มของโอวหยางกวางนั้น แทบจะไม่มี
อะไรให้ฉลอง แต่สำหรับกลุ่มของผู้อาวุโสแผนกลงทัณฑ์ที่มีทั้งภรรยาและ
นางสนม มันมิใช่เรื่องใหญ่มากนัก เพียงแค่อยากที่จะเข้าเป็นส่วนหนึ่ง
ของงานฉลองเท่านั้น
สำหรับการทะลวงระดับของโอวหยางหมิงและโอวหยางปั่วเยี่ยนนั้น
ได้เพิ่มความมั่นคงให้กับตระกูลโอวหยางอย่างยิ่งภายในหุบเขาเจ็ดแก่น
แท้
หลายปีที่ผ่านมาผู้เชี่ยวชาญระดับสูงมักจะเป็นของตระกูลเจียง แต่
ในด้านรุ่นเยาว์ก็ยังมิอาจที่จะเทียบเท่าเหล่าลูกหลานของตระกูลโอวห
ยางได้ เนื่องจากเหล่าผู้อาวุโสมีภรรยาและนางสนมเยอะ จึงได้เล่นด้วย
กับผู้หญิงจำนวนมาก
ยิ่งพื้นฐานการบ่มเพาะของผู้อาวุโสท่านใดลึกซึ้ง พวกเขาก็จะยิ่ง
สร้างผู้มีพรสวรรค์รุ่นเยาว์ขึ้นมาได้ดีเท่านั้น
ในสถานการณ์เช่นนี้ ตระกูลโอวหยางจึงโดดเด่นมากว่าตระกูลเจียง
หลายเท่า ในด้านขุมกำลังพวกเขาจึงใกล้จะพอๆกันแล้ว
บนเกาะหลักของทะเลสาบ มีสะพานหิน 7 แห่งที่เชื่อมไปยังเกาะ
อื่นๆ มันทำมาจากหินอ่อนและกว้าง 50 ก้าว สามารถที่จะขี่เกวียนใหญ่
2 คันผ่านไปได้
ในตอนนี้ สะพานหินอ่อนสีขาวนี้ เต็มไปด้วยผู้คนที่เดินทางมา ส่วน
ใหญ่เป็นผู้เชี่ยวชาญของตระกูลอื่น หรือไม่ก็เป็นตัวตนระดับสูงของสำนัก
เล็กๆบริเวณใกล้เคียง
“ฮ่าฮ่า พี่ชายปั่วเยี่ยน ยินดีด้วย!”
ชายหน้ายาวยกมือคารวะโอวหยางปั่วเยี่ยนเมื่อพบเห็นเขา
“ขอบใจยิ่งนัก” โอวหยางปั่วเยี่ยนหัวเราะตอบ ในตอนนี้ เขาเต็มไป
ด้วยความสำเร็จและความอิ่มเอมใจ เขานั้นได้ทะลวงเข้าสู่ขั้นปราณปลาย
ฟ้าช่วงกลาง และหลินหมิงก็ได้ตายไปแล้ว หนี้เลือดของเขาจึงได้รับการ
ชำระ ความคิดของเขาจึงปลอดโปร่งและหัวใจของเขาก็เช่นกัน ปราณแท้
ที่ถูกปิดกั้นภายในร่างของนั้น ในที่สุดมันก็ได้เชื่อมต่อกัน และจึงทำให้เขา
ทะลวงระดับได้สำเร็จ
อีกอย่าง มีสิ่งที่ทำให้โอวหยางปั่วเยี่ยนนั้นดีใจเป็นอย่างมาก นั่นก็คือ
เรื่องของฉินจื่อหยา ชายผู้ที่เป็นเสี้ยนหนามของเขา ในที่สุดก็ได้ทำเรื่องที่
โง่เขลาลงไปเสียเอง เขาได้ให้ศิษย์ของตนเฝ้าดูเขาเอาไว้ที่เกาะมะพร้าว
ดารา ไม่เพียงแค่นั้น จากนั้นเขาก็ได้เอาแผนภูมิทะเลและหนีออกมาจาก
เกาะไปโดยมิได้รับคำสั่งจากสำนัก หุบเขาเจ็ดแก่นแท้นั้นค่อนข้างเข้มงวด
เรื่องกฏ ในช่วงสงครามก็ยิ่งเข้มงวดมากยิ่งขึ้น ในครั้งนี้ ฉินจื่อหยาจะต้อง
มิอาจหนีไปจากความผิดนี้ได้อย่างแน่นอน
มันน่าเสียดายที่โอวหยางปั่วเยี่ยนไม่อาจทำให้ฉินซิงเซวียนมา
ปรนนิบัติเขาได้ เขาทำได้เพียงแค่กดดันนางโดยอาศัยคำสั่งของกองทัพ
ส่วนการใช้กำลังกับนางโดยที่เป็นศิษย์ของหุบเขาเจ็ดแก่นแท้นั้น เป็นไป
ไม่ได้สำหรับเขา
มันจึงทำให้โอวหยางปั่วเยี่ยนเสียใจเล็กน้อย มิเช่นนั้น หากเขา
สามารถที่จะสนุกกับผู้หญิงของหลินหมิง มันก็จะยิ่งทำให้จิตใจของเขา
ปลอดโปร่งยิ่งขึ้น
“ผู้อาวุโสโอวหยาง ยินดีด้วยสำหรับการทะลวงเข้าสู่ขั้นปราณปลาย
ฟ้าช่วงกลางได้ก่อนอายุ 160 ปี มันเป็นไปได้ที่ท่านจะสามารถทะลวงเข้า
สู่ขั้นปราณปลายฟ้าในอนาคต” นักบวชเครายาวผู้แสวงหาเต๋ากล่าวแสดง
ความยินดีขณะที่ลูบเคราไปด้วย
นักบวชเครายาวผู้แสวงหาเต๋าผู้นี้เป็นผู้เชี่ยวชาญจากวิหารเต๋าสำนัก
ระดับ 2 หุบเขาเจ็ดแก่นแท้ที่เป็นสำนักระดับ 3 นั้นมีอาณาเขตกว้างใหญ่
และมีสำนักระดับสองอยู่ภายใน แต่พวกเขามิใช่ส่วนนึงของสำนักหุบเขา
เจ็ดแก่นแท้ แต่ก็ยังมีความสัมพันธ์อันดี บางครั้งพวกเขาก็ได้จ่าย
บรรณาการเป็นสมบัติระดับสูง และต้องการให้หุบเขาเจ็ดแก่นแท้อนุญาต
ให้พวกเขาคงอยู่เช่นเดิมต่อไป
“นี่คือ ท่านเจ้าวิหารฉินนี่เอง ได้โปรด รื่นรมย์ให้เต็มที่” ในงานนี้เต็ม
ไปด้วยบรรยากาศรื่นรมย์ ในฐานะที่เป็นหนึ่งในเจ้าภาพของงานนี้ โอวห
ยางปั่วเยี่ยนจำเป็นต้องยิ้มในขณะที่ต้อนรับผู้นำของสำนักระดับ 2 เขาได้
ก้าวขึ้นมาเป็นผู้เชี่ยวชาญขั้นปราณปลายฟ้าช่วงกลางเต็มตัวแล้ว และ
ในตอนนี้เขาได้ติดลำดับผู้อาวุโสระดับสูงภายในหุบเขาเจ็ดแก่นแท้แล้ว
โอวหยางปั่วเยี่ยนนั้นอายุเพียงแค่ 150-160ปี ยังมีโอกาสก้าวหน้าอีกมาก
อีกหลายปีต่อจากนี้หากเขาสามารถที่จะทะลวงเข้าสู่ขั้นปราณปลายฟ้า
ช่วงปลายได้ก็คงมิได้น่าแปลกใจนัก
และขั้นปราณปลายฟ้าช่วงปลายคือผู้เชี่ยวชาญชั้นแนวหน้าภายใน
หุบเขาเจ็ดแก่นแท้ จะต้องรู้ด้วยว่า ผู้เชี่ยวชาญที่อยู่ในปลายขอบจุดสูงสุด
ของขั้นปราณปลายฟ้าเป็นตัวตนที่หาได้ยากอย่างยิ่ง ทั่วทั้งตระกูลโอวห
ยาง ยังมีเพียงผู้เดียวเท่านั้น
งานเลี้ยงได้ถูกจัดอย่างดี มีทั้งโต๊ะริมน้ำ และมีศาลาที่สวยงาม
ระยิบระยับเหมือนแกะสลักจากหยกบริสุทธิ์ มันทั้งใส ทั้งสูง และโอ่อ่า
อย่างแท้จริง
ผู้ที่สามารถเข้าไปภายในศาลานั่นได้จะต้องเป็นตัวตนระดับสูงเช่น
เจ้าวิหารหรือผู้นำจากที่ต่างๆ ซึ่งในงานเลี้ยงนี้ต่างเต็มไปด้วยตัวตน
ระดับสูงปะปนกันไป
โอวหยางหมิงนั่งอยู่บนเกาะหลัก ผ่านมาปีหนึ่งแล้ว เขาก็ยังคงหล่อ
เหลาและเต็มไปด้วยพรสวรรค์เช่นเมื่อก่อน มีเพียงแค่ว่าเขานั้นสงบยิ่ง
กว่าเมื่อก่อน ขณะที่เขานั่งอยู่นั้น เขาก็กลายเป็นจุดสนใจของทุกคนที่มา
ทุกการเคลื่อนไหวของเขาก็จะเป็นจุดสนใจสำหรับเหล่าผู้กล้ารุ่นเยาว์จาก
ที่ต่างๆทั้งหลาย
โอวหยางหมิงก้าวเข้าสู่ขั้นปราณต้นฟ้าด้วยอายุเพียง 21ปี ในอนาคต
เขาเป็นความหวังอันยิ่งใหญ่ที่จะสามารถก้าวเข้าสู่ปลายขอบจุดสูงสุดของ
ขั้นปราณปลายฟ้า จากนั้น ตระกูลโอวหยางก็จะเข้าสู่ยุครุ่งเรืองอันไร้ที่
สิ้นสุด!
เหล่าชายหนุ่มที่มาในงานเลี้ยงช่วยไม่ได้ที่จะเปรียบเทียบตนเองกับ
โอวหยางหมิง สำหรับเหล่าหญิงสาว โดยเฉพาะที่มาจากตระกูลหรือ
สำนักเล็กๆ พยายามที่จะให้ตนกลายเป็นที่สนใจของโอวหยางหมิง พวก
นางนั้นหวังที่จะได้กลายเป็นสนมของโอวหยางหมิง ไม่เพียงแค่สถานะ
ของตระกูลหรือสำนักของพวกนางจะสูงขึ้นอย่างมาก แต่ก็ยังจะได้รับ
ทรัพยากรสนับสนุนจากแผนกลงทัณฑ์อีกด้วย ด้วยสิ่งเหล่านั้น การที่จะ
ทำให้ตนทะลวงเข้าสู่ขั้นผสานชีพจรก็เป็นเรื่องง่าย
สำหรับหญิงสาวเหล่านั้นสิ่งยั่วยวนเช่นนี้ไม่อาจหักห้ามใจได้ง่ายๆ
เพียงแค่ความหล่อเหลาของโอวหยางหมิง หากพวกนางถวายตัวให้เขา ก็
มิถือว่าสูญเสียอันใดแล้ว
“ศิษย์พี่ โอวหยางหมิงผู้นี้แข็งแกร่งแน่หรือ? เขาอยู่เพียงแค่ขั้น
ปราณต้นฟ้าช่วงต้นแต่สามารถที่จะต่อสู้ข้ามระดับกับผู้เชี่ยวชาญขั้น
ปราณต้นฟ้าช่วงปลายได้แน่เช่นนั้นหรือ? เช่นนั้นมิได้หมายความว่าเขา
ลึกล้ำยิ่งกว่าศิษย์พี่เลยรึ?” ในศาลาริมน้ำแห่งหนึ่ง ชายหนุ่มอายุ 20ปี
กล่าวออกมาด้วยเสียงเบา เขานั้นมาจากสำนักระดับ 2 ที่อยู่ภายในอาณา
เขตของหุบเขาเจ็ดแก่นแท้
ศิษย์พี่ของเขานั้นอายุเกือบ 30 ปี และมีระดับการบ่มเพาะอยู่ในขั้น
ปราณต้นฟ้าช่วงปลาย ซึ่งเป็นศิษย์ที่มีพรสวรรค์อันดับหนึ่งภายในสำนัก
ของเขา
ศิษย์พี่ผู้นั้นผงกศีรษะและกล่าวว่า “เนื่องจากเขาเป็นศิษย์ของสำนัก
ระดับสูง ที่นี่ เพียงแค่ศิษย์สายในของพวกเขาก็เหนือกว่าข้าแล้ว ช่างน่า
เศร้า ข้านั้นด้อยกว่าโอวหยางหมิงยิ่งนัก ข้านั้นอายุ 29 ปีแล้วและโอวห
ยางหมิงอายุเพียง 21 ปี ความห่างชั้นนี้มันมากมายมหาศาลจนเกินไป!”
“แต่…” ศิษย์พี่ผู้นี้ได้เปลี่ยนหัวข้อสนทนา “หลิวเซวียนที่มาจาก
สำนักวารีคลั่งมิใช่บุคคลไร้ชื่อเสียง ในครั้งนี้ เขาอาจจะได้แสดงฝีมือให้
เห็นในงานเลี้ยงประลองและโดดเด่นขึ้นมายิ่งกว่าเดิม บางทีเขาอาจจะ
คิดถึงการท้าทายโอวหยางหมิงด้วยซ้ำ”
ภายในเขตแดนทะเลทางใต้และภูมิภาคเขตแดนห้าธาตุ มันล้วน
แล้วแต่เป็นเรื่องธรรมดาที่จะมีการประลองเกิดขึ้นในงานเลี้ยง แม้แต่ใน
หุบเขาเจ็ดแก่นแท้ก็ยังไม่ใช่ข้อยกเว้น นี่เป็นโอกาสอันดีที่รุ่นเยาว์ที่มี
พรสวรรค์จะได้แสดงทักษะของตนให้ประจักษ์แก่สายตาผู้คน
นักสู้ขั้นผสานชีพจรและขั้นปราณต้นฟ้าจะได้ขึ้นไปบนเวที แต่ความ
จริงแล้วส่วนใหญ่นักสู้ขั้นปราณต้นฟ้าที่มาจากสำนักระดับ 2 มีอายุ
เกือบๆ 30 ทั้งนั้น มิสามารถกล่าวได้ว่าพวกเขาคือ ‘รุ่นเยาว์’ เท่าใดนัก
แต่ในการที่จะให้ศิษย์ที่อยู่ในขั้นปราณต้นฟ้าของหุบเขาเจ็ดแก่นแท้ได้
แสดงทักษะ จึงไม่มีทางเลือกนอกจากให้พวกเขาขึ้นไปบนเวทีได้
ความจริงแล้วศิษย์หลายคนล้วนอยากที่จะขึ้นไปบนเวที เมื่อได้
เผชิญหน้ากับศิษย์ของหุบเขาเจ็ดแก่นแท้ การพ่ายแพ้นั้นมิได้น่าอับอาย
เลย แต่หากชนะมันจะเป็นเกียรติอย่างยิ่งสำหรับพวกเขา
ตัวอย่างเช่น หลิวเซวียนจากสำนักวารีคลั่ง เขาได้ไปยังถ้ำแห่งหนึ่งที่
อยู่ในภูมิภาคเขตแดนทางใต้ของผู้เชี่ยวชาญท่านหนึ่งที่ได้เสียชีวิตไปนาน
แล้ว และได้รับมรดกบางอย่างมา ในตอนนี้ เขาจึงอยากที่จะขึ้นไปบนเวที
และแสดงความสามารถของเขาให้ได้เห็น
ผ่านไปไม่นาน ตัวตนสำคัญของแผนกลงทัณฑ์ ผู้อาวุโสของแผนก
ค่ายกล ผู้อาวุโสของแผนกภาพมายาและผู้อาวุโสของแผนกกลั่นสกัดก็
ได้มาถึง
อย่างไรก็ตาม มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่มาจากแผนกพิณและแผนก
กระบี่
หุบเขาเจ็ดแก่นแท้มีการแข่งขันภายในกันมากมาย อาจจะกล่าวได้
ว่า พวกที่เดินคนละเส้นทางก็แยกทางกันไป เพราะว่าเคล็ดบ่มเพาะที่มี
วิถีทางต่างกัน เหล่าคนที่มาจากแผนกพิณและแผนกกระบี่จึงมิค่อยมี
ความสัมพันธ์กับแผนกลงทัณฑ์ ในเมื่อโอวหยางหมิงและโอวหยางปั่ว
เยี่ยนสามารถทะลวงระดับได้ แต่ก็ยังมีเพียงผู้อาวุโสบางคนของแผนกพิณ
และแผนกกระบี่ที่มีความสัมพันธ์กับแผนกลงทัณฑ์เท่านั้นที่มา
มีการดื่มแสดงความยินดีไปหลายรอบ บรรยากาศในงานเลี้ยงจึง
ครึกครื้นเป็นอย่างยิ่ง ในตอนนี้ก็ถึงเวลาของงานเลี้ยงประลองจะได้เริ่ม
ขึ้น!
นี่เป็นจุดสำคัญของงานเลี้ยง เหล่านักสู้จากที่ต่างๆยิ้มเมื่อได้ขึ้นไป
บนเวที พวกเขาต่างเป็นอัจฉริยะของสำนักของตน จึงเป็นธรรมดาที่จะมี
การปรบมือให้จากหลายๆคน
แต่ในตอนนี้ ห่างออกไปเพียงแค่ไม่กี่ร้อยลี้จากหุบเขาเจ็ดแก่นแท้
หลินหมิงยืนอยู่บนหลังเจ้าประกายเพลิง มุ่งหน้ามายังงานเลี้ยง เขา
สามารถเห็นหุบเขาแก่นแท้นภาที่ห่างออกไปเพียงแค่ไม่กี่ร้อยลี้ สำหรับ
เจ้าประกายเพลิงนั้น ระยะไม่กี่ร้อยลี้นี้ใช่เวลาเพียงไม่นานเท่านั้นในการ
บิน….
ตอนที่ 419 ข้ามาที่นี่เพื่อเอาชีวิตเจ้า
ในใจกลางของเวทีหินอ่อนสีขาว แสงกระบี่สาดประกายและศิษย์หุบ
เขาเจ็ดแก่นแท้ได้ถูกส่งกระเด็นลอยออกมาจากเวที
“หลิวเซวียนแห่งสำนักวารีคลั่งชนะ!” ผู้ตัดสินมองอย่างลึกซึ้งไปยัง
แววตาของหลิวเซวียนขณะที่ได้ประกาศผล
“ประหลาดยิ่ง! นักสู้หลิวเซวียนผู้นี้ชนะติดต่อกันถึงสามรอบ!”
“และเขายังคงมีพละกำลังหลงเหลืออยู่อีกด้วย”
“เหล่ารุ่นเยาว์เปี่ยมล้นไปด้วยยอดฝีมือเสียจริง หลิวเซวียน เย่
วเทียน ฉางหยาน พวกเขาต่างทรงพลังกว่ารุ่นก่อน”
“แต่ผู้หนึ่งที่แปลกประหลาดเป็นผู้เชี่ยวชาญแห่งหุบเขาเจ็ดแก่นแท้
ผู้นั้นได้ขึ้นไปต่อจากหลิวเซวียนเป็นศิษย์สายในของสำนัก แม้ว่าพวกเขา
แพ้พ่าย ความแตกต่างระหว่างพวกเขาก็มิได้มากนัก ถ้าศิษย์หลักและ
ศิษย์สายตรงของหุบเขาเจ็ดแก่นแท้ขึ้นไปยังเวทีแล้วละก็ข้ามิทราบว่าการ
ต่อสู้นั้นจะออกมาเป็นเช่นไร!”
ศิษย์ผู้นี้ได้ถอนหายใจ ทุกคนช่วยไม่ได้ที่จะมองไปยังโอวหยางหมิงอ
ย่างประหลาดใจที่เห็นเขามิได้แสดงอาการอันใดใบหน้าของเขาราวกับว่า
เขามิสนใจเกี่ยวกับการต่อสู้บนเวทีเลย
เห็นได้ชัดว่า การต่อสู้ในระดับนี้ – ของคนเหล่านั้นหรือกระทั่งหลิว
เซวียน – ก็มิได้อยู่ในสายตาของโอวหยางหมิง
เหล่าผู้คนที่มองไปยังเขาได้เกิดความรู้สึกที่ลึกซึ้งอย่างมาก
“ระดับความแข็งแกร่งของโอวหยางหมิงมีมากถึงเพียงใดกัน?” ผู้คน
บางส่วนอดมิได้ที่จะตั้งคำถามเช่นนี้
“ข้ามิเข้าใจ ในช่วงสั้นๆทั้งหมดที่ข้าสามารถบอกได้คือเขาแข็งแกร่ง
มากเกินไป บางทีเขาอาจแข็งแกร่งกว่าเจ้าสำนักของพวกเราเสียอีก” ผู้ที่
กล่าวออกมานี้เป็นศิษย์จากสำนักขนาดเล็ก เจ้าสำนักของพวกเขามีระดับ
การบ่มเพาะในจุดสูงสุดของขั้นปราณต้นฟ้า
“แข็งแกร่งกว่าเจ้าสำนักของเจ้าอีกหรือ? นั่นมิใช่แค่พูดเกินจริง
สินะ!?”
……………..
ณ เวลานี้โอวหยางปั่วเยี่ยนได้นั่งอยู่บนยอดของเกาะหลัก กำลังมอง
ไปยังเวทีต่อสู้ที่กำลังดำเนินไปและกำลังฟังเสียงดนตรีอันนุ่มนวลที่ลอย
มายังหูของเขา เขาแสดงสีหน้าที่มีความสุขอย่างยิ่งและใช้ชีวิตอย่าง
หรูหราอย่างที่สุด เขามีหญิงงามเคียงข้างเขาพวกเธอคอยปรนนิบัติรับใช้
ขณะที่เหล่าหญิงงามรายล้อมอยู่รอบๆเขา มันช่างเป็นภาพที่ยอดเยี่ยม
อย่างแท้จริง
วันนี้เป็นวันที่มีความสุขที่สุดที่โอวหยางปั่วเยี่ยนเคยมีมา
หลินหมิงตายแล้ว ฉิงซิงเซวียนจะประสบกับความทนทุกข์และ
เจ็บปวดจนตาย ตระกูลฉินและตระกลูหลิน ทั้งคู่จะต้องถูกทำลาย และ
ในเร็วๆนี้ฉิงจื่อหยาก็จะถูกลงโทษโดยทันที แผนการทั้งหมดของโอวหยาง
ปั่วเยี่ยนเป็นไปอย่างราบรื่น
ไม่เพียงเท่านั้น แต่ระหว่างงานเลี้ยงนี้ก็มีสำนักระดับ 2 ได้เสนอหญิง
สาวบริสุทธิ์ที่มีกายหยิน 12 คนให้แก่เขา
หญิงสาวบริสุทธิ์ที่มีกายหยินทั้ง12คนล้วนมีพรสวรรค์เหนือกว่าเกรด
สามและอายุต่ำกว่า20ปี และที่สำคัญที่สุดพวกเธอต้องงดงามและบริสุทธิ์
ด้วยเช่นกัน สิ่งที่ต้องการมากที่สุดคือ วัน เดือน ปี เกิดของพวกนาง มัน
ยากมากที่จะครอบครองพวกเธอที่มีกายหยินทั้ง12คน ตอนแรกจางกวาน
อี้ว์เสนอกลุ่มสาวบริสุทธิ์ทั้ง 12 คนแก่โอวหยางตี๋ฮัวสำหรับความ
ช่วยเหลือของเขา และสุดท้ายโอวหยางตี๋ฮัวได้สูญเสียชีวิตของเขาไป
เสียก่อน
หญิงสาวบริสุทธิ์ที่มีกายหยินทั้ง 12 คนเป็นประโยชน์อย่างมากใน
การบ่มเพาะของ ‘เคล็ดบ่มเพาะทัณฑ์สวรรค์ศักดิ์สิทธิ์’ โอวหยางปั่วเยี่ย
นมองไปยังหญิงสาวงดงามทั้ง 12 คนและเขาพึงพอใจอย่างมากกับสิ่งที่
เขาเห็น คืนนี้เขาจะจัดการความบริสุทธิ์ของพวกนางและใช้มันเสริมการ
บ่มเพาะของเขา
เมื่อคิดเช่นนี้ ความคิดของโอวหยางปั่วเยี่ยนตื่นเต้นด้วยความใคร่
ความคิดของเขาล่องลอยไปบนเรือนร่างของหญิงงามทั้ง 12 คน
แต่ในขณะนี้ เปลวไฟสว่างขึ้นทันทีตรงด้านหน้าของเขา มันคือยันต์
สื่อสารกระแสเสียง
โอวหยางปั่วเยี่ยนได้ยินข้อความจากยันสื่อสารกระแสเสียงนี้และตก
ตะลึง “ผู้ใดซักคนจากเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์กำลังมุ่งหน้ามายังหุบเขาเจ็ด
แก่นแท้เช่นนั้นหรือ?”
โอวหยางปั่วเยี่ยนสงสัยเรื่องนี้ครู่หนึ่ง จากนั้นเขาก็ได้ยินเสียงร้อง
ของฟีนิกซ์ ไกลออกไปสิบลี้ วิหคเพลิงขนาดใหญ่บินตัดผ่านฟากฟ้าเป็น
ทางยาวราวกับเพลิงสวรรค์!
โอวหยางปั่วเยี่ยนเข้าใจทันที
วิหคเพลิงเป็นสัญลักษณ์ที่แท้จริงของเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ ถ้าผู้ใด
เห็นวิหคเพลิง พวกเขาจะทราบโดยปราศจากข้อสงสัยว่านั้นคือเกาะ
ฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ แต่เหตุใดคนของเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์จึงมายังหุบเขาเจ็ด
แก่นแท้ด้วยเล่า? มิใช่ว่าพวกเขาคงจะมาแสดงความยินดีกับเขาด้วยใช่
หรือไม่? เกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์มีผู้เชี่ยวชาญขั้นปลายฟ้านับไม่ถ้วน สำหรับ
พวกเขา โอวหยางปั่วเยี่ยนผู้เพิ่งทะลวงผ่านขั้นปราณปลายฟ้าช่วงกลางก็
มิต่างจากการผายลม เช่นนั้นจะเป็นไปได้อย่างไรที่พวกเขาจะมาที่นี่เพื่อ
สรรเสริญเขากันเล่า?
ทุกคนที่นี่มองเห็นวิหคเพลิงขนาดใหญ่ใกล้เข้ามา ไม่มีผู้ใดได้รับการ
อนุมัติให้บินผ่านหุบเขาเจ็ดแก่นแท้ได้แต่ก็มิมีผู้ใดกล้าหยุดวิหคเพลิงตัวนี้
เช่นกัน!
หลินหมิงบินตรงไปยังหุบเขาแก่นแท้นภา นาวาจิตวิญญาณขนาด
เล็กจำนวนหนึ่งบินเข้าหาเขาเพื่อถามว่าเขาคือผู้ใดกัน แต่พวกเขาถูก
กวาดออกทันทีโดยเจ้าประกายเพลิง ความรวดเร็วของเจ้าประกายเพลิง
เร็วเสียยิ่งกว่าผู้เชี่ยวชาญขั้นหลอมรวมแก่นแท้
“สวรรค์! นี้คือฟีนิกซ์หรือ!?”
“ไหนฟีนิกซ์! ข้ามิเห็นอันใดทั้งนั้น!”
“มันกำลังลงมา! มันกำลังลงมาแล้ว!”
ดวงตาหลายพันคู่มองไปยังฟากฟ้า ทุกคนยืนขึ้นด้วยความยินดี
ส่วนมากเป็นเพียงแค่ผู้คนจากสำนักระดับสองซึ่งพวกเขาได้เป็นพยาน
เห็นการมาถึงของสัตว์อสูรศักดิ์สิทธิ์!
พวกเขามิสามารถแยกแยะความแตกต่างระหว่างฟีนิกซ์และวิหค
เพลิง
ปีกยาวถึง100ก้าวและร่างกายปกคลุมไปด้วยเปลวเพลิง ความ
รุนแรงของลมทำให้เกิดลมหมุนวน ทำให้ผู้อยู่เบื้องล่างหายใจได้
ยากลำบาก เจ้าเพลิงประกายหุบปีกขนาดใหญ่และมองลงมายังโลกราว
กับอยู่เหนือทุกสิ่งขณะที่มันร่อนลงมา!
ครึนน!
เปลวไฟลุกโหมไปทุกทิศทาง เจ้าประกายเพลิงร่อนลงไปบนเกาะ
กลางแม่น้ำ และสายลมที่ร้อนแรงได้พัดพาข้าวของออกไปหมด บรรดา
เหล่านักสู้ที่มีการบ่มเพาะที่อ่อนแอถูกผลักให้ก้าวถอยโดยพลังลมที่
แข็งแกร่ง!
ทุกคนต่างหวาดกลัว เจ้าประกายเพลิงคือวิหคเพลิงของมู่อวี้หวง มัน
เป็นวิหคเพลิงที่โตเต็มวัยแล้ว หากเทียบกับเจ้าเพลิงน้อยของมู่เชียนหยี่
มันมีขนาดใหญ่กว่าถึงสองเท่า!
“นั่นคือทูตแห่งเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์หรือ?”
“แม้แต่เกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ยังมาแสดงความยินดีให้อาวุโสโอวหยาง
หรือ? ชื่อเสียงของอาวุโสโอหยางยอดเยี่ยมอย่างแท้จริง!”
ศิษย์จำนวนมากของหุบเขาเจ็ดแก่นแท้พูดคุยกันอย่างตื่นเต้น พวก
เขาคิดว่านั่นคือเหตุที่เกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ส่งทูตมาที่นี่เพื่อแสดงความ
ยินดีแก่โอวหยางปั่วเยี่ยน นี่เหมือนเป็นสิ่งที่เป็นไปได้ แต่ระหว่างที่การ
ชุมนุมร่วมสำนักของหุบเขาเจ็ดแก่นแท้ ในตอนนั้นเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ได้
ส่งทูตมาเยือนเช่นกัน
จากมุมของพวกเขา มันเป็นไปได้ที่เกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์จะส่งผู้ใดซัก
คนมาแสดงความยินดีโอวหยางปั่วเยี่ยนสำหรับการทะลวงผ่านไปยังขั้น
ปราณปลายฟ้าช่วงกลาง
แน่นอนว่าโอวหยางปั่วเยี่ยนมิเคยคิดถึงเรื่องเพ้อฝันเช่นนี้มาก่อน
และสายตาของเขาหันไปหาร่างที่ปรากฏขึ้นจากบนวิหคเพลิง…
มีผู้เยาว์กระโดดลงมา ในขณะนั้นเหล่าศิษย์หุบเขาเจ็ดแก่นแท้ต่าง
ตกอยู่ในความเงียบ
ดวงตานับพันที่หันมองไปยังผู้เยาว์ผู้นี้ ตกตะลึงอย่างถึงที่สุด
คนผู้นี้สวมชุดสีดำและผมยาวของเขายุ่งเหยิง เขาถือหอกสีแดงอม
ม่วงอยู่ในมือ
ใบหน้าของเขาดูดีราวกับมันถูกสลักด้วยกระบี่และขมวดคิ้วทั้งสอง
ของเขา สายตาของเขาลึกซึ้งราวกับเต็มไปด้วยท้องฟ้ายามค่ำคืนไร้ที่
สิ้นสุด! เขาเพียงยืนอยู่เฉยๆเท่านั้น แต่ยังมีแรงกดดันมหาศาลที่มองไม่
เห็นปะทุออกจากร่างของเขาราวกับน้ำหลาก แม้แต่ผู้คนที่อยู่ห่างออกไป
นับร้อยก้าวก็สามารถรับรู้ออร่านี้ได้ มันเป็นเหตุให้พวกเขายากที่จะ
หายใจและหัวใจของพวกเขาสั่นระรัว!
ในตอนนี้ ผู้เยาว์นั้นกำลังยืนกลางลานกว้างราวกับเป็นเทพสงคราม
ที่มาจากสวรรค์
“ผู้ใดกัน?”
“นั้นคือผู้ใดกัน?”
ศิษย์สำนักระดับ 2 เริ่มสนทนาระหว่างพวกเขา พวกเขาเคยได้ยิน
ชื่อของหลินหมิงแต่พวกเขามิเคยเห็นหลินหมิงมาก่อน
อย่างไรก็ตามศิษย์หุบเขาเจ็ดแก่นแท้ต่างตกอยู่ในความสับสน หลาย
คนต่างขยี้ตาของพวกเขาเพราะคิดว่านั่นเป็นภาพหลอน
หลินหมิง!
นั่นคือหลินหมิงเป็นแน่แท้!
เขายังไม่ตายเช่นนั้นหรือ!?
ใบหน้าของโอวหยางหมิงเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง รอยยิ้มที่ดูเงียบสงบ
ที่เคยมีมาก่อนหายไปแทนด้วยความความกลัวจากส่วนลึกในหัวใจของ
เขา เขาจะไม่มีทางลืมเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อหนึ่งปีครึ่งได้ ในงานประลอง
ชุมนุมร่วมสำนัก หลินหมิงที่มีเพียงระดับการบ่มเพาะขั้นผสานชีพจร
สามารถที่จะเอาชนะเขาได้อย่างหมดจด เขาไร้ซึ่งความสามารถที่จะ
ต่อต้าน!
ตอนนี้ผ่านไปปีกว่าและโอวหยางหมิงได้เข้าถึงขั้นปราณต้นฟ้าช่วง
ต้น เขาผู้เชื่อว่าหลินหมิงตายไปแล้วแต่ไม่เคยคิดว่าหลินหมิงจะยืนอยู่ต่อ
หน้าของเขาที่นี่ในวันนี้ ไม่เพียงแค่นั้นแต่การบ่มเพาะของเขายังเพิ่มขึ้นไป
ยังขั้นปราณต้นฟ้าช่วงปลายแล้ว!
เพียงเวลาแค่ปีครึ่ง การบ่มเพาะของหลินหมิงเพิ่มขึ้นถึงหนึ่งขั้นกับ
ครึ่งช่วง!
ในตอนเริ่มต้น การบ่มเพาะของหลินหมิงอ่อนแอเสียกว่าของโอวห
ยางหมิง แต่ปัจจุบัน หลินหมิงก้าวข้ามโอวหยางหมิงไปไกลอย่างยิ่งแล้ว!
ถ้าหากหลินหมิงเมื่อตอนที่มีระดับการบ่มเพาะขั้นผสานชีพจรเขามี
ความสามารถที่จะเอาชนะผู้ที่อยู่ในจุดสูงสุดของขั้นผสานชีพจรเช่นเจียง
เป่าอวิ้นได้แล้ว ดังนั้นระดับการบ่มเพาะปัจจุบันหลินหมิงในขั้นปราณต้น
ฟ้าช่วงปลายจะน่าหวาดกลัวเพียงใด?
เขาจะมีความแข็งแกร่งเท่ากับขั้นปราณปลายฟ้าช่วงต้นเลยหรือไม่?
โอวหยางหมิงรู้สึกเพียงจิตใจของเขาสั่นสะท้าน เขาไม่กล้าจิตนาการ
ถึงความเป็นไปได้!
ตาของโอวหยางปั่วเยี่ยนกระตุกอย่างแรงเขากำหมัดของเขาแน่น
และฝ่ามือของเขาเริ่มเปียก
หลินหมิงยังไม่ตาย!
เพราะเหตุใดกัน!?
เหตุใดเข้าถึงยังไม่ตาย!?
ไม่เพียงแค่เขายังมีชีวิตอยู่แต่การบ่มเพาะของเขาเป็นถึงขั้นปราณต้น
ฟ้าช่วงปลายอีกด้วย! ในเพียงปีครึ่งมันเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นได้อย่างไร!?
โอวหยางปั่วเยี่ยนกรีดร้องอยู่ภายในใจ!
เขาเกิดความเกลียดชัง!
เขากำลังต่อต้าน!
เขากำลังกลัว!
มันเป็นไปได้ที่หลินหมิงไม่พบสิ่งที่เขาทำมาในช่วงหลายเดือนที่ผ่าน
มา บางทีหลินหมิงอาจจะยังไม่สามารถเป็นคู่มือเขาได้ แต่หลังจากนี้เล่า?
ถ้าเขายังเติบโตด้วยความเร็วที่ไร้ขีดจำกัดเช่นนี้ ดังนั้นในอีกปีเดียว
หลินหมิงอาจจะแข็งแกร่งพอที่จะสามารถฆ่าเขาได้!
เมื่อเวลานั้นมาถึง เขาไม่สามารถพึ่งพาผู้ใดในหุบเขาเจ็ดแก่นแท้ที่
ยอมมอบชีวิตเพื่อปกป้องตัวเขา ภายใต้ความแข็งแกร่งที่เหนือผู้ใดแท้จริง
แม้แต่หุบเขาเจ็ดแก่นแท้ก็จะไม่ลังเลที่จะสละเขาให้หลินหมิง
นั้นหมายความว่าทั้งหมดที่เขาสามารถทำได้คือการหลบหนี หากเขา
ยังอยู่ในหุบเขาเจ็ดแก่นแท้ นั่นก็คือเขากำลังรอความตายเท่านั้น
โอวหยางปั่วเยี่ยนมองด้วยสายตาเย็นชาไปยังหลินหมิง เขาไม่ทำบาง
สิ่งที่โง่เขลาหรือไร้ประโยชน์เช่นการขอโทษ ในขณะนั้นหลิงหมิงเปลี่ยน
ท่าทาง เขารู้สึกถึงจิตสังหารที่มาจากโอวหยางปั่วเยี่ยน ซึ่งโอวหยางปั่ว
เยี่ยนก็รู้ว่าหลินหมิงต้องการสังหารเขาแล้ว!
น่าเสียดาย หลินหมิงยังด้อยประสบการณ์ เพียงแค่ทนต่อไปอีกปี
แล้วก็อาจมาสังหารเขาได้แล้วแท้ๆ
ในขณะนั้นมีหลายความคิดไหลผ่านจิตใจของโอวหยางปั่วเยี่ยน เขา
ยังคงไม่สูญเสียความเยือกเย็น เขายังคงยืนนิ่งอยู่ที่นั้นดุดต้นไม้
“ท่านอาวุโสโอวหยาง! ท่านเป็นอย่างไรบ้างตั้งแต่ที่พวกเราได้พบกัน
ครั้งล่าสุด? ข้าหวังว่าท่านคงสบายดี!”
สีหน้าของหลินหมิงดูเฉยชาขณะกล่าวออกมา แต่เสียงของเขา
เหมือนดั่งสายลมหนาวที่พัดมาจากนรก 9 ชั้น บรรยากาศของงานเลี้ยง
กลายเป็นเหน็บหนาวในทันที
ผู้คนส่วนมากนั้นมาจากสำนักระดับ 2 ไม่รู้จักเด็กหนุ่มที่ยืนอยู่หน้า
พวกเขา แต่สิ่งที่พวกเขาสามารถเข้าใจได้คือผู้นี้ไม่ได้มาแสดงความยินดี
เช่นเดียวกับพวกเขาอย่างแน่นอน แต่กลับจะมาทำลายงานเลี้ยงแทน!
นี่คือผู้ใดกัน? เขากล้าที่จะบินผ่านท้องฟ้าของหุบเขาเจ็ดแก่นแท้
เช่นนั้นหรือ? เพียงมองไปที่สัตว์อสูรศักดิ์สิทธิ์ ชายหนุ่มผู้นี้ก็ไม่ธรรมดา
อย่างแน่นอน บางทีเขามาจากครอบครัวตระกูลหรือนิกายใหญ่ ผู้คนส่วน
ใหญ่ในหุบเขาเจ็ดแก่นแท้รู้เพียงแค่พลังที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคือหุบเขาเจ็ดแก่น
แท้ พวกเขาไม่รู้ถึงการคงอยู่ของเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ นี่ไม่น่าประหลาด
ใจ เพราะไม่ว่าอย่างไร ผู้ที่ยืนอยู่จุดสูงกว่าจะได้สัมผัสถึงโลกที่ยิ่งใหญ่ยิ่ง
กว่า ในตอนแรกหลินหมิงไม่เคยทราบการคงอยู่ของเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์
เลย
ใบหน้าของโอวหยางปั่วเยี่ยนกลายเป็นน่าเกลียด เขาต้องการยิ้ม แต่
ก็หยุดแล้วกล่าวว่า “เจ้าไม่ได้มาที่นี่เพื่อฉลองให้กับชายชราผู้นี้!”
หลินหมิงชี้ปลายหอกลงไปที่พื้น และวาดเป็นรูปดวงจันทร์เต็มดวง
บนลานหินอ่อน เขาหัวเราะและกล่าวอย่างไม่เร่งรีบ “แน่นอนว่าไม่ ข้า
มาที่นี่เพื่อเอาชีวิตของเจ้า!”
ด้วยประโยคนี้ผู้ชมทั้งหมดต่างตกตะลึง ศิษย์ส่วนใหญ่ของหุบเขา
เจ็ดแก่นแท้ไม่ทราบว่าโอวหยางปั่วเยี่ยนเป็นศัตรูกับหลินหมิง ส่วนผู้คน
จากเหล่าสำนักระดับ 2 พวกเขาก็ไม่เคยรู้หลินหมิงหน้าตาเป็นเช่นไร จึง
ไม่ต้องกล่าวถึงคำกล่าวเช่นนี้
“อะไรนะ!?”
“จะเอาชีวิตของโอวหยางปั่วเยี่ยน!? ข้าได้ยินไม่ผิดใช่หรือไม่?”
ไม่มีผู้ใดซักคนที่เข้าใจเรื่องที่เกิดขึ้น นี่คืออาณาเขตของหุบเขาเจ็ด
แก่นแท้จะมีผู้ใดซักคนที่กล้าเสี่ยงเข้ามาเอาชีวิตของผู้อาวุโสแห่งหุบเขา
เจ็ดแก่นแท้ถึงนี้เชียวหรือ? คำกล่าวเช่นนี้ หากเป็นคนทั่วไปจะกล้าพูด
ออกมาหรือ?
ไม่เพียงแค่นั้นแต่การบ่มเพาะของชายหนุ่มผู้นี้เพียงแค่อยู่ในขั้น
ปราณต้นฟ้าช่วงปลาย แม้แต่ท่าทางของเขาก็ดูลึกล้ำ เขานั้นจะทำสิ่งใด
ได้บ้างกัน?
แม้โอวหยางหมิง ผู้ที่ทราบถึงความแข็งแกร่งของหลิงหมิงก็ยังรู้สึกว่า
หลินหมิงช่างไร้เดียงสา มีผู้อาวุโสแผนกลงทัณฑ์จำนวนมากมายที่นี่
หลินหมิงจะสามารถสังหารผู้อื่นต่อหน้าพวกเขาได้อย่างไรกัน? ในความ
เป็นจริง เขามิอาจจะทำอันใดโอวหยางปั่วเยี่ยนได้ด้วยซ้ำ
ฉินจื่อหยาฝืนยิ้ม
ในท้ายที่สุด ก็ดูเหมือนว่าพวกเขาไม่สามารถหลบหนีผลลัพธ์เช่นนี้ไป
ได้…
ตอนที่ 420 ผู้ที่ขวางทางข้าจะต้องตาย
“จะเอาชีวิตของข้า? ฮ่าๆๆ!” โอวหยางปั่วเยี่ยนหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง
“ชายชราผู้นี้จะยืนอยู่ที่นี่ ข้าต้องการจะดูว่าเจ้าจะใช้วิธีไหนเอาชีวิตของ
ข้า!”
หลินหมิงเค้นเสียง แต่ไม่ตอบสนอง ด้วยการสั่นของหอกแห่งดาว
หางม่วง ประกายสายฟ้าเริ่มที่จะสาดประกายออกมาบนปลายหอก!
ขณะที่หลินหมิงก้าวตรงไปที่โอวหยางปั่วเยี่ยน การเคลื่อนไหวของ
เขาเริ่มจะเร็วขึ้นจนถึงขีดสุด!
“อวดดี! เจ้าคิดว่าเจ้าอยู่ที่ไหน!” ในตอนนี้ ชายเครามังกรก้าวไป
ข้างหน้า ถือไม้เท้าที่ยาวเก้าก้าวในมือของเขา ชายเครามังกรผู้นี้มาจาก
สำหนักระดับสอง และพรสวรรค์ของเขายังถือว่าดี การบ่มเพาะของเขา
คือครึ่งก้าวสู่ขั้นปราณปลายฟ้า แต่เนื่องจากทรัพยากรของเขามีจำกัด ได้
ติดอยู่ในขั้นนี้มาเป็นเวลาสิบปีและยังไม่สามารถเข้าสู่ขั้นปราณปลายฟ้า
ได้
คราวนี้เขามาขอความช่วยเหลือจากโอวหยางปั่วเยี่ยน เขาได้เตรียม
ของขวัญจำนวนมากเพื่อที่จะแทรกซึมเข้าแผนกลงทัณฑ์และฝึกฝนเคล็ด
บ่มเพาะทัณฑ์สวรรค์ศักดิ์สิทธิ์ หวังที่จะมีโอกาสทะลวงเข้าสู่ขั้นปราณ
ปลายฟ้า
ตั้งแต่ที่ชายเครามังกรต้องการความช่วยเหลือจากโอวหยางปั่วเยี่ยน
เขาเอาศีรษะของตนไปเสี่ยงเพื่อแสดงความจงรักภักดีของเขา
เขาก็ไม่รู้ว่าผู้ใดคือหลินหมิง หรือเขาไม่สังเกตเห็นความน่าสมเพชใน
สายตาของโอวหยางหมิง กำลังมองเขาจากข้างหลัง
อย่างไรก็ตาม ชายเครามังกรไม่ได้โง่ เนื่องจากเด็กน้อยผู้นี้มาจาก
เกาะฟินิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ ความแข็งแกร่งของเขาอาจจะเหนือแม้กระทั่งตัวเขา
เอง ด้วยการโบกมือของเขา คนสามคนที่ยืนอยู่ข้างหลังเขากระโดด
ออกไปข้างหน้า การบ่มเพาะของพวกเขาอยู่ในจุดสูงสุดของขั้นปราณต้น
ฟ้า
พวกเขาทั้งหมดมาจากสำนักเดียวกัน วันนี้ พวกเขาทั้งหมดมา
สวามิภักดิ์ต่อตระกูลโอวหยาง
“เราสี่คนจะโจมตีเขาพร้อมกัน อย่าออมมือ คนผู้นี้ไม่ง่ายที่จะ
จัดการ” ชายเครามังกรกล่าวกับคนอื่นๆด้วยการสื่อสารผ่านกระแสเสียง
ปราณแท้
“ตกลง”
พวกเขาทั้งสี่คนได้ผ่านความยากลำบากมามากมายด้วยกัน และก็มี
ความเข้าใจซึ่งกันและกันรวมทั้งมีการประสานงานที่ดี พวกเขามีความ
เชื่อมั่นและความเข้าใจในความแข็งแกร่งของกันและกัน ถ้าพวกเขาโจมตี
ในเวลาเดียวกัน การพุ่งไปที่จุดอ่อนของหลินหมิงจากสี่ทิศทางที่แตกต่าง
กันแล้ว มันเป็นไปไม่ได้สำหรับหลินหมิงที่จะป้องกันจากการโจมตีจำนวน
มากในครั้งเดียว
“ไปให้พ้นซะ!”
ปังงงงง!!!
คลื่นอากาศที่น่าสะพรึงกลัวจากแรงกดดันปะทุขึ้น หลินหมิงไม่
แม้กระทั่งขยับ – มันเป็นเพียงออร่าความแข็งแกร่งที่มีอยู่ภายในตัวเขา
ระเบิดออกมาอย่างฉับพลันในครั้งเดียว ปราณแท้อันรุนแรงถูกพุ่งออกไป
และเกิดเป็นพายุอันรุนแรงและคมกริบที่สามารถตัดพื้นหินอ่อนได้
กระจายออกไป
ฟรุป! ฟรุป! ฟรุป! ฟรุป!
พวกเขาทั้งสี่คนสำลักโลหิตออกมาขณะที่พวกเขาลอยกระเด็น ร่าง
ของพวกเขาชนเข้ากับพื้นและกลิ้งกลับไปหลายสิบก้าวราวกับน้ำเต้าหูที่
ถูกเตะ สองคนในพวกเขากระทั่งตกลงไปในทะเลสาบอย่างหมดหนทาง
สำหรับหลินหมิง เขาไม่ได้แม้กระทั่งขยับเลย!
ผู้ชมทั้งหมดแข็งเป็นหิน
“อะไรกัน?” เขาเอาชนะสี่ผู้เชี่ยวชาญที่อยู่ในจุดสูงสุดของขั้นปราณ
ต้นฟ้าด้วยหนึ่งกระบวนท่า? เป็นไปได้อย่างไร?”
“หนึ่งกระบวนท่า? เจ้าคิดว่าเขาได้ใช้กระบวนท่าแล้วหรือ? ข้าไม่ได้
แม้กระทั่งเห็นมัน! เขายืนอยู่ที่นั่น ไม่มีการเคลื่อนไหวเลย เขาตะโกนว่า
‘ไปให้พ้นซะ’ และคนเหล่านั้นทั้งหมดกระเด็นถอยออกไปโดยออร่าของ
เขา!” ศิษย์ขั้นปราณต้นฟ้าของสำนักหุบเขาเจ็ดแก่นแท้กล่าวออกมา
ความแข็งแกร่งของเขาเหนือกว่า จึงสามารถที่จะเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้อย่าง
ชัดเจนมากกว่าเหล่าศิษย์ของสำนักระดับ 2
“หลินหมิง?” เหล่าศิษย์สำนักระดับสองตื่นตระหนก “อะไรกัน?
ชายหนุ่มผู้นี้คือหลินหมิง? หลินหมิงไหน?”
“อย่ากล่าวเรื่องไร้สาระที่โง่เขลาเช่นนี้ มันก็ย่อมเป็นผู้ที่กลายเป็นผู้
ชนะเลิศของงานประชุมนุมร่วมสำนักแห่งหุบเขาเจ็ดแก่นแท้ที่ผ่านมา! คือ
หลินหมิงผู้นี้ไงเล่า!”
ด้วยคำพูดนี้ เหล่าผู้ที่อ้าปากค้างภายในลานกว้างจึงเงียบ ตอนนี้ ไม่
มีผู้ใดใส่ใจที่จะถามว่าเหตุใดหลินหมิงจึงไม่ตาย แทนที่ด้วย พวกเขาเพียง
แค่มึนงงโดยความแข็งแกร่งที่เหนือล้ำของเขา
หลินหมิงอายุเพียงแค่ 17 ปีเท่านั้น!!!
อายุ 17 ปี ไม่เพียงแค่การบ่มเพาะของเขาอยู่ที่ขั้นปราณต้นฟ้าช่วง
ปลาย แต่ความแข็งแกร่งของเขาได้ถึงระดับที่ผิดปกติอย่างยิ่งที่เขา
สามารถทำให้สี่ผู้เชี่ยวชาญที่อยู่ในจุดสูงสุดของขั้นปราณต้นฟ้าและ
แม้กระทั่งผู้เชี่ยวชาญครึ่งก้าวสู่ขั้นปราณปลายฟ้ากระเด็นออกมา จน
ได้รับบาดเจ็บ! ตอนนี้ การประลองก่อนหน้านี้ก็เหมือนเด็กทารกที่ตบกัน
– ไม่มีอะไรน่าดูสักนิด!
นักสู้ของสำนักระดับ 2 รู้สึกราวกับพวกเขากำลังอยู่ในความฝัน นี้
เป็นพรสวรรค์ระดับสูงอย่างแท้จริงหรือ? บุคคลเช่นนี้มีตัวตนอยู่ในโลกนี้
จริงเช่นนั้นหรือ?
หลิวเซวียนของสำนักวารีคลั่งมองดูหลินหมิงที่อยู่จุดศูนย์กลางของ
ลานกว้าง ฝ่ามือของเขาเต็มไปด้วยเหงื่อ เขาเกิดมาภายใต้รัศมีแห่ง
อัจฉริยะแม้ตั้งแต่เขายังเป็นทารก และตัวตนของเขาได้กลายเป็นความ
ภาคภูมิใจและหยิ่งยโสโดยธรรมชาติ เขาเชื่อมั่นว่าหลังจากที่เขาตกลงไป
ที่อุโมงค์คฤหาสน์ของผู้เชี่ยวชาญลึกลับที่ตายมานานแล้วจากภูมิภาคเขต
แดนทางใต้ และได้รับโชคชะตาอันยิ่งใหญ่ ที่ตัวเขาเองจะสามารถที่จะ
เข้าสู่การจัดอันดับในพรสวรรค์ระดับสูง แต่ตอนนี้ เมื่อเทียบกับหลินหมิง
เขาไม่เป็นอะไรเลยนอกจากตัวตลก
เขาช่วยไม่ได้ ได้แต่เหลือบมองไปที่โอวหยางหมิง และเห็นว่าท่าที
ของโอวหยางหมิงนั้นดูกระวนกระวายเป็นอย่างมาก
แม้ว่าโอวหยางหมิงไม่คิดว่าคนทั้งสี่คนเหล่านี้จะสามารถคุกคามชีวิต
ของหลินหมิง แต่พวกเขามีกันสี่คน และพวกเขายังมีความชำนาญใน
ทักษะผสานการโจมตี อย่างน้อยพวกเขาควรบังคับให้หลินหมิงได้
พยายามใช้ทักษะอย่างออกมาได้บ้าง เขาไม่เคยคาดคิดว่าหลินหมิงจะ
เพียงแค่ใช้หนึ่งเสียงตะโกนเท่านั้น และสี่คนเหล่านั้นกระเด็นลอยออกไป!
พรสวรรค์ของหลินหมิงนั้นน่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าเมื่อหนึ่งปีครึ่งที่ผ่าน
มา! โอวหยางหมิงเสียวสันหลังขึ้นมาในทันที
หลินหมิงเหลือบมองไปยังทุกคนที่นี่อย่างเย็นชา เสียงของเขามีจิต
สังหารอยู่อย่างหนาแน่นขณะที่เขากล่าว “นี่เป็นครั้งสุดท้ายและครั้ง
สุดท้ายที่ข้าจะแสดงความเมตตา ถ้าหากใครขวางทางของข้าอีกครั้ง พวก
เขาจะได้เดินไปสู่เส้นทางแห่งความตาย!”
ผิวหน้าของผู้อาวุโสสำนักหุบเขาเจ็ดแก่นแท้ทั้งหมดเปลี่ยนไปโดย
สิ้นเชิง ผู้อาวุโสส่วนใหญ่ในปัจจุบันอยู่ในขั้นปราณต้นฟ้าช่วงต้น และมี
แม้กระทั่งหลายคนที่พึ่งเข้าสู่ขั้นปราณต้นฟ้าช่วงต้นในสองสามปีที่ผ่านมา
การเคลื่อนไหวที่ผ่านมา พวกเขาก็สามารถเห็นทุกอย่างที่เกิดขึ้นได้อย่าง
ชัดเจน แม้ว่าชายเครามังกรและสหายของเขาจากสำนักขนาดเล็กรวมทั้ง
ยังมีความแข็งแกร่งอันธรรมดา การบ่มเพาะของพวกเขายังคงเป็นอย่าง
น้อยที่จุดสูงสุดขั้นปราณต้นฟ้า ถ้าพวกเขาตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกับ
หลินหมิง พวกเขาจะไม่สามารถที่จะชนะได้เช่นหลินหมิง!
เผชิญหน้ากับหลินหมิงในปัจจุบัน ทำให้พวกเขาเกิดความเชื่อว่าจะ
ไม่สามารถขวางทางของเขาได้!
หลินหมิงจับหอกแห่งดาวหางม่วง ก้าวเดินไปข้างหน้าทีละก้าว บน
ปลายหอก พลังของสายฟ้าและเพลิงสาดประกายออกมา!
สีหน้าของโอวหยางปั่วเยี่ยนห่อเหี่ยวจนกระทั่งแทบจะมีน้ำซึม
ออกมา!
ในที่สุดเขาก็ตระหนักถึงความจริงที่สำคัญที่สุดและน่ากลัวอย่าง
แท้จริง นั่นคือหลินหมิงมีความสามารถที่จะจัดการกับเขาได้ในตอนนี้!
ด้วยทุกก้าวที่หลินหมิงตรงมา ความน่าเกรงขามของเขากลายเป็นน่า
สะพรึงกลัวมากยิ่งขึ้น
โอวหยางปั่วเยี่ยนรู้สึกว่าแรงกดดันที่หนักหน่วงกดลงมาบนตัวเขา
ปัจจุบันหลินหมิงดูราวกับยมทูต และเขาได้ยินเสียงของปรโลกค่อยๆคืบ
คลานเข้ามา!
“เจ้าสารเลว! เจ้าคิดจริงๆเหรอว่าจะไม่มีใครในแผนกลงทัณฑ์ของข้า
จะหยุดเจ้า!?”
ตอนนี้ เสียงที่ดังราวกับกลองปรากฏออกมา ชายชราชุดขาวปรากฏ
ตัวอย่างฉับพลันบนลานกว้าง เขาเป็นผู้อาวุโสแผนกลงทัณฑ์ โอวหยาง
กวางและการบ่มเพาะของเขาอยู่จุดสูงสุดของขั้นปราณปลายฟ้าช่วง
กลาง!
งานเลี้ยงนี้ก็ได้ฉลองให้กับเขาในการรับสนมเพิ่ม ในฐานะหนึ่งใน
เจ้าภาพของงานเลี้ยงนี้ เขาจะปล่อยให้ผู้อื่นมาทำลายงานเลี้ยงเช่นนี้ได้
อย่างไร?
หลินหมิงมองไปที่โอวหยางกวางอย่างใจเย็น เสียงของเขาเย็นถึง
กระดูกขณะที่เขากล่าว “ เจ้าต้องการที่จะขวางทางของข้าหรือ?”
“เรื่องตลกอันใดกัน นี่คือแผนกลงทัณฑ์ของข้า มันไม่ได้เป็นสถานที่
ซึ่งเจ้าจะสามารถอาละวาดได้ เจ้าคิดว่าไร้เทียมทานที่สุดโลกใบนี้หรือ?
เช่นนั้นเจ้าต้องสังหารชายชราผู้นี้เสียก่อน”
หลินหมิงกระชับหอกแห่งดาวหางม่วงชี้ไปด้านหน้าของเขา และ
กล่าวอย่างเย็นชาว่า “ผู้ที่ขวางทางของข้าจะต้องตาย!”
หลินหมิงไม่ได้มีความประทับใจที่ดีสักเล็กน้อยต่อแผนกลงทัณฑ์ ไม่
ต้องกล่าวถึงการกระทำของแผนกลงทัณฑ์ในอดีต เพียงเรื่องของที่โอวห
ยางปั่วเยี่ยนพยายามที่จะจัดการกับฉินซิงเซวียน และปราบฉินจื่อหยา
เขาจะทำเช่นนั้นได้อย่างไรถ้าไม่ใช่มีการช่วยเหลือเช่นผู้อาวุโสในแผนกลง
ทัณฑ์
แผนกลงทัณฑ์เป็นต้นเหตุของความหายนะในอาณาเขตเจ็ดแก่นแท้
ทั้งหมดที่แผนกลงทัณฑ์สร้างไว้ล้วนเป็นพวกขยะต่ำช้า หลินหมิงไม่ได้
เป็นผู้ที่กระหายเลือดหรือผู้ที่ชั่วร้าย แต่ในการจัดการกับขยะจากแผนก
ลงทัณฑ์ เขาไม่ลังเลที่จะสังหารพวกมันทั้งหมด
“เป็นเจ้าเด็กน้อยที่หยิ่งยโสอย่างแท้จริง เจ้าไม่รู้หรือว่าความตายมัน
เป็นเช่นใด! ด้วยการบ่มเพาะขั้นปราณต้นฟ้าช่วงปลายของเจ้าที่สามารถ
ก้าวข้ามนักสู้ที่อยู่ระดับเดียวกันได้ ดังนั้นเจ้าคิดว่าไม่มีผู้ใดในโลกใบนี้
สามารถเอาชนะเจ้าได้สินะ วันนี้ ชายชราผู้นี้จะให้เจ้าได้สัมผัสความ
แข็งแกร่งของผู้เชี่ยวชาญขั้นปราณปลายฟ้าว่ามันเป็นเช่นใด!”
โอวหยางกวางตะโกนออกมาเสียงดัง และปราณแท้ปะทุขึ้นจาก
ร่างกายของเขา ปราณแท้สีม่วงทะลักออกมาจากตันเถียนของเขา ตันเถีย
นของนักสู้ขั้นปราณปลายฟ้ามีปราณแท้หมุนวนอยู่ ปราณแท้ของพวกเขา
มีความบริสุทธิ์และหนาแน่นมากกว่าของนักสู้ขั้นปราณต้นฟ้าอย่างมาก
เปลวเพลิงสีม่วงเจิดจ้าอัดแน่นลงไปที่หอกกระดูกเพลิงม่วงในมือของ
โอวหยางกวางในทันที จากนั้นก็มีเสียงร้องอันโหยหวนเปล่งออกมา
นี้เป็นหอกกระดูกเพลิงม่วงของ ‘เคล็ดบ่มเพาะทัณฑ์สวรรค์
ศักดิ์สิทธิ์’ หลินหมิงได้เห็นกระบวนท่านี้มาหลายครั้งหลายคราแล้ว แต่
เมื่อเทียบกับสิ่งที่เขาได้เห็นก่อนหน้านี้ หอกกระดูกเพลิงม่วงในมือของ
โอวหยางกวางหนาและใหญ่มาก ไม่เพียงแค่นั้น แต่ปลายหอกยังมีรูปร่าง
เหมือนกับหัวกะโหลกที่น่ากลัว – มันดูแปลกประหลาดเป็นอย่างยิ่ง
“เจ้าเด็กน้อย เตรียมตัวตายซะ!”
โอวหยางกวางขว้างหอกกระดูกในมือของเขาออกไป เป้าหมายของ
เขาคือหน้าอกของหลินหมิง แม้ว่าเขาจะไม่กล้าที่จะสังหารหลินหมิง แต่
เขาจะไม่ให้เขาจากไปโดยไม่ได้รับบาดเจ็บอย่างแน่นอน
หอกหัวกะโหลกที่น่ากลัวพุ่งไปอย่างรวดเร็วราวกับสายฟ้า เปลว
เพลิงเกิดเป็นหางยาวเป็นทางพุ่งไป มันตัดผ่านอากาศด้วยเสียงโหยหวน
ของภูตผี ที่เกือบจะทะลวงแก้วหูของคนผู้หนึ่งได้
สีหน้าของหลินหมิงยังคงเดิม และดวงตาของเขานั้นสาดประกายเย็น
ชา ปราณแท้สีครามหมุนอยู่รอบร่างกายของเขาราวกับเปลวเพลิง และผู้
หนึ่งสามารถได้ยินเสียงของปราณแท้นั้นที่ฉีกอากาศโดยรอบได้อย่าง
ชัดเจน
“จิตวิญญาณสายฟ้าปีศาจศักดิ์สิทธิ์!”
หลินหมิงพุ่งหอกของเขาออกไป สายฟ้ากู่ร้อง และเกิดประกาย
สายฟ้าสีม่วงที่หนาแน่นหลอมรวมกับสายฟ้าสีแดงโลหิต หมุนวนกันและ
ก่อตัวขนาดใหญ่ขึ้น สายฟ้าลำแสงหลอมรวม สายฟ้าลำแสงนี้ปะทะเข้า
กับหอกกระดูกเพลิงม่วง!
เผชิญหน้ากับภูตผีปีศาจ พลังสายฟ้าสามารถที่จะกำราบมันได้อย่าง
สมบูรณ์!
หลังจากจิตวิญญาณสายฟ้าปีศาจศักดิ์สิทธิ์ได้ปะทะเข้ากับหอก
กระดูกเพลิงม่วง มีเพียงแค่เสียงเล็กแหลม ‘ซี่ ซี่ ซี่’ หอกกระดูกเพลิงม่วง
ดูราวกับบอลหิมะที่ตกเข้าไปในเตาหลอมอย่างเห็นได้ชัดเจน – มัน
ละลายหายไปทันที!
พลังสายฟ้าไม่ได้ลดลงเลยแม้แต่น้อย ด้วยเสียงคำรามของสายฟ้าที่
ทรงพลัง มันได้พุ่งตรงไปยังโอวหยางกวาง!
ดวงตาของโอวหยางกวางเบิกกว้างด้วยความประหลาดใจและตก
ตะลึง ทุกคนในที่นี่ก็ยังประหลาดใจอย่างยิ่งเช่นกัน เรื่องเช่นนี้เป็นไปได้
อย่างไรกัน?
ทุกคนคาดหวังว่าหลินหมิงจะมีความแข็งแกร่งเทียบเท่านักสู้ขั้น
ปราณปลายฟ้า แต่ก็ไม่คาดคิดว่าเขาจะสามารถทำลายกระบวนท่าสังหาร
ของโอวหยางกวางได้อย่างง่ายดายถึงเพียงนี้!
“พลังของสายฟ้าของข้ามีความสามารถเฉพาะในการทำลายพลัง
ภูติผีปีศาจ ผู้อาวุโสโอวหยางไม่ทราบแม้กระทั่งเรื่องพื้นฐานเช่นนี้เลย
หรือ?”
น้ำเสียงของหลินหมิงแฝงไปด้วยความเย้ยหยัน แต่การโจมตีในมือ
ของเขาไม่ได้ช้าเลย หลังจากที่จิตวิญญาณสายฟ้าปีศาจศักดิ์สิทธิ์ถูก
ส่งออกไป ศักยภาพแห่งหอกของหลินหมิงก็ได้ตื่นขึ้น เพลิงอุกบาตถล่ม
ปฐพีได้ปะทุออกมา!
“หมื่นเปลวเพลิงผลาญปฐพี!”
สายฟ้าครั้งแรก ตอนนี้เปลวเพลิง หลินหมิงได้แสดงอำนาจของ
สายฟ้าและไฟถึงขีดสุด!
โอวหยางกวางสีหน้าซีด เขาได้ตะโกนเสียงดังและอากาศรอบๆตัว
เขาบิดเบี้ยว กระเบื้องใต้เท้าของเขาแดงไหม้โดยความร้อน เขาพุ่งฝ่ามือ
ของเขาออกไปเป็นท่ากรงเล็บ แสงสีแดงโลหิตดูราวกับจะห่อหุ้มทั่วทั้ง
ร่างกายของเขา
“กรงเล็บปีศาจโลหิต!”
ด้วยประกายของแสงสีโลหิต กรงเล็บสีแดงโลหิตถูกยิงออกไป นี้คือ
ทักษะการต่อสู้จากขั้น 6 ของ ‘เคล็ดบ่มเพาะทัณฑ์สวรรค์ศักดิ์สิทธิ์’ มันมี
พลังมากกว่าเก้าในสิบส่วนของความแข็งแกร่งแท้จริงของโอวหยางกวาง!
หลินหมิงยิ้ม ‘เคล็ดบ่มเพาะทัณฑ์สวรรค์ศักดิ์สิทธิ์’ เป็นทักษะที่มีพื้น
เพมาจากเส้นทางปีศาจ ในอดีตที่ผ่านมากระบี่กระดูกตัดวิญาณของฉาง
กวานอี้ กะโหลกโลหิตตัดวิญญาณของโอวหยางตี๋ฮัว หอกกระดูกเพลิง
ม่วงของโอวหยางสื่อเฟิง และแม้กระทั่งในปัจจุบันกรงเล็บปีศาจโลหิต
ของ โอวหยางกวาง –พวกเขาทั้งหมดมาจากนักสู้สายเดียวกัน ด้วยแต่ละ
การโจมตี มันจะใช้โลหิตของตนเอง ดังนั้น ผู้ที่บ่มเพาะทักษะเหล่านี้
จะต้องบ่มเพาะเป็นสองเท่าและดูดแก่นพลังหยินของหญิงสาวเพื่อที่จะ
ชดเชยสำหรับพลังที่เสียไป
ผู้ที่ใช้เคล็ดบ่มเพาะนี้มาเผชิญหน้ากับหลินหมิง ก็สามารถกล่าวได้
เพียงแค่ว่าโชคของพวกเขาไม่ดีเท่านั้นเอง
“สายฟ้าปีศาจแห่งโลหิตทำลายล้าง!”
ภายในมือของหลินหมิง แสงสายฟ้าเริ่มเปลี่ยนไป กลายเป็นอสรพิษ
สายฟ้าสีโลหิตขนาดใหญ่ สายฟ้าปีศาจสลายโลหิตเกิดมาเพื่อดูดปราณ
โลหิต!
ฟ่อออ!
อสรพิษสีแดงเข้มขนาดใหญ่เปิดปากที่มีขนาดใหญ่ของมันและงับลง
ไปบนกรงเล็บปีศาจโลหิต กลืนมันลงไปในทันที!
อะไรนะ!!??
โอวหยางกวาง ไม่สามารถที่จะเชื่อสิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้าด้วยสายตา
ของตนเอง
อย่างไรก็ตาม เขาไม่มีเวลาแม้กระทั่งรู้สึกตกตะลึง เปลวเพลิงม่วง
และสายฟ้าสีม่วงก็ได้มาถึงที่ด้านหน้าของเขาแล้ว!
โอวหยางกวาง จึงรีบชักกระบี่ยาวออกมาและผ่าออกไป!
ปังงงง!
หลังจากที่พลังลดลงถึงสองเท่าอสรพิษสายฟ้าขนาดใหญ่ถูกผ่าโดย
กระบี่ของโอวหยางกวาง อย่างไรก็ตาม เพลิงอุกบาตถล่มปฐพีก็ได้ปะทะ
เข้ากับโล่ป้องกันปราณแท้ปกป้องร่างของโอวหยางกวาง
เพลิงอุกกาบาตถล่มปฐพีมีความสามารถพิเศษในการกัดกร่อนอะไรก็
ได้ที่มันสัมผัส มันฉีกเปิดช่องว่างเล็กๆหลายสิบช่องในโล่ป้องกันปราณแท้
ร่างของโอวหยางกวาง พลังทั้งหมดของเปลวเพลิงกัดกร่อนลงไปยังเส้น
ชีพจรของโอวหยางกวาง ทันใดนั้นโอวหยางกวางก็ต้องตกตะลึง เขาหน้า
ซีด และมีโลหิตไหลออกมาจากจมูกของเขา!
ขณะที่เหล่าผู้ชมเห็นฉากนี้ นักสู้ทุกคนตกอยู่ในความเงียบ นักสู้ที่มี
ระดับการบ่มเพาะอยู่ในจุดสูงสุดของขั้นปราณปลายฟ้าช่วงกลางเช่น
โอวหยางกวาง ได้รับบาดเจ็บสาหัสหลังจากการต่อสู้เพียงไม่กี่กระบวนท่า
เท่านั้นหรือ!?
ตอนที่ 421 เก็บกวาดให้หมด
ความแข็งแกร่งของหลินหมิงได้เกินกว่าขอบเขตความเข้าใจของนักสู้
ทั้งหมดแล้ว เหล่ายอดฝีมือรุ่นเยาว์ที่คิดจะแสดงทักษะในปัจจุบันของ
พวกเขาในระหว่างงานประลองที่งานเลี้ยงนี้จัดขึ้นต่างตระหนักได้ว่าเมื่อ
เทียบกับหลินหมิง พวกเขาเป็นได้มิมากไปกว่ามดที่เดินอยู่รอบๆ
หลินหมิงนั้นยังเยาว์กว่าพวกเขาและความแตกต่างในความ
แข็งแกร่งของพวกเขาราวกับสวรรค์และปฐพี พวกเขายังจะมีชีวิตอยู่
เช่นนี้ได้อย่างไรเมื่อรู้เช่นนี้?
ตอนนี้ในใจกลางพื้นที่จัตุรัส ผู้อาวุโสแผนกลงทัณฑ์โอวหยางกวาง
กำลังโลหิตไหลออกจากจมูกและทั่วใบหน้าของเขาแดง ก่อนหน้านี้เขา
กล่าวไปว่าเขาจะแสดงให้หลินหมิงเห็นถึงความแข็งแกร่งของผู้เชี่ยวชาญ
ขั้นปราณปลายฟ้าเป็นเช่นไร แต่ตอนนี้เพียงไม่กี่กระบวนท่า เขาได้รับ
บาดเจ็บถึงขั้นโลหิตไหลออกจากจมูกของเขา
ต่อหน้ากลุ่มของรุ่นเยาว์ โอวหยางกวางได้แพ้พ่ายไปอย่างน่าอับ
อาย!
หอกแห่งดาวหางม่วงถูกหลินหมิงชี้ไปยังโอวหยางกวาง ปลายหอก
สาดประกายสายฟ้าออกมา!
ใบหน้าของโอวหยางกวางเปลี่ยนเป็นสีโลหิต หลินหมิงผู้นี้ยโสเกินไป
แล้ว!
สำหรับผู้ที่มีเกียรติและได้รับความเคารพเช่นโอวหยางกวาง สิ่งที่มี
ค่ามากที่สุดคือชื่อเสียงของเขา แต่ตอนนี้เขาได้ถูกยั่วยุโดยรุ่นเยาว์ผู้ที่
กำลังชี้หอกมาทางหน้าของเขา!
และนอกเหนือจากนั้นสิ่งที่เลวร้ายที่สุดคือเขามิสามารถหยุดหลินห
มิงไว้ได้ หากเขาลองจู่โจมเขาอีกครั้งผลลัพธ์ก็น่าจะเป็นเช่นเดิม!
นี่เป็นการตบหน้าเขาซ้ำแล้วซ้ำเล่า!
“ดี! ดีมาก!” โอวหยางกวางสั่นไปด้วยความโกรธ “พวกเจ้าทั้งหมด
กำลังยืนอึ้งอะไรอยู่เจ้าพวกโง่! เจ้ากำลังวางแผนที่จะปล่อยให้เจ้าหนุ่มนี่
อาละวาดตามที่ต้องการหรืออย่างไร!?”
ตอนนี้ โอวหยางกวางมิสนใจเกี่ยวกับชื่อเสียงของตนอีกแล้ว เขายก
มือของเขาสั่งผู้อาวุโสแผนกลงทัณฑ์ทั้งหมดร่วมมือกัน
ในตอนนี้ ความภาคภูมิใจของแผนกลงทัณฑ์ได้ถูกหลินหมิงทำลาย
ลงไปแล้ว หากพวกเขายังยึดติดกับตนเองแล้วไม่หันมาร่วมมือกันละก็
แผนกลงทัณฑ์คงจะไม่มีที่ให้ยืนในหุบเขาเจ็ดแก่นแท้อีกต่อไป
มีถึงห้าอาวุโสแผนกลงทัณฑ์ที่ได้มาร่วมงานเลี้ยงนี้ นอกจากโอหยา
งกวางและโอวหยางปั่วเยี่ยน ผู้อาวุโสคนอื่นก็อยู่เพียงขั้นปราณปลายฟ้า
ช่วงต้น
สำหรับเหล่าห้าอาวุโสที่รุมรุ่นเยาว์เช่นนี้ นับประสาอะไรกับศิษย์
แผนกลงทัณฑ์ แม้แต่นักสู้จากสำนักเล็กๆ พวกเขายังรู้สึกอายแทน
……………………………
โอวหยางหมิงมองไปยังฉากในใจกลางจัตุรัสและรู้สึกเครียด เขามิ
สามารถทนดูเหตุการณ์เช่นนี้ได้อีกต่อไป “ส่งข้อความเสียงให้แก่ท่านผู้นำ
แผนก ให้ผู้นำแผนกออกมาจากการปิดด่านแล้วจัดการเอง ดีกว่าปล่อย
แผนกลงทัณฑ์ล่มสลายโดยหลินหมิง!”
ขณะที่โอวหยางหมิงกล่าวออกมาอย่างหมดหนทาง เขามิได้รู้สึกถึง
หลินหมิงอย่างสมบูรณ์ หนึ่งปีครึ่งก่อนหน้านี้ เขาได้เห็นหลินหมิงที่ยังมี
ระดับการบ่มเพาะเพียงขั้นผสานชีพจรช่วงต้นยังสามารถเอาชนะเจียง
เป่าอวิ้นที่มีระดับการบ่มเพาะอยู่ในจุดสูงสุดของขั้นผสานชีพจรได้ แม้นี่
จะเป็นเรื่องที่น่าทึ่ง แต่เขาก็ยังต้องยอมรับความจริงนี้เท่านั้น
อย่างเมื่อครู่นี้ ด้วยเพียงแค่การบ่มเพาะขั้นปราณต้นฟ้าช่วงปลาย
เขาจัดการมอบความพ่ายแพ้ให้แก่โอวหยางกวางที่อยู่ขั้นปราณปลายฟ้า
ช่วงกลางได้ นี่เป็นสิ่งน่าเหลือเชื่ออย่างแท้จริง
ในตอนนี้ เขายังจะต่อกรกับห้าอาวุโสผู้แข็งแกร่งด้วยตัวคนเดียว!
‘หลินหมิง เอ๋ยหลินหมิง เจ้าจะอาละวาดซักเพียงใดจึงจะยอมแพ้
กัน?’
……………………..
“กะโหลกโลหิตตัดวิญญาณ!”
ภายในจัตุรัส โอวหยางปั่วเยี่ยนได้เข้าร่วมการต่อสู้ ด้วยการ
เคลื่อนไหวเพียงครั้งเดียวของกะโหลกโลหิตตัดวิญญาณ ครึ่งหนึ่งของ
จัตุรัสได้ถูกปกคลุมไปด้วยเปลวเพลิงสีม่วง
หลังจากโอวหยางปั่วเยี่ยน ผู้เข้ามาใหม่ทั้งสองร่วมทำการสนับสนุน
เหล่าอาวุโสแผนกลงทัณฑ์ด้วยกระบี่กระดูกตัดวิญญาณปิดกั้นเส้นทาง
ทั้งหมดที่หลินหมิงสามารถหลบได้!
จากนั้นโอวหยางกวางได้ใช้หอกกระดูกเพลิงม่วงอีกครั้ง หอกกระดูก
เพลิงม่วงและกะโหลกโลหิตตัดวิญญาณของโอหยางปั่วเยี่ยนผสานเข้า
ด้วยกันก่อเกิดคลื่นโลหิตกระจายปกคลุมลงมาจากท้องฟ้า!
คลื่นโลหิตนี้มีขนาดน่าหวาดกลัว มันราวกับว่าแม้แต่ความว่างเปล่าก็
ถูกมันฉีกออกเป็นชิ้นๆได้ เหล่าห้าอาวุโสทุ่มเทพลังทั้งหมดไปที่การโจมตี!
ตอนนี้พวกเขาละทิ้งชื่อเสียงไปแล้ว จากนี้พวกเขาพร้อมที่จะสละทุก
สิ่ง หากพวกเขามิสามารถที่จะล้มหลินหมิงในที่นี่ได้ แผนกลงทัณฑ์ก็จะไม่
มีทางพบกับแสงสว่างอีก!
ห้าอาวุโสขั้นปราณปลายฟ้าได้รวมพลังกันโจมตี จึงเกิดพลังที่น่า
หวาดกลัวขึ้น เหล่านักสู้ที่อยู่ที่นี่ต่างรู้สึกได้เพียงว่าปราณโลหิตในกายของ
พวกเขาถูกดึงขึ้นมา ราวกับโลหิตเหล่านั้นมันถูกดึงดูดไปยังใจกลางสนาม
และต้องการที่จะแยกออกจากร่างกายของพวกเขา ซึ่งเป็นความรู้สึกที่ไม่
สบายใจเป็นอย่างมาก!
เหล่านักสู้ส่วนมากช่วยไม่ได้ที่จะดึงปราณแท้ในร่างของตนเพื่อ
ต่อต้านผลกระทบการกัดกร่อนร้ายแรง ซึ่งออร่าของการโจมตีนี้มีผลกับ
โลหิตและจิตวิญญาณของพวกเขา
“แข็งแกร่งเกินไปแล้ว!”
“ไม่เสียเปล่าเลยที่เป็นการร่วมมือกันโจมตีจากเหล่าห้าอาวุโสผู้
ยิ่งใหญ่ขั้นปราณปลายฟ้า ถ้าเพียงแค่ออร่ามันเองจะแข็งแกร่งถึงเพียงนี้
จะเป็นเช่นไรหากต้องเผชิญหน้าสิ่งนี้ได้!?”
เผชิญหน้ากับคลื่นการโจมตีที่ทรงพลังราวกับคลื่นอันบ้าคลั่งของ
มหาสมุทร สีหน้าของหลินหมิงก็สลดลง
ทันใดนั้น ปราณแท้ที่อยู่ไขกระดูกของเขาก็ปะทุขึ้นมา!
บนหอกแห่งดาวหางม่วง จิตวิญญาณสายฟ้าปีศาจศักดิ์สิทธิ์และ
ปราณอัคคีเพลิงอุกกาบาตถล่มปฐพีส่งเสียงกู่ร้องอย่างบ้าคลั่ง เสียงดัง
กึกก้องเป็นชุดได้ปะทุจากภายในร่างกายของหลินหมิง ด้านหลังของ
หลินหมิงปรากฏร่างเงาเสมือนจริงของมังกรครามพร้อมเปลวไฟที่ลุกโชน
และสายฟ้าคำราม!
ปราณแท้ที่บ้าคลั่งปะทุราวกับภูเขาไฟ!
เพลิงสายฟ้าแห่งการทำลายล้าง!
บึมมมม!!
หลินหมิงพุ่งหอกของเขาออกไปด้วยพลังอันน่าสะพรึงกลัวของ
สายฟ้าและเพลิงที่ระเบิดออกมา จนก้องอยู่ในอากาศ ในตอนนี้มันดูราว
กับว่าโลกได้สูญสิ้นสีสัน!
แสงสว่างได้เข้าบดบังการมองเห็นของทุกคน ในขณะนั้น เสียง
สายฟ้าที่ดังสนั่นทำทุกคนหูอื้อ พลังของสายฟ้าและไฟทะยานดั่งคลื่น
ยักษ์สึนามิและน้ำในทะเลสาบต่างยกตัวขึ้นเป็นคลื่นสูงหลายสิบเมตรทำ
ให้ศาลาโดยรอบทั้งหมดพังลง โต๊ะทุกตัวในงานเลี้ยงถูกพลิกคว่ำ! เหล่า
นักสู้ทั้งหมดที่อยู่ใกล้เคียงถูกอัดกระเด็นออกไป! พวกเขาส่วนหนึ่งกระอัก
โลหิตและตกลงพื้น จนหมดสติไป
จัตุรัสงานประลองที่ตั้งอยู่บนเกาะหลัก ดังนั้นเหล่าศิษย์ที่ถูก
คัดเลือกส่วนมากมาจากแผนกลงทัณฑ์ พวกเขานั้นได้รับการโจมตีครั้งนี้
มากที่สุด ซึ่งโชคร้ายของพวกเขา หากเปรียบเทียบนักสู้จากสำนักเล็ก
หลายคนมิได้มีฐานะเพียงพอ จึงอยู่เกาะห่างออกไปและมิได้รับอันตราย
มากนัก พวกเขาทั้งหมดคงต้องขอบคุณดาวนำโชคของตนที่พาหลีกหนี
ออกจากหายนะนี้ได้
ตูม! ตูม! ตูม! ตูม!
ศิษย์แผนกลงทัณฑ์นับสิบนั้นได้ถูกส่งกระเด็นตกทะเลสาบ ทั้งเกาะ
ตกอยู่ในสถานการณ์ที่สับสนวุ่นวาย!
หลังจากแสงสว่างที่บดบังสายตาได้จางลงไป ทั่วทั้งจัตุรัสก็ตกอยู่ใน
ความสับสน ในใจกลางของจัตุรัสมีเพียงสามคนที่ยังคงยืนอยู่ หลินหมิง
โอวหยางปั่วเยี่ยนและโอวหยางกวาง
ส่วนสามผู้อาวุโสแผนกลงทัณฑ์ขั้นปราณปลายฟ้าช่วงต้น พวกเขา
นอนกองอยู่กับพื้นราวกับสุนัข
ด้วยหอกของเขา หลินหมิงได้จัดการผู้อาวุโสผู้ยิ่งใหญ่ขั้นปราณปลาย
ฟ้า 3 คนลงได้!
ขณะที่เหล่านักสู้นั้นกำลังดูสิ่งนี้ พวกเขาได้สูดหายใจเย็นเยือกเข้าไป
ฉินจื่อหยาได้ตกตะลึงแม้แต่ฉินซิงเซวียนที่อยู่ข้างเขาก็มีสีหน้า
เช่นเดียวกัน นางรู้ว่าหลินหมิงแข็งแกร่งมาก แต่นางมิเคยคิดว่าเขาจะ
แข็งแกร่งถึงเพียงนี้ มิแปลกใจที่หลินหมิงจะกล้าพอที่จะยื่นมือเข้าไปเปิด
ประตูพายุที่ชื่อว่า แผนกลงทัณฑ์
หลินหมิงจับหอกแห่งดาวหางม่วง ปลายหอกชี้ไปทางพื้นสนาม ผม
ยาวของเขาสยายตามแรงลมจากพลังอัดกระแทกของปราณแท้ที่ยัง
หลงเหลืออยู่จากการระเบิดเมื่อครู่ ตอนนี้ท่าทางของเขามิต่างไปจากเทพ
สงคราม
ขณะที่โอวหยางกวางเผชิญหน้ากับหลินหมิง เขาถอยหลังกลับหลาย
ก้าวโดยมิรู้ตัว ริมฝีปากสั่น ความกลัวลึกๆเกิดขึ้นจากความคิดที่ยุ่งเหยิง
ของเขา
ความแข็งแกร่งนี่มนุษย์มีได้จริงหรือ? อายุเพียง 17 ปี หลินหมิงคนนี้
ต้านทานการโจมตีจากการร่วมกันจากห้าผู้อาวุโสขั้นปราณปลายฟ้า! มิ
เพียงแค่นั้นสามในนั้นยังได้รับบาดเจ็บสาหัส!
“ตาย!” หลินหมิงตั้งใจจะมิให้พวกเขาทำสิ่งใดแม้แต่โอกาสที่จะ
หายใจของพวกเขา เท้าของเขากดลงบนพื้นดินและพุ่งไปข้างหน้า หอก
ของเขาพุ่งเข้าหาโอวหยางปั่วเยี่ยน!
สีหน้าที่เคยเย็นชาและมืดมนของโอวหยาวปั่วเยี่ยน ตอนนี้มีเพียงแค่
ความรู้สึกหวาดกลัวบนสีหน้าของเขา เขาตระหนักว่าหากวันนี้เป็นวันที่
เขาโชคร้าย เขาอาจจะต้องตายลงที่นี่!
ภายใต้การคืบคลานของความตายที่ใกล้เข้ามา โอวหยางปั่วเยี่ยนชก
ตัวเองเข้าที่อกบังคับให้โลหิตไหลออกและพ่นลงบนกระบี่สมบัติของเขา
กระบี่สมบัติแต่เดิมมีสีน้ำเงินได้กลายเป็นสีแดงโลหิตที่น่าขนลุกหลังจาก
ดูดซับโลหิตไป
นี่เป็นกระบวนท่าจาก ‘เคล็ดบ่มเพาะทัณฑ์สวรรค์ศักดิ์สิทธิ์’ ซึ่งจะ
สร้างความเสียหายส่วนหนึ่งของการบ่มเพาะและต้องจ่ายด้วยที่ราคาสูง
ลิบของปราณโลหิตเพื่อใช้งาน! หากใช้มันไปครั้งหนึ่ง มันยากที่จะฟื้นตัว
อย่างน้อยหนึ่งปีในการฟื้นฟู แต่สำหรับปราณโลหิตส่วนนึงของเขานั้นได้
หายไปตลอดกาล
โอวหยางปั่วเยี่ยนมิได้มีปราณโลหิตวิหคเพลิง เขามิได้ฝึกเทคนิคลับ
ของเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์เพื่อถ่ายเทปราณโลหิต ซึ่งหากเขาสูญเสียปราณ
โลหิตไปครั้งหนึ่งแล้วละก็เขาจะมิมีวันที่จะฟื้นฟูมันได้!
หลังจากใช้กระบวนท่าที่เขาต้องจ่ายส่วนหนึ่งของชีวิตและการบ่ม
เพาะ ท่าทางของโอวหยางปั่วเยี่ยนนั้นดูดุร้ายและมืดมนอย่างยิ่ง ใบหน้า
ของเขาแดงเข้มราวกับเขาถูกสิงโดยปีศาจ
โอวหยางปั่วเยี่ยนเกลียดหลินหมิงเข้ากระดูกดำ เขาปรารถนาที่จะ
สังหารเขาให้เร็วที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ โดยไม่สนอันใดอีกต่อไป!
“หลินหมิง เจ้าต้องตายที่นี่!”
กระบี่ถูกสะบัดออกไป คมกระบี่กลายเป็นสีแดงสว่างมากยิ่งขึ้นราว
กับมันเป็นหยดโลหิตสดๆ เกิดเสียงกรีดร้องที่น่าสยดสยองทั่วทั้งอากาศ
พลังของกระบี่ทำให้คลื่นโลหิตมหึมาเข้าปกคลุมท้องฟ้า!
ครึนนน!
โอวหยางปั่วเยี่ยนสะบัดด้วยกระบี่ของเขา กระบี่สีแดงเข้มได้ก่อเกิด
พายุสีแดงขึ้น กระเบื้องหินอ่อนใต้เท้าของเขาแตกอีกครั้งลอยขึ้นไปใน
อากาศ สายลมหมุนรอบกระบี่ เกิดเส้นสายสีแดงยาวพุ่งตรงมาที่หลินห
มิง
หลินหมิงเค้นเสียงเยาะเย้ย เข็มเหล็กปีศาจศักดิ์สิทธิ์ผสานเข้ากับ
หอกแห่งดาวหางม่วง หอกและสายฟ้ากลายเป็นหนึ่งเดียว สายฟ้าคดไป
มาและสาดกระจายอย่างบ้าคลั่ง!
“สายฟ้าปีศาจแห่งโลหิตทำลายล้าง!”
หลินหมิงพุ่งหอกออกไปเช่นกันและร่างกายของเขาส่งเสียงแตก
ออกมา หอกแห่งดาวหางม่วงมีอสรพิษสายฟ้าสีแดงหนาพันรอบ มันกู่
ร้องออกมาเมื่อปะทะเข้ากับพายุสีแดงเข้ม
บึมม! บึมม! บึมม! บึมม! บึมม!
ระเบิดที่เกิดขึ้นเป็นชุดได้ฉีกอากาศ พายุสีแดงเข้มถูกฉีกขาด
ออกเป็นเสี่ยงๆด้วยพลังของสายฟ้า ในเวลาเดียวกันอสรพิษสายฟ้าสีแดง
ได้สลายไปด้วย โอวหยางปั่วเยี่ยนที่ผลาญปราณโลหิตของตนเองในการ
โจมตีครั้งนี้ แต่ก็ยังมิใช่คู่มือของหลินหมิงอยู่ดี
“หืม?”
หลินหมิงประหลาดใจเล็กน้อย พายุที่ถูกฉีกนั้นยังคงไม่ได้ถูกทำลาย
สมบูรณ์ ส่วนที่ฉีกขาดยังคงมุ่งหน้ามาทางเขา หลินหมิง ดึงหอกกลับมา
และสายฟ้าปีศาจแห่งโลหิตทำลายล้างก็สั่น มันกลับเข้าไปในเข็มเหล็ก
ปีศาจศักดิ์สิทธิ์ จากนั้นมันก็พุ่งผ่านรอยแยกพายุเพลิงที่ถูกฉีก!
ขณะที่หลินหมิงและโอวหยางปั่วเยี่ยนกำลังต่อสู้ติดพัน พายุสีแดง
โลหิตก็พุ่งเข้าหาหลินหมิงซึ่งมันได้ถูกเผาจนหมดสิ้นโดยพลังอันรุนแรง
ของเพลิงอุกกาบาตถล่มปฐพีที่หลินหมิงใช้ออกมา
ขณะเดียวกันเข็มเหล็กปีศาจศักดิ์สิทธิ์ก็พุ่งมาถึงด้านหน้าของโอวห
ยางปั่วเยี่ยน
ขณะที่โอวหยางปั่วเยี่ยนเห็นประกายแสงขนาดเล็กนี้ ในใจของเขาก็
ตื่นตระหนกเป็นอย่างยิ่ง เขาโคจรโล่ป้องกันปราณแท้จนถึงขีดจำกัดและ
เปลวเพลิงสีม่วงก็ปรากฏออกมาจากร่าง เข้าปกคลุมเขาเอาไว้
ที่จุดนี้ เข็มเหล็กปีศาจศักดิ์สิทธิ์แทงเข้าไปยังเปลวเพลิงสีม่วง ด้วย
สายฟ้าที่เจาะเข้าไป มันทะลุผ่านการป้องกันของเปลวเพลิงสีม่วงได้อย่าง
ง่ายดาย!
ขณะนั้นโอวหยางปั่วเยี่ยนรู้สึกเหมือนจิตวิญญาณหลุดออกจากร่าง
เขาสามารถรู้สึกถึงความตายที่เข้ามาใกล้เขา!
ร่างกายของเขาปกป้องด้วยปราณแท้สามารถต้านทานได้เพียงชั่วครู่
หนึ่งเท่านั้น จากนั้นมันถูกเผาจนสลายไปอย่างสิ้นเชิงด้วยพลังของสายฟ้า
ช่วงเวลาที่สำคัญนี้ โอวหยางปั่วเยี่ยนได้ตะโกนออกมาและเอื้อมมือ
ออกไปจับเข็มเหล็กปีศาจศักดิ์สิทธิ์
“อ๊ากกกก!”
ขณะที่โอวหยางปั่วเยี่ยนเอื้อมมือซ้ายจับเข็มเหล็กปีศาจศักดิ์สิทธิ์
มือซ้ายของเขาถูกเผาไหม้กลายเป็นสีดำทันที เลือดและพลังงานภายใน
มือของเขาถูกดูดกลืนอย่างรวดเร็วโดยจิตวิญญาณสายฟ้าปีศาจศักดิ์สิทธิ์
ผ่านเส้นชีพจรของเขา ในขณะนั้น มือซ้ายของโอวหยางปั่วเยี่ยนได้แห้ง
เหี่ยวลงไปในทันที
ดวงตาของโอวหยางปั่วเยี่ยนเต็มไปด้วยเลือดคลั่ง โดยไม่ลังเล เขา
ตัดแขนซ้ายตนเอง โลหิตพุ่งออกมาในทันที
ฟรุป!
แขนที่แห้งเหี่ยวตกลงบนพื้นเหมือนกับแผ่นเนื้อที่ขาดจากกัน
ขณะทุกคนบนเกาะเห็นสิ่งนี้ พวกเขาตกอยู่ในความเงียบงัน
แขนขาด!
โอวหยางปั่วเยี่ยนเป็นคนพิการแล้ว!
การบาดแผลสาหัสและการพิการมีสองอย่างนั้นแตกต่างกันโดย
สิ้นเชิง ในหลายกรณี สำหรับนักสู้แล้ว เมื่อแขนพวกเขาถูกตัด มันก็ไม่
ต่างกับการฆ่าพวกเขา!
ก่อนหน้านี้ ผู้คนทั้งหลายต่างคิดว่าคงมีการต่อสู้และพูดคุยเพียง
เล็กน้อยเกิดขึ้น แม้หลินหมิงจะได้แสดงถึงความแข็งแกร่งออกมา สุดท้าย
เขาคงจะมิสามารถทำอันตรายโอวหยางปั่วเยี่ยนได้มากนัก แต่ตอนนี้ มัน
ดูเหมือนว่างานเลี้ยงกลับกลายเป็นสนามรบแห่งการนองเลือดไปเสียแล้ว!
หลินหมิงเค้นเสียงเย็นชา เพื่อที่จะหยุดปราณโลหิตที่ไหลออกจาก
ร่างกายของเขา โอวหยางปั่วเยี่ยนถึงกับตัดแขนของตัวเอง นักสู้จาก
แผนกลงทัณฑ์มีความเด็ดขาดอย่างแท้จริงเมื่อมันเกี่ยวข้องกับความเป็น
ความตายของพวกเขา
“แต่เจ้าจะป้องกันการโจมตีครั้งต่อไปของข้าได้หรือไม่?”
หลินหมิงสะบัดนิ้ว เข็มเหล็กปีศาจศักดิ์สิทธิ์ที่สามารถทำให้โอวหยาง
ปั่วเยี่ยนจำต้องตัดแขนของเขา ปรากฏขึ้นอีกครั้งหนึ่ง ด้วยการสะบัดนิ้ว
หลินหมิงมันก็พุ่งไปหาโอวหยางปั่วเยี่ยนอีกครั้ง!
ในตอนนี้เอง เส้นผมของโอวหยางปั่วเยี่ยนดูยุ่งเหยิง มือซ้ายของเขา
ไม่มีอีกแล้วและแขนข้างที่ขาดถูกเผ่าไหม้มีโลหิตหยดลงมา ขณะที่เขา
เห็นเข็มเหล็กปีศาจศักดิ์สิทธิ์ปรากฏขึ้นในสายตาของเขาอีกครั้ง สายตา
ของเขากลายเป็นสิ้นหวัง
หากโดนเข็มนี้แทงเข้าอีกครั้ง เขาจะตายอย่างแน่นอน!
แต่ในตอนนั้นเอง เกิดเสียงตระโกนที่ราวฟ้าผ่าดังออกมา
“หยุด!”
ตอนที่ 422 ผู้นำแผนกลงทัณฑ์โอวหยาง
ในตอนนี้เอง มีเสียงตะโกนที่ราวกับฟ้าผ่าดังขึ้น “หยุด”
ทุกคนที่อยู่ในจัสตุรัสต่างหันหน้ามองไปทางต้นเสียง ห่างออกไป
1000 ก้าว พวกเขาสามารถที่จะมองเห็นชายชราในชุดขาวบินมาด้วย
ความเร็วสูง แม้ว่าเขาจะอยู่ห่างไปถึง 1000 ก้าว แต่เขาก็บินเข้ามาใน
ระยะทาง 100 ก้าว เพียงพริบตา เหล่าศิษย์ของแผนกลงทัณฑ์ต่างมี
ความสุขขึ้นมาในทันที
“นั่นมันท่านผู้นำแผนก! ผู้นำแผนกมาแล้ว!”
ผู้นำแผนกลงทัณฑ์ก็คือโอวหยางเฉินซิ่ว ระดับการบ่มเพาะของเขา
อยู่ปลายขอบจุดสูงสุดขั้นปราณปลายฟ้า ภายในบรรดาผู้เชี่ยวชาญขั้น
ปราณปลายฟ้าของหุบเขาเจ็ดแก่นแท้ เขาติด 4 อันดับแรกของผู้ที่
แข็งแกร่งที่สุด
อย่างไรก็ตาม หลินหมิงมิได้สนใจคำเตือนของโอวหยางเฉินซิ่ว เขา
ยังบังคับเข็มปีศาจศักดิ์สิทธิ์พุ่งไปยังโอวหยางปั่วเยี่ยนเพื่อสังหารให้ได้อยู่
ดี!
“บ้าเอ้ย!”
โอวหยางเฉินซิ่วยังคงอยู่ห่างออกไปไม่กี่ร้อยก้าว มันยากที่เขาจะเข้า
มาหยุดเข็มปีศาจศักดิ์สิทธิ์ของหลินหมิงได้
“ไป!”
โอวหยางเฉินซิ่วฟันออกไปด้วยปราณกระบี่สีแดงเข้าปะทะกับเข็ม
ปีศาจศักดิ์สิทธิ์ อย่างไรก็ตาม ถึงมันจะฉับไว แต่มันก็อยู่ค่อนข้างไกล เข็ม
ปีศาจศักดิ์สิทธิ์เข้าปะทะกับพลังของสายฟ้าปะทุออกไปยังร่างของโอวห
ยางปั่วเยี่ยนราวกับอสรพิษ
ในพริบตาเดียว โล่ป้องกันปราณแท้บนร่างของโอวหยางปั่วเยี่ยนก็ได้
ถูกทำลายในทันที เขาร้องออกมาอย่างโหยหวน จากนั้นร่างของเขาก็ถูก
อัดกระแทกลอยกระเด็นขึ้นไปบนอากาศ เส้นผมของเขาไหม้หมด และ
ตกลงมาราวกับไก่ฟ้าที่ถูกยิงด้วยธนู ทั่วร่างเต็มไปด้วยโลหิต
ร่างของโอวหยางปั่วเยี่ยนบิดเบี้ยว และเขาสำลักโลหิตจนเกิดเป็น
แอ่งขนาดเล็ก เขาสูญเสียพลังไปอย่างมหาศาลจนไม่เหลือพลังใดๆอีก
แล้ว หลินหมิงหลบการโจมตีได้อย่างง่ายดาย
ขณะที่โอวหยางเฉินซิ่วมาถึงจัตุรัส เขาก็ได้เห็นโอวหยางปั่วเยี่ยนอยู่
ในสภาพที่น่าเวทนาอย่างยิ่ง เขาได้เตือนให้หยุดมาแต่ไกลแล้ว แต่หลินห
มิงยังทำเป็นหูหนวกและโจมตีอย่างไม่ยั้งมือต่อไป!
ฟรุป! ฟรุป!
ผู้ที่ตามโอวหยางเฉินซิ่วมาเป็นชายชุดขาวอีก 2 คน ทั้งคู่เป็นศิษย์
ของโอวหยางเฉินซิ่วที่ได้รับเป็นศิษย์เมื่อหลายปีแล้ว พวกเขาเพิ่งทะลวง
เข้าสู่ขั้นปราณปลายฟ้าช่วงต้นได้เมื่อ 10 ปี ก่อน และสามารถกล่าวได้ว่า
เป็นผู้อาวุโสระดับล่างได้
เมื่อพวกเขาเห็นโอวหยางปั่วเยี่ยนในสภาพนี้ ดวงตาของพวกเขาก็ได้
กลายเป็นแดงก่ำ พวกเขาเป็นผู้ที่ใช้บิดามารดาร่วมกับโอวหยางปั่วเยี่ยน
พวกเขาเป็นพี่น้องร่วมสาบาน โอวหยางปั่วซวีโผล่ไปปรากฏที่ด้านข้าง
ของโอวหยางปั่วเยี่ยนในทันทีและเขาให้โอสถฟื้นฟูบางอย่างให้เขากิน
เมื่อโอวหยางปั่วซวีลุกขึ้นมา ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยจิตสังหาร แทบจะ
มิแตกต่างจะอสูรดุร้ายที่โกรธเลย
“หลินหมิง! ข้าจะฆ่าเจ้า!”
โอวหยางปั่วซวีชักกระบี่ออกมาและกำลังจะพุ่งออกไป แต่ทันใดนั้น
โอวหยางเฉินซิ่วก็เค้นเสียงเย็นชาออกมา “ถอยกลับมาซะ!”
โอวหยางปั่วซวีสีหน้าซีดในทันที เขากัดฟันแน่นและถอยกลับมาหนึ่ง
ก้าว แต่ดวงตาของเขานั้นยังเต็มไปด้วยความโกรธจ้องไปยังหลินหมิงราว
กับจะกลืนกิน
…………..
“หลินหมิง เจ้ากลับมาแล้วหรือ!”
โอวหยางเฉินซิ่วมองหลินหมิงอย่างเฉยชา ในงานประลองชุมนุมร่วม
สำนักของหุบเขาเจ็ดแก่นแท้ โอวหยางเฉินซิ่วก็ได้เจอกับหลินหมิงเช่นกัน
เขาได้แม้กระทั้งเชิญหลินหมิงมาเข้าร่วมแผนกลงทัณฑ์ด้วยซ้ำ แต่ก็ต้อง
ยอมรับในการตัดสินใจของหลินหมิงที่ไม่เข้าร่วม
“ท่านผู้นำโอวหยาง” หลินหมิงกล่าวโดยไว้หน้าโอวหยางเฉินซิ่ว แต่
สีหน้ายังคงเดิม
หลินหมิงมิได้หวาดกลัวโอวหยางเฉินซิ่ว เขาดีรู้ว่าไม่ช้าก็เร็วเขา
จะต้องออกมา เขามีเพียงศัตรูผู้เดียวที่ต้องจัดการอย่างจริงจัง
ก่อนที่ชายชราผู้นี้จะปรากฏตัวออกมา หลินหมิงก็พยายามออมแรง
เอาไว้ เขาไม่ได้คิดว่าจะต้องใช้ ‘เพลิงสายฟ้าแห่งการทำลายล้าง’ ก่อน
หน้านี้เลย หากว่ามิได้เจอกับการโจมตีผสานของห้าผู้อาวุโสแล้วละก็ เขา
คงมิต้องใช้มันออกมา ซึ่งเขาได้สูญเสียพลังไปมากถึง 30% ในตอนนี้เขา
เหลือเพียง 70% ของพลังเพลิงและสายฟ้าที่อยู่ภายในเมล็ดพันธุ์เทพ
ทรราช
“หลินหมิง หุบเขาเจ็ดแก่นแท้นั้นโชคดีที่มีเจ้า เจ้าศึกษาอยู่ที่สำนัก
เจ็ดแก่นแท้ในอาณาจักรลิขิตฟ้า และหลังจากที่ได้กลายเป็นผู้ชนะเลิศใน
งานประลองชุมนุมร่วมสำนัก หุบเขาเจ็ดแก่นแท้ก็ได้ให้โอสถเปิดทาง
สวรรค์กับเจ้า แต่เจ้ากลับมาทำร้ายเหล่าผู้อาวุโสของหุบเขาเจ็ดแก่นแท้
จนถึงพิการ ข้าอยากรู้นักว่าเจ้ามีเหตุผลอันใดเบื้องหลังเรื่องนี้?”
“จะบอกว่าพวกท่านได้ทำดีกับข้าเช่นนั้นหรือ?” หลินหมิงเค้นเสียง
เย็นชา “หุบเขาเจ็ดแก่นแท้ได้ปล้นเอาทรัพยากรจากอาณาจักรลิขิตฟ้า
ทำให้นักสู้จากอาณาจักรลิขิตฟ้ามิได้มีทรัพยากรเพียงพอสำหรับตนเอง
จึงทำให้การทะลวงเข้าสู่ขั้นผสานชีพจรเป็นได้แค่เพียงจุดมุ่งหมายสูงสุด
ของพวกเขา ส่วนสำนักเจ็ดแก่นแท้นั้นได้เพียงแค่ทรัพยากรเพียงเล็กน้อย
คืนจากที่พวกท่านปล้นไป และที่เรียกว่าเพื่อการเลี้ยงดูอัจฉริยะนั้นก็ให้
เพียงแค่พวกของตนในหุบเขาเจ็ดแก่นแท้ใช้มันเท่านั้น นี่หรือที่เรียกว่า
ความเมตตา? มันมิใช่ความเมตตาเลยสักนิด”
“เมื่อหนึ่งปีครึ่งก่อนหน้านี้ ข้านั้นมีค่าต่อหุบเขาเจ็ดแก่นแท้มาก
เช่นนั้นพวกเขาจึงเพิ่งได้ทำดีกับข้า แต่หลังจากที่ได้ยินข่าวการเสียชีวิต
ของข้า โอวหยางปั่วเยี่ยนจึงได้ตัดสินใจที่จะล้างแค้นข้า โดยนำความแค้น
นี้ไปลงกับฉินซิงเซวียน ตระกูลฉินและตระกูลหลิน พร้อมทั้งเหล่าผู้ที่มี
ความสัมพันธ์กับข้า พวกเขาเหล่านั้นได้ไปทำอันใดให้ตระกูลโอวหยาง
หรือ? เมื่อข้าจากหุบเขาเจ็ดแก่แท้ไป เกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ก็ได้จ่ายค่าตัว
ข้าให้กับหุบเขาเจ็ดแก่นแท้อย่างสูง ข้าจึงย่อมมิได้เป็นหนี้หุบเขาเจ็ดแก่น
แท้แม้เพียงนิดเดียว เหตุผลที่ข้ามาในวันนี้นั้นก็เพื่อทวงคืนความยุติธรรม
ที่สมควรได้รับ นั้นคือความตายของโอวหยางปั่วเยี่ยน!”
โอวหยางเฉินซิ่วคิ้วขมวดอย่างหนัก เขาเร่งรีบมาแต่กลับต้องถูก
หลินหมิงกล่าววาจาเช่นนี้ออกมา หากยอมให้หลินหมิงสังหารโอวหยาง
ปั่วเยี่ยนเช่นนี้ เขายังจะมีหน้าไปไว้ที่ใดได้อีกเล่า?
“ชายชราผู้นี้มิได้เข้าใจในสิ่งที่เจ้ากล่าวออกมา!” โอวหยางเฉินซิ่วนั้น
มิได้โกหก ในฐานะที่เป็นตัวตนระดับสูงของหุบเขาเจ็ดแก่นแท้ เขาย่อม
มิได้นำตัวเองมาใส่ใจกับเรื่องเล็กน้อย แต่เขาเชื่อว่าที่หลินหมิงกล่าวออก
มานั้นเป็นความจริงเสียส่วนใหญ่ และเขาก็ได้เข้าใจถึงตัวตนโอวหยางปั่ว
เยี่ยน คนเช่นเขาเป็นผู้ที่น่าจะกระทำอย่างที่หลินหมิงได้กล่าวมาจริงๆ
“ถึงแม้สิ่งที่เจ้ากล่าวมาจะเป็นจริง มิใช่ว่าหญิงสาวที่อยู่ด้านหลังเจ้า
คือแม่นางฉินหรือ? หากโอวหยางปั่วเยี่ยนพยายามที่จะทำร้ายนาง เหตุใด
จึงยังปลอดภัยไร้กังวลอยู่เช่นนี้ แต่เจ้านั้นได้ตัดแขนของโอวหยางปั่ว
เยี่ยนและทำให้เขาบาดเจ็บสาหัส ทำลายเส้นทางแห่งนักสู้ของเขา! มิใช่
ว่าเจ้าทำเกินไปหรือ?”
“ฮ่าฮ่า!” หลินหมิงหัวเราะ “ปลอดภัยไร้กังวลหรือ? กล่าวได้ดี
‘ปลอดภัยไร้กังวล’! โดยการกุมชีวิตของนางไว้ในมือ โอวหยางปั่วเยี่ยน
ทำให้นางต้องไปยังเกาะปีศาจโลหิตนานเป็นเดือน! เมื่อข้าไปถึงที่นั่น ร่าง
ของฉินซิงเซวียนก็ได้สูญเสียปราณโลหิตไปจนหมดสิ้น และชีวิตของนาง
ได้มาถึงจุดจบ หากมิใช่เพราะว่าข้าได้ใช้โอสถปาฏิหาริย์ที่สามารถสร้าง
ปรมาจารย์ขั้นหลอมรวมแก่นแท้ขึ้นมาได้ให้กับนาง เช่นนั้นนางคงเป็น
เพียงเถ้าถ่านไปแล้ว และนั่นคือสิ่งที่ท่านเรียกว่า ‘ปลอดภัยไร้กังวล
หรือ’?”
คำกล่าวของหลินหมิงทำให้เหล่าผู้ชมอ้าปากค้าง โอสถปาฏิหาริย์ที่
สามารถสร้างปรมาจารย์ขั้นหลอมรวมแก่นแท้ขึ้นมาได้หรือ?
สวรรค์!
หากสิ่งที่หลินหมิงกล่าวมาเป็นเรื่องจริง เช่นนั้นการใช้โอสถ
ปาฏิหาริย์ที่สามารถสร้างปรมาจารย์ขั้นหลอมรวมแก่นแท้ขึ้นมาได้กับนัก
สู้รุ่นเยาว์ที่อยู่เพียงขั้นผสานชีพจรก็เป็นการใช้สมบัติที่เย้ยสวรรค์อย่าง
แท้จริง!
โอวหยางเฉินซิ่วริมฝีปากบิดเบี้ยว แม้แต่สำหรับเขามันก็ยังเป็นฝันที่
ยาวไกลอย่างยิ่งในการเข้าสู่ขั้นหลอมรวมแก่นแท้ แต่มันก็เป็นเพียงแค่
ความหวังลมๆแล้งๆ ในรุ่นนี้ของผู้ที่เป็นผู้นำแผนกต่างๆของหุบเขาเจ็ด
แก่นแท้ มีเพียงผู้นำแผนกกระบี่เจียงหวูจี้เท่านั้นที่มีหวังเพียงน้อยนิดใน
การทะลวงเข้าสู่ขั้นหลอมรวมแก่นแท้
ผู้ที่มีหวังที่สุดในการทะลวงเข้าสู่ขั้นหลอมรวมแก่นแท้ในรุ่นเยาว์นี้
คือหัวหน้าศิษย์เจียงเป่าอวิ้น
โอวหยางเฉินซิ่วช่วยไม่ได้ที่จะถามโอวหยางกวางผ่านกระแสเสียง
ปราณแท้ “หลินหมิงแข็งแกร่งเพียงใดกัน?”
โอวหยางกวางครุ่นคิดชั่วครู่ก่อนที่จะตอบสนอง “เขาแข็งแกร่ง
เทียบเท่าผู้เชี่ยวชาญขั้นปราณปลายฟ้าช่วงปลาย เมื่อครู่ก่อน ข้าและ
โอวหยางปั่วเยี่ยนและผู้อาวุโสอีก 3 คน ร่วมมือกันโจมตีเขา แต่พวกเขา
กลับพ่ายแพ้ต่อเขาในกระบวนท่าเดียว และกระบวนท่านั้นน่าจะเป็นไม้
ตายของหลินหมิง”
“เทียบเท่าผู้เชี่ยวชาญขั้นปราณปลายฟ้าช่วงปลาย…” โอวหยางเฉิน
ซิ่วสีหน้าสลด โอวหยางกวางนั้นมีระดับการบ่มเพาะอยู่ในจุดสูงสุดของ
ขั้นปราณปลายฟ้าช่วงกลาง และแม้กระทั่งร่วมมือกับ 4 ผู้อาวุโสผสาน
การโจมตี แต่ยังพ่ายแพ้ให้กับหลินหมิง แสดงให้เห็นว่าความแข็งแกร่ง
ของหลินหมิงอย่างน้อยก็เทียบเท่าผู้เชี่ยวชาญขั้นปราณปลายฟ้าช่วง
ปลาย!”
อายุเพียง 17 ปีกลับมีความแข็งแกร่งเทียบเท่าผู้เชี่ยวชาญขั้นปราณ
ปลายฟ้าช่วงปลาย! นี่เป็นสิ่งที่มิอาจจินตนาการได้เลย! ภายในหุบเขาเจ็ด
แก่นแท้มีผู้เชี่ยวชาญขั้นปราณปลายฟ้าเกือบ 100 คน และกว่าครึ่ง นั้น
อยู่ในขั้นปราณปลายฟ้าช่วงต้น อีก 20-30 คนอยู่ในขั้นปราณปลายฟ้า
ช่วงกลาง สำหรับผู้เชี่ยวชาญขั้นปราณปลายฟ้าช่วงปลายและปลายขอบ
จุดสูงสุดขั้นปราณปลายฟ้า ในแผนกลงทัณฑ์ยังมีเพียงแค่รองผู้นำแผนก
2 คนเท่านั้นที่สามารถทะลวงเข้าสู่ขั้นปราณปลายฟ้าช่วงปลายได้ และ
ในตอนนี้พวกเขาได้ไปทำภารกิจที่ทะเลทางใต้และยังมิได้กลับมาอีกด้วย
ดังนั้นจึงเห็นได้ว่าผู้ที่อยู่ในขั้นปราณปลายฟ้าช่วงปลายนั้นหายาก
เพียงใด
หากเป็นไปได้ โอวหยางเฉินซิ่วไม่อยากที่จะเป็นศัตรูกับหลินหมิง แต่
ในตอนนี้เขามิอาจที่จะถอยกลับได้แล้ว เขาได้ขึ้นขี่หลังเสือจึงมิอาจลงได้
อีก หากปล่อยผู้ที่กระทำกับแผนกลงทัณฑ์ถึงเพียงนี้ไป เช่นนั้นแผนกลง
ทัณฑ์จะเอาหน้าไปไว้ที่ใดกันได้อีกในอนาคตเล่า?
โอวหยางเฉินซิ่วกัดฟันแน่นและกล่าวว่า “ในเมื่อเป็นเช่นนี้ โอวหยาง
ได้จ่ายหนี้ไปอย่างมากแล้ว ข้าจะปล่อยเรื่องนี้ไป แต่เจ้าได้ทำร้ายผู้อาวุโส
ผู้อื่นและอีกหลายคนบาดเจ็บด้วย ข้าไม่มีทางเลือกนอกจากต้องลงทัณฑ์
เจ้า! รับการโจมตีจากข้า 3 กระบวนท่า หากเจ้าสามารถรับได้ทั้ง 3
กระบวนท่า เช่นนั้นไม่ว่าเจ้าจะอยู่หรือตาย ข้าก็จะไม่ติดใจอันใดอีกต่อไป
และเจ้าจะมิได้รับการลงโทษอีกเช่นกัน”
“จะไม่ติดใจอันใดอีกต่อไปและเจ้าจะมิได้รับการลงโทษอีกเช่นกัน
หรือ?” หลินหมิงเค้นเสียง “ข้าคือผู้ที่มีหนี้แค้นกับโอวหยางปั่วเยี่ยน ท่าน
มีคุณสมบัติใดกันที่จะกล่าวได้ว่าข้าจะมิได้รับการลงโทษอีกต่อไปหรือ?
ในวันนี้ ข้าจะต้องเอาชีวิตของโอวหยางปั่วเยี่ยนให้ได้! และผู้ใดที่ขวางทาง
ข้า จากนี้ไปพวกเขาก็จะเป็นศัตรูกับข้าตลอดชีวิต!”
“หลินหมิง!” โอวหยางเฉินซิ่วสีหน้ากลายเป็นน่าเกลียด เขาอุส่ายอม
ถอยมาเพื่อแก้ปัญหา ถึงแม้เขาจะกล่าวว่าไม่ว่าหลินหมิงจะอยู่หรือตายก็
ตามที ความจริงแล้วเขาย่อมมิกล้าที่จะสังหารหลินหมิง อย่างมากก็ทำให้
บาดเจ็บ ตราบใดที่หลินหมิงได้รับบาดเจ็บ เขาก็น่าจะหายหากได้พัก
รักษาตัวซักพัก จากนั้นปัญหานี้ก็จะหมดไป และเขาก็จะได้หน้าที่สามารถ
แก้ปัญหานี้ได้ แต่เขามิคิดเลยว่าหลินหมิงจะดื้อด้านถึงเพียงนี้ จึงได้ทำให้
โอวหยางเฉินซิ่วเต็มไปด้วยความโกรธ
“หลินหมิง เจ้าคิดจริงๆหรือว่าไม่มีผู้ในแผนกลงทัณฑ์ของข้าสามารถ
หยุดเจ้าได้!? ดี! ข้าเคยคิดไว้ว่าจะสั่งสอนเจ้าสักเล็กน้อย ในเมื่อเจ้าหยิ่ง
ยโสเกินขีดจำกัดเช่นนี้ วันนี้ ข้าก็อยากจะรู้นักว่าเจ้าจะสามารถเอาชีวิต
ของโอวหยางปั่วเยี่ยนได้อย่างไร!!”
โอวหยางเฉินซิ่วกล่าวจบ เขาก้าวออกไปอย่างประหลาด จากนั้นออ
ร่าของเขาก็ปะทุออกมา ตามออกมาด้วยการปะทุของคลื่นโลหิตที่รุนแรง
ราวกับจะครอบคลุมทั้งโลก!
ไม่ว่าจะเป็นเหล่าผู้อาวุโสหรือรุ่นเยาว์ที่อยู่ที่นี่ ต่างก็ถูกกดดันจนต้อง
ถูกผลักถอยหลังโดยแรงกดดันที่หนักหน่วงจากออร่านี้
พวกเขาล้วนได้รับประสบการณ์มาแล้วก่อนหน้านี้ โดยเฉพาะเหล่า
ศิษย์ที่มีระดับการบ่มเพาะต่ำได้รีบใช้ทักษะเคลื่อนไหวของตนหลบ
ออกไปจากบริเวณเกาะหลักและสังเกตการณ์จากเกาะโดยรอบแทนเพื่อ
หลีกเลี่ยงผลกระทบจากการต่อสู้ จึงมีเพียงผู้อาวุโสหรือศิษย์ผู้ที่มีการบ่ม
เพาะสูงเท่านั้นจึงจะอยู่รับชมบนเกาะหลัก
แม้แต่โอวหยางหมิงยังเลือกถอยไปจนอยู่ริมขอบของเกาะหลัก ส่วน
หลิวเซวียนจากสำนักวารีคลั่งไม่ยอมเสียหน้าโดยการหนีไปหลบที่เกาะ
โดยรอบ เขาเลือกที่จะอยู่บนเกาะหลัก แต่หลังจากที่ได้เห็นออร่าที่ทรง
พลังของโอวหยางเฉินซิ่ว เขาจึงกัดฟันและหนีไปเกาะโดยรอบแทน ก่อน
หน้านี้ คลื่นกระแทกที่เกิดจากกระบวนท่าของหลินหมิงทำให้เขาใช้ความ
แข็งแกร่งเพียงเล็กน้อยเพื่อต้านทาน แต่ในตอนนี้ จะเป็นการต่อสู้ที่
รุนแรงยิ่งกว่าเดิม หลิวเซวียนจึงตระหนักได้ว่าตนนั้นมิสามารถที่จะอยู่บน
เกาะหลักได้อีกต่อไป
“หลินหมิง เจ้านั้นมิฟังอันใด มิได้เคารพผู้อื่นและจะทำลายทุกคนที่
ขวางทางเจ้า แม้ว่าเจ้าจะมีเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์หนุนหลัง ข้าก็จะสั่งสอน
เจ้าให้รู้สำนึกในวันนี้ ใน 3 กระบวนท่านี้ ข้าจะไม่ออมมือ ไม่ว่าเจ้าจะ
รอดหรือไม่ มันก็ขึ้นอยู่กับเจ้า!”
หลินหมิงกระชับหอกในมืออย่างเงียบงัน ดวงตาของเขาลึกล้ำราวกับ
หมู่ดาราบนฟากฟ้ายามราตรี – เจิดจ้าและเงียบสงบ อย่างไรก็ตาม
ในตอนนี้หลินหมิงสามารถรู้สึกได้ถึงโลหิตภายในร่างเดือดพล่านและจิต
วิญญาณแห่งนักสู้ของเขาเองก็พุ่งทะยาน!
ปลายขอบจุดสูงสุดขั้นปราณปลายฟ้า!
ก่อนหน้านี้ เขาเคยเชื่อว่าเหล่าผู้เชี่ยวชาญระดับต้นๆที่อยู่ปลายขอบ
จุดสูงสุดขั้นปราณปลายฟ้าเช่น ฉีซงเทียน โอวหยางเฉินซิ่ว เจียงหวูจี้
พวกเขาต่างก็เป็นดั่งตัวตนของเทพที่สามารถสั่นคลอนทั่วทั้งอาณาเขตหุบ
เขาเจ็ดแก่นแท้ได้
เมื่อหนึ่งปีครึ่งก่อนหน้านี้ เขาทำได้เพียงแค่เงยหน้ามองตัวตนเช่นนั้น
แต่ในตอนนี้ หลินหมิงได้ยืนอยู่ต่อหน้าหนึ่งในตัวตนเหล่านั้น และพร้อมที่
จะต่อสู้กับพวกเขาอีกด้วย!
เมื่อใดที่มดกลายเป็นพยัคฆ์ที่ดุร้าย เขาก็จะได้มองย้อนกลับไปใน
เส้นทางที่เดิน รู้สึกถึงความมีชีวิตชีวาและทะเยอทะยาน หลังจากที่ได้
เห็นว่าตนนั้นมาได้ไกลเพียงใด
“ในการต่อสู้นี้ การได้แลกเปลี่ยนกระบวนท่ากับผู้เชี่ยวชาญที่อยู่
ปลายขอบจุดสูงสุดขั้นปราณปลายฟ้า ข้าก็จะได้รู้เสียทีว่า ขั้นผสานไข
กระดูกที่สำเร็จถึง 65% ของข้าจะแข็งแกร่งเพียงใดกันแน่!”
ตอนที่ 423 ผลึกเพลิงม่วงผันแปร
โอวหยางเฉินซิ่วยืนอยู่กลางจัตุรัส จ้องมองมายังหลินหมิงอย่างเย็น
ชา มิรู้ว่าเมื่อใด แต่หมอกสีดำเริ่มปกคลุมใบหน้าของเขา ทำให้ยากที่จะ
มองเห็น ในหมอกสีดำนี้ มีเพียงดวงตาคู่สีแดงที่สาดประกายออกมา หาก
ผู้ใดกล้าที่จะมองมันย่อมทำให้ผู้นั้นเกิดความหวาดกลัวอย่างถึงที่สุด
แกร๊ก แกร๊ก แกร๊ก!
โอวหยางเฉินซิ่วกำหมัดทั้งสองข้างเข้าด้วยกัน และมีเปลวเพลิงสีม่วง
ลุกโหมขึ้น มันคล้ายกับหอกกระดูกเพลิงม่วงที่โอวหยางกวางเคยใช้ก่อน
หน้านี้
“เกิดอันใดขึ้น? ท่าผู้นำแผนกโอวหยางมิได้ใช้กระบี่เช่นนั้นหรือ?”
บริเวณเกาะโดยรอบ เหล่าศิษย์ของแผนกลงทัณฑ์ต่างกล่าวออกมา
ด้วยความประหลาดใจ พวกเขาต่างก็ใช้กระบี่กันหมด หากเป็นผู้ใช้กระบี่
มาใช้มือเปล่า พลังการต่อสู้ก็ย่อมตกลงอย่างมาก
หากให้กล่าว โอวหยางเฉินซิ่วนั้นยังคงเกรงกลัวเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์
ในเมื่อเขารู้ว่าตนนั้นไม่อาจทีจะสังหารหลินหมิงเพราะมันจะนำหายนะมา
สู่ตนและตระกูลได้ เขาจึงมิได้ใช่กระบี่แต่ใช้เพียงหมัดและดัชนีกระบี่
เพียงเท่านั้น
และหากเขาสามารถเอาชนะหลินหมิงได้อย่างง่ายดายโดยมิต้องใช้
กระบี่ เขาก็ยังจะได้รับชื่อเสียงอีกด้วย จะไม่มีผู้ใดกล้าที่จะกล่าวว่าผู้
อาวุโสรังแกผู้เยาว์ได้ แต่กลับกันผู้คนจะกล่าวว่าเขานั้นมีความแข็งแกร่งที่
ล้ำลึก
โอวหยางเฉินซิ่ววางแผนเอาไว้เช่นนี้ หากเขาเอาชนะด้วยกระบวน
ท่าที่รุนแรงเกินไป เขาจะไม่เหลือชื่อเสียงใดต่อให้ชนะก็ตาม
บนเกาะโดยรอบอีกแห่ง ศิษย์แผนกลงทัณฑ์จ้องมองอย่างว่างเปล่า
ไปยังผู้ที่กล่าวออกมา “เจ้าจะรู้อันใดกัน ผู้นำแผนกนั้นออมมือให้กับ
หลินหมิงต่างหาก นี่คือความเมตตาของท่าน แม้จะอยู่ในสถานการณ์
เช่นนี้ เขาก็ยังออมมือไว้ ข้าหวังเพียงแค่ว่าหลินหมิงจะรู้ตัวว่าจะกระทำ
เช่นไรจึงจะดีที่สุดและรู้สำนึกในความเมตตานี้ มิเช่นนั้นท่านผู้นำแผนก
จะต้องสอนบทเรียนที่แสนเจ็บปวดให้กับเขาแน่”
“เป็นเช่นนี้เอง! ท่านผู้นำแผนกยอดเยี่ยมอย่างแท้จริง”
เหล่าศิษย์ระดับต่ำช่วยไม่ได้ที่จะสรรเสริญผู้นำแผนกของตน ภายใน
แผนกลงทันณ์มีเพียงผู้เดียวที่สามารถฝึกฝน ‘เคล็ดบ่มเพาะทัณฑ์สวรรค์
ศักดิ์สิทธิ์’ จนถึงขีดจำกัดซึ่งก็คือขั้นที่ 7 สำหรับเหล่าศิษย์แผนกลงทัณฑ์
โอวหยางเฉินซิ่วก็มิต่างกับเทพเท่าใดนัก
“ท่านจะไม่ชักกระบี่ออกมาเช่นนั้นหรือ?” หลินหมิงกล่าวถามด้วย
รอยยิ้ม
โอวหยางเฉินซิ่วเค้นเสียง ถึงแม้เขาจะมิได้เชี่ยวชาญเช่นเดียวกับ
แผนกกระบี่ แต่เพียงแค่ดัชนีกระบี่ของเขาก็แข็งแกร่งไม่แพ้กัน หาก
หลินหมิงคิดว่าเขานั้นมิได้ใช้กระบี่เพราะมิต้องการให้เกิดเรื่องใหญ่
เช่นนั้นเขาก็จะต้องเสียใจ
หมื่นเงาดัชนี!
โอวหยางเฉินซิ่วสะบัดนิ้วของตน ลำแสงเปลวเพลิงสีม่วงหลายพัน
สายพุ่งออกไปจากมือของเขาราวกับพายุฝนม่วงที่โหมกระหน่ำ
หลินหมิงกระชับหอก ทั่วร่างของเขาเกิดเสียงแตกออกมา เขาได้ใช้
เรียกใช้ปราณแท้ 30% ที่อยู่ภายในไขกระดูก
หมื่นเปลวเพลิงผลาญปฐพี!
วูซซซซ!
เพลิงที่ราวกับภูเขาไฟปะทุพุ่งออกมา สายลมที่เกิดขึ้นสยายเส้นผม
ของหลินหมิง เมื่อพลังทั้งสองเข้าปะทะกัน ก็ได้เกิดเสียง ‘ซู่วว ซู่วว ซู่วว’
เพลิงทั้งสองได้ระเบิดและทำลายกันและกันอย่างต่อเนื่อง เกิดระเบิดขึ้น
ในอากาศอย่างต่อเนื่อง!
ดัชนีกระบี่ของโอวหยางเฉินซิ่วพุ่งออกไปมันเฉียบคมจนเกิดเสียง
หวีดหวิวขึ้นในอากาศ หลินหมิงยืนเผชิญหน้ากับพลังนี้ และปราณแท้ใน
ไขกระดูก 50% ของเขาปะทุออกมา เกิดความน่าเกรงขามของหอกที่ไร้
เทียมทานแผ่ออกมา!
ดัชนีกระบี่ของโอวหยางเฉินซิ่วที่พุ่งเข้ามาถูกทำลายโดยเพลิงที่
รุนแรงที่ยังคงระเบิดไม่หยุดหย่อน
“หืม” โอวหยางเฉินซิ่วคิ้วขมวด พื้นที่บริเวณที่พลังทั้งสองปะทะกัน
กลายเป็นรุนแรงมากขึ้น!
ซู่ว!
ปราณแท้สีครามปะทุออกมา หอกของหลินหมิงสะท้าน ปรากฏร่าง
เงามังกรสีครามขึ้นที่ด้านหลังของเขา หอกของเขาพุ่งไปยังร่างของโอวห
ยางเฉินซิ่ว
เกิดระเบิดราวกับสายฟ้ากระหน่ำเมื่อหอกปะทะเข้ากับออร่าที่
ครอบคลุมร่าง
พลังของหอกปะทุอออกมา เส้นใยปราณสั่นสะเทือนกระจายออก
โดยรอบ โอวหยางเฉินซิ่วรู้สึกในทันที่ว่าอากาศโดยรอบของตนมี
บางอย่าง มันคือแรงสั่นสะเทือนมหาศาลและออร่าของเขาบิดเบี้ยว
ภายใต้แรงกดดันนี้
ขณะที่โอวหยางเฉินซิ่วเห็นปลายหอกกำลังจะแทงเข้าที่ร่างของเขา
สีหน้าของเขาก็เปลี่ยนไปในทันที เขาจึงรีบสะบัดมือ จากนั้นก็มีแสง
วาววับสีแดงเข้มปรากฏขึ้นในมือ ก่อตัวขึ้นเป็นรูปลักษณ์กระบี่ที่ยาวถึง 4
ก้าว
เคล้งง!
กระบี่ของโอวหยางเฉินซิ่วฟันไปยังปลายหอกของหลินหมิง! เมื่อ
กระบี่และหอกปะทะกัน กระบี่ย่อมเป็นฝ่ายที่เสียเปรียบเสมอ!
หลินหมิงมุมยกขึ้นด้วยความเจ้าเล่ห์ พร้อมเปิดใช้งานความ
แข็งแกร่งทั้งหมดของขั้นผสานไขกระดูก!
พลังที่รุนแรงของสายฟ้าและเพลิงผสานเข้ากับปราณแท้จากไข
กระดูกทั้งหมด ปะทุออกมาราวกับภูเขาไฟ
เคล้งง!
หอกและกระบี่ที่ปะทะกันโอวหยางเฉินซิ่วรู้สึกได้ราวกับว่ากระบี่ของ
ตนปะทะกับขุนเขา พลังงานที่ผันผวนและบ้าคลั่งทะลวงเข้าไปในร่างกาย
ของเขา ทำให้โลหิตหยุดนิ่ง ร่างกายสั่นสะท้าน และกระเด็นลอยขึ้นไปใน
อากาศด้วยศักยภาพหอกอันทรงพลังของหลินหมิงที่ไม่อาจหยุดยั้งได้
การโจมตีของหลินหมิงนั้นรวดเร็วเป็นอย่างยิ่ง แต่โอวหยางเฉินซิ่วก็
หลบออกไปได้เร็วอย่างยิ่งเช่นกัน สำหรับผู้ที่รับชมนั้น มันดูเหมือนว่า
หอกของหลินหมิงอัดกระแทกโอวหยางเฉินซิ่วอย่างเต็มที่จนลอยกระเด็น
ออกไป!
อีกครั้งที่หอกของหลินหมิงพุ่งตามโอวหยางเฉินซิ่วที่ลอยอยู่กลาง
อากาศ ดวงตาแดงก่ำของโอวหยางเฉินซิ่วเบิกกว้างขึ้น
ฮ่าาาา –
“จงออกมา!”
โอวหยางเฉินซิ่วตะโกนเสียงดังออกมา และเปลวเพลิงสีม่วงก็ได้ปะทุ
ออกมาจากร่างของเขา นี่เป็นการปลดปล่อยพลังเต็มที่ของผู้เชี่ยวชาญที่
อยู่ปลายขอบจุดสูงสุดขั้นปราณปลายฟ้า ภายใต้พลังอันรุนแรงที่
ปลดปล่อยออกมานี้ ทำให้ความได้เปรียบของหลินหมิงหมดไป!
ขณะที่หลินหมิงบินไปในอากาศ เขาก็ได้หยุดลง จากนั้นร่อนลงไป
บนพื้นด้วยปลายเท้าราวกับขนนก หอกของเขายังคงชี้ไปยังโอวหยางเฉิน
ซิ่วที่อยู่บนท้องฟ้า
เหล่าผู้ชมต่างเงียบงัน และเหล่าศิษย์แผนกลงทัณฑ์ที่เคยยกย่อง
โอวหยางเฉินซิ่วหุบปากเงียบเช่นกัน
โอวหยางเฉินซิ่วถูกหอกอัดจนลอยกระเด็นออกไป!
“ความแข็งแกร่งของหลินหมิงนั้นเทียบเท่ากับโอวหยางเฉินซิ่วเช่น
นั้นหรือ?”
ผู้อาวุโสผู้หนึ่งจากสำนักระดับ 2 กล่าวออกมา ถึงแม้จะดูเหมือนว่า
หลินหมิงจะสามารถกดดันโอวหยางเฉินซิ่วได้ด้วยการโจมตีของเขา ความ
จริงคือโอวหยางเฉินซิ่วยังมิได้ใช้อาวุธออกมา และยังออมมืออยู่ ดังนั้น
ผลลัพธ์จึงกลายเป็นเช่นนี้ และเป็นเหตุผลว่าสำหรับผู้อาวุโสจากสำนัก
ระดับ 2 มันดูเหมือนว่าหลินหมิงนั้นมีความแข็งแกร่งเทียบเท่าโอวหยาง
เฉินซิ่ว
“มันจะเป็นไปได้อย่างไรกัน? ท่านผู้นำแผนกคงใช้พลังเพียงแค่ครึ่ง
เดียวในการโจมตีเมื่อครู่!” ศิษย์แผนกลงทัณฑ์เถียงหัวชนฝา เพราะใน
สายตาของพวกเขา โอวหยางเฉินซิ่วนั้นเป็นตัวตนที่ไร้เทียมทาน “รอดู
ท่านผู้นำแผนกใช้พลังขั้นที่ 7 ของ ‘เคล็ดบ่มเพาะทัณฑ์สวรรค์ศักดิ์สิทธิ์’
ก่อนเถอะ มันเป็นสิ่งที่มิอาจต้านทาน เจ้าเด็กหลินหมิงนั่นย่อมไม่อาจ
ต้านทานมันได้แน่!”
“หึ! มิต้องกล่าวถึงหลินหมิง แม้แต่ต่อให้เจียงหวูจี้มาที่นี่ด้วยตนเองก็
ยังต้องเกิดความกลัว 3 ใน 10 ส่วนเป็นแน่!”
ศิษย์แผนกลงทัณฑ์กลั้นหายใจขณะที่กล่าวออกมา แต่ดูเหมือนว่า
ศิษย์ของสำนักระดับ 2 คนอื่นๆจะมิเชื่อเช่นนั้น เพราะพวกเขาก็สามารถ
เห็นได้ด้วยตาตนเองว่าสิ่งใดเกิดขึ้นกันแน่
ในตอนนี้บนจัตุรัส หลินหมิงนั้นให้ความรู้สึกราวกับมหาสมุทรที่ทรง
พลังและลึกล้ำ บางทีพลังขั้นที่ 7 ของ ‘เคล็ดบ่มเพาะทัณฑ์สวรรค์
ศักดิ์สิทธิ์’ ของโอวหยางเฉินซิ่วอาจจะแข็งแกร่งก็จริง แต่ผู้ใดจะรู้บ้างว่า
หลินหมิงยังจะมีไพ่ตายอันใดซ่อนเอาไว้อีกหรือไม่?
ในเมื่อเขานั้นมั่นใจและมุ่งหน้ามาที่หุบเจ็ดแก่นแท้เพื่อเอาชีวิตของ
โอวหยางปั่วเยี่ยน แสดงว่าเขาต้องคำนวณความแข็งแกร่งของตนเอาไว้
แล้ว!
โอวหยางเฉินซิ่วละอายใจลึกๆ ก่อนหน้านี้ที่เขาได้ใช้กระบี่ดัชนี
ออกไป แต่ก็ยังไม่เพียงพอที่จะกดดันหลินหมิงได้ในกระบวนท่าแรก แต่
กลับถูกกดดันโดยหลินหมิงเสียเอง
ความแข็งแกร่งของเจ้าเด็กนี่เทียบเท่ากับนักสู้ขั้นปราณปลายฟ้าช่วง
ปลายที่มีระดับต้นๆ บางทีมันอาจจะ…
ขณะที่โอวหยางเฉินซิ่วคิดได้เช่นนี้ สีหน้าของเขาก็เปลี่ยนไปทันที
นั่นมันเป็นไปไม่ได้อย่างเด็ดขาด!
นักสู้ขั้นปราณต้นฟ้าช่วงปลายจะมีความแข็งแกร่งเทียบเท่านักสู้ที่
อยู่ปลายขอบจุดสูงสุดขั้นปราณปลายฟ้าเช่นนั้นหรือ?
เขาไม่อาจที่จะยอมรับข้อสรุปของตนได้ ระดับการบ่มเพาะของเขา
นั้นอยู่ปลายขอบจุดสูงสุดขั้นปราณปลายฟ้า หากเจ้าเด็กขั้นปราณต้นฟ้า
ช่วงปลายมีความแข็งแกร่งเท่ากับเขา เช่นนั้นมันก็เป็นเรื่องน่าละอาย
เกินไป! เขาจึงไม่อาจยอมรับเรื่องนี้ได้!
หากกล่าวถึงว่าหลินหมิงนั้นแข็งแกร่งเพียงใด มันก็สามารถที่จะดูได้
จากกลุ่มของโอวหยางกวาง เห็นได้ชัดว่า เขายังซ่อนความแข็งแกร่งเอาไว้
อยู่อีก!
โอวหยางเฉินซิ่วดวงตาสาดประกายขณะที่จ้องมองหลินหมิง ก่อน
หน้านี้ เขาได้กล่าวเอาไว้ 3 กระบวนท่า หากสามารถรับได้ เขาจะไม่ติด
ใจเรื่องในคราวนี้อีกไม่ว่าหลินหมิงจะอยู่หรือตาย แต่ในตอนนี้ เขาไม่
แม้แต่จะทำอันใดหลินหมิงได้แม้แต่ปลายผมด้วยซ้ำหลังจากผ่านมา 3
กระบวนท่า ยังถูกบังคับให้ต้องถอยอีกด้วย เขาได้เสียหน้าอย่างเต็มๆ
เจ้าเด็กนี่!
โอวหยางเฉินซิ่วดวงตากลายเป็นเย็นชา เขายื่นกระบี่ออกมาแล้ว
ตะโกนเสียงดัง เกิดเสียงหวีดหวิว กระบี่ของโอวหยางเฉินซิ่วราวกับมีชีวิต
ด้วยเปลวเพลิงสีม่วงลุกโหมขึ้น ครู่ต่อมาเปลวเพลิงม่วงได้หดตัวลงแนบ
กับตัวกระบี่ ซึ่งกลายเป็นชั้นผลึกสีม่วง ซึ่งในตอนนี้มันดูราวกับกระบี่ผลึก
เพลิงม่วง
“นั่นมัน ผลึกเพลิงม่วงผันแปร!” ศิษย์แผนกลงทัณฑ์ตะโกนออกมา
จากเกาะโดยรอบ
ผลึกเพลิงม่วงผันแปรเป็นทักษะพิเศษที่มีอยู่เพียงแค่ใน ขั้นที่ 7 ของ
‘เคล็ดบ่มเพาะทัณฑ์สวรรค์ศักดิ์สิทธิ์’ เมื่อผู้ใดฝึกฝน ‘เคล็ดบ่มเพาะ
ทัณฑ์สวรรค์ศักดิ์สิทธิ์’ ถึงขั้นที่ 7 พวกเขาจะมีความเยาว์วัยมากกว่าเดิม
และปราณหยางของพวกเขาก็จะมิหายไป ถึงแม้มันมิอาจที่จะเพิ่มอายุขัย
ให้กับคนผู้นั้นเกินกว่าระดับการบ่มของที่มีอยู่ได้ เพียงแค่ความจริงที่ว่า
ปราณหยางมิได้หายไปก็ยอดเยี่ยมมากแล้วสำหรับศิษย์ของแผนกลง
ทัณฑ์ทั้งหลาย
ปัจจุบัน ภายในทั่วทั้งแผนกลงทัณฑ์ มีเพียงโอวหยางเฉินซิ่วที่สามา
รถฝึกฝน ‘เคล็ดบ่มเพาะทัณฑ์สวรรค์ศักดิ์สิทธิ์’ จนไปถึงจุดสูงสุดได้ นี่คือ
เหตุผลที่ว่าโอวหยางเฉินซิ่วถึงยังดูคล้ายชายวัยกลางคนเท่านั้นทั้งที่อายุ
300-400 ปีไปแล้ว
“ท่านผู้นำแผนกได้ใช้ผลึกเพลิงม่วงผันแปรจากขั้นที่ 7 ของ ‘เคล็ด
บ่มเพาะทัณฑ์สวรรค์ศักดิ์สิทธิ์’ ออกมาแล้ว”
เมื่อกระบี่ผลึกเพลิงม่วงนี้ปรากฏออกมา ศิษย์ของแผนกลงทัณฑ์เกิด
ความภูมิใจและมีความสุข เมื่อโอวหยางเฉินซิ่วได้ถูกหลินหมิงอัดกระเด็น
ออกมาในตอนนั้น พวกเขาแทบจะหมดหวังไปแล้ว
“ฮ่าฮ่า ในที่สุดท่านผู้นำแผนกก็ได้เอาจริงเสียที!”
“มาดูกันว่าเจ้าเด็กนั่นจะสามารถรับมือจากผลึกเพลิงม่วงผันแปร
อย่างไร!”
โอวหยางเฉินซิ่วได้ใช้พลังขั้นที่ 7 ของ ‘เคล็ดบ่มเพาะทัณฑ์สวรรค์
ศักดิ์สิทธิ์’ มันหมายความว่าเขามิได้ออมมืออีกต่อไป
หลินหมิงหรี่ตาลงเล็กน้อย ขณะที่มองไปยังกระบี่ผลึกเพลิงม่วงในมือ
โอวหยางเฉินซิ่ว เขาสามารถที่จะมองเห็นถึงผลึกเพลิงม่วง ปราณหยิน
ทมิฬได้หายไป และกลับกลายเป็นปราณหยินที่บริสุทธิ์แทน
ขั้นที่ 7 ของ ‘เคล็ดบ่มเพาะทัณฑ์สวรรค์ศักดิ์สิทธิ์’ สามารถที่จะทำ
ให้ปราณหยินทมิฬกลับกลายเป็นปราณหยินธรรมชาติได้เช่นนั้นหรือ?
เคล็ดบ่มเพาะเช่นนี้ก็มีข้อดีเช่นกัน”
หลินหมิงกระชับหอกแห่งดาวหางม่วงในมือ เตรียมพร้อมที่จะ
เผชิญหน้ากับทุกสิ่งในการต่อสู้ ก่อนหน้านี้เขาได้เก็บซ่อนพละกำลังเอาไว้
ให้มากที่สุด ทั้งหมดก็เพื่อเวลานี้นั่นเอง หลินหมิงนั้นมีพลังมากก็จริง แต่
มันไม่อาจที่จะคงอยู่ได้นานนัก ในที่ท้ายที่สุด ปัญหาเช่นนี้ก็เกิดขึ้นจาก
ระดับการบ่มเพาะของเขาที่ไม่สูงพอนั้นเอง ขนาดมีทั้งปราณแท้ใน
ตันเถียนและไขกระดูก ก็ยังมีปริมาณน้อยกว่าผู้เชี่ยวชาญที่อยู่ปลายขอบ
จุดสูงสุดขั้นปราณปลายฟ้าอยู่ดี แต่เขาก็มั่นใจว่าตนเองอยู่ในสภาพที่ดี
ที่สุดในการเผชิญหน้ากับโอวหยางเฉินซิ่ว
แสงสีม่วงรวมตัวที่กระบี่ของโอวหยางเฉินซิ่ว กระบี่สาดรัศมีแสงสี
ม่วงออกมาพร้อมทั้งมีเสียงโหยหวนออกมาเช่นกัน บนร่างของโอวหยาง
เฉินซิ่ว ลำแสงสีม่วงนับสิบพุ่งขึ้นไปบนท้องฟ้า แสงเหล่านั้นถูกควบคุม
และกระตุ้นโดยกระบี่ของโอวหยางเฉินซิ่ว พวกมันพุ่งลงไปยังหลินหมิง
เสียงดูราวกับจะหายไป กระบี่นี้ได้สร้างสิ่งที่ใกล้เคียงกับ ‘ศักยภาพ
ขึ้น’ กระบี่ที่แปลกประหลาดนี้ได้ดูดกลืนเสียงทั้งหมดไปจากทุกทิศทาง
มันได้แตะไปยังขอบอันลึกซึ้งของวิถี!
“ช่างเป็นกระบี่ที่น่าหวาดกลัวยิ่ง โอวหยางเฉินซิ่วผู้นี้มิได้ฝึกฝนเพียง
‘เคล็ดบ่มเพาะทัณฑ์สวรรค์ศักดิ์สิทธิ์’ แต่ยังฝึกฝนกระบี่และมีความเข้าใจ
ที่ลึกซึ้งในกระบี่อีกด้วย ข้าสงสัยอย่างยิ่งว่าหลินหมิงจะรับมือกับมัน
เช่นใด! บนศาลาริมทะเลสาบ เหล่าผู้นำตระกูลนักสู้ที่มีสายตาดีกว่ากล่าว
ออกมา”
เผชิญหน้ากับพลังเต็มพิกัดของโอวหยางเฉินซิ่ว สีหน้าของหลินหมิง
ก็ยังสงบเช่นเคย เขาได้โคจรปราณแท้ภายในร่างจนถึงขีดสุด
ในขั้นต่างๆของนักสู้ ยิ่งผู้ใดมีระดับการบ่มเพาะที่สูง ความแตกต่างก็
จะมีมากเท่านั้น เมื่อหลินหมิงอยู่ในขั้นผสานชีพจร ความแข็งแกร่งของ
เขาก็เทียบได้กับผู้เชี่ยวชาญขั้นปราณปลายฟ้าช่วงต้นแล้ว อย่างไรก็ตาม
เขานั้นมิได้ไร้เดียงสาถึงขนาดที่คิดว่าหลังจากที่ระดับการบ่มเพาะเพิ่ม
ขึ้นมาอีกพลังของเขาคงจะเทียบเท่ากับปรมาจารย์ขั้นหลอมรวมแก่นแท้
เผชิญหน้ากับพลังเต็มพิกัดของโอวหยางเฉินซิ่วเช่นนี้ หลินหมิงมิได้
ประมาทเลยสักนิด
ปราณเทพทรราชคลั่ง – เปิด!
หลังจากที่ได้รับประสบการณ์มากมายภายในแดนเร้นลับฟีนิกซ์
ศักดิ์สิทธิ์มาเกือบปี พลังที่มาจากการทะลวงเข้าสู่ขั้นที่ 2 ของปราณเทพ
ทรราชคลั่งก็ได้ปะทุออกมา!
ตอนที่ 424 น่าหวาดกลัวเป็นอย่างยิ่ง
ขณะที่ปราณเทพทรราชคลั่งของหลินหมิงได้เปิดออก หลินหมิงก็ราว
กับเป็นปีศาจที่ขึ้นมาจากอเวจี ความแข็งแกร่งของเขาปะทุออกมา
ทั้งหมด
เขากระชับหอกแน่น พื้นดินใต้เท้าสั่นสะเทือนและเริ่มแตกออกราว
กับใยแมงมุม จากนั้นเขาก็กวัดแกว่งหอก พื้นหินอ่อนจำนวนมากม้วนขึ้น
ราวกับเสื่อ ฝุ่นและหินลอยขึ้นและกลายเป็นวังวนหินที่รุนแรงรอบตัวเขา
หากมีนักสู้ที่อ่อนแอโดนอัดด้วยหินเหล่านี้ ย่อมเกิดรูเลือดขึ้นที่ร่างของ
พวกเขาอย่างแน่นอน
หลังจากที่ออร่าของปราณเทพทรราชคลั่งขั้นที่ 2 ปะทุออกมา เหล่า
ผู้ชม รวมถึงผู้อาวุโสที่อยู่ปลายขอบจุดสูงสุดขั้นปราณปลายฟ้า ก็ยังรู้สึก
กดดันอย่างรุนแรง พวกเขาไม่มีทางเลือกนอกจากโคจรปราณแท้ขึ้นมา
เพื่อต้านทาน
โอวหยางเฉินซิ่วสะบัดกระบี่ผลึกเพลิงม่วง ที่ปลายของกระบี่ ผลึก
เพลิงม่วงยื่นยาวออกไปถึง 9 ก้าวจากเดิมที่ยาวเพียง 4 ก้าวเท่านั้น!
“ตาย!”
โอวหยางเฉินซิ่วฟันกระบี่ออกไป!
เคล้งง!
ปราณกระบี่และหอกแสงปะทะกัน เกิดเป็นพายุปราณแท้ที่น่า
หวาดกลัวขึ้น
มันได้ทำลายพื้นดิน เศษดินและหินกระเด็นลอยสูงขึ้นไปในอากาศ
และมันยังทำให้เกิดคลื่นยักษ์ขึ้นในทะเลสาบซึ่งราวกับว่ามันอยู่ท่ามกลาง
พายุในทะเล ภายใต้พลังที่รุนแรงเหล่านี้ หลินหมิงกระเด็ดออกไปราวกับ
ใบไม้ท่ามกลางพายุ
ฟรุป ฟรุป ฟรุป!
หลินหมิงถูกพัดออกไปอยู่เหนือทะเลสาบ ขณะที่กำลังร่อนลง หลินห
มิงก็ได้สะบัดแขนเสื้อ และเกิดสาบลมเย็นก่อตัวขึ้นรอบตัวของเขา พยุง
ร่างกายของเขาให้ลอยอยู่ในอากาศอย่างมั่นคง หลินหมิงค่อยๆสงบ
ตนเองลงได้
แรงกระแทกที่รุนแรงของคลื่นพายุปราณแท้เมื่อครู่นั้นทำให้เขาหน้า
ซีด และโลหิตไหลออกมาที่มุมปากของเขาเล็กน้อย
การระเบิดพลังของเขารุนแรงอย่างยิ่ง แต่เนื่องด้วยระดับการบ่ม
เพาะที่ห่างกันมาก ไม่ว่าอย่างไร พื้นฐานของเขาก็ด้อยกว่า ปราณแท้ใน
ไขกระดูกของหลินหมิงที่ปลดปล่อยออกมานั้นไม่เป็นอันใด แต่เพียงแค่
เส้นชีพจรในร่างของเขาไม่อาจที่จะทนต่อแรงปะทะที่รุนแรงมหาศาลได้
จึงทำให้เขาบาดเจ็บ
โอวหยางเฉินซิ่วถูกกระแทกออกไปหลายสิบก้าวด้วยคลื่นกระแทก
ของปราณแท้เช่นกัน แม้เขาจะเห็นหลินหมิงบาดเจ็บ เขาก็ได้ถอนหายใจ
เล็กน้อย อย่างไรก็ตามก่อนที่เขาจะมีโอกาสได้กล่าวออกมา เขาก็ได้หรี่ตา
ลงทันที
มีแสงสีม่วง-แดงพุ่งเข้ามาหาเขาด้วยความเร็วที่น่าเหลือเชื่อ ออร่าที่
น่าหวาดกลัวที่มันปลดปล่อยออกมาราวกับอสรพิษพุ่งฉกมาที่ร่างของ
โอวหยางเฉินซิ่ว!
“หืม?”
โอวหยางเฉินซิ่วรีบใช้กระบี่ฟันออกไปในทันที อย่างไรก็ตาม เขายัง
รวบรวมพลังได้เพียงบางส่วนและยังไม่อาจฟื้นฟูได้มากพอ ด้วยปราณแท้
ภายในร่างที่ยังปั่นป่วนอยู่ จึงไม่อาจที่จะสวนกลับไปได้อย่างเต็มที่
เมื่อกระบี่ไม่อาจต้านทานลำแสงม่วง-แดงขนาดเล็กได้ มันจึงพุ่งเข้า
เสียบร่างของโอวหยางเฉินซิ่วและทำให้โลหิตของเขาพุ่งออกมาราวกับ
น้ำพุ!
ในตอนนั้นเอง โอวหยางเฉินซิ่วรู้สึกราวกับว่าปราณโลหิตภายในร่าง
ของตนทั้งหมดไหลมายังลำแสงนี้
“อ๊ากกกก!”
โอวหยางเฉินซิ่วดวงตาเบิกกว้าง เขาตะโกนออกมาและชกไปที่ร่าง
ของตน พลังของ ‘เคล็ดบ่มเพาะทัณฑ์สวรรค์ศักดิ์สิทธิ์’ ขั้นที่ 7 ปะทุ
ออกมา และในที่สุดเขาก็สามารถที่จะดันลำแสงแดง-ม่วงออกมาได้
ผุด!
แสงสีแดงหายไปกลายเป็นเข็มเหล็กยาว 3 นิ้ว มันมีรูปสลักของ
มังกรและอสรพิษพันรอบ และพุ่งกลับมายังมือของหลินหมิง จมหายเข้า
ไปในปลายนิ้วของเขาโดยไม่เหลือร่องรอยใดๆ!
ร่างของโอวหยางเฉินซิ่วเปื้อนไปด้วยโลหิตและหน้าของเขาซีดเผือด
ดวงตาของเขาราวกับสัตว์อสูรดุร้ายที่จ้องไปยังหลินหมิงและเต็มไปด้วย
ความเกลียดชังในแววตา
ช่างเป็นเข็มเหล็กที่น่าหวาดกลัวอันใดเช่นนี้! ไม่เพียงแค่มันจะ
สามารถทะลวงพายุปราณแท้มาได้ โดยที่ไม่ถูกทำลายและยังทะลวงเข้า
ไปในร่างของโอวหยางเฉินซิ่วอีกด้วย ทำให้เขาบาดเจ็บหนัก และมันยังได้
เอาปราณโลหิตจำนวนหนึ่งของเขาไปอีกด้วย
สำหรับนักสู้นั้นปราณโลหิตเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง ถึงแม้โอวหยางเฉิน
ซิ่วจะมิได้วางแผนว่าจะทะลวงเข้าสู่ขั้นหลอมรวมแก่นแท้เลยในชีวิตนี้
เขาก็ยังห่วงชีวิตของตนยิ่งกว่าสิ่งอื่นใด ปราณโลหิตนั้นส่งผลกับพลังชีวิต
อย่างยิ่ง ในตอนนี้เขาได้เสียปราณโลหิตไปส่วนน้อย มันก็หมายความว่า
อายุขัยของเขาหายไปหลายปี!
“โอวหยางเฉินซิ่วบาดเจ็บ!”
“และดูท่าจะสาหัสด้วย!”
“ข้ามิอยากที่จะเชื่อเลยว่าผู้เชี่ยวชาญที่อยู่ปลายขอบจุดสูงสุดขั้น
ปราณปลายฟ้าจะได้รับบาดเจ็บโดยรุ่นเยาว์ และยังถูกเอาปราณโลหิต
ส่วนหนึ่งไปด้วย”
เหล่าศิษย์ที่อยู่โดยรอบของเกาะที่ได้สังเกตการต่อสู้ด้วยตาของพวก
เขาเองต่างเต็มไปด้วยความหวาดกลัวและความสงสัยตามๆกัน สำหรับ
นักสู้ที่มาจากสำนักระดับ 2 โอวหยางเฉินซิ่วนั้นเป็นถึงตัวตนระดับสูงที่
คอยควบคุมหุบเขาเจ็ดแก่นแท้
ถึงแม้ในอาณาเขตหุบเขาเจ็ดแก่นแท้จะมีเพียงปรมาจารย์ขั้นหลอม
รวมแก่นแท้เพียงผู้เดียว อาจกล่าวได้ว่าปีศาจชราตนนั้นมาถึงช่วงสุดท้าย
ของชีวิตแล้ว มีข่าวลือบางอย่างว่าเขาได้จากไปเพื่อปิดด่านฝึกตนทำการ
ยืดอายุของตนออกไป เมื่อเป็นเช่นนั้นปรมาจารย์ขั้นหลอมรวมแก่นแท้ผู้
นั้นจึงมิได้สนใจเรื่องภายนอกอีก ในจิตใจของเหล่านักสู้ โอวหยางเฉินซิ่
วจึงราวกับเป็นตัวแทนที่สูงส่งของหุบเขาเจ็ดแก่นแท้ในขณะนี้
แต่ในตอนนี้ โอวหยางเฉินซิ่วกลับได้รับบาดเจ็บโดยรุ่นเยาว์ผู้นึง!
หากหลินหมิงแข็งแกร่งอย่างประหลาดถึงเพียงนี้ทั้งที่ยังอยู่เพียงขั้น
ปราณต้นฟ้าช่วงปลาย จะเกิดอันใดขึ้นเมื่อเขาสามารถทะลวงเข้าสู่ปลาย
ขอบจุดสูงสุดขั้นปราณปลายฟ้าได้เล่า?
เหล่าศิษย์แผนกลงทัณฑ์ต่างพากันเงียบงัน พวกเขามองไปยังหลินห
มิง และรู้สึกถึงความหวาดกลัวอย่างลึกซึ้งภายในจิตใจของพวกเขา
นี่มันน่าหวาดกลัวเป็นอย่างยิ่ง เข็มเหล็กเมื่อครู่มันคือสิ่งใดกัน? ก่อน
หน้านี้ ทุกคนต่างได้เห็นลำแสงพุ่งเข้าเสียบโอวหยางเฉินซิ่ว แต่ในเวลานั้น
พวกเขาไม่สามารถมองได้ทัน พวกเขารู้เพียงว่ามันน่าจะเป็นเพียงอาวุธ
ลับธรรมดา เพราะนักสู้บางคนมีอาวุธลับเช่นเข็มเพื่อลอบโจมตี แต่การ
ลอบโจมตีนั้นมิได้มีศักดิ์ศรีเท่าใดนัก ซึ่งมักจะถูกเหล่านักสู้ผู้อื่นดูหมิ่น
ในตอนนี้ดูเหมือนสิ่งที่พวกเขาเคยคิดนั้นผิดมหันต์ เพราะอาวุธนี้
สามารถที่จะเข้าไปในร่างของนักสู้หรือแม้แต่ผสานกับร่างของนักสู้
เช่นนั้นมันก็มีเพียงคำอธิบายเดียว และนั้นคือเข็มเหล็กนี้เป็นรูปลักษณ์
ของพลังงานบริสุทธิ์
“มันเกิดอันใดขึ้น? เหตุใดเขาจึงแข็งแกร่งถึงเพียงนี้ได้!?”
นักสู้หลายคนที่นี่มีความรู้อย่างจำกัด พวกเขามิเคยเห็นจิตวิญญาณ
สายฟ้า จึงมิได้รู้จักว่าเข็มเหล็กปีศาจศักดิ์สิทธิ์นี้คือสิ่งใด
หลินหมิงสัมผัสไปยังเข็มเหล็กปีศาจศักดิ์สิทธิ์อย่างนุ่มนวล เพราะว่า
มันเพิ่งดูดซับปราณโลหิตของโอวหยางเฉินซิ่ว อสรพิษสายฟ้าสีแดง
กลายเป็นมีชีวิตชีวามากขึ้น นี่เป็นเพราะความน่าหวาดกลัวที่อยู่เบื้องหลัง
สายฟ้าปีศาจแห่งโลหิตทำลายล้าง เมื่อใดที่มันทะลวงเข้าไปในร่าง มันก็
จะดูดซับปราณโลหิตของผู้นั้นในทันที นอกจากว่าจะสามารถเอามัน
ออกมาได้อย่างรวดเร็ว มิเช่นนั้นก็จะสูญเสียปราณโลหิตไปจนหมดสิ้น
โชคร้ายที่ โอวหยางเฉินซิ่วมีระดับการบ่มเพาะที่สูง และทำให้เขา
สามารถที่จะหยุดเข็มเหล็กปีศาจศักดิ์สิทธิ์เอาไว้ได้อย่างรวดเร็ว มิเช่นนั้น
หากมันยังอยู่ในร่างของเขานานกว่านี้ โอวหยางเฉินซิ่วจะต้องสูญเสีย
อย่างมากเป็นแน่
ไกลออกไป โอวหยางเฉินซิ่วจ้องมองมายังหลินหมิง ดวงตาของเขา
เต็มไปด้วยจิตสังหารที่รุนแรงอย่างถึงที่สุด!
“หลินหมิง! ข้าได้ออมมือให้เจ้าเท่าที่ทำได้แล้ว แต่เจ้ากลับมาทำให้
ข้าต้องสูญเสียปราณโลหิตเช่นนั้นหรือ!?”
“ออมมือให้ข้าหรือ? ท่านทำเช่นนั้นด้วยหรือ?” หลินหมิงกล่าวถาม
อย่างเย้ยหยัน โอวหยางเฉินซิ่วได้ใช้พลังของ ‘เคล็ดบ่มเพาะทัณฑ์สวรรค์
ศักดิ์สิทธิ์’ ขั้นที่ 7 และหากเขามิได้เปิดใช้ปราณเทพททราชคลั่ง เช่นนั้น
เขาคงไม่อาจที่จะต้านทานเอาไว้ได้อย่างแน่นอน
ถึงอย่างนั้น หลินหมิงก็ได้อาศัยการป้องกันและการฟื้นฟูที่น่าทึ่งจาก
ขั้นผสานไขกระดูกของเขาเพื่อที่จะลดความเสียหายลงนั่นเอง เขา
คาดการณ์เอาไว้ว่าตราบใดที่โอวหยางเฉินซิ่วยังไม่สามารถที่จะฟื้นฟูได้
อย่างรวดเร็วเช่นเดียวกับเขา เขาคงไม่อาจที่จะป้องกันการลอบโจมตีของ
เขาได้ มิเช่นนั้น หลินหมิงคงเป็นฝ่ายเสียเปรียบอย่างแน่นอนจากการ
ปะทะเมื่อครู่
“หลินหมิงผู้นี้หยิ่งยโสเกินไปแล้ว!”
รอบๆจัตุรัส ศิษย์แผนกลงทัณฑ์ต่างกำหมัดแน่น หลินหมิงนั้นมิได้
เห็นแผนกลงทัณฑ์ของพวกเขาอยู่ในสายตาด้วยซ้ำ
“ดี! ดีมาก!” โอวหยางเฉินซิ่วเดือดพล่านด้วยความโกรธ
“ซู่ววว–!”
เพลิงม่วงล้อมรอบโอวหยางเฉินซิ่วอย่างสมบูรณ์ ทันใดนั้น มิเพียง
แค่กระบี่ของเขา แต่ทั่วทั้งร่างของเขายังห่อหุ้มไปด้วยผลึกเพลิงม่วงอีก
ด้วย
สิ่งที่เรียกว่าการให้รับมือ 3 กระบวนท่าของโอวหยางเฉินซิ่วที่เคย
กล่าวเอาไว้ก่อนหน้านี้นั้นไม่มีอีกแล้ว ในตอนนี้เขามีความตั้งใจเพียงอย่าง
เดียวคือทำให้หลินหมิงบาดเจ็บสาหัส มิเช่นนั้น เขาคงจะมิสามารถปล่อย
วางความเกลียดชังในครั้งนี้ไปได้
“ตาย!”
โอวหยางเฉินซิ่วฟันกระบี่ออกไป พื้นที่โดยรอบหลินหมิงกลายเป็น
บีบรัดจากแรงกดดันที่ทรงพลัง
หลินหมิงยังสงบเช่นเคย หอกแห่งดาวหางม่วงในมือของเขาราวกับ
แส้ที่หวดออกไปอย่างรุนแรง เป็นเพราะมันมีความเร็วอย่างยิ่ง แม้แต่ด้าม
หอกยังต้องแบนออก หัวหอกแหวกผ่าอากาศ เกิดเป็นเสียงดังเสียดแก้วหู
ขึ้น
เคล้งง!
หอกและกระบี่ปะทะกัน แรงสั่นสะเทือนมหาศาลไปไหลผ่านกระบี่
เข้าไปยังร่างของโอวหยางเฉินซิ่ว ทำให้ร่างของเขาสั่นสะท้าน
“เจ้าเด็กนี้มีการโจมตีที่แปลกประหลาดยิ่ง!”
โอวหยางเฉินซิ่วประหลาดใจอย่างยิ่ง แต่ถึงอย่างนั้น พลังของ
แรงสั่นสะเทือนนี้จะแปลก แต่มันก็แทบจะสลายไปหมดแล้วเมื่อมาสู่ร่าง
ของเขา
การปะทะกันของทั้งสองกลายเป็นรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ หอกแสงและ
ปราณกระบี่พัวพันกันและกัน หอกของหลินหมิงนั้นผสานกับวิถีแห่งลม
เงาของหอกก็ได้ผสานเข้ากับสายลม สายลมเองก็ได้กลายเป็นหอก
ครอบคลุมทุกที่ไร้ช่องโหว่!
บึมม บึมม บึมม!
คลื่นปราณแท้มหาศาลที่เกิดขึ้นหมุนวนก่อตัวเป็นพายุขนาดยักษ์
ทำลายผืนดินจนพินาศ น้ำในทะเลสาบโดยรอบที่ได้รับผลกระทบเองก็ก่อ
ตัวขึ้นเป็นเสาน้ำขนาดใหญ่จำนวนมากพุ่งขึ้นไปในอากาศ มองดูราวกับมี
น้ำพุอยู่บนท้องฟ้า และค่อยๆถูกดูดเข้าหาพายุบนเกาะหลัก
เหล่านักสู้ที่อยู่โดยรอบต่างทำได้เพียงมองดูอย่างช่วยไม่ได้ด้วยความ
ตกใจ เผชิญหน้ากับการต่อสู้ที่น่าหวาดกลัวเช่นนี้มิต้องกล่าวถึงการรับ
การโจมตีเหล่านั้นแม้เพียงกระบวนท่า เพียงแค่เดินเข้าไปไม่กี่ก้าว พวก
เขาก็คงจะถูกหั่นเป็นชิ้นๆด้วยคลื่นพายุปราณแท้ที่รุนแรงและตกตาย
ในทันที!
เพลิงโลหิตฟาดฟัน!
ขณะที่โอวหยางเฉินซิ่วฟันกระบี่ออกไป ออร่าของเขาก็เปลี่ยนไป
ในทันที ทั่วร่างของเขากลายเป็นห่อหุ้มด้วยหมอกโลหิต ราวกับมีคลื่น
โลหิตแผ่ออกมาจากเขา การโจมตีนี้ทำให้เกิดพายุทอนาโดปราณแท้กวาด
ผ่านพื้นหินอ่อนจนแตกออก
แครกก แครกก แครกก!
ขณะที่ทอนาโดกำลังกวาดผ่านมุ่งมาทางหลินหมิง มันก็ได้ปะทะเข้า
กับคลื่นปราณแท้ที่หลินหมิงปลดปล่อยออกมา จนเกิดระเบิดขึ้นใน
อากาศที่เต็มไปด้วยฝุ่นผงสีขาวจากหินอ่อนที่แหลกละเอียด
หลินหมิงได้พุ่งหอกออกไป เขาจะต้องรับการโจมตีนี้เอาไว้ให้ได้และ
จบการต่อสู้ภายในไม่กี่ลมหายใจ มิเช่นนั้น พลังของปราณเทพทรราชคลั่ง
จะหมดลงไปเสียก่อน!
“เจ้าต้องการที่จะแลกกันบาดเจ็บหรือ? ฝันไปเถอะ!”
กระบี่ของโอวหยางเฉินซิ่วกลายเป็นเร็วยิ่งขึ้น ความเร็วในการโจมตี
ของเขารวดเร็วกว่าหลินหมิง!
กระบี่ฟันลงมายังร่างของหลินหมิง ในตอนนี้ เป็นเพราะว่าเขาได้
สูญเสียปราณโลหิต โอวหยางเฉินซิ่วจึงกลายเป็นบ้าคลั่งและโจมตีไร้
รูปแบบ
เคล้ง!
หอกและกระบี่ปะทะกัน ปราณกระบี่ของโอวหยางเฉินซิ่วส่วนใหญ่
ถูกป้องกันไว้ได้โดยหอกของหลินหมิง อย่างไรก็ตาม ก็ยังมีบางส่วนที่
หลินหมิงไม่อาจป้องกันได้ และมันได้ฉีกชุดของเขาออก และแม้กระทั่ง
โดนเข้ากับร่างของเขาจนมีโลหิตไหลออกมา
โอวหยางเฉินซิ่วยิ้มยังไม่ทันได้นานก่อนสีหน้าของเขาจะกลายเป็น
แข็งค้าง หลินหมิงนั้นมิได้สนใจการบาดเจ็บของตนเลย และยังคงพุ่งหอก
มายังโอวหยางเฉินซิ่ว
“อะไรกัน? เขามิได้เป็นอันใดเลยหรือ!?”
โอวหยางเฉินซิ่วมิได้เหลือที่ให้หลบหลังจากที่เขาได้ใช้กระบวนท่า
ออกไป หอกแห่งดาวหางม่วงของหลินหมิงนั้นราวกับเป็นใบมีดประหารที่
พุ่งมายังเขา เขาถูกกระแทกโดยหอกอย่างรุนแรงลอยกระเด็นออกไป!
ปังง!
โอวหยางเฉินซิ่วตกลงไปบนพื้น พื้นที่แตกระแหงอยู่แล้วก็มีรอยแตก
เพิ่มขึ้นมาอีก ปากของเขาเต็มไปด้วยโลหิต ซี่โครงหักไปหลายซี่ อวัยวะ
ภายในได้รับบาดเจ็บ สีหน้าของเขาซีด ตามตัวมีบาดแผลเต็มไปหมด การ
ต่อสู้ที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่องนั้นรุนแรงเกินกว่าที่จินตนาการเอาไว้!
เหล่านักสู้ต่างมึนงงจนโง่งม หลินหมิงได้ใช้ตัวของเขาเองรับการ
โจมตีจากปราณกระบี่ของโอวหยางเฉินซิ่ว? และจากนั้นก็โจมตีสวน
กลับไปเช่นนั้นหรือ?
เพียงหอกเดียวก็ส่งโอวหยางเฉินซิ่วลอยกระเด็นไปกองบนพื้น โอวห
ยางเฉินซิ่วนั้นเป็นตัวตนระดับใดกัน? แต่กลับต้องมาถูกรุ่นเยาว์ผู้นึงกระ
ทำเช่นนี้ การต่อสู้ระดับนี้น่าหวาดกลัวอย่างแท้จริง!
สภาพของหลินหมิงในตอนนี้ก็ไม่ถือว่าดีกว่ากันมากนัก เขาได้พึ่งพา
ความสามารถในการป้องกันที่ทรงพลังของขั้นผสานไขกระดูกที่สำเร็จไป
65% เพื่อต้านทานปราณประบี่ของโอวหยางเฉินซิ่ว แต่เส้นชีพจรของเขา
ได้รับบาดเจ็บหลายจุด และทั่วร่างก็เปื้อนไปด้วยโลหิต ปราณเทพทรราช
คลั่งของเขาสามารถที่จะอยู่ได้เพียงแค่ 10 ลมหายใจ!
เมื่อเห็นโอวหยางเฉินซิ่วลุกขึ้น หลินหมิงก็กัดฟันแน่น และพุ่งออกไป
จิตวิญญาณสายฟ้าและปราณอัคคีของเขาเชื่อมต่อกันบนปลายหอก
ในทันที
เพลิงสายฟ้าแห่งการทำลายล้าง!
ดวงตาทั้งคู่ของโอวหยางเฉินซิ่วแดงก่ำ เขาจับกระบี่ด้วยสองมือ
ผลึกเพลิงม่วงทั้งหมดได้หล่อหลอมเป็นใบมีดของกระบี่ พลังขีดสุดของ
‘เคล็ดบ่มเพาะทัณฑ์สวรรค์ศักดิ์สิทธิ์’ ขั้นที่เจ็ดแปรเปลี่ยนเป็นพลังให้กับ
กระบี่ ฟันไปยังหลินหมิงที่กำลังพุ่งเข้ามา!
ปัง!!!
ในตอนนั้นเอง มันราวกับเกิดดวงอาทิตย์โลหิตเกิดขึ้นในกลางจัตุรัส
ร่างของโอวหยางเฉินซิ่วราวกับเป็นว่าวที่ขาดสายป่านลอยกระเด็น
ออกไป…
ตอนที่ 425 หินที่ถูกย้อมด้วยโลหิต
ปัง!!!
โอวหยางเฉินซิ่วล้มลงในกองเศษซากหิน ทำให้ฝุ่นคลุ้งกระจาย
ขณะที่แสงจากการระเบิดกำลังจางลง คลื่นกระแทกปราณแท้เริ่ม
เบาบางลง ทะเลสาบเงียบสงบ และแม้แต่กลุ่มคลื่นที่ปั่นป่วนก็เริ่มสงบลง
อีกครั้ง บนเกาะหลัก สิ่งก่อสร้างทุกอย่างล้วนถูกทำลายอย่างสมบูรณ์ราว
กับเป็นเศษหิน มันไม่เหลืออะไรแล้วนอกจากซากปรักหักพัง!
แปะ!
โลหิตสีแดงสดหยดลงมาจากปลายหอกแห่งดาวหางม่วง ขณะที่
โลหิตหยดลงซากปรักหักพัง มันก็แตกสลาย ในพื้นที่ซึ่งเงียบสงบ เสียง
ของมันชัดเจนเป็นอย่างยิ่ง
หลินหมิงยืนอยู่ภายในซากปรักหักพังเหล่านั้น ทั่วทั้งร่างของเขาถูก
ย้อมไปด้วยโลหิต ส่วนหนึ่งเป็นโลหิตของโอวหยางเฉินซิ่ว และส่วนหนึ่งก็
เป็นโลหิตของตัวเขาเอง
ในเวลานี้ หลินหมิงนั้นราวกับเทพสังหารที่คลืบคลานออกมาจาก
สนามรบของอาชูร่า เหล่านักสู้ที่มองไปยังหลินหมิงต่างมีประกายแสง
แห่งความหวาดกลัวปรากฏอยู่ในดวงตาของพวกเขา แม้กระทั่งผู้อยู่ปลาย
ขอบจุดสูงสุดขั้นปราณปลายฟ้าเช่นโอวหยางเฉินซิ่วที่ออกมาหยุดหลินห
มิง เขาก็ยังถูกทุบตีจนปางตาย!
โอวหยางหมิงถอนหายใจด้วยความโล่งอก ต่อหน้าตัวตนเช่นหลินห
มิง เขาก็ราวเป็นอัมพาตโดยสมบูรณ์ แม้กระทั่งหลิวเซวียนผู้เติบโตภายใต้
รัศมีของการเป็นอัจฉริยะ ก็ยังมีความรู้สึกที่ซับซ้อนปรากฏอยู่บนใบหน้า
ของเขา เขาได้รู้แล้วว่า ‘เหนือฟ้ายังมีฟ้า’ ในโลกนี้ ไม่ว่าเขาจะแข็งแกร่ง
เพียงไร มันก็ยังมีผู้ที่แข็งแกร่งกว่าเขาเสมอ ไม่มีผู้ใดยอมรับได้ว่าพวกเขา
คือ ‘กบในบ่อ’(ของไทย‘กบในกะลา’) แต่บัดนี้พวกเขาไม่มีทางเลือก
นอกจากต้องรับรู้โลกภายนอกบ่อ เขาได้ค้นพบว่าโลกภายนอกของบ่อนั้น
กว้างใหญ่และไร้ขีดจำกัดยิ่งกว่าที่เขาเคยจินตนาการไว้
โอวหยางเฉินซิ่วนอนกองอยู่บนเกาะหลักที่พังทลาย ร่างกาย
ครึ่งหนึ่งของเขานั้นอยู่ในหินที่ถูกทำลาย โอวหยางเฉินซิ่วได้หมดสติไป
นานแล้ว หากเทียบกับหลินหมิงผู้โชกโลหิตที่ยืนอยู่ข้างเขา มันเป็นภาพที่
ส่งผลกระทบอย่างมากต่อทุกคนที่เห็นภาพนี้
ทั้งภาพที่ส่งผลกระทบต่อจิตใจผู้คนอย่างมากนี้และจิตสังหารที่น่า
กลัว ซึ่งเต็มไปในอากาศอย่างหนาแน่น ทำให้ทุกคนที่อยู่รอบๆต่างไม่กล้า
แม้กระทั่งส่งเสียงแม้แต่น้อย
ทั่วทั้งสนามต่างตกอยู่ภายใต้ความเงียบซึ่งเข้าปกคลุม ออร่าอัน
เกรี้ยวกราดนี้หนาแน่นจนราวกับจะสามารถเห็นได้ด้วยตา
แปะ!
แปะ!
โลหิตที่หยดลงสู่ซากปรักหักพัง หยดแล้ว หยดเล่า ขณะที่โลหิตหยด
ลง มันก็ก่อให้เกิดดอกไม้โลหิตบานบนหินที่ถูกทำลายเหล่านั้น
ร่างของหลินหมิงส่ายไปมา 2 ครั้ง
เปล้ง!
หอกแห่งดาวหางม่วงกระแทกกับพื้น หลินหมิงพยุงตัวเขาด้วยหอก
ในที่สุดก็สามารถยืนได้อย่างมั่นคง แม้ว่าเขาจะใช้ปราณแท้ไปมากเกินไป
และเขายังบาดเจ็บสาหัสมาก เขาก็ยังสามารถยืนได้อย่างมั่นคง
“เขาถึงขีดจำกัดแล้ว!” โอวหยางปั่วซวีขมวดคิ้วขณะที่จ้องไปยัง
หลินหมิงอย่างโล่งใจในที่สุด
‘ไม่ว่าเจ้าจะน่ากลัวเพียงไร เมื่อเจ้าถึงขีดจำกัด มันก็ไม่มีอันใดต้อง
กลัวเจ้า!’
“5 ผู้อาวุโสแห่งแผนกลงทันฑ์ร่วมกันโจมตีเขา และแม้กระทั่งโอวห
ยางเฉินซิ่วก็ยังร่วมสู้กับเขาเช่นกัน มันคงจะเป็นปาฏิหาริย์แล้ว ที่เขายัง
ยืนอยู่ในจุดนี้ได้ แต่บัดนี้ ไม่มีอันใดต้องกลัวเขาแล้ว!” โอวหยางกวาง
กล่าวกับผู้อาวุโสคนอื่นๆที่อยู่บนเกาะหลักด้วยปราณแท้กระแสเสียง
สำหรับทุกคนที่อยู่ที่นี่ มันแน่นอนอยู่แล้วที่หลินหมิงได้มาถึงจุดจบของ
เขา
หลินหมิงชูหอกแห่งดาวหางม่วงขึ้นและเริ่มเดินไปหาโอวหยาง
ปั่วเยี่ยนอย่างช้าๆ ปลายหอกของเขาก็เริ่มเปล่งประกายแสงอันเยือกเย็น
ขึ้น
แต่ในขณะเดียวกัน น้องชายของโอวหยางปั่วเยี่ยน โอวหยางปั่วซวีก็
กำลังยืนอยู่ต่อหน้าเขา
“อันใดกัน? เจ้าเด็กนี่กำลังจะฆ่าพี่ชายของข้างั้นหรือ? สมองของเขา
คงเต็มไปด้วยน้ำสินะ? เขาคงรนหาที่ตายอย่างแท้จริง!”
ด้วยกระบี่ในมือของเขา ดวงตาของโอวหยางปั่วซวีก็เต็มไปด้วยจิต
สังหาร เขาหวังว่าเขาจะสามารถฆ่าหลินหมิงได้ในทันที แต่ในสถานการณ์
เช่นนี้ เขาไม่มีความกล้าพอที่จะทำมัน
“หลินหมิง! ถ้าเจ้าเดินเข้ามาอีกก้าวหนึ่ง ข้าจะฆ่าเจ้า!” โอวหยาง
ปั่วซวีตะโกนออกไปด้วยความดื้อดึง
เขาได้โคจรปราณแท้ทั่วทั้งร่างของเขาจนถึงขีดสุด และข้างๆของเขา
แม้กระทั่งโอวหยางกวางก็ยังดึงกระบี่ยาวของเขาออกมาอีกครั้ง และ
เตรียมพร้อมที่จะสู้ทุกเมื่อ
ใบหน้าของหลินหมิงนั้นไร้อารมณ์ราวกับว่าเขาไม่ได้ยินอันใดทั้งสิ้น
เขายังคงเดินไปช้าๆและโซเซไปหาโอวหยางปั่วเยี่ยน
มุมปากของโอวหยางปั่วซวีกระตุก โอวหยางกวางกล่าว “ปั่วซวี
พวกเราทั้ง 3 จะโจมตีพร้อมกัน แม้ว่าพวกเราจะมิอาจฆ่าเขาได้ อย่าง
น้อยพวกเราก็คงทำให้เขาบาดเจ็บและสร้างความเสียหายกับปราณโลหิต
และเส้นชีพจรของเขาได้ แม้ว่าเราจะทำเช่นนั้น เกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ก็คง
มิพูดอันใด อย่างไรก็ตาม หลินหมิงเป็นผู้โจมตีก่อน และเขายังทำร้ายปั่ว
เยี่ยนกับปราณโลหิตของท่านผู้นำแผนก ถ้าหากเราสร้างความเสียหายกับ
ปราณโลหิตและเส้นชีพจรของเขาบ้าง เช่นนั้นมันก็คงเป็นเรื่องที่เป็น
ธรรมแล้ว มันคงจะไม่มีเหตุผลที่เกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์จะลงโทษพวกเรา!”
“ใช่แล้ว ในเวลานี้เกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ต้องการให้พวกเราร่วมกัน
เป็นหนึ่งเดียวกัน เพื่อที่จะต่อต้านดินแดนปีศาจแห่งทะเลทางใต้ พวกเขา
คงไม่กล้าข่มเหงเราเช่นนั้นหรอก มิเช่นนั้น หากเสียพันธมิตรไปเกาะ
ฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์คงจะสูญเสียไปอย่างมาก เราจะสร้างความเสียหายกับ
ปราณโลหิตของหลินหมิงในวันนี้ และให้เขาชดใช้กับการที่เขา
อาละวาด!”
โอวหยางปั่วซวียิ้มอย่างชั่วร้าย ‘หลินหมิงผู้นี้ช่างเป็นผู้โง่เขลาที่
สำคัญตนเองผิด เขาได้รับบาดเจ็บจนมีสภาพน่าสังเวชเช่นนี้ยังกล้าที่จะ
พยายามฆ่าพี่ชายของข้าอีก ถ้าเขาฉลาดพอและมีความเคารพบ้าง เขาคง
จะหยุดตรงนี้และข้าคงจะไม่ต้องทำร้ายเขา แต่บัดนี้ เขาสมควรตาย!’
“ไป!”
โอวหยางกวางให้สัญญาณด้วยเสียงดัง โอวหยางปั่วซวีก็นำหน้าไป
พุ่งออกไป กระบี่ของเขาฟันไปยังแขนขวาของหลินหมิง
“ก่อนอื่น ข้าขอรับแขนของเจ้าไปก่อน!”
มุมปากของโอวหยางปั่วซวียกขึ้นด้วยความชั่วร้ายและกระบี่ยาวของ
เขาส่งเสียง หลินหมิงเดินสะดุดขาตัวเอง แต่ก็ยังคงเดินหน้าต่อไป
กระบี่นี้เต็มไปด้วยพลังเต็มที่ของโอวหยางปั่วซวี! ถ้าหากแขนของ
หลินหมิงถูกตัด เขาก็ยังคงสามารถต่อมันได้ แต่จุดที่ได้รับความเสียหายก็
ยังไม่หายดีแน่นอน
“หลินหมิง!”
ด้านหลังหลินหมิง ฉินซิงเซวียนกรีดร้องขณะที่นางเอามือปิดปาก
แม้กระทั่งฉินจื่อหยายังหน้าซีด ทันใดนั้นพิณที่อยู่ในแหวนมิติของเขาก็
ปรากฏในมือของเขา แต่ฉินจื่อหยานั้นเป็นเพียงแค่ขั้นปราณปลายฟ้าช่วง
ต้นเท่านั้น การจะต่อต้านศิษย์พี่ขั้นปราณปลายฟ้าทั้ง 3 และแม้กระทั่ง
ปราณปลายฟ้าช่วงกลางอย่างโอวหยางกวาง ฉินจื่อหยาก็ย่อมมีขีดจำกัด
ในสิ่งที่เขาสามารถทำได้!
ผู้คนนับพันที่อยู่รอบๆต่างเบิกตากว้าง สำหรับโอวหยางปั่วซวี การที่
เขาจะเอาเปรียบคนที่อยู่ในสภาพเช่นนี้ ช่างน่ารังเกียจอย่างแท้จริง แต่
มันก็เป็นโอกาสอันดีที่สุดที่เขามี หลินหมิงนั้นราวกับตะเกียงที่น้ำมันเหือด
แห้งแล้ว แล้วเขาจะป้องกันมันได้เช่นไร?
“ตาย!”
กระบี่ยาวของโอวหยางปั่วซวีฟาดฟันลง แล้วเปลวเพลิงสีม่วงสดใสก็
ห่อหุ้มมัน
ในชั่วพริบตานั้น ดวงตาของหลินหมิงก็หดลงในทันที ทันใดนั้น
สัญลักษณ์เปลวเพลิงฟีนิกซ์ที่อยู่ระหว่างคิ้วของเขาก็ลุกโหมด้วยเปลว
เพลิง!
สายโลหิตฟีนิกซ์ที่แท้จริง เพลิงอมฤตคืนชีพ!
“วี๊ดดด!”
มีเสียงฟีนิกซ์ร้องดังออกมา ก้องไปถึงสวรรค์ ที่บริเวณระหว่างคิ้ว
ของหลินหมิงนั้นมีเปลวเพลิงอันแข็งแกร่งกำลังปะทุออกมา สายโลหิต
ฟีนิกซ์ที่แท้จริงโคจรไปทั่วทั้งร่างของหลินหมิง ทำให้โลหิตของเขาเดือด
พล่าน
ฟีนิกซ์นั้นเป็นอมตะ และสายเลือดก็เป็นเช่นเดียวกัน มันสามารถที่
จะอาบเพลิงอมฤตได้ และมันมีผลคืนชีพแม้กระทั่งกำลังอยู่ปากเหวแห่ง
ความตาย!
โดยปกติ เมื่อนักสู้ได้ผลาญปราณโลหิต พวกเขาก็จะได้พลังอัน
แข็งแกร่งเป็นสิ่งตอบแทน แต่เมื่อใดที่ปราณโลหิตถูกผลาญไป มันจะ
หายไปตลอดกาลเช่นกัน!
อย่างไรก็ตาม สายเลือดฟีนิกซ์ที่แท้จริงนั้นต่างออกไป – มันสามารถ
ฟื้นคืนจากเถ้าถ่านได้ แม้ว่าจะถูกเผา มันก็ยังคงอยู่และไม่ลดลงแม้แต่
น้อย!
นี่มันเป็นผลของโลหิตของฟีนิกซ์ที่แท้จริง มันมีพลังที่จะท้าทาย
สวรรค์ได้ด้วยตัวมันเอง!
หลังจากที่โลหิตฟีนิกซ์ที่แท้จริงโคจรในร่างของหลินหมิง บาดแผล
กว่าครึ่งบนร่างของเขาก็ถูกรักษาในชั่วพริบตา ส่วนปราณแท้ของเขาที่
เกือบจะหมดนั้น ด้วยการเผาไหม้ของโลหิตฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ มันก็เริ่ม
ทะลักออกมาอย่างบ้าคลั่ง!
สายตาของหลินหมิงนั้นเต็มไปด้วยความเย็นชา เหมือนดั่งดวงดารา
แห่งเก้าสวรรค์ที่เงียบงัน ความเย็นชาจากสายตาของเขาทะลวงเข้าไปยัง
หัวใจของผู้ที่มองมา
ขณะที่สายตาหลินหมิงสบเข้ากับโอวหยางปั่วซวี โอวหยาวปั่วซวีก็
แข็งค้างไปชั่วขณะโดยไม่รู้ตัว เขารู้สึกราวกับว่าเขากำลังถูกจ้องมองโดย
สัตว์ประหลาดแห่งความวิบัติ และความหวาดเสียวได้เข้าครอบงำเขา
และมีลางสังหรณ์ถึงความรู้สึกน่าขนลุกที่เกาะกุมหัวใจเขา แต่…
มันสายไปเสียแล้ว!
หลินหมิงกระชับหอกแห่งดาวหางม่วงในมือของเขา แล้วเพลิง
อุกกาบาตถล่มปฐพีก็เริ่มโหมกระหน่ำขึ้นอย่างรุนแรง ภายใต้พรแห่ง
โลหิตฟีนิกซ์ที่แท้จริง เปลวเพลิงก็เริ่มกลายเป็นสีม่วงเข้มที่มีชีวิตชีวา!
“ตายซะ!”
ด้วยคำกล่าวที่แสนเย็นชาของหลินหมิงนั้นราวกับสายลมเย็นเยือกที่
ออกมาจากขุมนรกไร้ที่สิ้นสุด หอกของเขาก็พุ่งออกไป เปลวเพลิงกู่ร้อง
และอากาศก็สั่นสะท้าน!
ประกายแสงเปลวเพลิงก่อตัวเป็นรูปลักษณ์ฟีนิกซ์ พุ่งตรงไปยังโอวห
ยางปั่วซวี!
“ฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ทะยานฟ้า!”
มันเป็นท่าสังหารที่น่าตกตะลึงที่หลินหมิงได้เรียนรู้มันจากขั้นที่ 3
ของ ‘เคล็ดบ่มเพาะบัญญัติศักดิ์สิทธิ์ต้องห้ามวิหคเพลิง’ ภายในดินแดน
เร้นลับฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ มันอาจจะด้อยกว่า ‘เพลิงสายฟ้าแห่งการทำลาย
ล้าง’ แต่มันก็ยังมากพอที่จะใช้สู้กับเพียงแค่ผู้เชี่ยวชาญขั้นปราณปลายฟ้า
ช่วงต้นอย่างโอวหยางปั่วซวี!
“อันใดกัน!? เป็นไปได้เช่นไร!??”
หลินหมิงที่ราวกับคนที่กำลังจะตาย อยู่ๆก็ระเบิดพลังอย่างเกรี้ยว
กราด ขณะที่โอวหยางปั่วซวีได้เห็นมันด้วยตาเขาเอง ความตื่นตระหนกก็
ครอบงำทันที เขามิอาจเชื่อในสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นต่อหน้าได้ แต่ในช่วงเวลา
วิกฤตเช่นนี้ โอวหยางปั่วซวีไม่มีเวลาที่จะคิดถึงเหตุผลเบื้องหลังของมัน
ขณะที่เปลวเพลิงกวาดผ่านมายังเขา สีหน้าของโอวหยางปั่วซวีก็
เปลี่ยนไปโดยสมบูรณ์ เขาตะโกนเสียงดังและฟันกระบี่ใส่เปลวเพลิง
ฟีนิกซ์!
วูซซซ!
มันเป็นเพียงชั่วครู่ แต่เปลวเพลิงสีม่วงบนกระบี่ของโอวหยางปั่วซวีก็
ถูกกลืนโดยสมบูรณ์โดยเพลิงฟีนิกซ์ แล้วเพลิงฟีนิกซ์นั้นก็พุ่งมายังโอวห
ยางปั่วซวีต่อ
“อันใดกัน!?”
ขณะที่โอวหยางปั่วซวีได้เป็นพยานเห็นเปลวเพลิงฟีนิกซ์ที่กลืนเปลว
เพลิงของเขา เขารู้สึกราวกับว่าเขาจะเป็นบ้า เขาจึงรีบโคจรปราณแท้
ป้องกันทั่วทั้งร่างของเขาจนถึงขีดจำกัดในทันที!
ซี่ ซี่ ซี่!
มันมีเพียงเสียงของบางสิ่งที่กำลังแตก เหมือนกับโลหะที่หลอม
ละลายถูกเทบนน้ำแข็ง ปราณแท้ป้องกันร่างของโอวหยางปั่วซวีละลาย
ในทันที และเปลวเพลิงก็เริ่มครอบคลุมเขา และห่อหุ้มร่างของเขาเอาไว้
โอวหยางปั่วซวีได้กรีดร้องอย่างน่าอนาถออกมา
ในขณะเดียวกัน หลินหมิงก็แทงหอกของเขาใส่ตันเถียนของโอวห
ยางปั่วซวีและบิดมัน ขณะที่ตันเถียนของโอวหยางปั่วซวีถูกทำลาย เขาก็
ตายคาที่ในทันที
นักสู้โดยรอบต่างตกอยู่ในความเงียบ ไม่มีผู้ใดตอบสนองทันต่อสิ่งที่
เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน
มันเป็นเช่นนี้ได้อย่างไรกัน?
หลินหมิง ผู้ที่ใช้พลังของเขาหมดไปแล้วกลับระเบิดพลังออกมาอย่าง
ฉับพลันและสังหารโอวหยางปั่วซวีในทันทีหรือ?
แหวนมิติของหลินหมิงเปล่งประกายวาบ และศพของโอวหยางปั่วซวี
ก็ถูกมันดูดเข้าไป แหวนมิติของโอวหยางปั่วซวีนั้นไม่สามารถใส่เข้าไปใน
แหวนมิติได้ ดังนั้นหลินหมิงจึงเก็บมันไว้กับตัวเขา
เพียงแค่หอกเดียวก็ฆ่าโอวหยางปั่วซวีได้แล้ว ในเวลานี้ โอวหยาง
กวางและผู้อาวุโสคนอื่นต่างอยู่ครึ่งทางถึงหลินหมิง และพวกเขาก็กระตุก
ในทันทีขณะที่เห็นฉากอันน่าสะพรึงกลัวนี้ แรงจูงใจของพวกเขาสลายไป
ในทันที
หลินหมิงไม่ได้หยุด ดวงตาของเขาเปล่งประกายไปด้วยแสงเย็นชา
และเดินไปข้างหน้าขณะที่พุ่งหอกไปยังโอวหยางกวาง!
โอวหยางกวางนั้นสูญเสียปราณแท้ไปปริมาณมากแล้วจากการต่อสู้
ก่อนหน้าของเขา และยังได้รับบาดเจ็บ แม้ว่าเขาจะอยู่ที่จุดสูงสุดของขั้น
ปราณปลายฟ้าช่วงกลาง และความแข็งแกร่งของเขาในตอนนี้นั้นอยู่ใน
ระดับต่ำสุดของขั้นปราณปลายฟ้าช่วงกลาง
สีหน้าของเขาเปลี่ยนไปอย่างสมบูรณ์ บัดนี้ เขาได้ตระหนักถึงความ
น่าสะพรึงและรุนแรงของจิตสังหารของหลินหมิงนั้นเป็นเช่นไร หอกนี้
ของเขาไม่มียั้งมือ แต่มันคือการโจมตีเอาชีวิตอย่างแท้จริง!
ถ้าหากเขามิอาจป้องกันมันได้ เขาย่อมตายอย่างแน่นอน!
ในทันใดนั้น โอวหยางกวางก็รู้สึกกลัวจนหลั่งเหงื่อเย็นเต็มหลังของ
เขา
จากนั้นก็มีประกายแสงสีม่วงสว่างวาบข้างเขา ผู้อาวุโสแผนกลง
ทัณฑ์ผู้ที่ร่วมโจมตีพร้อมกับเขาได้ทอดทิ้งทุกสิ่งและหนีไปแล้ว!
เหล่าศิษย์แผนกลงทัณฑ์ไม่เคยรู้สึกเป็นเกียรติอย่างมากที่จะทำ
เช่นนั้น พวกเขานั้นให้ความสำคัญกับชีวิตของพวกเขาเป็นอันดับแรกก่อน
ขณะที่ผู้อาวุโสเห็นหลินหมิงเล็งเป้าหมายไปยังโอวหยางกวาง เขาก็หนี
ในทันที หากเทียบกับชีวิตของเขาแล้ว เกียรติยศเหล่านั้นก็ช่างไร้ค่า
“บิดามันเถอะ!”
ดวงตาของโอวหยางกวางเบิกกว้าง อย่างไรก็ตามเขาก็ไม่มีทางเลือก
นอกจากต้องเผชิญหน้ากับหอกของหลินหมิง!
“เจ้าทำเกินไปแล้ว!”
ศักยภาพกระบี่ของโอวหยางกวางเปลี่ยนไป จากล่างสู่บน เขาตวัด
กระบี่ใส่หอกแห่งดาวหางม่วงของหลินหมิง อย่างไรก็ตาม ขณะที่กระบี่
ของเขากำลังจะปะทะกับหอก เขาก็รู้สึกได้ถึงพลังสั่นสะเทือนแปลกๆที่
กระจายสู่ร่างของเขาจากหอก แขนของเขาสั่น
โอวหยางกวางตกตะลึง ในเวลานี้ ปลายหอกที่แหลมคมพร้อมเปลว
เพลิงได้พุ่งไป!
เปล้ง!
กระบี่ของโอวหยางกวางฟาดฟันลงมาใส่เปลวเพลิงสีม่วงของหอก
แห่งดาวหางม่วง อย่างไรก็ตาม เศษเสี้ยวของ ‘เพลิงอุกกาบาตถล่มปฐพี’
กระจายไปยังร่างของโอวหยางกวางอย่างเงียบๆ…
ฟรุป –
‘เพลิงอุกกาบาตถล่มปฐพี’ นั้นราวกับอสรพิษที่ทะลวงเข้าไปในร่าง
ของโอวหยางกวาง…
ตอนที่ 426 ฤกษ์งามยามดีเป็นสัญญาณแห่งสวรรค์อย่างแท้จริง
ความสามารถในการกัดกร่อนของปราณอัคคีเพลิงอุกกาบาตถล่ม
ปฐพีเจาะทะลวงเข้าไปยังร่างของโอวหยางกวาง ทะลวงตันเถียนของเขา
และทะลุออกไปด้านหลัง!
เขามองไปยังรูที่ร่างของตนที่มีโลหิตสีดำไหลออกมา สีหน้าของเขา
เต็มไปด้วยความไม่อยากจะเชื่อ
เขายื่นมือออกไปราวกับจะคว้าจับบางสิ่ง อย่างไรก็ตาม ดวงตาของ
เขาได้ไร้ซึ่งแสงแห่งชีวิตไปเสียแล้ว
โอวหยางกวางล้มคุกเข่าลง และค่อยๆคว่ำหน้าลงกับพื้น
ไม่คาดฝัน ทั้ง 7 ผู้อาวุโสและผู้นำแผนกของแผนกลงทัณฑ์ มีบางคน
ตาย และบางคนบาดเจ็บสาหัส บางคนหนีไปได้ไร้ซึ่งร่องรอยใดๆ!
ทั่วทั้งเกาะหลักว่างเปล่า แม้แต่โอวหยางหมิงก็ยังหนีไปยังเกาะ
โดยรอบแล้ว ในตอนนี้ บนเกาะหลักจึงมีเพียงหลินหมิงผู้เดียวที่ยืนอยู่
ด้วยความแข็งแกร่งของเขา มิเพียงแค่ผู้อาวุโสสูงสุดของแผนกลง
ทัณฑ์จะมิสามารถหยุดเขาเอาไว้ ความแข็งแกร่งน่าหวาดกลัวจนเหล่านัก
สู้ต้องกลั้นหายใจ เพราะเกรงว่ามันจะไปรบกวนปีศาจในร่างมนุษย์
หลินหมิงถือหอกแห่งดาวหางม่วงเอาไว้ในมือและเดินตรงไปยังโอวห
ยางปั่วเยี่ยน ซึ่งโอวหยางปั่วเยี่ยนในตอนนี้เหลือเพียงลมหายใจสุดท้าย
เขามองไปยังหลินหมิง แต่ดวงตาของเขาพล่ามัวไปเรียบร้อยแล้ว
หอกแห่งดาวหางม่วงสาดประกายแสงเย็นชาขณะที่พุ่งออกไป และ
มีเสียงทะลุขณะเดียวกันที่เกิดรูบนหน้าอกของโอวหยางปั่วเยี่ยน โลหิตพุ่ง
กระฉูดออกมาราวกับฝักบัว
เหล่านักสู้จากสำนักเล็กตื่นตระหนก รู้สึกอ่อนปวกเปียก ก่อนหน้านี้
พวกเขาได้ฉลองงานเลี้ยงกันอย่างรื่นเริง โอวหยางปั่วเยี่ยนเองก็เต็มไป
ด้วยสีหน้าที่มีความสุขและความอิ่มเอมใจในการทะลวงระดับสำเร็จ แต่
ในตอนนี้ ความสุขของเขาได้พังทลายแทบจะมิแตกต่างจากไก่ในฟาร์มที่
กินอาหารอยู่ดีๆและถูกนำไปเชือด!
มันเป็นความชัดเจนที่ทุกคนรู้สึกได้ถึงความหวาดกลัวจากเบื้องลึก
ของหัวใจ
หลินหมิงนำศพของโอวหยางปั่วเยี่ยนใส่ไว้ในแหวนมิติ เขาต้องการที่
จะตรวจสอบบางอย่าง ว่าปราณโลหิตของนักสู้ขั้นปราณปลายฟ้าจะ
สามารถเปิดกล่องปัญหาแห่งพระเจ้าได้หรือไม่?
“หลินหมิง! เจ้าเป็นอันใดหรือไม่! ฉินซิงเซวียนวิ่งมาหาหลินหมิงเพื่อ
ช่วยพยุงเขา สีหน้าของนางเต็มไปด้วยความกังวลและเป็นห่วง เมื่อครู่
ก่อนสภาพของหลินหมิงดูเลวร้ายอย่างยิ่ง เขาบอบช้ำไปทั่วทั้งตัว และ
ปราณแท้ก็ยังเหือดแห้งเกือบหมด”
“ข้าไม่เป็นไร” หลินหมิงยิ้มอย่างสดใสให้กับฉินซิงเซวียนเพื่อให้นาง
สบายใจ เขากล่าวว่า “มาเถอะ กลับบ้านกัน…”
…………………………………
“ผู้อาวุโส… โอวหยางปั่วเยี่ยนตายแล้ว”
ในด้านหลังของหุบเขาเจ็ดแก่นแท้ ฉีซงเทียนที่ยืนอยู่นอกคฤหาสน์
สีหน้าเคร่งขรึม
ในฐานะที่เป็นเจ้าสำนักหุบเขาเจ็ดแก่นแท้ ผู้ที่เขาเคารพนับถือนั้นมี
เพียงผู้อาวุโสสูงสุดของหุบเขาเจ็ดแก่นแท้เจียงห้วน
เจียงห้วนในตอนนี้อายุ 500 ปี เขามีระดับการบ่มเพาะขั้นหลอมรวม
แก่นแท้ช่วงต้น และใกล้ถึงช่วงสุดท้ายของอายุขัยแล้ว ในหลายปีที่ผ่าน
มาเขาได้ออกไปปิดด่านฝึกตน
เหตุผลที่เจียงห้วนไปปิดด่านฝึกตน มิใช่เพื่อที่จะต้องการทะลวง
ระดับ เขานั้นรู้ดีว่าการทะลวงระดับสำหรับเขาในชีวิตนี้คงเป็นได้เพียง
ความฝัน เขาได้ปิดด่านเพื่อลดการมอดดับของเปลวแห่งชีวิตของตนเอง
เขาหวังเป็นอย่างมากว่า ตนจะสามารถมีชีวิตอยู่ได้จนถึงเจียงเป่าอวิ้น
ทะลวงเข้าสู่ปลายขอบจุดสูงสุดของขั้นปราณปลายฟ้าได้
มีเพียงตัวตนที่ทรงพลังเช่นนั้นแบบเขาเท่านั้นที่จะสามารถ
รับประกันการคงอยู่ของหุบเขาเจ็ดแก่นแท้ต่อไปได้
เพราะฉะนั้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา มิว่าเรื่องอันใด เจียงห้วนก็ยาก
ที่จะออกมาจากคฤหาสน์ นั้นจึงเป็นเหตุผลว่ามีข่าวลือว่าเจียงห้วนได้
เสียชีวิตไปแล้ว
“ข้ารู้…”
ขณะที่เจียงห้วนกล่าวออกมาอย่างช้า เสียงของเขามีเพียงพลังที่
เหือดแห้ง
ความจริงแล้ว เจียงห้วนก็ได้กังวลถึงสถานะการณ์ตั้งแต่ที่หลินหมิง
ได้เข้ามาในอาณาเขตของหุบเขาเจ็ดแก่นแท้แล้ว และเขาเองก็ได้เห็น
เหตุการที่เกิดขึ้นตั้งแต่ต้นจนจบ
ฉีซงเทียนลังเลและกล่าวออกมา “ข้าควรที่จะไปสนทนากับหลินห
มิงหรือไม่?”
ถึงแม้แผนกลงทัณฑ์และแผนกกระบี่จะมีเรื่องขัดแย้งกัน ไม่ว่า
อย่างไรพวกเขาก็อยู่ในสำนักเดียวกัน หลินหมิงได้สังหารผู้คนไปมากใน
แผนกลงทัณฑ์ และมันก็ได้ส่งผลต่อชื่อเสียงของแผนกกระบี่ด้วย หากข่าว
นี้มันกระจายออกไป ผู้อื่นก็จะกล่าวได้ว่าหุบเขาเจ็ดแก่นแท้ถูกบุกโดยเด็ก
หนุ่มอายุราวๆ 20 ปี และไม่มีผู้ใดกล้าที่จะสั่งสอนเขา
เจียงห้วนกล่าว “ไม่มีความหมายที่เจ้าจะไปตอนนี้ ในเมื่อหลินหมิงก
ลับมายังหุบเขาเจ็ดแก่นแท้ แสดงว่าย่อมมีบางอย่างที่ต้องทำ หากเจ้า
กล่าวเอาไว้ว่าหลินหมิงนั้นมีเหตุผลที่จะล้างแค้น เช่นนั้นโอวหยางปั่ว
เยี่ยนก็คงมินิ่งดูดาย ข้าคิดว่าเขาคงเคยใช้ประโยชน์จากแผนกลงทัณฑ์
เพื่อจัดการบางอย่างกับหลินหมิง แต่ข้ามิเคยคิดเลยว่าเขานั้นจะประเมิน
ความแข็งแกร่งของหลินหมิงผิดเพียงนี้ ความจริงแล้ว มิได้มีเพียงแค่เขาที่
ประเมินความแข็งแกร่งของหลินหมิงผิดไป แม้แต่ข้าเองก็ด้วย ข้ามิคิด
เลยว่าความแข็งแกร่งของหลินหมิงจะรุดหน้าไปถึงระดับที่น่าตื่นตะลึง!”
ฉีซงเทียนฟังอย่างเงียบๆ ไม่กล่าวอันใด เขาเข้าใจดีถึงนิสัยส่วนตัว
ของหลินหมิง หากไปสนทนากับหลินหมิง เขาก็อาจจะเสียหน้ากลับมา
เปล่าๆ หากเป็นเช่นนั้น เขาคงมิไปจะดีกว่า ไม่เพียงแค่นั้น หลินหมิงยัง
เดินทางมาด้วยวิหคเพลิง วิหคเพลิงนั้นเป็นตัวแทนที่แสดงถึงเกาะฟีนิก
ศักดิ์สิทธิ์ และจะไม่โจมตีหุบเขาเจ็กแก่นแท้ แต่ก็ยังคงป้องกันตนเองหาก
โดนกระทำก่อน
เมื่อคิดได้เช่นนี้ ฉีซงเทียนก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก เขาตัดสินใจ
ที่จะไม่เอาตนเองเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้ ทุกอย่างเป็นเพียงปัญหาของ
หลินหมิงกับแผนกลงทัณฑ์เท่านั้น
…………………..
บริเวณที่สูงที่สุดของแผนกลงทัณฑ์ มีเสียงฟีนิกซ์ก้องไปทั่วแผ่นฟ้า
วิหคเพลิงพุ่งขึ้นไปบินวนอยู่บนท้องฟ้า ไม่มีผู้ใดกล้าที่จะหยุดยั้งเขา ใน
สายตาของเหล่านักสู้ที่อยู่โดยรอบ หลินหมิงมุ่งเข้าไปยังใจกลางแผนกลง
ทัณฑ์และได้สังหารผู้อาวุโสไปหลายคน แต่กลับมิได้มี 6 แผนกของหุบ
เขาเจ็ดแก่นแท้ที่เหลือมาปรากฏตัวเพื่อหยุดยั้งเลยด้วยซ้ำ หลินหมิงจึง
เดินทอดน่องอย่างสบายตลอดทาง
งานเลี้ยงย่อมมิอาจที่จะจัดต่อไปได้ เหล่านักสู้จากสำนักเล็กรีบขอตัว
กลับ หลังจากที่ 7 ผู้อาวุโสถูกหลินหมิงกำจัดไปจนหมด ผู้ที่มีสถานะสูง
ที่สุดในตอนนี้จึงมีเพียงโอวหยางหมิง
เหล่านักสู้ต่างต่างพากันกล่าวลาโอวหยางหมิงอย่างรวดเร็ว โอวห
ยางหมิงยิ้มอย่างขมขื่น เขามินึกเลยว่างานเลี้ยงฉลองของแผนกลงทันฑ์
ในวันนี้จะกลับกลายเป็นเช่นนี้ได้
โอวหยางหมิงมิได้ที่จะคิดโน้มน้าวหลินหมิง เขาและหลินหมิงมีชะตา
กรรมที่ต้องเดินคนละเส้นทางในโลกที่ต่างกัน เขามิได้ถือหลินหมิงเป็น
เป้าหมายในชีวิต กลับกัน เขาเชื่อเพียงว่าหลินหมิงนั้นมิได้มีตัวตนสำหรับ
เขาอีกต่อไปแล้ว
สายลมกู่ร้อง
หลินหมิง ฉินซิงเซวียนและฉินจื่อหยายืนอยู่บนหลังของวิหคเพลิง ที่
ได้บินออกไปจากหุบเขาแล้ว
หลินหมิงกล่าว “ท่านเจ้าสำนักฉิน ท่านหวังจะทำสิ่งใดในอนาคต
ของตนหรือ?”
ฉินจื่อหยาครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่และกล่าวว่า “ข้าจะอาศัยอยู่ในหุบเขา
เจ็ดแก่นแท้ในอนาคต มันมีความขัดแย้งกันมากมายระหว่างแผนกลง
ทัณฑ์และแผนกพิณ ถึงแม้ข้าจะได้ถูกกระทำโดยแผนกลงทัณฑ์ในครั้งนี้
แต่มันก็มิได้มีผลเสียกับข้ามากนัก”
“ท่านเจ้าสำนักฉิน เอาเป็นว่าเปลี่ยนที่อยู่เป็นอย่างไร? ตัวอย่างเช่น
เข้าร่วมกับเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ดีหรือไม่?”
“เกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์… ก็คงมิได้ ในชีวิตของข้า ข้านั้นทุ่มเทให้กับ
พิณทั้งหัวใจและจิตวิญญาณ ข้าสามารถทำเช่นนี้ได้เพียงในหุบเขาเจ็ด
แก่นแท้ เกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์จึงไม่เหมาะสมกับข้า”
หลินหมิงผงกศีรษะ ฉินจื่อหยานั้นกล่าวได้ถูกต้อง เขาได้ใช้เวลาครึ่ง
ชีวิตไปกับการบ่มเพาะพิณ มันเป็นไปมิได้แล้วที่จะให้เขาเปลี่ยนเคล็ดบ่ม
อื่นในตอนนี้
“เช่นนั้น ข้าคงต้องแยกทางกับท่านเจ้าสำนักฉิน เมื่อตอนที่ข้าได้เข้า
ไปยังแดนเร้นลับฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ ข้าต้องขอบคุณท่านเจ้าสำนักฉินทุก
อย่างที่ทำให้ฉินซิงเซวียนปลอดภัยเท่าที่ทำได้ ข้าหลินหมิง จะจดจำความ
มีน้ำใจในครั้งนี้ไว้ในใจไปตลอด”
ฉินจื่อหยาหัวเราะและกล่าว “หากมิใช่เพราะเจ้า ข้าก็คงมิอาจที่จะ
ก้าวขึ้นสู่ขั้นปราณปลายฟ้าได้ หากเรากล่าวถึงเรื่องความมีน้ำใจ เช่นนั้น
เจ้าก็คงมีมากยิ่งกว่าข้า ในการช่วยแม่นางฉินในครั้งนี้ ความจริงคือข้ามิได้
พยายามจนถึงที่สุด ”
สำหรับผู้ที่มาจากแผนกพิณและแผนกกระบี่ย่อมเป็นผู้ที่ซื่อตรง พวก
เขาย่อมไม่อาจที่จะรู้สึกโล่งใจได้หากเขาเป็นหนี้บุญคุณผู้ใด เมื่อพวกเขา
ได้ตอบแทนความมีน้ำใจแล้วเท่านั้นจึงจะสามารถสงบใจได้ เช่นนั้น โดย
ปกติแล้ว พวกเขาจึงมักจะมิค่อยอยากเป็นหนี้บุณคุณผู้ใดนัก
“หลินหมิง เราจะจากกันตรงนี้ ข้าขอกล่าวคำอำลาแก่เจ้า รักษาตัว
ด้วย” ฉินจื่อหยาโบกมือ และกระโดดลงจากหลังของวิหคเพลิง ชุดสีขาว
ของเขาหายไปจากสายตาอย่างรวดเร็วด้วยสายลมสวรรค์ที่รุนแรง
หลินหมิงมองดูฉินจื่อหยาที่จากไป เขายกมือคารวะ “ท่านเจ้าสำนัก
ฉิน ได้โปรดดูแลตนเองด้วยเช่นกัน…”
“หลินหมิง… พวกเราจะไปที่ใดกันหรือ?” ฉินซิงเซวียนกล่าวถาม
ออกมา
นางได้เตรียมตัวเตรียมใจเอาไว้แล้วว่าจะติดตามหลินหมิงไปยังสุด
ขอบสวรรค์และจนถึงจุดจบของโลกนี้
“อย่างแรกพวกเราจะกลับบ้าน และจากนั้นก็ไปยังเกาะฟีนิกซ์
ศักดิ์สิทธิ์เจ้าสามารถที่จะบ่มเพาะภายในเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ได้”
“อืม เช่นนั้นก็ทำตามที่เจ้าว่า” ฉินซิงเซวียนยิ้มออกมาอย่างรู้สึก
สบายใจ อยู่ด้วยกันกับหลินหมิง นางไม่กังวลสิ่งใดอีกแล้ว
……………..
อาณาจักรลิขิตฟ้านั้นอยู่ห่างไกลจากหุบเขาเจ็ดแก่นแท้หลายแสนลี้
ข่าวที่จะกระจายมาถึงนั้นช้าเป็นอย่างยิ่ง ในการที่จะเปิดใช้งานค่ายกล
กระแสเสียงสื่อสารครั้งนึงนั้น มันต้องใช้หินลมปราณแก่นแท้จำนวนมาก
และยังจะลดอายุการใช้งานของค่ายกลลงไปเรื่อยๆอีกด้วย
ในสถานการณ์ปกติ เจ้าสำนักเจ็ดแก่นแท้คนปัจจุบันก็คือศิษย์ของ
โอวหยางปั่วเยี่ยนที่ต้องรายกลับไปทุกเดือน ในตอนนี้ เมื่อโอวหยางปั่ว
เยียนตายไปแล้ว จึงไม่มีผู้ใดที่คอยคุมหมากตัวนี้ และเขาจึงยังอยู่ภายใน
อาณาจักรลิขิตฟ้า
ความจริงแล้ว นอกจากโอวหยางปั่วเยี่ยน ก็มีเพียงไม่กี่คนที่รู้ว่าห
ยางเฉินและชายสวมชุดคลุมผู้นี้เป็นผู้รับคำสั่งจากโอวหยางปั่วเยี่ยน พวก
นี้ค่อนข้างที่จะมีความสำคัญต่ำ เช่นนั้นผู้อาวุโสแผนกลงทัณฑ์จึงไม่ได้มา
สนใจ
ข่าวของคนผู้เดียวที่กวาดล้างแผนกลงทันณฑ์ยังมิได้แพร่กระจาย
ออกไป ก่อนที่เหล่าคนของสำนักระดับสองจะกลับไปถึงสำนักของตน
ด้วยความเร็วในการเดินทางของหลินหมิงด้วยวิหคเพลิงและใช้รูปแบบ
ค่ายกลเคลื่อนย้าย เขาก็มาถึงยังอาณาจักรลิขิตฟ้าก่อนแล้ว โดยใช้เวลา
เพียง 1 วัน 1 คืน
ในช่วงเวลาเหล่านี้ ทุกความรู้สึกที่เกิดความหวาดกลัวขึ้นมาของฉิน
ซิงเซวียนถูกสังเกตเห็นโดยหลินหมิง มีชีวิตคนในตระกูลฉินที่กำลังเสี่ยง
อยู่ เช่นนั้นฉินซิงเซวียนจึงรู้สึกกังวลขึ้นมา
ในวันธรรมดาในเมืองลิขิตฟ้า รุ่งสางเพิ่งมาเยือน แสงอาทิตย์ที่สว่าง
สดใสแผ่ไปทั่วทั้งเมือง มีเหล่าผู้คนที่กำลังทำงานกันอยู่ด้านนอกเมือง
ร้านขายของก็กำลังเปิดทำการ ในตอนนั้นเอง แสงสีแดงที่เจิดจ้าโผล่
ขึ้นมาบนปลายขอบฟ้าไกลออกไป มันราวกับมีเปลวเพลิงเผาไหม้อยู่บน
อากาศ
เริ่มแรกมันก็ดูมีขนาดเล็ก แต่ก็ใหญ่ขึ้นอย่างรวดเร็ว ทุกคนต่างก็
ตระหนักได้ว่ามันมิใช่กลุ่มเปลวเพลิง แต่เป็นนกเพลิง!
ทุกคนที่กำลังทำงานของตนอยู่ต่างช่วยไม่ได้ที่จะหยุดและจ้องมอง
ไปบนท้องฟ้าด้วยความประหลาดใจ
เสียงฟีนิกซ์ร้องดังมาจากขอบฟ้า วิหคเพลิงที่มีปีกยาวร่วม 100 ก้าว
บินข้ามขอบฟ้าสีครามที่ไร้สิ้นสุดมา
ประชาชนทั้งหมดของเมืองลิขิตฟ้าต่างตกตะลึง!
“ฟีนิกซ์!”
“สวรรค์! นั่นคือฟีนิกซ์หรือ!?”
“ข้ากำลังฝันไปอยู่หรือไม่?”
สำหรับปุถุชน ฟีนิกซ์เป็นตัวตนที่เคยได้ยินเพียงในตำนานโบราณ ใน
ตำนานกล่าวไว้ว่าเมื่อจักรพรรดิที่ดีจะได้ขึ้นครองราชและทำเรื่องยิ่งใหญ่
ฟีนิกซ์จะปรากฏขึ้นมา มันถือเป็นฤกษ์งามยามดีสัญญาณแห่งสวรรค์
“ฟีนิกกำลังมุ่งหน้าไปยังพระราชวัง!”
เมื่อเห็นเช่นนี้ พวกเขาก็ตระหนักได้ทันที มันจะต้องเกี่ยวข้องกับการ
กระทำอันยิ่งใหญ่ของจักรพรรดิองค์ใหม่!
เมื่อคิดได้เช่นนี้ ทุกคนจึงคุกเข่าลงบนพื้นอย่างรวดเร็ว กราบไหว้ใน
การนมัสการขณะที่จ้องมองไปยังฟีนิกซ์บนท้องฟ้า
ในตอนนี้เอง ในห้องโถงหลักของพระราชวังเมืองลิขิตฟ้า หยางเฉิน
ได้ประชุม ภายใน 30 วันของการขึ้นครองราช เขาได้เรียกตัวแทนจากที่
ต่างๆมาเข้าพบ
บนแท่นปราศัยมีเจ้าหน้าที่จากหลายส่วนคุกเข่าอยู่ หยางเฉินนั่งอยู่
เหนือพวกเขา ในตอนนี้เอง เขาได้ยินเสียงราวกับมีบางคนกำลังเปิดประตู
เข้ามา…
ขันทีผู้หนึ่งเปิดประตูเข้ามา รอยยิ้มแจ่มใจเต็มอยู่บนใบหน้าของเขา
ขณะที่ตะโกนออกมาว่า “องค์จักรพรรดิ! นี่ฤกษ์ดีอย่างยิ่ง ฤกษ์งามยามดี
เป็นสัญญาณแห่งสวรรค์ที่ได้ส่งมา! เป็นฤกษ์งามยามดีแห่งสวรรค์อย่าง
แท้จริง!”
ตอนที่ 427 เปลี่ยนโองการสวรรค์
เจ้าหน้าที่ต่างพากันมองไปยังต้นเสียง ใบหน้าของพวกเขาเต็มไป
ด้วยความประหลาดใจขณะที่มองเห็นขันทีอ้วนที่ดูราวกับลูกชิ้นเนื้อเข้า
มายังห้องโถงหลัก
หลังจากที่ดึงดูดความสนใจของทุกคนไปยังตนเอง ขันทีอ้วนก็ดู
เหมือนจะรู้สึกตัวและมองไปยังทุกคนขณะที่รายงานออกมาอย่างมี
ความสุข
เขากระแอม จากนั้นก็กล่าวออกมาว่า “องค์จักรพรรดิ! ฤกษ์งาม
ยามดีของสัญญาณแห่งสวรรค์ได้มาถึง! มีฟีนิกซ์ปรากฏขึ้น!”
“หืม? ฟีนิกซ์?” หยางเฉินตกตะลึง และจากนั้นก็เต็มไปด้วยรอยยิ้ม
ที่มีความสุข “จริงหรือ?”
ขณะที่หยางเฉินกล่าวถาม มันก็ได้มีเสียงฟีนิกซ์ดังก้องออกมาเหนือ
ศีรษะของเขา เหล่าเจ้าหน้าที่ต่างพากันแหงนมองด้วยความตกตะลึง
หรือว่าจะเป็น? ฟีนิกซ์กำลังบินอยู่เหนือพวกเราไปจริงหรือ?
ทุกคนต่างก็รีบวิ่งออกมาจากห้องโถงหลัก ไม่กล้าที่จะเชื่อหากมิได้
เห็นด้วยตาของตนเอง ขณะที่ออกมา พวกเขาก็ต้องตกตะลึงเมื่อพบเห็น
ฟีนิกซ์ขนาดใหญ่และมีปีกที่สยายยาวถึง 100 ก้าว บินอยู่กลางอากาศ
บนหลังของมันมีร่างเงา 2 ตัวตนอมตะ
หยางเฉินกลายเป็นร่าเริง เขานั้นได้แย่งชิงบัลลังก์มา บังคับให้บิดา
ของตนสละบัลลังก์ และยังจับกุมพี่ชายของตนมาคุมขัง ไม่มีสิ่งใดเลยที่
เป็นเรื่องน่าสรรเสริญ แต่ในตอนนี้ได้มีฟีนิกซ์ที่น่าเกรงขามปรากฏ นี้จึง
เป็นโอกาสอันดีที่เขาจะได้กู้ชื่อเสียงของตนมา
ขณะที่เขากำลังจะคารวะร่างเงา 2 ตัวตนอมตะที่อยูบนหลังของ
ฟีนิกซ์และแนะนำตนเอง รอยยิ้มที่เคยเจิดจ้าบนหน้าของเขาก็ได้แข็งค้าง
ไปในทันที
ขณะเขาได้มองเห็นชายหนุ่มและหญิงสาวด้านบนหลังฟีนิกซ์ชัดเจน
ขึ้น ใบหน้าของหยางเฉินเต็มไปด้วยความไม่อยากจะเชื่อและกลายเป็น
หวาดกลัวขึ้นมา!
“หลินหมิง! ฉินซิงเซวียน!”
หลินหมิงเคลื่อนไหว เหยียบอยู่บนสายลมและร่อนลงมาอย่างช้าๆ
ออร่าแผ่ออกมาจากร่างของเขา บวกกับฟีนิกซ์ที่ด้านหลังของเขาที่ส่อง
แสงเพลิงอันงดงาม ช่างเป็นภาพที่ตระการตาอย่างแท้จริง หลายคนช่วย
ไม่ได้ที่จะคุกเข่าลงเพื่อคารวะ
หยางเฉินหวาดหวั่นว่าจะเป็นจริง แต่ในตอนนี้ มันกลับกลายเป็น
ความจริง มันเป็นไปได้อย่างไรกัน? มิใช่ว่าหลินหมิงตายไปแล้วเช่นนั้น
หรือ?
“หลิน… ท่านท่าน…” หยางเฉินตะกุกตะกัก “ท่าน… ยังมีชีวิตอยู่ ข้า
ดีใจเหลือเกินที่ได้… เห็นท่าน… อีกครั้ง….”
ทั่วร่างของหยางเฉินหลั่งเหงื่อเย็น เพียงแค่ไม่กี่คำ เหงื่อก็ไหลลงบน
ปลายนิ้วของเขาแล้ว
นอกจากหยางเฉินก็มีเพียงเจ้าหน้าที่อีกไม่กี่คนเท่านั้นที่จดจำหลินห
มิงได้จากงานเลี้ยงเมื่อนานมาแล้ว เมื่อตอนที่ได้แสดงให้เห็นถึงทักษะที่
ทรงพลัง ถึงพวกเขาจะเป็นตัวตนที่ยิ่งใหญ่ในอาณาจักรลิขิตฟ้า พวกเขาก็
ยังได้ยินข่าวลือของหลินหมิง ดังนั้นจึงเข้าใจดีว่า สถานะของหลินหมิงนั้น
สูงส่งเพียงใด!
หลินหมิงมองอย่างเย้ยหยันไปยังหยางเฉิน “ตื่นเต้นหรือ?” หยาง
เฉิน แล้วเหตุใดข้าจึงเห็นเจ้ากำลังสั่นอยู่เล่า?
คำกล่าวของหลินหมิงทำให้ทุกคนที่นี่ตกตะลึง เหล่าคนส่วนใหญ่ที่นี่
มิได้รู้จักหน้าตาของหลินหมิง สำหรับพวกเขา โลกของหลินหมิงนั้น
ห่างไกลเกินกว่าที่จะจินตนาการได้ ในจิตใจของพวกเขา จักรพรรดิคือผู้ที่
อยู่เหนือทุกสิ่ง เป็นตัวตนที่มิอาจแตะต้อง
แล้วผู้นี้คือใครกัน? เขาถึงได้กล่าวเรียกชื่อเต็มของจักรพรรดิ และ
เห็นได้ชัดว่าจักรพรรดิกำลังหวาดกลัวเขาอยู่ด้วย!
หลังจากที่หยางเฉินได้ขึ้นครองบัลลังก์ เขาได้ทำการล้างระบบและ
เจ้าของเดิมไปหลายคน ทำให้ทุกคนรู้สึกไม่ปลอดภัยในตำแหน่งของตน
แม้แต่ผู้ที่เต็มไปด้วยชื่อเสียงราวกับตำนานเช่นผู้บัญชาการฉินเสี่ยวก็ยัง
ถูกกักบริเวณไว้ในบ้านของตน แล้วผู้ใดกันจะกล้าต่อต้านหยางเฉิน? เพียง
แค่ไม่กี่คำของหยางเฉิน หัวของทุกคนในตระกูลอาจที่จะต้องหลุดจากบ่า
เมื่อใดก็ได้!
แล้วจักรพรรดิผู้ที่ไร้หัวใจและเลือดเย็นที่แสนจะน่าหวาดกลัวผู้นี้
กลับมาสั่นจนเหงื่อตกได้อย่างไร?
“ท่านหลิน… ข้าขอร้อง ไว้ชีวิตข้าด้วย ข้าจะสารภาพทุกอย่าง เจ้า
สำนักเจ็ดแก่นแท้คนใหม่นั้นหลอกใช้ข้า และโอวหยางปั่วเยี่ยนนั้นบังคับ
ให้ข้าทำเช่นนี้ ข้าสามารถที่จะเป็นผู้รับใช้ที่ซื่อสัตย์ที่สุดต่อท่านได้ ข้า
สามารถที่จะขึ้นให้การเอาผิดโอวหยางปั่วเยี่ยนได้หากท่านได้ให้โอกาสข้า
ทำเช่นนั้น…” หยางเฉินกล่าวด้วยการใช้กระแสเสียงปราณแท้ ในปีนี้
ระดับการบ่มเพาะของเขานั้นเข้าสู่ขั้นกล้ามเนื้อผันแปร จึงสามารถส่ง
กระแสเสียงปราณแท้ได้
หลินหมิงเค้นเสียง “โอวหยาวปั่วเยี่ยนถูกข้าสังหารไปแล้ว หากเจ้า
ต้องการที่จะขึ้นให้การเขา เช่นนั้นเจ้าก็อาจที่จะไปทำมันในนรก!”
“อะ… อะไรกัน” หยางเฉินตะกุกตะกักด้วยความมึนงง โอวหยางปั่ว
เยี่ยนได้ถูกสังหารโดนหลินหมิง!?
ฉึบ!
แสงสีครามสาดประกายออกมา และสีหน้าของหยางเฉินแข็งค้าง
ด้วยความงุนงง เส้นสายปราณแท้สีครามเสียบเข้าไปยังหัวใจของเขา
โดยตรง และระเบิดมันออก หยางเฉินก็ได้ตกตายในทันที
ฟรุป!
หยางเฉินล้มคว่ำลงบนพื้น หลังจากที่หัวใจของเขาระเบิดออก โลหิต
ก็ไหลออกมาจากปากและจมูกของเขา
“องค์จักรพรรดิ… องค์จักรพรรดิ!” ขันทีวัยกลางคนหวาดกลัวเป็น
อย่างยิ่งจนใบหน้าขาวซีด
หลังจากที่หยางเฉินจู่ๆก็ตกตายลง พระราชวังจึงกลายเป็นปั่นป่วน
ทุกคนต่างก็เกิดความหวาดกลัว คุกเข่าขอร้องด้วยแขนขาที่สั่นเครือ
เหล่าเจ้าหน้าที่ราวกับว่าได้สูญเสียจิตวิญญาณไป เพียงแค่ไม่กี่ลมหายใจ
จักรพรรดิของพวกเขาก็ได้ถูกสังหารต่อหน้าต่อตา!
เหล่าเจ้าหน้าที่บางคนที่รู้เรื่องบางอย่างก็ทำเพียงแค่เงียบไว้ พวกเขา
เข้าใจอย่างนึง นั้นก็คือโองการสวรรค์ได้เปลี่ยนไป
หยางหลินจะได้มารับตำแหน่งจักรพรรดิที่ว่างอยู่นี้ และฉินเสี่ยวก็จะ
ได้กลับมาดำรงตำแหน่งที่ทรงอำนาจเช่นเดิม เหล่าผู้ที่เคยสนับสนุนหยาง
เฉินก็จะถูกกวาดล้างและบางทีทั้งครอบครัวของพวกเขาก็อาจถูกสังหาร
จนหมดสิ้น
นี่คือความโหดร้ายของการต่อสู้เพื่ออำนาจ แต่เมื่ออยู่ต่อหน้าของ
พลังที่ไม่อาจต่อต้าน อำนาจอันใดก็ไร้ผล
หลังจากที่หลินหมิงได้สังหาร หยางเฉิน เขามิได้สนใจที่จะกล่าวสิ่งใด
ในความสับสนของฝูงชนที่เกิดขึ้นในพระราชวังแห่งนี้ เขาก็โดดกลับขึ้นไป
บนเจ้าประกายเพลิง และบินมุ่งไปยังสำนักเจ็ดแก่นแท้ในทันที
สำนักเจ็ดแก่นแท้ตั้งอยู่ที่หุบเขาโจวของเมืองลิขิตฟ้าซึ่งห่างออกไป
10 ลี้ แต่สำหรับวิหคเพลิงนั้นใช้เวลาเพียงแค่อึดใจ!
เมื่อเขาปลดปล่อยจิตสัมผัสออกไป หลินหมิงก็สามารถที่จะหาที่อยู่
ของเจ้าสำนักคนใหม่เจอในทันทีและหยางเฉินได้บอกกับเขาเอาไว้ก่อนที่
จะตกตายไป ทั่วทั้งสำนัก มีเพียงเขาคนเดียวที่มีระดับการบ่มเพาะครึ่ง
ก้าวสู่ปราณปลายฟ้า
ครึนนน!
ห้องโถงหลักสั่นสะเทือน ชายสวมชุดคลุมซึ่งกำลังฝึกฝนอยู่ก็ได้ตื่น
ตระหนกในทันที เข้าจึงรีบออกไปจากห้อง!
“ผู้ใดกัน?” กล้าที่จะมาบุกรุกสำนักเจ็ดแก่นแท้ของข้า? ชายสวมชุด
คลุมกล่าวออกมาด้วยความโกรธ จากนั้น เขาก็ต้องแข็งค้างในทันทีเมื่อ
มองเห็นวิหคเพลิงขนาดใหญ่และมีคน 2 คนยืนอยู่บนหลังของมัน
หลินหมิง! ฉินซิงเซวียน!
ไม่เพียงแค่เขาที่เห็นหลินหมิง แต่เหล่าศิษย์ของสำนักเจ็ดแก่นแท้ก็
เห็นเขาเช่นกัน ด้วยวิหคเพลิงขนาดใหญ่ที่บินมายังสำนักเจ็ดแก่นแท้ มัน
ยากที่จะไม่อาจให้ผู้ใดสังเกตเห็นได้
เหล่าศิษย์ผู้ที่เข้าสำนักเจ็ดแก่นแท้มาพร้อมกับหลินหมิงเมื่อตอนนั้น
ยังมิได้จบออกไป ขณะที่พวกเขามองเห็นหลินหมิงยืนอยู่บนหลังของวิหค
เพลิงจึงพากันตกตะลึง
“คนผู้นั้น…ศิษย์พี่หลินมิใช่หรือ?”
สำหรับเหล่าศิษย์ของสำนักเจ็ดแก่นแท้ หลินหมิงนั้นเป็นดั่งนิทาน
เป็นตำนานที่มีชีวิตและน่ายกย่อง หลังจากที่เขาอยู่ในสำนักเจ็ดแก่นแท้
เพียงแค่ครึ่งปี เขาก็ได้ไปต่อสู้และกลายเป็นผู้ชนะเลิศในงานประลอง
ชุมนุมร่วมสำนักของหุบเขาเจ็ดแก่นแท้! มันราวกับเขาเป็นผู้กล้าจากเรื่อง
เล่าในตำนาน!
หลังจากนั้น เขาก็ได้ถูกเลือกโดยนิกายระดับสูงและกลายเป็นศิษย์
ระดับสูงของที่แห่งนั้นอีกด้วย
มิต้องสงสัย หลินหมิงจะกลายเป็นผู้เชี่ยวชาญที่อยู่ปลายขอบ
จุดสูงสุดของขั้นปราณปลายฟ้าในอนาคต สำหรับศิษย์ของหุบเขาเจ็ด
แก่นแท้ผู้เชี่ยวชาญที่อยู่ปลายขอบจุดสูงสุดของขั้นปราณปลายฟ้าเป็น
เพียงตัวตนที่พวกเขาได้ยินเพียงแต่ในตำนาน
มีศิษย์ใหม่หลายคนที่ได้ยินเรื่องชื่อเสียงที่ยิ่งใหญ่ของหลินหมิงก่อนที่
จะได้เข้าร่วมสำนัก พวกเขาจึงได้ฝันเอาไว้ว่าสักวันหนึ่งพวกเขาจะ
กลายเป็นตัวตนที่ทรงพลังเช่นหลินหมิง
“มันดูเหมือนเขาอย่างยิ่ง และผู้ที่อยู่ด้านหลังของเขา… มิใช่ว่า… คือ
ศิษย์พี่ฉินเช่นนั้นหรือ?”
“นี่… เป็นไปได้อย่างไร? มิใช่ว่าศิษย์พี่หลินนั้นเสียชีวิตไปแล้วเช่นนั้น
หรือ? ไม่เพียงแค่นั้น… แต่พวกเขาขี่สิ่งใดมา? มิใช่ว่านั้นคือฟีนิกซ์หรือ
อย่างไร?”
“ระดับการบ่มเพาะของศิษย์พี่หลิน…”
เหล่าชายหนุ่มที่อยู่ขั้นกล้ามเนื้อผันแปรจ้องมองด้วยดวงตาที่เบิก
กว้าง แต่ก็ยังสามารถที่จะรับรู้ได้ถึงระดับการบ่มเพาะของหลินหมิง!
สำหรับเหล่านักสู้ขั้นกล้ามเนื้อผันแปรที่ไม่สามารถเห็นถึงระดับการ
บ่มเพาะของผู้อื่นได้ ย่อมหมายความว่า ระดับการบ่มเพาะของผู้ที่เข้า
สังเกตอยู่ขั้นผสานชีพจรช่วงปลายเป็นอย่างน้อย หรือแม้กระทั่งจุดสูงสุด
ขั้นผสานชีพจรช่วงปลาย!
“ศิษย์พี่หลินได้ทะลวงเข้าสู่จุดสูงสุดขั้นผสานชีพจรช่วงปลายแล้ว
หรือ? ไม่น่าเชื่อ!”
“ศิษย์พี่หลินนั้นทรงพลังอย่างแท้จริง เขาประหลาดยิ่ง! อายุ 17 ปี
แต่กลับมีระดับการบ่มเพาะถึงจุดสูงสุดขั้นผสานชีพจรช่วงปลาย ใน
อนาคตเขาจะกลายเป็นผู้เชี่ยวชาญที่อยู่ปลายขอบจุดสูงสุดของขั้นปราณ
ปลายฟ้า!”
“ข้าสงสัยว่าศิษย์พี่กลับมายังสำนักเจ็ดแก่นแท้เพราะเหตุใดกัน? มี
เรื่องบางอย่างที่อยากจะกล่าวกับท่านเจ้าสำนักเช่นนั้นหรือ? หรืออาจ
เป็นเรื่องของงานประลองชุมนุมร่วมสำนักในรอบต่อไปกัน!?” เมื่อมีผู้ที่
กล่าวถึงงานประลองชุมนุมร่วมสำนักขึ้นมา ทุกคนโดยเฉพาะศิษย์ใหม่
กลายเป็นตื่นเต้นขึ้นมาอย่างยิ่ง
ขณะที่พวกเขากำลังสนทนาเรื่องนี้ หวังหยานเฟิงมองไปยังหลินหมิ
งที่อยู่บนท้องฟ้าด้วยสายตาที่สาดประกาย
เขามิได้อยู่จุดสูงสุดขั้นผสานชีพจรช่วงปลาย แต่เป็นขั้นปราณต้นฟ้า
ช่วงปลาย… หวังหยานเฟิงตกตะลึงเมื่อค้นพบและกำหมัดแน่น ไม่นาน
ก่อนหน้านี้ เขาเคยเป็นผู้ที่คุมสอบ ในตอนนั้นเขาเป็นผู้เข้าแข่งขันสำนัก
เจ็ดแก่นแท้พร้อมกับหลินหมิง พวกเขาได้ต่อสู้แย่งชิงที่หนึ่งกัน แต่
ในตอนนี้ พวกเขานั้นห่างกันราวกับเมฆและโคลนตม
…………..
“เจ้าเป็นผู้ใดกัน? เหตุใดจึงมายังที่แห่งนี้? ชายสวมชุดคลุมสีหน้า
เปลี่ยนไป ในปีที่ผ่านมา เขาได้เดินทางไปในที่ห่างไกลและมิได้อยู่ดูงาน
ประลองชุมนุมร่วมสำนัก เช่นนั้นจึงมิได้รู้จักรูปร่างหน้าตาที่แท้จริงของ
หลินหมิงว่าเป็นเช่นไร”
ถึงแม้ระดับการบ่มเพาะของหลินหมิงนั้นจะด้อยกว่าเขา แต่เขาก็
สัมผัสได้ว่าชายหนุ่มที่อยู่ตรงหน้าของเขานั้นมิใช่ธรรมดา!
“ท่านคือเจ้าสำนักเจ็ดแก่นแท้คนปัจจุบันเช่นนั้นหรือ?” หลินหมิ
งถามลอยๆ
ชายสวมชุดคุมคิ้วขมวด เขาสัมผัสได้ว่าหลินหมิงนั้นมิได้มาดี แต่ก็ไม่
มีทางที่เขาจะปฏิเสธได้ เขาจึงผงกศีรษะแล้วกล่าวว่า “ข้าเอง”
“โอ้ จริงหรือ…” หลินหมิงยิ้มอย่างเย็นชา เขาได้ยินมาจากฉินซิงเซ
วียนว่าหยางเฉินได้รับการสนับสนุนจากเจ้าสำนักเจ็ดแก่นแท้คนปัจจุบัน
เพื่อที่จะได้ครองบัลลังก์ หลังจากนั้น ก็ได้ขับไล่เจ้าหน้าที่เก่าออกไปจาก
ตำแหน่ง ฉินเสี่ยวก็ยังได้ถูกจับกุมตัวโดยมิได้สู้ด้วยชายชุดคลุมผู้นี้
“เช่นนั้น… มันก็มิใช่ความไม่ยุติธรรมหากท่านตาย…” หลินหมิงยื่น
ฝ่ามือออกไป สายฟ้าสีม่วงสาดประกายขึ้นมา!
“หึ!” หลังจากที่เขาสัมผัสได้ถึงเจตนาร้ายของหลินหมิง ชายชุดคลุม
ก็ได้ระมัดระวังอย่างมากแล้ว เขาจึงเค้นเสียงเย็นชาจากนั้นก็ชักกระบี่
ออกมาจากฝัก ทั่วร่างของเขาปะทุขึ้นมาด้วยเปลวเพลิงม่วง!
กระบี่ฟันออกไปยังสายฟ้าสีม่วง แต่เมื่อในทันทีที่กระบี่แตะโดน
สายฟ้าสีม่วง เปลวเพลิวม่วงที่เคยห่อหุ้มกระบี่ก็ได้ถูกสลายไปโดยพลัง
ของสายฟ้าในทันที!
เปรี๊ยะ เปรี๊ยะ –
สายฟ้าสีม่วงเสียบเข้าไปยังร่างของชายชุดสวมคลุม และอวัยวะ
ภายในของเขาระเบิดออกในทันที!
ชายชุดคลุมกระอักโลหิตจำนวนมากออกมา จากนั้นก็ล้มคว่ำลงและ
ตกจากหลังคาของโถงหลัก
ปัง!
ชายสวมชุดคลุมตกกระแทกลงกับพื้นโลหิตของเขากระจายไปทั่ว!
ในตอนนั้นเอง เหล่าศิษย์ทั้งหมดของสำนักเจ็ดแก่นแท้ต่างกลายเป็น
หวาดกลัวในทันที พวกเขามิอาจที่จะเชื่อในสิ่งที่ตนเห็นเมื่อชายชุดคลุม
ตกตายลง ดวงตาของพวกเขาเต็มไปด้วยความสับสน
มันเกิดสิ่งใดขึ้นกันแน่?
หลินหมิงสามารถสังหารเจ้าสำนักคนใหม่ได้ในทันทีเช่นนั้นหรือ??
สายฟ้าสีม่วงเพิ่งสาดประกาย ถึงแม้มันจะเร็ว มันก็ยังได้ทิ้งภาพติด
ตาไว้ในจิตใจของทุกคนที่นี่ ไม่เพียงแค่นั้น ชายชุดคลุมยังได้ใช้กระบี่ของ
ตนสวนกลับอีกด้วย แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังตกตายไปอย่างรวดเร็ว!
เจ้าสำนักคนปัจจุบันนี้มีระดับการบ่มเพาะครึ่งก้าวสู่ปราณปลายฟ้า
และมิได้อ่อนแอไปกว่าเจ้าสำนักคนเดิม แต่เขากับถูกสังหารในทันทีได้
อย่างไรกัน?
มันเป็นเช่นนี้ไปได้อย่างไร?
และ… เหตุใดหลินหมิงจึงกระทำเช่นนี้?
ทั่วทั้งสำนักเจ็ดแก่นแท้ต่างเต็มไปด้วยความวุ่นวาย
หวังหยานเฟิงเองก็มิได้เข้าใจว่าเกิดเรื่องอันใดขึ้น แต่ในตอนนี้ เขา
มองเห็นแสงสีขาวลอยมาทางเขา มันคือขวดที่ทำจากกระเบื้อง เขายื่นมือ
ออกไปจับมันมาโดยมิรู้ตัว และเมื่อในทันทีที่เขามองดูมัน เขาก็รู้ได้ทันที
ว่ามันคือขวดโอสถบางอย่าง
มีเสียงก้องอยู่ในหูของหวังหยานเฟิง “โอสถเหล่านี้ สำหรับนักสู้ขั้น
ผสานชีพจร ไม่นานหุบเขาเจ็ดแก่นแท้ก็จะส่งเจ้าสำนักคนใหม่มา ลาก่อน
หวังหยานเฟิง! หากเรามีโชคชะตาร่วมกัน พวกเราก็อาจที่จะได้พบกันอีก
ครั้ง!”
หลังจากที่หลินหมิงส่งกระแสเสียงปราณแท้เสร็จ เขาก็กระโดดขึ้น
ไปบนวิหคเพลิงและพุ่งไปยังท้องฟ้า ไม่นานก็หายลับไปในทะเลแห่งมวล
หมู่เมฆ
หวังหยานเฟิงถือขวดโอสถไว้ในมือ เขามองไปยังวิหคเพลิงที่ลับ
หายไปในท้องฟ้าเหนือหุบเขาโจว เป็นเวลานาน ที่เขายืนอยู่เช่นนั้น จ้อง
มองไปยังท้องฟ้า…
……………
“หลินหมิง เจ้ารู้จักชายผู้นั้นหรือ?” ฉินซิงเซวียนกล่าวถามออกมา
ด้วยความสงสัย
“ก็ไม่ค่อยเท่าไร ข้าพบว่าเขามีหัวใจแห่งนักสู้ที่เต็มเปี่ยมอย่างยิ่ง ข้า
จึงได้ยื่นมือเข้าไปช่วย” หลินหมิงกล่าวพร้อมกับครุ่นคิด หากผู้ใดมิได้มี
ทรัพยากร มันก็ยากที่จะฝึกฝนขึ้นไประดับต่างๆได้ การที่จะขึ้นไปสู่ระดับ
ที่สูงขึ้นนั้นจึงเป็นเรื่องยาก หวังหยานเฟิงมีทั้งหัวใจแห่งนักสู้หรือ
พรสวรรค์ที่เหมาะสม หากเขาต้องเสียเวลาไปมาก เพราะขาดแคลน
ทรัพยากร มันก็จะเป็นเรื่องที่น่าเศร้าจนเกินไป
“หลินหมิง พวกเราจะไปที่ใดต่อหรือ?”
“พวกเราจะไปยังตระกูลของเจ้า” หลินหมิงยิ้มให้ฉินซิงเซวียน ใน
การเดินทางครั้งนี้ เขามิได้มีเวลาในการศึกษาลูกบาศก์ศักดิ์สิทธิ์เลย เขา
จะไปยังคฤหาสน์ตระกูลฉินและพักผ่อนที่นั่นก่อน และในช่วงเวลานั้น
เขาก็จะได้ทดลองความสงสัยเกี่ยวกับลูกบาศก์ศักดิ์สิทธิ์ดูอีกครั้ง
ตอนที่ 428 เปิดลูกบาศก์ศักดิ์สิทธิ์อีกครั้ง
ผู้บัญชาการทั้ง 4 แห่งอาณาจักรลิขิตฟ้า –
ผู้บัญชาการทั้ง 4 ได้ถูกล้อมโดยกองทัพกว่าเดือน แต่ไม่มีข้ารับใช้
ผู้ใดอนุญาตให้ออกไปได้ แต่ในตอนนี้ 15 นาทีหลังการตายของหยางเฉิน
เหล่าเจ้าหน้าที่ต่างก็ตระหนักได้ถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่จะกวาด
ผ่านไปทั่วอาณาจักรและยกเลิกคำสั่งเพื่อปลดปล่อยฉินเสี่ยวออกมา
มิต้องสงสัยเลยว่า องค์รัชทายาทหยางหลินจะต้องได้กลับมาครอง
บัลลังก์ สำหรับฉินเสี่ยว เขาก็จะได้กลับไปดำรงตำแหน่งที่สูงขึ้น และจะ
ยิ่งมีสถานะมากยิ่งกว่าที่ผ่านมา
ในช่วงเวลานี้ หากผู้ได้มิได้รีบทำดีเพื่อเอาหน้าก็คงเป็นเพียงผู้โง่เขลา
ฉินเสี่ยวได้ถูกล้อมรอบไปด้วยเจ้าหน้าที่ซึ่งมาจากผู้บัญชาการทั้ง 4
พวกเขาได้วางแผนสำหรับอนาคต
หลายคนได้ให้ความเคารพฉินเสี่ยวอย่างสูงกว่าเดิม แม้แต่ชนชั้นสูงก็
ยังมิกล้าที่จะไม่ให้ความเคารพเขา พวกเขาต่างพากันเรียกตนอย่าง
ใกล้ชิดสนิทสนมว่า “น้องเล็ก” หรือ “พี่ใหญ่” แสดงให้เห็นถึงการให้
ความเคารพอย่างยิ่ง
โดยเฉพาะเหล่าเจ้าหน้าที่ซึ่งอยู่ฝ่ายของหยางเฉินมาก่อนเช่นกัน
พวกเขาล้วนหวาดกลัวเป็นอย่างยิ่ง พวกเขาหวังว่าตนนั้นจะสามารถตัด
หัวใจของตนมาผ่าให้เห็นว่าพวกเขานั้นมีความจงรักภักดีกับนายคนใหม่
อย่างแท้จริง
จะต้องรู้ด้วยว่า ในการแย่งชิงบัลลังก์ ฝ่ายผู้ชนะจะทำการกวาดล้าง
อีกฝ่าย ซึ่งหมายความว่าเหล่าผู้ที่ติดตามหยางเฉินอาจต้องถูกกำจัด
ทั้งหมด
ในสถานการณ์เช่นนี้ พวกเขาจะมิเกิดความหวาดกลัวได้อย่างไรกัน
เล่า? พวกเขาต่างต้องการที่จะถือฉินเสี่ยวเป็นดั่งบิดาและปฏิบัติกับเขา
แบบเดียวกัน
ขณะที่ฉินเสี่ยวและกลุ่มของชนชั้นสูงที่ติดตามเขากำลังผ่านประตูที่
พำนักตระกูลฉิน พวกเขาก็ได้เห็นวิหคเพลิงขนาดใหญ่ร่อนลงมายัง
คฤหาสน์ ขนสีแดงที่ลุกไหม้ด้วยเปลวเพลิง ทำให้เกิดออร่าที่สูงสง่า เหล่า
ชนชั้นสูงต่างจ้องมองไปยังสิ่งมีชีวิตนี้ด้วยความตกตะลึง
“นายท่านฉิน! นายท่านฉิน! ท่านหลินได้พาท่านหญิงกลับมาด้วย
พวกเขาได้รอพบท่านอยู่ที่ลานด้านหลัง” พ่อบ้านวัยกลางคนกล่าว
“ซิงเซวียน…” ฉินเสี่ยวสะท้าน หัวใจของเขาเต็มไปด้วยอารมณ์ เขา
เคยคิดว่าจะมิได้พบหลานสาวที่รักที่สุดอีกแล้ว แต่ผู้ใดจะรู้เพียงแค่คืน
เดียว ทุกอย่างก็เปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือเช่นนี้
ฉินเสี่ยวตามพ่อบ้านไปยังลานด้านหลัง ชนชั้นสูงอื่นๆรออยู่ด้านหน้า
พวกเขาหวาดหวั่นในสถานะของตน หลินหมิงนั้นเป็นตัวตนเช่นใด? พวก
เขาจะมีคุณสมบัติอันใดที่จะสามารถพบกับตัวตนเช่นนั้นได้เล่า? สำหรับ
ตัวตนเช่นหลินหมิง เหล่าชนชั้นสูง เชื้อพระวงศ์หรือแม้แต่จักรพรรดิก็
เป็นได้เพียงแค่ตัวตนอันต่ำต้อย แทบจะมิได้มีความหมายอันใดสำหรับ
เขา
เช่นนั้นพวกเขาจึงทำตัวสบายๆทักทายพ่อบ้านเล็กน้อยและนั่งลงบน
ที่นั่งเล่น จิบชาและสนทนากันไปพลางๆ
………………
“ท่านปู่!”
เมื่อฉินเสี่ยวเข้ามายังคฤหาสน์ ฉินซิงเซวียนก็ตะโกนออกมาเสียงดัง
และโผเข้าหาอ้อมแขนของฉินเสี่ยว นางกังวลเกี่ยวกับสภาพของปู่นางมา
นานนับเดือน ในตอนนี้ นางได้เห็นปู่ของตนปลอดภัยดี ฉินซิงเซวียนที่
เก็บความเจ็บปวดและกังวลจนมาถึงตอนนี้ก็ได้มีหยาดน้ำตา
“ปู่ของเจ้ามิได้เป็นอันใด” ฉินเสี่ยวเอามือลูบหลังของฉินซิงเซวียน
อายุมากขึ้นเพียงนี้ ฉินเสี่ยวนั้นได้พบเจอกับพายุใหญ่มามาก ในโลกนี้จึงมี
เพียงไม่กี่อย่างที่สามารถทำให้ฉินเสี่ยวรู้สึกเศร้าอย่างยิ่งและรู้สึกปิติยินดี
อย่างยิ่ง ในตอนนี้ สิ่งที่ฉินเสี่ยวกังวลมากที่สุดคือมรดกของตระกูลฉิน ซึ่ง
ก็คือหลานสาวสุดที่รักของตน
ฉินเสี่ยวมองไปยังฉินซิงเซวียน ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความรักยิ่ง
การมีหลานสาวที่โดดเด่นถึงเพียงนี้ก็เป็นพรจากสวรรค์อย่างแท้จริงแล้ว
ฉินเสี่ยวชำเลืองมองหลินหมิง สำหรับชายหนุ่มที่น่าทึ่งตรงหน้า ฉิน
เสี่ยวรู้ว่าจะรู้สึกเช่นใด รู้สึกขอบคุณ รู้สึกดีใจ รู้สึกตื่นตระหนก…
ความรู้สึกต่างๆเหล่านี้หมุนวนในจิตใจของเขา เวลาเดียวกันฉินเสี่ยวมิรู้ว่า
เขานั้นควรที่จะเรียกหลินหมิงว่าอย่างไร
ก่อนหน้านี้ เขาได้ข่าวว่าเจ้าสำนักเจ็ดแก่นแท้คนปัจจุบันได้ถูก
สังหารโดยหลินหมิงภายในพริบตาเดียว
ผู้เยาว์และเป็นที่เคารพแม้แต่เจ้าสำนักหุบเขาเจ็ดแก่นแท้ยังต้อง
คารวะเขา! มันเป็นระดับที่เกินกว่าฉินเสี่ยวจะเข้าใจได้
เขาเคยหวังว่าจะสามารถทำให้ฉินซิงเซวียนและหลินหมิงแต่งงานกัน
ได้ แต่มันเป็นเรื่องที่เขามิควรถามออกไป เขาไม่มีความสามารถที่จะ
จัดการหรือจะใช้การบังคับให้หลานสาวของตนต้องแต่งงาน
“ท่านผู้บัญชาการฉิน โปรดดูแลซิงเซวียนด้วย ข้าจะออกไปก่อน”
หลินหมิงคารวะเช่นรุ่นเยาว์ทั่วไปทำ จากนั้นก็ออกไปจากห้อง…
………..
ด้านนอกของห้อง มีพ่อบ้านวัยกลางคนรอเขาอยู่
“ท่านหลิน มีบางคนมารอพบท่านอยู่”
“พบข้าหรือ? มิใช่ว่าข้าเคยกล่าวว่ามิต้องการพบผู้ใดมิใช่หรือ?”
หลินหมิงมิได้ต้องการที่จะพบกับชนชั้นสูงของอาณาจักรลิขิตฟ้า เพราะ
พวกเขาล้วนแต่หวังมาประจบและมอบของขวัญ เขาจึงมิได้สนใจพวกเขา
เหล่านั้น
“เอ่อ… นางกล่าวเอาไว้ว่าเป็นคนรู้จักเก่าของท่าน”
“คนรู้จักเก่าหรือ?” ผู้ที่หลินหมิงนึกถึงเป็นคนแรกก็คือหลานอวิ๋น
เย่ว อย่างไรก็ตาม เมื่อเขาเห็นผู้ที่อยู่ด้านหลัง ซึ่งเป็นรุ่นเยาว์ นางมีความ
งามสง่าไม่น้อย
*兰云月= หลานอวิ๋นเย่ว(兰=Lan=หลาน, 云=Yun=อวิ๋น,
月=Yue=เย่ว) *หญิงที่พระเอกเคยแอบชอบตอนเด็ก
นั่นคือ… ไป๋จิ้งอวิ๋น
*白静云=ไป๋จิ้งอวิ๋น (白=Bai=ไป๋, 静=Jing=จิ้ง, 云=Yun=
อวิ๋น) *ผู้ช่วยจารึกสมัยก่อน
ไป๋จิ้งอวิ๋นและมู่หลงจื่อทั้งสองเป็นศิษย์ที่น่าภาคภูมิของสำนักเจ็ด
แก่นแท้ เป็นตัวตนระดับสูงในสำนักเจ็ดแก่นแท้ หลินหมิงและไป๋จิ้งอวิ๋น
มิได้ติดต่อกันมากนัก มันเป็นเพียงการช่วยเหลือนางในการจารึกอักขระ
ลงสมบัติเมื่อก่อน สำหรับไป๋จิ้งอวิ๋น หลินหมิงมิได้มิความประทับใจกับ
นางนัก จนแทบที่จะมิได้รู้ว่านางคือผู้ใดด้วยซ้ำ
เมื่อไป๋จิ้งอวิ๋นมองเห็นหลินหมิง นางก็ยิ้มออกมาและคารวะ “ท่าน
หลิน”
หลินหมิงตื่นตระหนกเล็กน้อยที่ถูกเรียกว่าท่านหลิน เขากล่าวไปว่า
“ได้โปรดเรียกข้าเช่นเดิมเถอะ ไม่ว่าอย่างไร พวกเราก็เป็นศิษย์สำนัก
เดียวกันมาก่อน”
“อืม… เช่นนั้น ข้าจะเรียกเจ้าว่าศิษย์น้องหลิน” ไป๋จิ้งอวิ๋นยิ้มออกมา
“กล่าวตามตรง เมื่อตอนที่ข้าได้เห็นศิษย์น้องหลินเข้าสำนักเจ็ดแก่นแท้
ครั้งแรก ข้าก็คิดแล้วว่าศิษย์น้องหลินจะมีศักยภาพที่ไร้สิ้นสุด แต่ข้ามินึก
เลยว่าภายในไม่กี่ปี ศิษย์น้องจะสามารถมาถึงจุดที่สูงถึงเพียงนี้ได้…”
ไป๋จิ้งอวิ๋นช่วยไม่ได้ที่จะจ้องมอง ครั้งแรกที่นางได้เห็นหลินหมิงนั่น
คือตอนที่เข้าไปยังค่ายกลหมื่นสังหาร ระดับของเขายังต่ำกว่านางอยู่เลย
แต่ในตอนนี้ แม้แต่เจ้าสำนักเจ็ดแก่นแท้คนปัจจุบันยังถูกเขาสังหารใน
พริบตาเลย
นี่มันราวกับเป็นความฝันอย่างยิ่ง
“อืม ข้าได้รับโอกาสอันยิ่งใหญ่ ข้าจึงโชคดีเป็นอย่างยิ่ง”
“โชคชะตาเองก็เป็นส่วนหนึ่งของพรสวรรค์” ไป๋จิ้งอวิ๋นส่ายศีรษะ
และดูไม่มั่นใจ ดวงตาของนางสาดประกายประหลาด “ศิษย์น้องหลิน ข้า
ขอถามบางอย่างเจ้าได้หรือไม่?”
“เชิญถามได้เลย”
ไป๋จิ้งอวิ๋นลังเล และจากนั้นก็กล่าวถามอย่างช้า “เมื่อปีครึ่งก่อนหน้า
นี้… เป็นเจ้าหรือไม่… ที่สังหารโอวหยางตี๋หัว”
มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นภายในอาณาจักรลิขิตฟ้าที่รู้เรื่องความโกรธ
แค้นระหว่างหลินหมิงและโอวหยางตี๋หัว นอกจากหยางหลิน ชายชุดคลุม
และอีกไม่กี่คน ก็มิได้มีผู้ใดรู้เรื่องนี้อีก
ผู้คนมิได้รู้ว่าหยางเฉินมีความสัมพันธ์กับชายชุดคลุม พวกเขารู้เพียง
ว่าหยางเฉินได้รับการสนับสนุนจากตัวตนที่ยิ่งใหญ่ของหุบเขาเจ็ดแก่นแท้
แต่ว่าคือผู้ใดนั้น พวกเขามิได้รู้
ไป๋จิ้งอวิ๋นจึงมิน่าจะรู้เรื่องนี้ได้ อย่างไรก็ตาม นางได้คาดเดา
บางอย่างได้ ตัวอย่างเช่น ในอดีตก่อนที่หลินหมิงจะจากอาณาจักรลิขิต
ฟ้าไป เขาก็ได้ย้ายบิดามารดาของตนไปที่อื่นด้วยเช่นกัน หลังจากที่ข่าว
ของหลินหมิงตายกระจายมาถึง หยางเฉินก็ได้เคลื่อนไหวจัดการกับ
ตระกูลฉินอีกด้วย…
ความสัมพันธ์เช่นนี้ ไป๋จิ้งอวิ๋นสามารถที่จะเชื่อมโยงมันได้ และฉะนั้น
นางจึงได้มาที่นี่เพื่อขอคำตอบยืนยันจากหลินหมิงโดยตรง
ในตอนนี้ หลินหมิงมิได้มีเหตุผลที่จะปิดบังมันอีกต่อไป เขาจึงผงก
ศีรษะและกล่าวว่า “ข้าเป็นผู้ที่สังหารโอวหยางตี๋หัวเอง”
หลังจากที่ไป๋จิ้งอวิ๋นได้ยินคำกล่าวของหลินหมิง นางก็ถอนหายใจ
ด้วยความโล่งอก นางหลับตาลง และขนคิ้วของนางสั่น
แรงกดดันที่อยู่ในจิตใจของนางมานานนับปีดูเหมือนจะจางหายไป
ถึงแม้เรื่องนี้จะจบสิ้นลงไปแล้ว และนางได้รับความจริงที่อยู่เบื้องหลัง
นางก็ยังรู้สึกเหนื่อยล้ากับมัน
ขณะที่ไป๋จิ้งอวิ๋นเปิดดวงตาขึ้น ไป๋จิ้งอวิ๋นก็สงบลงได้และกล่าว
ออกมา “ขอบคุณยิ่งนัก ศิษย์น้องหลิน…”
หลินหมิงส่ายศีรษะ “มิจำเป็นที่จะต้องขอบคุณ เหตุผลที่ข้าได้
สังหารเขาก็เป็นเพราะว่า เขานั้นต้องการที่จะมาสังหารข้าก่อน”
มนุษย์นั้นแตกต่างกัน ความจริงแล้ว แผนกลงทัณฑ์ก็มิได้เลวร้าย
สำหรับศิษย์หญิง หากพวกนางสามารถที่จะลดศักดิ์ศรีของตนลงได้ พวก
นางก็จะได้รับสิ่งตอบแทนหลายอย่างมากเช่นกัน มีแม้กระทั้งหญิงสาว
ธรรมดาและมีพรสวรรค์ธรรมดา แต่มีความงามพอสมควร ที่ต้องการจะ
เข้าร่วมแผนกลงทัณฑ์ด้วยตนเองเพื่อที่จะให้ได้รับสิ่งตอบแทนและทำให้
ตนเองเยาว์วัยขึ้นไปอีก
หลินหมิงถอนหายใจ และเอาขวดโอสถ 2 ขวดออกมาจากแหวนมิติ
และกล่าวว่า “ศิษย์พี่ไป๋ หนึ่งขวดในนี้สำหรับท่าน และสำหรับอีกขวด ข้า
ฝากท่านไปให้หลานอวิ๋นเย่วได้หรือไม่? โอสถเหล่านี้เป็นสิ่งไม่ส่งผล
ร้ายแรง และหากท่านได้กลืนกินมันลงไปอย่างระมัดระวัง มันจะช่วยให้
ท่านทะลวงเข้าสู่ขั้นผสานชีพจรได้อย่างแน่นอน….”
พรสวรรค์ของไป๋จิ้งอวิ๋นถือว่าค่อนข้างดีภายในสำนักเจ็ดแก่นแท้ ใน
ฐานะนักสู้ นางก็ได้หวังว่าซักวันตนจะสามารถทะลวงเข้าสู่ขั้นผสานชีพจร
ได้ แต่ในตอนนี้ ขณะที่นางมองไปยังขวดโอสถ ไป๋จิ้งอวิ๋นมิได้รู้สึกดีใจ
หลังจากที่รับประสบการณ์เรื่องราวมามากมาย มันราวกับว่านางนั้นมิได้
ต้องการสิ่งเหล่านี้
ไป๋จิ้งอวิ๋นลังเลและรับขวดโอสถทั้งสองเอาไว้ นางกล่าวว่า “แม่นาง
หลานนั้นเปิดร้านขายผ้าอยู่ทางเหนือของเมือง เกี่ยวกับที่ศิษย์น้องหลิน
ได้กลับมา นางก็คงจะได้รับรู้แล้ว…”
ไป๋จิ้งอวิ๋นนั้นรู้ว่าหลานอวิ๋นเย่วมิต้องการที่พบหลินหมิง ในตอนนี้
ทุกอย่างได้เปลี่ยนไปแล้ว มันมิได้มีความหมายอันใดอีก หากพวกเขาได้
พบเจอกัน มีเพียงแค่ความเขินอายเล็กน้อย หากได้เจอกัน
หลินหมิงเงียบ และจากนั้นก็ถอนหายใจภายในใจของตน บางทีวัน
เวลาที่เงียบสงบเช่นนี้อาจจะเหมาะสมกับนางแล้ว โอสถที่ได้มอบไปให้
นางนี้จึงถือว่าเป็นกรรมสุดท้ายที่พวกเขามีต่อกัน จากนี้ไป ทุกสิ่งทุกอย่าง
ระหว่างพวกเขาจะมิเหลืออันใดอีกต่อไป…
หลังจากที่ไป๋จิ้งอวิ๋นกล่าวอำลา หลินก็ได้เข้าไปในห้องพักคนเดียว
เขาได้บอกพ่อบ้านว่ามิให้ผู้ใดไปรบกวนโดยเด็ดขาด ไม่แม้กระทั่งเรื่อง
การมาส่งอาหาร
เมื่อเป็นเช่นนี้ หลินหมิงจึงได้เข้าสู่เจตจำนงแห่งนักสู้จิตบริสุทธิ์โดย
การเข้าฌานมากว่า 4-5 ชั่วโมง
เมื่อเขาเปิดตาขึ้น มันก็เป็นเวลาเช้าแล้ว
หลินหมิงลุกขึ้นและดึงเอาเหยือกใบเล็กออกมาจากแหวนมิติ มันมี
ของเหลวหนาแน่นสีแดงภายในเหยือก นี่คือปราณโลหิตที่เขาเอามาจาก
โอวหยางปั่วเยี่ยนและโอวหยางปั่วซวี!
จากครั้งล่าสุดที่หลินหมิงได้แตะต้องลูกบาศก์ศักดิ์สิทธิ์ด้วยปราณ
โลหิตของนักสู้ขั้นปราณต้นฟ้าและเปิดมันออก มันแทบจะผ่านมาเกือบ 2
ปีแล้ว
ในเกือบ 2 ปีมานี้ ความแข็งแกร่งของหลินหมิงได้เทียบเท่าปลาย
ขอบจุดสูงสุดขั้นปราณปลายฟ้า
เขาต้องการที่จะรู้ว่า ปราณโลหิตของนักสู้ขั้นปราณปลายฟ้าจะ
สามารถเปิดลูกบาศก์ศักดิ์สิทธิ์ได้หรือไม่?
หลินหมิงต้องการที่จะพิสูจน์ความคิดของตนเป็นอย่างยิ่ง
หลินหมิงยิ้มอย่างเศร้าๆและจากนั้นก็ส่ายศีรษะ และเย้ยตนเอง “จิต
ของข้ายังยุ่งเหยิงอยู่ มันจึงยังมิได้เป็นเวลาที่สมควรในการลองเปิด
ลูกบาศก์ศักดิ์สิทธิ์…”
ยิ่งบางสิ่งมีค่าสูงเพียงใด ยิ่งต้องทำให้หัวใจและจิตวิญญาณให้สงบ มิ
เช่นนั้น หัวใจและจิตวิญญาณของเขาก็จะเต็มไปด้วยความโลภ และส่งผล
ต่อสิ่งต่างๆ
ปัจจุบัน หลินหมิงมิได้หมดหวังหรือปรารถนาสิ่งที่อยู่ภายใน
ลูกบาศก์จนถึงขั้นเกิดความโลภ สิ่งที่เขาต้องการที่สุดคือได้สำรวจถึง
ความลับของมัน มันมาจากที่ใด? แล้วผู้ใดสร้างมันขึ้นมา? มันต้องการที่
จะให้เขาทำสิ่งใดกันแน่?
หลินหมิงมักจะรู้สึกได้ถึงการมีสติปัญญาของลูกบาศก์ศักดิ์สิทธิ์ มัน
เพียงแค่ลูกบาศก์ศักดิ์สิทธิ์นี้ดูเหมือนจะยืนอยู่บนจุดสูงสุดของตัวตนใน
โลก และมองลงมายังทุกสิ่งด้วยความเย้ยหยัน รวมทั้งหลินหมิงด้วย
เช่นกัน
นี่คือสิ่งที่เรียกว่าสวรรค์และปฐพีไร้หัวใจ มองสิ่งมีชีวิตทุกอย่างมิต่าง
จากสุนัข สำหรับลูกบาศก์ศักดิ์สิทธิ์ มันมิได้สนใจสิ่งใด และอยู่เช่นนี้โดย
มิได้สนใจเรื่องต่างๆที่เกิดขึ้นในโลก…
ขณะที่หลินหมิงสงบอารมณ์ลงได้อีกครั้ง เขาก็ถอดเสื้อเปลือยเปล่า
เผยให้เห็นสัญลักษณ์แปลกๆบนหน้าอกซ้ายของเขา นี่เป็นรูปแบบจารึก
อักขระลึกลับที่ได้มาจากภายในลูกบาศก์ศักดิ์สิทธิ์…
ตอนที่ 429 จักรพรรดิปีศาจ
หลินหมิงได้สูดลมหายใจเข้าลึกๆ เขาได้ล้างมือและใบหน้าของเขา
และได้ปรับเปลี่ยนความคิดของตัวเองเพื่อไม่ให้มีร่องรอยของอารมณ์ที่
วุ่นวายของเขาแม้แต่น้อย
จากนั้นเขาก็ได้เทปราณโลหิตลงบนหน้าอกของเขา
ปราณโลหิตสีแดงเข้มได้หยดลงมา ในตอนแรกนั้นมันไม่มีปฏิกิริยา
ใดๆ แต่หลังจากนั้นไม่กี่ลมหายใจ มันได้มีเสียง ‘ชี่ ชี่ ชี่’ ดังออกมา ปราณ
โลหิตดูเหมือนกับกำลังถูกกัดกร่อนอยู่และกำลังเปล่งประกายกลุ่มควันสี
ฟ้าจางๆออกมา
ขณะที่ความเจ็บปวดจากการถูกเผาไหม้ได้ถูกแผ่กระจายออกมาจาก
ช่วงหน้าอกของเขา หลินหมิงได้ขมวดคิ้วของเขาขึ้น เขารู้สึกได้ถึงหัวใจ
ของเขาและจากนั้นได้ปลดปล่อยจิตสัมผัสของเขาไปยังลูกบาศก์ศักดิ์สิทธิ์
ที่อยู่ใต้อกที่ปลดปล่อยพลังงานผันผวนแปลกประหลาด โดยที่เขาหวังว่า
จะหาเบาะแสต่างๆได้
หลังจากที่มันได้หลับไหลอยู่ข้างๆหัวใจของหลินหมิง ลูกบาศก์
ศักดิ์สิทธิ์ดูเหมือนกับมันได้หายไป ถ้ามันไม่ได้เปิดเผยตัวมันเองว่ามันมี
ความคิดเป็นของตัวมันเองนั้น หลินหมิงอาจจะไม่สามารถรับรู้ถึงมันได้
แต่ตอนนี้ ในขณะที่ลูกบาศก์ศักดิ์สิทธิ์ได้ดูดกลืนปราณโลหิตนั้น
หลินหมิงจึงสามารถพบการคงอยู่ของมันได้ในที่สุด
อย่างไรก็ตาม หลังจากที่หลินหมิงได้รู้สึกถึงการสั่นสะเทือนของทะเล
วิญญาณของเขา การสัมผัสรับรู้ที่เขาได้ปลดปล่อยออกมานั้นดูราวกับมัน
ถูกดูดเข้าไปภายในลูกบาศก์ศักดิ์สิทธิ์ เผชิญกับอำนาจการดูดกลืนที่ทรง
พลัง หลินหมิงจึงไม่สามารถตอบสนองได้ทันเวลา เขาไม่สามารถที่จะทำ
การต่อต้านใดๆได้
ในวินาทีต่อมา จิตสำนึกของหลินหมิงนั้นได้ปรากฏออกมาภายใน
ความมืด พื้นที่มืดมิดได้แผ่ขยายออกไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด มันราวกับเขา
ได้ล่องลอยอยู่บนท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยดวงดาว
เขาดูรู้สึกคุ้นเคยกับพื้นที่แห่งนี้เป็นอย่างมาก – นี่เป็นพื้นที่ภายใน
ลูกบาศก์ศักดิ์สิทธิ์นั่นเอง
ด้านข้างหลินหมิงนั้นได้มีหมอกที่หนาแน่นออกมารอบตัวเขา ภายใน
หมอกนั้นมีแสงส่องสว่างจำนวนมาก พวกมันนั้นได้ค่อยๆหมุนวนไปรอบๆ
เป็นรูปวงกลมขนาดใหญ่ในตรงกลางราวกับพวกมันเป็นดวงดาวในสวรรค์
“ในที่สุดข้าก็ได้มาอยู่ยังที่แห่งนี้เสียที”
ครั้งที่สองมันเป็นปราณโลหิตของนักสู้ขั้นปราณต้นฟ้านั้นสามารถ
เปิดลูกบาศก์ศักดิ์สิทธิ์ได้ ครั้งที่สามมันเป็นปราณโลหิตของผู้เชี่ยวชาญขั้น
ปราณปลายฟ้า ในครั้งที่สี่อาจเป็นปราณโลหิตขั้นหลอมรวมแก่นแท้ก็
เป็นได้…
หลินหมิงนั้นมั่นใจว่าต่อให้มันเป็นปราณโลหิตของผู้เชี่ยวชาญขั้น
ปราณปลายฟ้าก็มิมีผลมากต่อลูกบาศก์ศักดิ์สิทธิ์นี้ได้ แท้จริงแล้วนี่
เหมือนกับว่าลูกบาศก์ศักดิ์สิทธิ์นี้ได้กำลังหาทางบอกกล่าวแก่เขาอยู่ว่า
ต้องการปราณโลหิตจากเหล่าผู้ทรงพลังอย่างแท้จริง
แสงดวงจิตวิญญาณทรงกลมที่มีขนาดใหญ่ยักษ์ที่อยู่ตรงกลางได้ส่อง
สว่างด้วยแสงสีอ่อนและเบาบาง เศษเสี้ยวของดวงจิตวิญญาณจำนวนนับ
ไม่ถ้วนอยู่รอบๆมันเหมือนกับผลึกผลึกที่กำลังแพรวพราวอยู่
แม้ว่าหลินหมิงจะได้เข้ามาสู่พื้นที่ภายในลูกบาศก์ศักดิ์สิทธิ์ แต่เขา
ยังคงต้องรู้สึกผิดหวังอยู่ แม้กระทั่งในตอนนี้ เขาไม่สามารถที่จะทำความ
เข้าใจเพิ่มเติมเกี่ยวกับลูกบาศก์ศักดิ์สิทธิ์นี้ได้เลย
ขณะที่หลินหมิงได้ปลดปล่อยจิตสัมผัสของเขาออกไปเพื่อสัมผัสกับ
เศษเสี้ยวของดวงจิตวิญญาณเหล่านั้นทั้งหมด มันทำให้เขาได้พบกับความ
ประหลาดใจกับพลังจิตวิญญาณของเขาที่กำลังเติบโตแข็งแกร่งขึ้นใน
เวลานี้เท่านั้น แต่เขานั้นสามารถรู้สึกถึงกลิ่นอายที่ดูคลุมเครือที่ถูก
ปลดปล่อยออกมาจากเศษเสี้ยวของดวงจิตวิญญาณเหล่านั้นได้
บางเศษเสี้ยวดวงจิตวิญญาณเหล่านั้นดูอ่อนโยนและดวงอื่นๆนั้นดู
เอาแต่ใจ มีแม้กระทั่งดวงจิตที่แฝงคำใบ้ว่าเป็นโลหิตและศิลปะการต่อสู้
ของเหล่าปีศาจด้วย
นี่ควรเป็นเพราะเคล็ดบ่มเพาะที่พวกเขาได้ฝึกฝนไว้ในช่วงที่พวกเขา
ยังคงมีชีวิตอยู่นั่นเอง
พลังงานดูคลุมเครือยิ่ง หลินหมิงมีโอกาสได้ประมาณคร่าวๆเท่านั้น
ขณะที่เขาได้จ้องมองไปยังเหล่าเศษเสี้ยวดวงจิตวิญญาณเหล่านั้นเขาได้
ทำอย่างระมัดระวัง เขาไม่สามารถรับประกันได้นอกจากคาดเดาว่าเศษ
เสี้ยวจิตวิญญาณเหล่านี้ไร้เจ้าของแล้ว มีความเป็นไปได้ว่าเศษเสี้ยวดวง
จิตวิญญาณบางดวงนั้นมีเครื่องหมายจิตวิญญาณที่ยังไม่ได้ถูกทำลายไป
ถ้าเขาได้เลือกหนึ่งในนั้นเขาจะอยู่ในสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุด ผู้อาวุโส
สูงสุดจากแดนเทวะทั้งหมดเหล่านี้ที่เป็นตัวตนหลักที่สามารถสั่นสะเทือน
โลกก่อนที่พวกเขาจะเสียชีวิต แม้ว่าจะมีเศษอันที่สุดของจำนวนที่
เหลืออยู่ภายในเศษเสี้ยวดวงจิตวิญญาณเหล่านั้น หากดูดซับเข้าไปก็คงไม่
มีทางที่หลินหมิงจะสามารถต้านทานมันได้
หลินหมิงนั้นอยู่ในพื้นที่ภายในลูกบาศก์ศักดิ์สิทธิ์เป็นเวลานานแล้ว
เขาไม่กล้าที่จะเร่งรีบปลดปล่อยจิตสัมผัสของเขาออกไปทุกที่ เขาค่อยๆ
สัมผัสถึงสิ่งรอบตัวของเขาอย่างอดทน หลังจากนั้นไม่นานดวงตาของ
หลินหมิงได้เบิกกว้างออกมา เขาได้หันไปโดยรอบพร้อมด้วยการ
แสดงออกที่ไม่อยากจะเชื่อขณะที่มองไปยังแสงสีแดงของเศษเสี้ยวดวงจิต
วิญญาณที่ได้ลอยผ่านเขาไปอย่างช้าๆ
เศษเสี้ยวดวงจิตวิญญาณดวงนี้มีขนาดเล็กและมีแสงแวววาว
เหมือนกับผลึกทับทิม ขณะที่มันค่อยๆหมุนไป ก็ได้ปล่อยแสงแวววาวสี
แดงออกมาไปในทุกๆที่ๆมันไป
หลินหมิงได้ชะงัก ความรู้สึกนี้คือ…
ย้อนกลับไปเมื่อหลินหมิงและเหล่ยมู่ไป่ได้ต่อสู้กันนั้น เขาได้รู้สึก
เหมือนกับออร่านี้!
มหาจักรพรรดิอเวจีหรือ?
เคล็ดบ่มเพาะปีศาจบรรพกาล?
หลินหมิงได้ลังเลเล็กน้อยจากนั้นเขาก็ได้ก้าวไปข้างหน้าและส่ง
ปราณแท้ของเขาไปครอบคลุมเศษเสี้ยวดวงจิตวิญญาณดวงนั้น
ขณะที่เขาจ้องมองไปยังเศษเสี้ยวดวงจิตวิญญาณดวงนั้นถูกผูกไว้กับ
ปราณแท้ของเขาทำให้หลินหมิงรู้สึกได้อย่างชัดเจนว่ามันถูกบรรจุไปด้วย
พลังงานที่กระหายเลือด
เมื่อหลินหมิงได้กลืนกินเศษผลึกหัวใจปีศาจเหล่านั้น เขาได้เห็น
รูปร่างของขวานขนาดยักษ์ของมหาจักรพรรดิอเวจีได้ชี้ไปยังท้องฟ้า
ขณะที่ขาทั้งสองข้างของเขาอยู่บนพื้นอย่างแน่นหนา มีปีศาจร้ายนับไม่
ถ้วนอยู่ล้อมรอบตัวของเขาอยู่ หัวใจของหลินหมิงจู่ๆได้พรั่งพรูขึ้นด้วย
ความปรารถนาอันลึกลับที่จะกลืนกินเศษเสี้ยวดวงจิตวิญญาณดวงนี้ จะ
เกิดอันใดขึ้นกันเมื่อเขาทำเช่นนั้นกัน?
หลินหมิงกัดฟันของเขาและจากนั้นได้เอื้อมมือออกไปคว้าเศษเสี้ยว
ดวงจิตวิญญาณสีแดงดวงนั้น
ซู่วว!
ขณะที่หลินหมิงได้สัมผัสกับเศษเสี้ยวดวงจิตวิญญาณนั้นมันได้
ละลายกลายเป็นลำแสงที่ถูกจมเข้าไปในร่างของเขา
ความแข็งแกร่งของหลินหมิงมากเกินกว่าก่อนหน้านี้อย่างมาก แต่
เศษเสี้ยวดวงจิตวิญญาณดวงนี้น่าสะพรึงมากกว่าดวงจิตวิญญาณที่เขา
ดูดกลืนมาก่อนหน้านี้ ขณะที่จำนวนข้อมูลมากมายได้ปรากฏออกมา
ภายในจิตใจของหลินหมิงโดยทะเลจิตวิญญาณของเขาได้สั่นสะเทือนและ
ภาพฉากที่ยุ่งเหยิงและเสียงได้ปรากฏออกมาเบื้องหน้าของเขา
เหล่าปีศาจต่างๆที่เขาเห็นขณะนี้ พวกมันได้ถูกแกะสลักอยู่บน
กำแพงของห้องโถงหลักของฟีนิกซ์โบราณเช่นกัน
สงคราม…โลหิต…สนามรบ…
เหล่าผู้ทรงพลังได้แกว่งอาวุธของพวกเขาที่ได้สั่นสะเทือนไปบน
อากาศ ซากศพจำนวนนับไม่ถ้วนได้กระเด็นออกมาและถูกเผาจนเป็นเถ้า
ถ่าน พื้นทรายสีเหลืองได้ถูกย้อมกลายเป็นสีแดงสนิท…
หลินหมิงสามารถมองเห็นเมืองใหญ่ที่ถูกหินบดบังอย่างลางๆ เหล่า
สิ่งก่อสร้างภายในเมืองนี้ทุรกันดารและดูป่าเถื่อนแต่มันได้เต็มไปด้วย
พลังงานและความสวยงาม และชาวเมืองภายในเมืองนี้ทั้งหมดเป็นปีศาจ
ที่หลินหมิงเคยเห็นก่อนหน้านี้ พวกมันทั้งหมดสูงกว่า 10 ก้าวและบางตัว
นั้นสูงกว่า 20 ก้าว
“ปีศาจยักษ์?”
จิตใจของหลินหมิงได้สะท้านด้วยคำพูดสองคำนี้ หลังจากเศษเสี้ยว
ของความทรงจำที่กระจัดกระจายถูกเรียบเรียงโดยหลินหมิงเรียบร้อย
แล้ว ในที่สุดเขาก็ได้รู้ว่าปีศาจเหล่านี้นั้นช่างเหมือนกับเผ่าพันธุ์มนุษย์ยิ่ง!
ร่างของพวกมันถูกห่อหุ้มไปด้วยโซ่มากมายเขาและเขี้ยวยาวจำนวน
มากได้ออกมาจากใบหน้าของพวกมัน พวกมันได้มีผมยาวสีแดงเข้มถูก
ปล่อยห้อยลงมา นี่ไม่ใช่ลักษณะพิเศษของมหาจักรพรรดิอเวจี แท้จริง
แล้วพวกมันเป็นเผ่าพันธุ์ที่แยกจากกัน – เผ่าพันธุ์ปีศาจยักษ์
“มันเป็นเช่นนี้เอง มหาจักรพรรดิอเวจีนั้นไม่ใช่เผ่าพันธุ์มนุษย์ตั้งแต่
เริ่ม เมื่อข้าได้กลืนกินเศษผลึกหัวใจปีศาจและได้เห็นเขาฆ่าปีศาจจำนวน
มากด้วยขวานขนาดใหญ่ของเขา มันเป็นไปได้ว่าสถานที่แห่งนั้นเป็นที่
รวมตัวกันคือพื้นที่ของเผ่าพันธุ์ปีศาจยักษ์”
“และปีศาจตัวสีแดงนั้นที่ข้าได้พบในด่านทดสอบหล่อหลอมครั้ง
สุดท้ายของแดนเร้นลับฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ก็เป็นพวกปีศาจยักษ์ด้วย…”
ปริศนาต่างๆที่คอยรบกวนจิตใจของหลินหมิงได้ชัดเจนมากขึ้น
“มิน่าละที่ข้าสามารถรู้สึกถึงมรดกทางสายเลือดของมหาจักรพรรดิ
อเวจีจากเหล่ยมู่ไป่ได้ ข้ายังสามารถสัมผัสถึงความแตกต่างในเศษเสี้ยว
ของดวงจิตวิญญาณสีแดงดวงเล็กดวงนี้ เหตุผลนั้นคือมันไม่ได้สืบสาย
เลือดจากเผ่าพันธุ์มนุษย์ จริงๆแล้วมันพิเศษกว่านั้นเล็กน้อย
………………….
ขณะที่ดวงตาของหลินหมิงได้เปิดขึ้นเขาได้ออกมาจากลูกบาศก์
ศักดิ์สิทธิ์แล้ว เขาได้เปิดประตูและเดินออกไป พระจันทร์สว่างไสวไปทั่ว
ท้องฟ้ามันได้เป็นเวลาตอนกลางคืนแล้ว
อากาศในตอนกลางคืนมีความชื้นเล็กน้อย ขณะที่ลมหนาวได้พัดไป
ปะทะกับใบหน้าของเขา หลินหมิงเงียบขรึมขึ้นอย่างมาก เขาได้ถูไปที่
หน้าผากของเขาแล้วรู้สึกลึกๆถึงเรื่องน่าปวดหัวที่สมองของเขาราวกับว่า
มันได้นอนนานเกินไปและภายในจิตใจของเขายังไม่ได้ปลอดโปร่ง
ขณะที่หลินหมิงกำลังระงับความรู้สึกเจ็บปวดนี้ เขาได้ตรวจสอบ
เหล่าความทรงจำที่ได้รับมาอย่างละเอียดถี่ถ้วน ทันใดนั้นหลินหมิงได้
ตกใจอย่างรุนแรง “นี่คือ…”
ง้าวโลหิตล้างผลาญ!
หลินหมิงตกใจมาก ภาพภายในจิตใจของเขาอาวุธชิ้นนี้มีความยาว
10 ก้าวและด้ามง้าวนั้นมีความหนาเหมือนกับแขนเลยทีเดียว ที่น่า
หวาดกลัวมันถูกปกคลุมเต็มไปด้วยโลหิตสีแดง!
นี่… ผู้อาวุโสสูงสุดของแดนเทวะนี้แท้จริงแล้วเป็นเจ้าของคนแรกของ
ง้าวโลหิตล้างผลาญ!
หลินหมิงจิตใจเต็มไปด้วยความประหลาดใจ
ง้าวโลหิตล้างผลาญได้ทิ้งเหล่าตำนานที่ไร้ที่สิ้นสุดเอาไว้ มีบางคน
กล่าวว่ามันเป็นสมบัติระดับกลางขั้นสวรรค์หรืออาจจะสูงกว่านั้น ง้าวเล่ม
นี้ได้อยู่มาประมาณ 7-8 หมื่นปีแล้ว เนื่องจากเวลาผ่านมานานแล้ว จึง
เป็นไปไม่ได้ที่จะหาว่าใครเป็นเจ้าของคนแรกของอาวุธนั้น เหล่า
ผู้เชี่ยวชาญที่ได้ติดตามเหล่านั้น – รวมกระทั่งเหล่าจักรพรรดิไร้เปรียบผู้
ทรงพลัง – นั้นมีโชคชะตาที่ไม่เพียงพอและได้ถูกคำสาปและตายไปโดย
ง้าวที่น่าหวาดกลัวเล่มนี้!
นี่กระทั่งรวมถึงมหาจักรพรรดิอเวจีด้วย!
หลินหมิงได้นำเคล็ดบ่มเพาะปีศาจบรรพกาลออกมาจากแหวนมิติ
โดยไม่รู้ตัว เคล็ดบ่มเพาะปีศาจบรรพกาลนี้ได้ถูกนำมาจากเหล่ยมู่ไป่
หลังจากที่เขาอ่านมัน หลินหมิงก็เริ่มหัวเราะและร้องไห้ในเวลาเดียวกัน
มันได้ปรากฏว่าเคล็ดบ่มเพาะปีศาจบรรพกาลแท้จริงแล้วเป็นเคล็ดบ่ม
เพาะที่ผู้อาวุโสสูงสุดซึ่งเคยเป็นเจ้าของง้าวโลหิตล้างผลาญได้สร้างขึ้นมา
โดยตัวเขาเองก่อนที่เขาจะเข้าไปยังแดนเทวะ!
เป็นเรื่องบังเอิญเช่นนี้อาจจะกล่าวได้ว่าเป็นเจตจำนงแห่งสวรรค์ มัน
อาจเนื่องมาจากการเชื่อมต่อที่คลุมเครือของหลินหมิงนั้นสามารถรับรู้ถึง
พลังงานที่คุ้นเคยออกมาจากเศษเสี้ยวดวงจิตวิญญาณสีแดงโลหิตได้
“เมื่อคิดได้ว่าหนึ่งในหมื่นของผู้ทรงพลังจากแดนเทวะได้ไปทำลาย
แดนศักดิ์สิทธิ์ขนวิหคสวรรค์เรืองรองก็คือคนที่ได้มาจากทวีปนภาไหลริน
ด้วยนั่นเอง”
“ผู้ครอบครองง้าวโลหิตล้างผลาญคนแรก… 80,000ปีก่อนเขาได้เป็น
จักรพรรดิผู้ทรงพลังของทวีปนภาไหลรินซึ่งมีนามว่าจักรพรรดิปีศาจ! เขา
ได้ก่อตั้งนิกายระดับหกของตัวเองขึ้นมาเมื่อนานกว่า 16,000ปี!”
จักรพรรดิปีศาจ!
ใครก็ตามที่กล้าเรียกตนเองเช่นนี่อาจจะเป็นบุคคลระดับสูงที่เดินใน
หนทางแห่งปีศาจ!
เนื่องจากความทรงจำเหล่านั้นไม่สมบูรณ์จึงต้องใช้เวลานานเพื่อให้
หลินหมิงเรียบเรียงพวกมัน มีจำนวนชิ้นส่วนและเศษเสี้ยวของข้อมูล
หลายชิ้น เขาย่อมไม่อาจที่จะเชื่อมโยงความยุ่งเหยิงเหล่านี้ได้สมบูรณ์
ขณะที่หลินหมิงได้แยกแยะความทรงจำเหล่านั้นอย่างช้าๆ เขาก็ได้
มองผ่านพวกมัน ภายในเหล่าความทรงจำของเศษเสี้ยวดวงจิตวิญญาณ
ของจักรพรรดิปีศาจนั้น ส่วนใหญ่นั้นเป็นความทรงจำของภาพที่เกี่ยวข้อง
กับสงครามที่เขาได้มีส่วนร่วม มีภาพการสังหารและโลหิตนับไม่ถ้วนสาด
กระจาย!
“จักรพรรดิปีศาจผู้นี้ช่างกระหายเลือดยิ่ง!”
หลินหมิงได้ถอนหายใจออกมา แม้ว่าเศษเสี้ยวดวงจิตวิญญาณดวงนี้
จะมีขนาดใหญ่กว่าสองดวงก่อนหน้านี้แต่ก็มีเพียงแค่ความทรงจำเพียง
เล็กน้อยที่เกี่ยวกับเคล็ดบ่มเพาะ ส่วนใหญ่นั้นไม่สมบูรณ์ ขณะที่หลินหมิง
ได้เรียบเรียงความทรงจำของเศษเสี้ยวดวงจิตวิญญาณต่อไป เขาก็ได้ตื่น
ตระหนก
“หืม? นี่มัน…”
ทักษะง้าว?
หัวใจของหลินหมิงเต้นเร็วขึ้น ในความจริงแล้วปราณที่สนับสนุน
หอกและง้าวนั้นเกือบจะเหมือนกันยิ่ง ทักษะหอกสามารถใช้กับง้าวได้
และทักษะง้าวสามารถใช้กับหอกได้!
สิ่งที่หลินหมิงขาดมากที่สุดในตอนนี้คือทักษะหอก เมื่อเขาได้ต่อสู้กับ
ผู้เชี่ยวชาญจากนิกายหุบเขาระฆังทองคำในการแข่งขัน มันได้สะท้อนถึง
ความอ่อนแอของเขาและนั่นก็คือเขาขาดความชำนาญและเทคนิคในการ
ใช้ทักษะหอกของเขา ถ้าไม่ใช่โลหิตแห่งมังกรที่แท้จริงนั้นช่วยเพิ่มพลัง
ให้แก่หอกของเขา หลินหมิงควรจะพ่ายแพ้ต่อเสี่ยวชือในการปะทะกัน
ด้วยทักษะหอกอย่างแน่นอน
“เผ่าพันธุ์ปีศาจยักษ์ส่วนมากใช้อาวุธยาว! มนุษย์นั้นส่วนใหญ่ใช้ดาบ
และกระบี่ แต่เผ่าพันธุ์ปีศาจยักษ์ – อาจจะเนื่องจากความสูงของพวกมัน
– คุ้นเคยกับอาวุธที่มีขนาดยาวมากกว่า ตัวอย่างเช่นมหาจักรพรรดิอเวจี
ได้ใช้ขวานยาวขนาดใหญ่และง้าวโลหิต เหล่ยมู่ไป่ได้ใช้ง้าว ขณะที่
จักรพรรดิปีศาจนี้ได้ใช้ง้าวด้วย”
สิ่งที่น่าประทับใจนี้คือ ‘ทักษะง้าวโลหิตล้างผลาญ’ ที่เป็นหนึ่งในไม้
ตายของจักรพรรดิปีศาจ ไม่เพียงแค่มีทักษะง้าวเท่านั้น แต่มันได้มีเคล็ด
บ่มเพาะอีกด้วย พลังย่อมน่าหวาดกลัวอย่างแน่นอน
เคล็ดบ่มเพาะปีศาจบรรพกาลที่เหล่ยมู่ไป่ได้บ่มเพาะนั้นเป็นเพียงแค่
เศษเสี้ยวจากทั้งหมดของ ‘ทักษะง้าวโลหิตล้างผลาญ’
สิ่งที่หลินหมิงกังวลนั้นคือการบ่มเพาะ ‘ทักษะง้าวโลหิตล้างผลาญ’
มิใช่เรื่องง่าย มันจำเป็นที่จะต้องฆ่าอย่างต่อเนื่อง ดูดปราณโลหิตจากศัตรู
และเก็บสะสมเจตจำนงแห่งการฆ่าของตัวเอง!
“ฆ่า…” หลินหมิงได้ขมวดคิ้ว ในช่วงเวลาหลายปีที่เขานั้นได้ฝึกฝน
ศิลปะการต่อสู้ เขาไม่ได้ฆ่าไปมากมายนัก แต่สำหรับทุกคนที่เขาได้ฆ่าไป
นั้น พวกเขามีเหตุผลที่จะตายและได้เดินอยู่บนเส้นทางแห่งความตายแล้ว
เมื่อจักรพรรดิปีศาจได้ฝึกฝน ‘ง้าวโลหิตล้างผลาญ’ เขาได้ฆ่าคนอื่นๆ
นับไม่ถ้วนในความบ้าคลั่งในความกระหายเลือดโดยสมบูรณ์ ทั้งหมดนั้น
เพื่อปรับปรุงเคล็ดบ่มเพาะของเขา แต่หลินหมิงไม่ได้ทำเช่นเดียวกัน เขา
ไม่ได้ทำและไม่ฆ่าเหล่าผู้บริสุทธิ์
“ศิลปะการต่อสู้ของปีศาจนี่ดูเหมือนจะมีสองเส้นทางที่แตกต่างกัน
มีเส้นทางแห่งการฆ่าตลอดจนเส้นทางแห่งตัณหา มหาจักรพรรดิอเวจีนั้น
ได้ก้าวข้ามไปด้วยเส้นทางทั้งสองเหล่านี้แต่สำหรับจักรพรรดิปีศาจเมื่อ
80,000 ปีก่อน เขาได้เลือกเดินในเส้นทางแห่งการฆ่าเพียงอย่างเดียว!
“เส้นทางแห่งการฆ่าฟันคือเส้นทางเดียวที่เหลือสำหรับข้า…”
ตอนที่ 430 กลับสู่เกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์
ขณะที่อาณาจักรลิขิตฟ้าได้เข้าสู่ช่วงฤดูใบไม้ร่วง ในแต่ละวันเริ่มที่
จะเต็มไปด้วยลมหนาว
ในเดือนเก้านี้ องค์รัชทายาทหยางหลินได้ขึ้นครองราชบัลลังก์ มีพิธี
เฉลิมฉลองที่ยิ่งใหญ่เป็นเวลาเก้าวันติดต่อกัน ก่อนหน้านี้เหล่าเจ้าหน้าที่ที่
ถูกกวาดล้างและยังคงมีชีวิตอยู่ได้ถูกฟื้นฟูให้กลับสู่ความรุ่งโรจน์ของพวก
เขาหลายต่อหลายครั้ง พวกเขาได้เดินเข้าไปยังพระราชวังอีกครั้งและได้
ถูกเลื่อนระดับอย่างต่อเนื่อง
สำหรับเหล่าเจ้าหน้าที่ซึ่งได้ติดตามหยางเฉินบางส่วนได้ถูกลด
ตำแหน่งลงและบางส่วนได้ถูกเนรเทศออกไป แม้ว่าหยางหลินโดยปกติ
นั้นจะเป็นคนใจดีแต่หลังจากที่เขากลายเป็นจักรพรรดิเขาก็ค่อยๆเริ่มที่จะ
แสดงความโหดเหี้ยมออกมา
ในช่วงกลางเดือนเก้า หลินหมิงได้นำฉินซิงเซวียนกลับมายังบ้านเกิด
ของเขาที่เมืองใบหม่อนสีเขียว
ก่อนหน้านี้ หยางหลินได้ส่งคำเชิญที่จะพบกับครอบครัวของหลินห
มิง
หยางหลินนั้นเห็นได้ชัดว่าชีวิตของเขาได้ถูกปกป้องเอาไว้และใน
ที่สุดเขาก็ได้ขึ้นครองบัลลังก์ ทั้งหมดเป็นเพราะหลินหมิง ถึงแม้ว่านี่จะ
เป็นความมีน้ำใจที่มากมายของหลินหมิง มันไม่มีทางที่หยางหลินนั้นจะไม่
ตอบแทนบุญคุณของเขา เขาสามารถเสนอสิ่งต่างๆให้แก่หลินหมิงเช่น
อำนาจหรือเงินทอง อย่างไรก็ตามสิ่งเหล่านี้ไม่ได้มีความสำคัญแก่หลินหมิ
งอีกต่อไป
อย่างไรก็ตาม หยางหลินยังคงเป็นคนฉลาดและรู้ว่าอะไรเป็นวิธีที่ดี
ที่สุดในการทำสิ่งต่างๆ เนื่องจากที่เขาไม่สามารถเสนอสิ่งที่หลินหมิง
ต้องการได้ เขาจึงจะมอบยศศักดิ์แก่ครอบครัวของหลินหมิงแทน
เขาได้มอบตำแหน่งแก่บิดาของหลินหมิงเป็นดยุคของมณฑลหลู
พร้อมด้วยพื้นที่กว้างกว่า 500 ลี้ เขตของมณฑลหลูนี้ได้รวมเมืองใบ
หม่อนสีเขียวอยู่ภายในเขตแดนด้วย ต่อไปนี้เมืองใบหม่อนสีเขียวนั้นจะ
เป็นพื้นที่บ้านหลักของตระกูลหลินแทน
สำหรับมารดาของหลินหมิงนั้นได้ถูกแต่งตั้งเป็นนายหญิงชั้นหนึ่ง
แม้กระทั่งหลินเสี่ยวตงยังได้ถูกแต่งตั้งเป็นรองขุนนางชั้นหนึ่งด้วย
ตำแหน่งเหล่านี้เป็นสถานะพิเศษ ไม่ว่าจะเป็นดยุคหรือนายหญิง
ชั้นหนึ่งนั้น พวกเขาทั้งสองก็มีอำนาจในด้านการปกครอง ตำแหน่งของ
พวกเขาเป็นรองเพียงแค่เจ้าชายและราชาเพียงเท่านั้นและเป็นบุคคล
ระดับสูงในเหล่าชนชั้นสูงเลยทีเดียว
ตำแหน่งเหล่านี้สามารถส่งต่อไปสู่อีกรุ่นได้ ครั้งหนึ่งตำแหน่งเหล่านี้
จะไม่มีทางถูกถอดถอนออกเว้นแต่จะเกิดการกระทำผิดที่ร้ายแรงขึ้น
ดังนั้นทางพระราชวังหลวงจึงไม่สามารถมอบตำแหน่งเหล่านี้ให้แก่คนอื่น
ได้โดยง่าย นอกเหนือจากช่วงเวลาสงครามครั้งใหญ่หรือช่วงการก่อตั้ง
อาณาจักรขึ้น พวกเขาแทบจะไม่มีวันได้รับตำแหน่งเหล่านี้ ถ้าใครคิดว่า
พวกเขานั้นจะได้รับตำแหน่งในช่วงเวลาที่สงบสุขเช่นนี้เป็นเพียงแค่เรื่อง
ไร้สาระเพียงเท่านั้น
มันเป็นที่รู้กันดีอยู่แล้วว่าตำแหน่งรองขุนนางภายในเมืองใบหม่อนสี
เขียวนี้จะได้รับที่ดินล้อมรอบ 30 ลี้และคนรับใช้อีก 1000 คน
สำหรับตระกูลใหญ่ต่างๆในเมืองใบหม่อนสีเขียวที่นอกเหนือจาก
ตระกูลจูที่ได้รับสถานะบางอย่างเนื่องจากลูกสาวของพวกเขากลายเป็น
นางสนมของจักรพรรดิ ส่วนหัวหน้าตระกูลอื่นๆก็ไม่ได้รับตำแหน่ง
แม้กระทั่งขุนนางชั้นต่ำ
สามัญชนธรรมดาและชนชั้นสูงนั้นมีช่องว่างระหว่างพวกเขาที่มิอาจ
ผ่านไปได้ ชนชั้นสูงนั้นเป็นตัวแทนของตำแหน่งที่มีเกียรติ แม้ว่าตระกูล
พ่อค้าที่ยิ่งใหญ่และทรงพลังอยู่ในจิตใจของสามัญชนธรรมดานั้น แต่
สถานะทางสังคมของพวกเขานั้นยังคงต่ำกว่าชนชั้นสูงอยู่ดี
ดังนั้น ครอบครัวของหลินหมิงที่ได้รับทั้งตำแหน่งและกลายเป็นดยุค
และนายหญิงก็เหมือนดั่งฝันที่กลายเป็นจริง นี่เป็นสิ่งที่ควรค่ากับการ
เฉลิมฉลองครั้งยิ่งใหญ่และนำชื่อเสียงให้แก่บรรพบุรุษของพวกเขา
เมื่อหลินหมิงได้เห็นความสุขที่ปรากฏอยู่บนใบหน้าของพ่อแม่ของ
เขาก็พึงพอใจเป็นอย่างมาก เขาไม่เคยคิดว่าตำแหน่งธรรมดาในโลก
มนุษย์นั้นจะทำให้พ่อแม่ของเขาพอใจได้เช่นนี้ ครั้งสุดท้ายที่หลินหมิงได้ก
ลับมานั้น แม้กระทั่งโอสถที่เขาได้ให้แก่พวกเขาไปนั้นจะทำให้พวกเขาต่อ
อายุอยู่ต่อได้ไปอีก 100 ปียังไม่ทำให้พ่อแม่ของเขามีความสุขมากเช่นนี้
ขณะที่มารดาของหลินหมิงกำลังหลงใหลไปกับโองการจากองค์
จักรพรรดิ นางได้ยิ้มกว้างออกมาจนถึงหูของนาง นางได้ตัดสินใจว่าถ้า
นางมีกล่องไม้จันทร์ที่ถูกสร้างมาอย่างสวยงามและวางโองการจากองค์
จักรพรรดิไว้ภายในนั้น ต่อมาเมื่อนางได้ไปยังโลกหน้าแล้วนางจะได้
สามารถเชิดหัวขึ้นเมื่อนางได้พบเจอบรรพบุรุษของนาง หลินหมิงไม่รู้ว่า
จะหัวเราะหรือร้องไห้ออกมาเมื่อเขาได้ยินความคิดนี้จากมารดาของตน
ขณะที่หลินมู่กำลังกล่าวออกมาอย่างมีความสุข ก็มีเสียงร้องของเด็ก
ทารกตัวน้อยได้ดังออกมาจากทางฝั่งตะวันตกของที่พัก
เด็กทารกคนนี้คือน้องสาวตัวน้อยของหลินหมิงนั่นเอง
หลินหมิงนั้นได้ติดอยู่ภายในแดนเร้นลับฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์มาเกือบปี
แล้ว ภายใต้การคุ้มครองของฉินจื่อหยานั้น ครอบครัวของหลินหมิงไม่เคย
ได้รับข่าวเกี่ยวกับการตายของหลินหมิงตั้งแต่เริ่มจนจบ พวกเขาได้ใช้ชีวิต
อย่างมีความสุขในความสงบสุขเช่นนี้และพวกเขาได้มีน้องสาวตัวน้อยของ
หลินหมินมาอย่างฉับพลัน
ทั้งหมดนี่อาจรับรองได้ว่าเป็นผลจากโอสถของหลินหมิง สามีภรรยา
คู่นี้ทำงานอย่างหนักมากว่าครึ่งชีวิตแต่จู่ๆพวกเขายังรู้สึกว่าตนเอง
เยาว์วัยขึ้น ริ้วรอยบนผิวพรรณของพวกเขาได้หายไปและร่างกายของ
พวกเขาเริ่มที่จะดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตอนนี้ทั้งสามีและภรรยาไม่ต่างจาก
คนอื่นๆในวัย 30 ปีแล้ว
น้องสาวตัวน้อยของหลินหมิงนั้นเพิ่งจะอายุเดือนกว่าๆเพียงเท่านั้น
และยังคงมิได้หย่านม ชื่อของนางคือหลินเสี่ยวเกอและชื่อเล่นของนาง
พิราบน้อย
เด็กสาวตัวน้อยคนนี้มีดวงตาที่ใหญ่และไม่เกรงกลัวต่อคนแปลกหน้า
ขณะที่นางได้มองไปยังหลินหมิง นางได้จ้องมองไปที่เขาด้วยดวงตาสีดำที่
สดใสอย่างเป็นประกายและเฝ้ามองเขาอย่างไม่กระพริบตา
หลินหมิงชอบเด็กน้อยน่ารักคนนี้เป็นอย่างมาก เขาได้นำจี้หยกจิต
วิญญาณออกมาจากแหวนมิติของเขาและนำมันไปใส่ที่บริเวณลำคอของ
เสี่ยวเกอ
เด็กน้อยคนนี้ได้ปรากฏมาตรงเวลาพอดี หลินหมิงนั้นได้กังวลว่า
ครอบครัวของเขาจะอ้างว้างหลังจากที่เขาจากไปแต่ตอนนี้นั้นพิราบน้อย
นั้นได้อยู่ที่นี่แล้วก็จะไม่มีทางเป็นเช่นนั้นอีก บางทีในอนาคตอาจจะมี
น้องชายหรือน้องสาวคนอื่นๆและพวกเขาจะสามารถสืบทอดตำแหน่งใน
ตระกูลได้ สำหรับพิราบน้อยนั้น นางอาจจะแต่งงานเข้าไปภายใน
พระราชวังและกลายเป็นจักรพรรดินีในอนาคต เมื่อถึงเวลานั้นครอบครัว
ของเขาก็ไม่รู้สึกเสียใจอะไรอีกแล้ว…
หลินหมิงไม่ได้วางแผนที่จะบอกกล่าวกับครอบครัวของเขาว่าได้เกิด
อะไรขึ้นเมื่อปีที่แล้วแต่หลังจากที่ทั้งคู่กลับถึงบ้านแล้ว พวกเขาก็ได้รู้ว่า
เกิดอันใดขึ้น หลังจากหลินมู่ได้ยินเกี่ยวกับข่าวนี้ นางได้เกิดความกลัว
ขึ้นมาภายในจิตใจของนาง
โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากที่นางได้ยินว่าหลินหมิงนั้นกำลังไปจาก
อาณาจักรลิขิตฟ้าอีกครั้งและในครั้งนี้มันเป็นเวลาที่ยาวนานก่อนที่เขาได้
กลับมา ความสุขของหลินมู่ได้ค่อยๆลดลงและนางไม่ได้พูดอะไรออกมา
ทั้งวัน
นางไม่รู้ว่าหลินหมิงได้พบเจอประสบการณ์เช่นไรเมื่อเขาได้จากไป
แต่นางรู้ว่ามันจะต้องเต็มไปด้วยความอันตราย ไม่เพียงแค่นั้น นางมิอาจ
ที่จะพบบุตรชายของนางอีกหลายปี หลินมู่จึงไม่มีความสุข
มีเพียงคนเดียวที่สามารถทำให้หลินมู่นั้นยิ้มได้คือฉินซิงเซวียน แม้ว่า
หลินหมิงจะเป็นเพียงแค่สหายกับฉินซิงเซวียนเท่านั้นแต่ในความเห็นของ
หลินมู่นั้น ตั้งแต่หลินหมิงได้นำนางกลับมายังที่บ้านของเขานั้นราวกับเป็น
การนำหญิงสาวกลับมาเพื่อพบเจอตามกฏ ไม่ว่าหลินมู่จะมองอย่างไร
นางพึงพอใจกับภรรยาในอนาคตคนนี้อย่างมาก ฉินซิงเซวียนนั้นมีภูมิหลัง
ที่ดีและนางยังฉลาด ใจดี มารยาทดีและยังงดงามมากอีกด้วย
หลินมู่ได้สังเกตหลายต่อหลายครั้งโดยกล่าวถามว่าเมื่อไหร่กันที่
หลินหมิงอยากจะแต่งงานและให้กำเนิดบุตรออกมาให้แก่นางได้อุ้มเสียที
หลินหมิงไม่รู้ว่าจะหัวเราะหรือร้องไห้ดี นางอาจจะต้องรอให้พิราบน้อยโต
ขึ้นและมีบุตรของนางเองมาแทนที่บุตรของเขาเสียแล้ว
ผู้ฝึกฝนการต่อสู้จะต้องเดินทางไปทั่วโลกและไม่มีบ้านเป็นหลัก
แหล่ง มันเป็นไปไม่ได้เลยที่พวกเขาจะดูแลบุตรของพวกเขาเองได้ นี่เป็น
เหตุผลว่าทำไมผู้ฝึกฝนการต่อสู้ส่วนมากมีบุตรในช่วงท้ายในชีวิตของพวก
เขา โดยปกติเมื่อพวกเขาได้มาถึงจุดจบของความสามารถของพวกเขา
และความมั่งคงที่พวกเขาสามารถครุ่นคิดเกี่ยวกับเรื่องการมีบุตร โดย
ปกตินั้นผู้อาวุโสสูงสุดขั้นปราณปลายฟ้าจะไม่มีบุตรจนกระทั่งพวกเขามี
อายุอย่างน้อย 100 ปี
หลินหมิงอาศัยอยู่ที่บ้านอย่างเงียบๆเป็นเวลากว่าครึ่งเดือน ในช่วง
เวลานี้เขาไม่ได้บ่มเพาะมากนัก ส่วนมากเขาจะใช้เวลาไปกับการอยู่กับ
ครอบครัวของเขาหรือเล่นกับพิราบน้อย
โดยช่วงดึกนั้นหลินหมิงจะเข้าฌานศึกษา ‘ทักษะง้าวโลหิตล้าง
ผลาญ’ ที่หลงเหลือจากจักรพรรดิปีศาจ ยิ่งเขาจดจ่ออยู่กับมันมาก
เท่าไหร่ก็ยิ่งเข้าใจลึกซึ้งมากยิ่งขึ้นจนเขาได้ค้นพบว่าเคล็ดบ่มเพาะนี้เป็น
เช่นไร และเขายังพบปัญหาหลายอย่างอีกด้วย
ในที่สุด วันที่จะต้องเดินทางก็ได้มาถึง หลินหมิงต้องกลับไปยังเกาะ
ฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์และฉินซิงเซวียนจะตามเขาไปยังที่นั่น สำหรับข้อผูกมัด
ของนางกับหุบเขาเจ็ดแก่นแท้นั้น พวกเขาได้ครุ่นคิดเสร็จแล้ว
วันต่อมา ในช่วงเช้าตรู่ –
ลมได้พัดใบไม้จนร่วงหล่นและร่วงโรยฝูงนกต่างๆได้บินผ่านท้องฟ้าสี
ครามไปยังทิศใต้ หลินหมิงได้ยืนอยู่ภายใต้ปีกของเจ้าประกายเพลิงโดย
เสื้อผ้าของเขาได้โบกสะบัดไปกับสายลมด้วยเปลวเพลิง
ทางเบื้องหลังของหลินหมิงนั้น หลินมู่ได้ปิดปากของนางเอาไว้เพื่อ
ช่วยไม่ให้น้ำตาไหลรินลงบนแก้มของนาง
หลินฟู่ได้ถอนหายใจออกมา เขามีความภาคภูมิใจที่ได้มีบุตรชาย
เช่นนี้แต่การมีบุตรชายเช่นนี้ก็หมายความว่าบุตรชายของเขามิอาจอยู่
ข้างๆพวกเขาได้ มิฉะนั้นพวกเขาไม่สามารถที่จะบินขึ้นไปสูงกว่านี้ได้อีก
“ท่านพ่อ ท่านแม่ ดูแลตัวเองด้วยนะครับ!” หลิมหมิงคุกเข่าลงและ
ก้มศีรษะของเขาลงกับพื้นสามครั้ง จากนั้นเขาก็ได้กระโดดไปบนหลังของ
เจ้าประกายเพลิง เจ้าประกายเพลิงได้กางปีกของมันออกและพุ่งออกไป
บนท้องฟ้าโดยมีหลินหมิงและฉินซิงเซวียนบนหลัง
วิหคเพลิงได้ทะยานเข้าสู่ชั้นฟ้า สายลมได้กู่ร้องและเปลวเพลิงได้
ย้อมท้องฟ้ากลายเป็นสีแดง…
คนที่อยู่บนเส้นทางของเหล่าผู้ฝึกฝนการต่อสู้มักจะต้องเดียวดาย
พวกเขามีชีวิตที่ยาวนานและมันเป็นไปไม่ได้ที่พวกเขาจะใช้เวลาหลายปี
กับครอบครัวของพวกเขา
นี่เป็นเหตุผลที่ว่าทำไมเหล่าผู้อาวุโสระดับสูง – เช่นผู้วิเศษของป่า
ไพศาลทางใต้ – จะกลับมายังบ้านเกิดของพวกเขาหลังจากผ่านไปหลาย
ปีและเสร็จสิ้นพันธะต่างๆ
“หลินหมิง พวกเรากำลังมุ่งตรงสู่เกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์หรือ?” ฉินซิง
เซวียนได้ถามจากบนตัวของวิหคเพลิง
“ใช่แล้ว พวกเรากำลังตรงไปสู่เกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์!”
ตอนที่ 431 ไม่มีทางเลือก
ณ เกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์เบื้องหลังหุบเขาภายในตำหนักวิหคเพลิง –
ผู้อาวุโสลำดับสามแห่งเกาะฟีนิกส์ศักดิ์สิทธิ์มู่เหยียนจัวเดินออกมา
จากตำหนักวิหคเพลิงด้วยสีหน้าบูดบึ้ง
“ท่านผู้อาวุโสลำดับสาม!”
สาวใช้คู่หนึ่งออกมานอกตำหนักวิหคเพลิงคำนับแก่มู่เหยียนจัว
มู่เหยียนจัวเพียงแค่พ่นลมหายใจครั้งหนึ่งอย่างมิพอใจ หลังจากเขา
ก้าวเดินไป 100 ก้าวจากทางเข้าของโถงหลัก มู่เหยียนจัวสะบัดแขนเสื้อ
ของเขาแล้วบินขึ้น
แม้ว่าตำหนักวิหคเพลิงมิมีกฏระบุห้ามผู้ใดบินหน้าลานกว้าง แต่
ตำหนักวิหคเพลิงก็ยังคงเป็นตำหนักมู่อี้หวงและเป็นแผนกที่มีอำนาจมาก
ที่สุด ผู้คนทั่วไปจะออกจากลานกว้างเพื่อบินแต่ว่ามู่เหยียนจัวในตอนนี้มิ
สนกฏมารยาทใดๆทั้งสิ้นเพราะการสนทนาเมื่อครู่กับมู่อี้หวงทำให้เขา
รู้สึกมิพอใจเป็นอย่างมาก
พิธีหมั้นของนักบุญหญิงที่เขาเสนอถูกตีกลับโดยข้ออ้างของมู่อวี้หวง
ทำให้ตอนนี้มันถูกยื้อออกไปอย่างไม่มีกำหนด!
ซู่วว!
ยันต์สื่อสารกระแสเสียงถูกจุดข้างหน้าของมู่เหยียนจัวติดต่อผู้อาวุโส
สูงสุดมู่ชือหั่ว
มู่เหยียนจัวขมวดคิ้ว ด้วยความสัมพันธ์ของเขากับผู้อาวุโสสูงสุดนั้น
ค่อนข้างธรรมดา การต่อสู้มากมายเพื่อแย่งอำนาจที่ซับซ้อนภายในเกาะ
ฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ มู่เหยียนจัวก็เป็นผู้อาวุโสลำดับสามและตัวแทนแผนก
สำหรับมู่ชือหั่วเอง เขายังคงเป็นตัวแทนแผนกอื่นเช่นกัน
ระหว่างแผนกใหญ่ทั้งสองแล้ว พวกเขามักจะขัดแย้งกันบ่อยครั้ง
และได้นำไปสู่ความสัมพันธ์ที่มิได้ลงรอยกันระหว่างมู่เหยียนจัวและมู่ชื
อหั่วอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
มู่เหยียนจัวได้ลังเลก่อนจะบินไปยังตำหนักจิตวิญญาณเพลิงที่ซึ่งผู้
อาวุโสสูงสุดรออยู่
“ฮ่าฮ่า น้องชายเหยียนจัว นานแค่ไหนแล้วที่พวกเรามิได้เจอกัน
เช่นนี้ ท่านเป็นอย่างไรบ้าง?” ภายนอกของตำหนักจิตวิญญาณเพลิงมู่ชือ
หั่วได้สวมชุดสีแดงรออยู่ที่นั่นด้วยรอยยิ้มบนใบหน้า
“ข้าขอขอบคุณพี่ชายชือหั่วสำหรับความเป็นห่วง ข้านั้นสบายดี” มู่
เหยียนจัวร่อนลงมาและกุมมือของเขาขึ้นคำนับ
“สบายดีงั้นหรือ? ข้าเกรงว่ามันจะไม่ดีซักนิดเลยน่ะสิ!” ผู้อาวุโส
สูงสุดกล่าวด้วยรอยยิ้มจางๆ
มู่เหยียนจัวขมวดคิ้ว ไม่กล่าวปฏิเสธอันใด
“น้องชายเหยียนจัว ข้ารู้ว่าเจ้าพยายามอย่างยากลำบากกับการ
แต่งงานของชิงชู แต่ถ้าข้าพูดตรงๆ น้องชายเหยียนจัวควรลืมเรื่องนี้เสีย
ดูเหมือนว่ามู่อวี้หวงได้ตัดสินใจให้มู่เชียนหยี่แต่งงานกับหลินหมิงแล้ว
นอกจากนั้นดูเหมือนว่าด้วยความสัมพันธ์อันใกล้ชิดของมู่เชียนหยี่กับ
หลินหมิงทำให้พวกเขายินดีกับการแต่งงานนี้ และดูเหมือนอวี้หวงยังมี
แผนอื่นในอนาคตอีก!”
มู่ชือหั่วกล่าวคำพูดที่รุนแรงด้วยสีหน้าที่เย็นชา มู่ชือหั่วได้กล่าวอย่าง
ชัดเจนซึ่งมู่เหยียนจัวก็ได้เข้าใจเรื่องนี้ดี แต่เขายังคงมิอยากยอมรับมัน
(เพิ่มจากจีน ตรงนี้ในอังกฤษไม่มี แต่ทีมงานแอดไปเทียบมาเลยเอา
มาใส่เพิ่มครับ)
“เจ้าต้องการกล่าวถึงสิ่งใด?” มู่เหยียนจัวเปิดประตูมองไปยังภูเขา
เขารู้ว่าที่ผู้อาวุโสสูงสุดถามมาในครั้งนี้มิใช่เพียงแค่การกล่าวลอยๆแน่
มู่ชือหั่วยิ้มและกล่าวว่า “น้องชายเหยียนจัวคือผู้มีไหวพริบ ก่อน
หน้านี้ มันมีปัญหาระหว่างพวกเราเกิดขึ้นก็จริง แต่ในท้ายที่สุดแล้วพวก
เราทั้งคู่ต่างก็อยู่สกุลมู่ ตลอด3000ปีมานี้ เกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์มีศิษย์ต่าง
สกุลมากมายได้เข้าร่วม แต่ในท้ายที่สุด พวกเขามิได้เป็นผู้อาวุโสที่มีสกุล
เดียวกัน ข้าเกรงว่าในอนาคตนั้นหลินหมิงจะกลายเป็นผู้อาวุโส! สถานะ
ของหลินหมิงจะค่อยๆมีความสำคัญมากขึ้นไปอีก หากในอนาคตถ้าเขา
แต่งงานกับมู่เชียนหยี่แล้วละก็ เขาอาจจะได้กลายเป็นจ้าวนิกายแห่งเกาะ
ฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์”
มู่เหยียนจัวกล่าว “ในช่วงเวลาตลอด 3000 ปีนั้น มิเคยมีผู้ใดที่มิใช่
สกุลมู่กลายเป็นจ้าวนิกาย นี่มิต่างจากการมอบเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ให้แก่
ผู้อื่น ทางสภาผู้อาวุโสไม่มีทางยอมรับเรื่องนี้เป็นแน่ ผู้ใดจะสามารถ
รับประกันได้ว่าบุคคลภายนอกจะมิได้เก็บงำเจตนาชั่วร้ายไว้?”
เกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์เป็นนิกาย แต่ที่จริงแล้วพวกมันเป็นมรดกทาง
สายเลือดที่สำคัญมาก ผู้อาศัยส่วนมากของเกาะคือสกุลมู่และมันเป็น
เหมือนกับพรรคตระกูล
ตระกูลจะไม่มีทางยกตำแหน่งผู้ปกครองให้บุคคลภายนอก ดังนั้นผู้
อาวุโสของเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์จะไม่มีทางยอมรับคนต่างสกุลเป็นจ้าว
นิกาย
“ฮะฮะ นั้นมันอาจมิจำเป็น มู่เฟิงเซียนโปรดปราณหลินหมิงมาก
และมู่อวี้หวงเองก็ได้ให้ความสำคัญกับเขาเหมือนกัน อีกทั้งศักยภาพที่น่า
กลัวของหลินหมิงที่น้องชายเหยียนจัวมิอาจทราบแต่ตอนนี้เขาได้บุกเข้าสู่
หุบเขาเจ็ดแก่นแท้ไปยังแผนกลงทัณฑ์และต่อสู้กับอาวุโสทั้งเจ็ดหรือแปด
ของแผนกลงทัณฑ์ด้วยตัวเขาเองอีกทั้งเขายังจัดการล้มผู้อาวุโสที่อยู่
ปลายขอบจุดสูงสุดขั้นปราณปลายฟ้าผู้นำแผนกลงทัณฑ์ได้อีกด้วย!”
“ว่าอย่างไรนะ!?” มู่เหยียนจัวเปลี่ยนสีหน้า “ท่านกล่าวว่าหลินหมิง
ที่เป็นเพียงขั้นปราณต้นฟ้าช่วงปลายได้จัดการล้มผู้เชี่ยวชาญปลายขอบ
จุดสูงสุดขั้นปราณปลายฟ้าได้งั้นหรือ!?”
“ใช่! นี่คือระดับความสามารถเฉพาะที่จักรพรรดิในอนาคตควรมี
ดังนั้นนั่นคือทำไมข้าจึงกล่าวว่าในอนาคตหลินหมิงจะกลายเป็นจ้าวนิกาย
แห่งเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ แม้แต่การปกครองเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ทั้งหมด
ก็มิใช่เรื่องเป็นไปไม่ได้ ตอนนั้นเองพวกเราจะไม่เหลือที่ให้ไป!”
มู่เหยียนจัวทำหน้าไม่พอใจมาก เขากัดฟันแน่น “หากเป็นเช่นนั้น
ชายชราผู้นี้ก็ไม่มีสิ่งใดจะพูด ความแข็งแกร่งของหลินหมิงที่เพิ่มขึ้นจนมิ
อาจหยุดยั้งได้ ข้าจะลองแนะนำให้ชิงชูยกเลิกการหมั้นและมุ่งไปที่การฝึก
ตน หากความสามารถของเขาด้อยกว่าผู้อื่นแล้วเขาก็มิอาจทำอะไรได้
นอกจากยอมรับในโชคชะตานี้! แม้ในอนาคตข้าจะต้องอยู่ภายใต้การ
ควบคุมของผู้อื่นและอิทธิพลของข้าจะค่อยๆลดลง แต่ยังคงรักษาชีวิตอยู่
ได้ดีกว่าดับสูญไป! ข้าขอให้ท่านพี่ชือหั่วมิต้องกังวลเรื่องหลินหมิง! การ
เติบโตของเขานั้นน่ากลัวเป็นอย่างมาก! หากมีผู้ใดกล้าขัดใจเขา พวกเขา
คงจะมีความตายที่น่าสังเวชอย่างแน่นอน!”
มู่ชือหั่วได้กล่าวอย่างดูถูก “น้องชายเหยียนจัว ทำไมเจ้ามิลอง
ปกป้องตัวเองดูเล่า? พวกเรารับมือเขาด้วยกัน!”
“หืม คงมีเพียงแค่พี่ชายชือหั่วเท่านั้นที่รับมือเขาได้ พี่ชายชือหั่ว
เปรียบเหมือนน้ำและไฟของจ้าวนิกายอวี้หวง ข้ามู่เหยียนจัวมิกล้า
พอที่จะสู้กับอำนาจของผู้อื่น พี่ชายชือหั่วมิควรดึงข้าไปยุ่งด้วย!”
“ฮ่าฮ่า” มู่ชือหั่วเยาะเย้ย “น้องชายเหยียนจัวไร้เดียงสาเกินไปแล้ว
น้องชายเหยียนจัวเจ้ารู้ไหมว่าเหตุใดหลินหมิงลงไปแผนกลงทัณฑ์แห่งหุบ
เขาเจ็ดแก่นแท้?”
มู่เหยียนจัวนิ่งเงียบไปครู่หนึ่งแล้วหายใจออกเฮือกใหญ่โดยมิตอบสิ่ง
ใด เขามิทราบสถานการณ์ระหว่างหลินหมิงและโอวหยางปั่วเยี่ยน ที่เกาะ
ฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้ เรื่องเล็กๆน้อยๆที่เกิดขึ้นภายในอาณาจักรลิขิตฟ้า
มิต่างไปจากการต่อสู้กันของมด มันมิเพียงพอที่จะกระตุ้นความสนใจของ
เกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ มิต้องพูดถึงเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ที่ได้เข้าไปยุ่ง
วุ่นวายจากสงครามที่พวกเขาได้นำมา
มู่ชือหั่วหัวเราะแล้วกล่าวว่า “หลายเดือนก่อนข่าวการตายของ
หลินหมิงส่งผ่านไปยังหุบเขาเจ็ดแก่นแท้ หนึ่งในศัตรูของหลินหมิง
ต้องการใช้โอกาสนี้เข้าล้างแค้นเพื่อจะระบายความขุ่นเคือง พวกเขาได้
ตอบโต้เพื่อเข้ากำจัดตระกูลหลินและอีกทั้งยังบังคับให้หญิงสาวของ
หลินหมิงเข้าสู่ขอบเหวแห่งความตายด้วย บุคคลผู้นี้ได้อยู่ที่แผนกลงทัณฑ์
แห่งหุบเขาเจ็ดแก่นแท้ นี่เป็นเหตุให้หลินหมิงมุ่งไปสู่แผนกลงทัณฑ์ ใน
ความจริงผู้คนที่เขาฆ่าทั้งหมดคือผู้อาวุโสของแผนกลงทัณฑ์ผู้เชี่ยวชาญ
ขั้นปราณปลายฟ้า”
“แล้วเรื่องนั้นมันเกี่ยวกันอย่างไรละ?”
“นี่ๆ ดูเหมือนว่าน้องชายเหยียนจัวจะยังมิเข้าใจ น้องชายเหยียนจัว
คิดซักนิด ถ้าตระกูลของหลินหมิงและพวกถูกผลักให้อยู่ขอบเหวแห่ง
ความตาย ทำไมพวกเขาจะมิร้องขอความช่วยเหลือจากเกาะฟีนิกซ์
ศักดิ์สิทธิ์กัน? หลังจากที่พวกเขารู้ว่าหลินหมิงและมู่เชียนหยี่เป็นเพื่อนกัน
แต่อย่างไรก็ตามเรื่องที่โชคร้ายที่ตามมาคือมู่เชียนหยี่ได้อยู่ด้วยกันกับ
หลานมู่ชิงชู ต่อมามิทราบด้วยเหตุใด หลานชายของท่านได้เผาจดหมายที่
ส่งไปยังมู่เชียนหยี่ เป็นความจริงที่เขาเผาจดหมายหลายฉบับและมิยอม
มอบพวกมันให้แก่มู่เชียนหยี่ ภายหลังนี่เกือบเป็นเหตุให้หญิงสาวที่มี
ความสัมพันธ์กับหลินหลิงต้องเกือบตายลงในสนามรบ”
ขณะที่มู่ชือหั่วพูดอย่างช้าๆ สีหน้าของมู่เหยียนจัวก็ไม่มีการ
เปลี่ยนแปลงใดๆ มู่เหยียนจัวจะไม่หลอกลวงเรื่องแบบนี้ และนั่นมีโอกาส
สูงที่เรื่องนี้จะเป็นความจริง มู่ชือหั่วตระหนักถึงบุคลิกของมู่ชิงชูและมันมี
แนวโน้มว่าเขาจะทำอะไรเช่นนี้
คิ้วของมู่เหยียนจัวขมวดมากยิ่งขึ้น เขาจ้องไปที่ผู้อาวุโสสูงสุดและ
กล่าวอย่างเย็นชาว่า “ท่านได้ส่งคนมาสืบเรื่องการเตรียมการของข้า
หรือ?”
หากผู้อาวุโสสูงสุดนี้มิได้ซ่อนสายลับไว้ภายในคนของเขาแล้ว เขาจะ
มิมีทางรู้เรื่องเล็กๆน้อยๆเช่นนี้
“ฮ่าฮ่า น้องชายเหยียนจัวอย่ากล่าวเช่นนั้นเลย มันเป็นเรื่องที่ดีใน
การหาวิธีกับความโกรธของหลินหมิง หลินหมิงผู้นี้จะล้างแค้นกับความไม่
พอใจใดๆที่เขามีดั่งเช่นครั้งหนึ่งที่เขาได้ไปจัดการแผนกลงทัณฑ์อย่างน่า
สังเวช เมื่อหลินหมิงกลับมาที่เกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ เขาจะสืบเบาะแสเรื่อง
นี้อย่างหลีกเลี่ยงมิได้ ในอดีตที่หลานของท่านได้คิดว่าหลินหมิงตายไป
แล้ว ดังนั้นเขาจึงได้กระทำอย่างไม่ระมัดระวังโดยมิได้ลบร่องลอยของเขา
ถ้าหากหลินหมิงตรวจสอบเรื่องนี้มันก็ไม่ยากที่จะสืบว่าใครเป็นคนทำ
ด้วยความสามารถของหลินหมิงในปัจจุจัน เขาจะยังมิอาจเป็นภัยแก่ชิงชู
ได้ แต่ในหลังจากหลินหมิงไปถึงขั้นหลอมรวมแก่นแท้ น้องชายเหยียนจัว
ยังจะสามารถปกป้องชิงชูได้อยู่อีกหรือ? เมื่อถึงตอนนั้น บางทีชิงชูคง…”
ขณะมู่ชือหั่วกล่าวเขาก็เริ่มส่ายศีรษะ มู่เหยียนจัวทำหน้าบึ้ง มู่ชิงชู
คือสายเลือดของเขาที่โดดเด่นที่สุด หากนั้นไม่มีเหตุการณ์ผิดพลาดใดๆ
เกิดขึ้น เขาก็จะกลายเป็นผู้อาวุโสในอนาคตและสืบทอดตำแหน่งต่อจาก
เขา
ตำแหน่งของผู้อาวุโสมีความสำคัญอย่างมาก หากแผนกใดไม่มีผู้
อาวุโส พวกเขาจะไม่มีอำนาจเบื้องบนภายในนิกาย ผลลัพธ์คือพวกเขาจะ
ค่อยๆล่มสลายไปอย่างช้าๆ
หากนี้คือความขัดแย้งทั่วๆไปมู่เหยียนจัวจะยอมทำขออภัย แต่เรื่อง
ที่เกิดขึ้นมานี้ แม้มู่เหยียนจัวจะยอมรับ หลินหมิงคงอาจจะไม่มีวันลืม!
สีหน้าของมู่เหยียนจัวเปลี่ยนไปมาหลายครั้ง ในที่สุดเขาได้ถามด้วย
น้ำเสียงที่จริงจัง “พี่ชายชือหั่วมีแผนหรือไม่?” ในความเห็นของมู่เห
ยียนจัว ด้วยความสามารถและความแข็งแกร่งของหลิงหมิง และด้วยการ
สนับสนุนของมู่เฟิงเซียน มันเป็นไปมิได้ที่จะต่อต้านหลินหมิงแม้เขาจะ
ร่วมมือกับชือหั่ว
“น้องชายเหยียนจัว มิต้องกังวลเรื่องนั้นไป มันมีทางออกอยู่เสมอ
น้องชายเหยียนจัว พวกเราจะกลับเข้าไปในตำหนักวิญญาณเพลิงแล้ว
ค่อยๆคุยเรื่องนี้ดีหรือไม่?”
มู่เหยียนจัวพยักหน้า เขาเองไม่มีทางอื่นอีกแล้ว
………………………..
บนเกาะห่างจากเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ 1000 ลี้ แนวปะการังและคลื่น
ซัดเข้าสู่ชายหาด
กลุ่มศิษย์แห่งเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ลาดตระเวนเป็นประจำ ก่อนเที่ยง
ผู้นำกลุ่มขั้นปราณปลายฟ้ามองเห็นเปลวไฟที่ฟากฟ้าห่างไกลออกไป
สายตาของเขาดีเป็นพิเศษดังนั้นเขาจึงเป็นคนแรกที่เห็นวิหคเพลิง!
และยังเป็นวิหคเพลิงโตเต็มวัยอีกด้วย!
เกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์มีเพียงวิหคเพลิงโตเต็มวัย ผู้ที่สามารถขี่วิหค
เพลิงออกเดินทางได้ส่วนใหญ่ก็คือเหล่าผู้อาวุโส
พวกเขาได้ใช้ยันต์สื่อสารกระแสเสียงส่งออกไปในทันที
…………………..
ที่ใจกลางของเกาะเล็ก ในเรือนเล็กสง่างาม มู่เชียนหยี่กำลังรดน้ำ
ต้นไม้
หลายวันมานี้มู่เชียนหยี่ดูดีอย่างมาก เมื่อนางมีเวลาว่างนางจะปลูก
ดอกไม้และต้นไม้บางส่วน
มู่ชิงชูยืนอยู่บนลานอย่างเงียบๆมองดูมู่เชียนหยี่กำลังรดน้ำต้นไม้
ในหลายวันที่ผ่านมา ท่าทางของมู่เชียนหยี่ที่ปฏิบัติต่อเขานั้นดูดีกว่า
แต่ก่อนมาก แต่ว่าการเปลี่ยนแปลงเหล่านั้นมิได้ทำให้มู่ชิงชูมีความสุข
ตั้งแต่ที่มู่ชิงชูได้รับรู้ว่าหลินหมิงยังคงมีชีวิตอยู่ เขาได้มีสีหน้าที่น่า
สงสารยิ่งนัก มิใช่เพราะว่าหลินหมิงยังคงมีชีวิตอยู่ แต่เพราะระดับการบ่ม
เพาะของหลินหมิงยังได้ไปถึงขั้นปราณต้นฟ้าช่วงปลายอีกด้วย
เพียงอายุ 17 ปีระดับการบ่มเพาะก็อยู่ขั้นปราณต้นฟ้าช่วงปลายนั้น
ได้ก้าวข้ามมู่เชียนหยี่เมื่อนางอายุเท่ากันเสียอีก
นี่เป็นเหตุให้มู่ชิงชูรู้สึกถึงวิกฤตอยู่ลึกๆ ถ้ายังคงความเร็วเช่นนี้ต่อไป
ภายในไม่กี่ปีความแข็งแกร่งของหลินหมิงจะก้าวข้ามตนเองไป
เมื่อเวลานั้นมาถึง เขาจะไม่สามารถทำอันใดได้เลย
ในช่วงไม่กี่ปีนี้จะเป็นโอกาสสุดท้ายของเขา
มู่ชิงชูได้รับโอกาสครั้งสุดท้ายโดยปู่ของเขา แม้ว่าความเป็นไปได้จะมิ
สูงนัก แต่เขาก็ยังคงมีหวังอยู่แม้เพียงน้อยนิด นั่นเพราะเขายังมีข้อ
ได้เปรียบหลินหมิงคือเขามีสกุลมู่ของเขา
ในตอนนั้นเองได้เกิดเปลวไฟสว่างขึ้นตรงหน้าของมู่ชิงชู
“หืม? มีบางคนกำลังมุ่งหน้ามายังที่แห่งนี่ด้วยวิหคเพลิงเช่นนั้น
หรือ?”
ตอนที่ 432 ข้าจะทดแทนเอง
ในช่วงสงครามที่วุ่นวายเช่นนี้ เหล่าผู้ที่จะขี่วิหคเพลิงได้ส่วนใหญ่จะ
เป็นผู้อาวุโส ‘หรือว่าจะเป็นข่าวจากท่านปู่ส่งมาหรือ?’
เมื่อมู่ชิงชูคิดได้เช่นนี้ เขาก็สับสน สภาผู้อาวุโสภายในเกาะฟีนิกซ์
ศักดิ์สิทธิ์หลักประกอบไปด้วยคนแก่หัวโบราณ มันเป็นที่แน่นอนว่าพวก
เขานั้นจะอนุญาตให้หลินหมิงเป็นผู้นำขุมอำนาจในอนาคต หากเช่นนั้นใน
สถานการณ์เช่นนี้จึงเป็นสิ่งไร้ความหวังสำหรับเขา
ขณะที่มู่ชิงชูกำลังจมอยู่ในความคิด เขาก็ได้ยินเสียงฟีนิกซ์กู่ร้อง
ขึ้นมา มันพุ่งมาด้วยความรวดเร็ว เพียงไม่กี่ลมหายใจหลังจากที่ได้รับ
ข้อความจากยันต์สื่อสาร มันก็ได้บินมาถึงท้องฟ้าด้านบนของเขาแล้ว
มู่เชียนหยี่ตกตะลึง นางได้วางบัวรดน้ำลงและมองขึ้นไปบนท้องฟ้า
ฟรุป!
วิหคเพลิงร่อนลงมาบนพื้น กางปีอันใหญ่ตัวออก สายลมพัดทุกสิ่งจน
โบกสะบัด
มันมีชายและหญิงยืนอยู่บนหลังของวิหคเพลิง ชายหนุ่มนั้นค่อนข้าง
หล่อเหลา ขณะที่เขายิ้มออกมา ดวงตาเต็มเปี่ยมไปด้วยความอ่อนโยน
แต่ก็ยังเต็มไปด้วยเจตนาที่หนักแน่นอีกด้วย หญิงสาวที่ยืนอยู่ด้านหลังนั้น
ก็งดงาม แต่กลับมีท่าทีกังวล
ทั้งสองก็คือหลินหมิงและฉินซิงเซวียนนั่นเอง
หลินหมิงมิได้กลับไปยังเกาะฟีนิกซ์ก่อน ขณะที่เขาข้ามทะเลทางใต้
มาด้วยรูปแบบค่ายกลเคลื่อนย้าย เขาได้สอบถามศิษย์แถวนั้นว่ามู่เชียน
หยี่นั้นอยู่ที่ใดและจึงได้เดินทางมาหานางเป็นอันดับแรก
หลินหมิงนั้นมีความรู้สึกอันดีให้กับมู่เชียนหยี่ อาจจะกล่าวได้ว่าที่
หลินหมิงต้องการสนับสนุนเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ส่วนใหญ่เป็นเพราะมู่
เชียนหยี่
เมื่อตอนที่หลินหมิงได้ออกมาจากแดนเร้นลับฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ หาก
มิใช่เพราะว่าเขาได้รีบร้อนในการช่วยฉินซิงเซวียน เขาก็คงจะมาหามู่
เชียนหยี่ก่อนแน่นอน
ขณะที่มู่ชิงชูเห็นหลินหมิงปรากฏตัวขึ้น รอยยิ้มของเขาก็แข็งค้าง
ในทันที
หลินหมิง!
เป็นเขาจริงๆ!
ขณะที่มู่ชิงชูเห็นรอยยิ้มบนใบหน้าของหลินหมิง เขารู้สึกราวกับว่า
ได้กลืนแมลงวันลงไป เขาจำเป็นที่จะต้องนึกถึงระเบียบการ เขาทำได้แต่
เพียงเก็บซ่อนความไม่พอใจ และแสดงสีหน้าที่สงบออกมาแทน
“หลินหมิง!” มู่เชียนหยี่ถอนหายใจ นางมองดูราวกับปกติ แต่ก็ยาก
ที่จะซ่อนความสุขใจที่สาดประกายอยู่ในดวงตาของนาง
“ศิษย์พี่มู่” หลินหมิงกระโดดลงจากหลังของวิหคเพลิง ฉินซิงเซวียน
เองก็กระโดดตามลงไปและยืนอยู่ด้านหลังของเขา นางยังคงกังวล นาง
รู้อยู่แล้วว่าหลินหมิงและมู่เชียนหยี่นั้นสนิทกันมาก
ขณะที่ฉินซิงเซวียนลงมา มู่เชียนหยี่ก็ได้จับจ้องไปยังนาง หลังจาก
หลายลมหายใจผ่านไป นางก็เริ่มที่จะเห็นว่าฉินซิงเซวียนดิ้นเล็กน้อยราว
กับแมวที่ยืนอยู่บนพื้นร้อน ในตอนนี้เอง มู่เชียนหยี่ก็ได้ยิ้มและกล่าว “นี่
ใช่แม่นางฉินหรือไม่? ข้าเพิ่งได้ทราบข่าวถึงปัญหาของแม่นางฉิน เมื่อ
ตระกูลฉินตกอยู่ในความทุกข์ มันก็เป็นส่วนหนึ่งที่ข้าควรรับผิดชอบ ข้าดี
ใจที่แม่นางฉินยังคงปลอดภัยดี”
“ท่านหญิงช่างมีน้ำใจยิ่งนัก” ฉินซิงเซวียนคารวะด้วยความนอบ
น้อม นี่เป็นครั้งแรกที่นางได้เห็นมู่เชียนหยี่ นางเคยได้ยินถึงนักบุญหญิง
ของเกาะฟีนิกซ์ศักดิสิทธิ์นั้นเป็นธิดาศักดิ์สิทธิ์ของโลกนี้ เมื่อฉินซิงเซวียน
ได้พบเจอนางในวันนี้ นางรู้สึกได้ถึงความด้อยกว่าขึ้นในจิตใจ ไม่ว่าจะ
มองอย่างไร ทั้งในด้านสถานะ ความแข็งแกร่งหรือสิ่งต่างๆ นางก็มิอาจที่
จะเทียบกับมู่เชียนหยี่ได้ นี่ทำให้ออร่าของฉินซิงเซวียนลดลงไปอย่างมาก
“นี่คือ…” หลินหมิงหันไปมันมองมู่ชิงชู
“ข้าคือมู่ชิงชู ข้าได้ยินชื่อเสียงของศิษย์น้องหลินมามาก ข้ายินดีที่ได้
พบเจ้า!” มู่ฉิงชูผสานมือคารวะทักทาย พยายามให้น้ำเสียงเป็นธรรมชาติ
“เช่นนั้น นี่ก็คือศิษย์พี่ชิงชูนี่เอง” หลินหมิงผสานมือทักทายตอบ แต่
ในตอนนี้เอง ก็ได้มีกระแสเสียงปราณแท้เข้ามาในหูหลินหมิง “ระวังมู่ชิงชู
ให้ดี เป็นเพราะ…เหตุผลบางอย่าง… เขาจึงอาจที่จะเป็นศัตรูกับเจ้า”
“หืม? ข้าเคยทำสิ่งใดต่อเขาเช่นนั้นหรือ?” หลินหมิงกว่าวถามด้วย
ความประหลาดใจเล็กน้อย
“เออ…” มู่เชียนหยี่มิรู้จะอธิบายอย่างไรดี นางจึงกล่าวอย่าง
คลุมเครือไปว่า “แค่ระวังเอาไว้ก็พอ!”
“ข้าเข้าใจแล้ว” หลินหมิงไม่คิดเรื่องนี้อีก
“ศิษย์น้องหลิน ในเมื่อเจ้าได้อยู่ในแดนเร้นลับฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์มาเป็น
เวลานาน เจ้าต้องได้รับโชคใหญ่บางอย่างมาบ้างแน่ใช่หรือไม่?” มู่ชิงชู
ถามออกไปอย่างไม่ใส่ใจนัก
“ใช่แล้ว ข้าได้รับโชคใหญ่บางอย่าง เช่นนั้นข้าถึงได้อยู่ภายในนั้น
นานและทำให้ทุกคนเป็นกังวล”
‘กังวลหรือ?’ มู่ชิงชูเค้นเสียงภายในใจ ‘สิ่งที่ข้ากังวลคือเจ้ายังมิตาย
ต่างหาก’ ขณะที่มู่ชิงชูกำลังคิดเรื่องนี้ เขาก็ได้หันหน้าไปทางอื่น เขาเกรง
ว่าหากยังมองหน้าหลินหมิงนานๆ เขาจะมิอาจสามารถสะกดข่มความ
เกลียดชังไว้ภายในจิตใจได้ต่อไป
มู่เชียนหยี่ได้ฟังคำกล่าวของหลินหมิงนางจึงกล่าวออกมาว่า “มัน
ยาวนานถึง 10 เดือน มันนานอย่างยิ่ง โชคดียิ่งนักที่เจ้ายังสามารถกลับ
ออกมาได้ มิเช่นนั้นมันย่อมเป็นสิ่งที่น่าเศร้า”
ขณะที่กล่าวออกมา นางก็ได้มองไปยังฉินซิงเซวียน “แม่นางฉิน
ความจริงคือ หากตระกูลฉินได้รับปัญหาใดๆ เจ้าก็สามารถที่จะส่ง
จดหมายมาหาข้าได้ หากว่าเรื่องเหล่านั้นจะเกิดขึ้น ข้าย่อมส่งคนไป
จัดการกับปัญหาในทันที แม่นางฉินมิต้องทำเช่นเราเป็นคนแปลกหน้า”
“หืม…” ฉินซิงเซวียนขมวดคิ้ว นางรู้ว่าฉินจื่อหยาได้ส่งจดหมายมา
หามู่เชียนหยี่ แต่จากที่นางได้ยินจากน้ำเสียงของมู่เชียนหยี่ นางจึงมิรู้ว่า
จะกล่าวเช่นใด เมื่อเห็นถึงสีหน้าที่ห่วงใยและซื่อสัตย์ มันมิดูเหมือนว่า
นางกำลังโกหกเลย ฉินซิงเซวียนกัดฟันของนางและไม่แน่ใจว่าจะกล่าวสิ่ง
ใดออกไป ในตอนนั้นเอง หลินหมิงก็ได้กล่าวขึ้นว่า “แม่นางมู่ เมื่อตอนที่
ตระกูลฉินนั้นได้เกิดปัญหาขึ้น ผู้อาวุโสที่ข้ารู้จักได้ส่งจดหมายมาหาท่าน
แล้วถึง 2 ฉบับ แต่ดูเหมือนว่ามันจะหายไปอย่างไร้ร่องรอย และไม่ได้รับ
การตอบกลับใดๆ”
เมื่อได้ยินดวงตาของมู่ชิงชูก็ได้เบิกกว้างทันที เขารู้สึกหัวใจหล่นวูบ
แต่ก็ยังสามารถรักษาความสงบไว้บนใบหน้าได้ ยืนอยู่อย่างเงียบๆต่อไป
มู่เชียนหยี่คิ้วขมวด “ได้ส่งจดหมายมาหาข้าถึง 2 ฉบับและมัน
หายไปอย่างไร้ร่องรอยหรือ?”
“ใช่”
“มัน… มันอาจที่จะสูญหายไปในความวุ่นวายของสงครามก็เป็นได้”
มู่ชิงชูกล่าวด้วยสีหน้าครุ่นคิด แต่ไม่กล้าที่จะมองตาของมู่เชียนหยี่
“มันเป็นเช่นนั้นจริงหรือ?” หลินหมิงมิได้เชื่อความคิดเห็นของมู่ชิงชู
ไม่เพียงแค่นั้น แต่มีจดหมายถึง 2 ฉบับที่หายไปจึงทำให้ความคิดนี้ไม่
สมเหตุสมผล
“มันน่าจะเป็นเช่นนั้น” ขณะที่มู่เชียนหยี่กล่าวออกมา นางก็ได้ส่ง
กระแสเสียงปราณแท้ไปหาหลินหมิง “ข้าจะสืบเรื่องนี้ทีหลัง เจ้ามิต้อง
กังวลไป ข้าจะหาคำอธิบายมาให้ได้อย่างแน่นอน”
หลินหมิงตกตะลึง มีเพียงเหตุผลเดียวที่มู่เชียนหยี่ส่งกระเสียงปราณ
แท้มาเช่นนี้ นั่นก็คือกันคนอื่นในการรับรู้ และคนผู้นั้นก็น่าจะเป็นมู่ชิงชู
หลินหมิงสงสัยและถามออกไปอีกครั้ง “ข้าได้ทำสิ่งใดให้มู่ชิงชู
หรือ?”
“นี่…” มู่เชียนหยี่ไร้คำพูด นางจะกล่าวว่าเกิดเรื่องอันใดขึ้นได้
อย่างไร? นางควรจะบอกแก่หลินหมิงว่ามีผู้อาวุโสบางคนต้องการที่จะให้
นางแต่งงานกับมู่ชิงชู และนั่นจึงทำให้มู่ชิงชูเกิดความอิจฉาขึ้นเช่นนั้น
หรือ? และเพราะการหมั้นได้ถูกเลื่อนออกไปเพราะเหตุใุด? เพราะว่า
อาจารย์ของนางได้ปฏิเสธเพราะวางแผนนางให้แต่งกับหลินหมิงแทน
เช่นนั้นหรือ?
ขณะที่มู่เชียนหยี่นึกเรื่องแต่งงาน หัวใจของนางก็กระสับกระส่าย
โดยปกตินางมีบุคลิกที่รักอิสระ นางมิได้คิดเรื่องระหว่างชายหญิง เพียง
แค่มุ่งหวังในเรื่องการบ่มเพาะ
สำหรับเรื่องที่นางรู้สึกเช่นไรต่อหลินหมิงนั้น มู่เชียนหยี่เองก็มิได้
แน่ใจนัก
ระหว่างนางและหลินหมิง จากความอยากรู้ที่มีต่อเขากลายเป็น
ความนับถือ และทั้งสองก็ได้กลายเป็นคนสนิท อย่างไรก็ตาม เพราะพวก
เขาได้รับประสบการณ์มากจากหุบเขาสายฟ้าฟาด ความสับสนจึงปนอยู่
ในความรู้สึกเหล่านั้น
มู่เชียนหยี่นั้นได้ติดตามมู่อี้หวงตั้งแต่นางยังเด็ก จากตอนนั้นจนถึง
ตอนนี้ นางได้พบปะกับผู้ชายน้อยมาก แทบจะไม่มีชายใดเคยได้แตะต้อง
ตัวนาง
มู่เชียนหยี่เองก็ช่วยไม่ได้แต่ได้รับบทเรียนจากการตายของหลินหมิง
นางนั้นหัวใจสลายอย่างมาก ราวกับว่าได้สูญเสียจิตวิญญาณและทุกสิ่ง
พังทลายลง
เมื่อคิดได้เช่นนี้ มู่เชียนหยี่จึงได้ชำเลืองไปยังฉินซิงเซวียนอย่างไม่
รู้ตัว นางราวกับว่าต้องการที่จะกล่าวบางอย่าง แต่ก็มิได้กล่าวสิ่งใด
ออกมาในท้ายที่สุด…
สำหรับหลินหมิง ตั้งแต่ที่ได้รู้ว่ามีบางคนได้ทำลายจดหมายเป็นที่แน่
ชัดว่ามิใช่ความผิดพลาดของการส่ง สีหน้าของเขาก็กลายเป็นเคร่งขรึม
ไม่ว่าจะเป็นผู้ใด หากได้รู้ตัวแล้ว เขาจะไม่มีทางปล่อยเรื่องนี้ไปแน่
“หลินหมิง กลับไปเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ด้วยกันเถอะ ท่านอาจารย์คง
จะรอนานแล้ว”
“อืม ไปกันเถอะ”
…………….
ณ เกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ ตำหนักวิหคเพลิง –
ประตูทางเข้าห้องโถงประชุมผู้อาวุโสถูกสร้างขึ้นด้วยต้นอู๋ถง 1000ปี
ภายในห้องประกอบไปด้วยโต๊ะยาว 30 ก้าวและ 30 เก้าอี้ที่ทำจาก
ต้นอู๋ถง ดอกไม้เพลิงเก้าปีมีอยู่ทั่วห้อง มันจะบานออกมาเมื่ออายุ 9 ปี
และหลังจากที่บานแล้ว ก็จะสามารถดูดซับพลังเพลิงต้นกำเนิดจากมันได้
มันเป็นพืชจิตวิญญาณธาตุจำเพาะอัคคีที่หาได้ยาก พวกมันสวยงามและ
ใช้เป็นเครื่องประดับหลักสำคัญในเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์
มู่อี้หวงนั่งบนที่นั่งทรงเกียรติและมีมู่เชียนหยี่นั่งอยู่ด้านข้างของนาง
มีที่นั่งสำหรับบุคคลอื่นอีก 7-8 แปดคนนั่งอยู่รอบโต๊ะ ใน 7-8 คนนี้
หลินหมิงเคยพบเจอเพียงผู้เดียวมาก่อน นั่นก็คือปรมาจารย์ศักดิ์สิทธิ์
เทียนกวาง
นอกจากมู่เทียนกวางแล้วก็มีหญิงชราในชุดสีแดง นางมีขนตายาว
เป็นก้าว และเส้นผมของนางทั้งหมดเป็นสีแดง นางนั้นดูคล้ายบรรพบุรุษ
จื่อเยี่ยนเป็นอย่างมาก
พลังจิตวิญญาณของหลินหมิงนั้นล้ำลึกยิ่งกว่าเดิมมาก เช่นนั้นเขาจึง
สามารถสัมผัสได้ถึงระดับการบ่มเพาะของนางว่าอยู่ในขั้นหลอมรวมแก่น
แท้ช่วงกลาง ผู้อาวุโสส่วนใหญ่ของเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์จะอยู่เพียงขั้น
หลอมรวมแก่นแท้ช่วงต้น ผู้ที่อยู่ขั้นหลอมรวมแก่นแท้ช่วงกลางจึงถือว่า
ค่อนข้างแข็งแกร่งอย่างแท้จริง
เมื่อหญิงชราผู้นี้เห็นหลินหมิงมองมายังนาง นางก็ยิ้มและผงกศีรษะ
หลินหมิงยิ้มตอบกลับ เกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ในครั้งนี้ต่อหน้าสภาผู้
อาวุโส หลินหมิงได้สกดข่มพลังของตนเท่าที่จะทำได้ เพื่อที่จะแสดงความ
เคารพและถ่อมตน
นอกจากหญิงชราคิ้วยาวแล้ว ส่วนใหญ่ก็เป็นผู้หญิงเช่นกัน ขณะที่
พวกเขามองมายังหลินหมิง สีหน้าก็แตกต่างกันไป บ้างก็ชื่นชม และบ้างก็
ยิ้มจางๆ มีแม้กระทั้งบางคนที่เมินหลินหมิงมิได้สนใจที่จะรู้จักเขาเลยสัก
นิด
สภาผู้อาวุโสนั้นมีอำนาจเป็นอย่างยิ่ง ผู้อาวุโสทั้งหมดเองต่างก็เป็น
ตัวตนที่ที่ทรงพลังของเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ หาก 4-5 คนนี้ร่วมมือกันสู้ ก็
เพียงพอที่จะกดดันให้มู่อี้หวงต้องลำบากได้แล้ว
มู่เทียนกวางนั้นค่อนข้างที่จะรู้สึกเป็นมิตรกับหลินหมิง หลังจากที่
เขานั่งลง เขาก็พยายามสำรวจหลินหมิง ขณะที่เขามองเห็นถึงปราณแท้ที่
ผันผวนอย่างลึกซึ้งภายในร่างของหลินหมิง เขาก็ประหลาดใจอย่างยิ่ง มัน
ยากที่จะจินตนาการได้ว่าปราณแท้ที่ผันผวนนี้จะมาจากนักสู้เพียงขั้น
ปราณต้นฟ้า อย่างไรก็ตาม เมื่อเขาได้มองไปยังตันเถียนของหลินหมิง เขา
ก็สามารถที่จะเห็นปราณแท้ที่ยังมิได้ก่อตัวหมุนวนและคงกระจายตัวอยู่
เห็นได้ชัดว่า เขายังมิได้เข้าสู่ขั้นปราณปลายฟ้า
“หลินหมิง ในช่วงเวลาที่อยู่ในแดนเร้นฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์เจ้าคงจะ
ได้รับผลประโยชน์อย่างมากใช่หรือไม่” มู่เทียนกวางยิ้มออกมาขณะที่
กล่าว
“ใช่แล้ว ศิษย์นั้นโชคดี และได้รับโอกาสที่ดีอย่างยิ่ง จึงทำให้ติดอยู่
ภายในนั้นเป็นเวลานาน”
“ดี หากเจ้าเติบโตขึ้นได้รวดเร็วเช่นนี้ ก็จะกลายเป็นขุมพลังอัน
ยิ่งใหญ่ให้กับเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ได้!” มู่เทียนกวางหัวเราะออกมา
แน่นอนเขาเพียงแค่กล่าวออกมาลอยๆเท่านั้น เขามิเชื่อว่าหลินหมิงจะมี
บทบาทสำคัญในสงครามระหว่างเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์และดินแดนปีศาจ
แห่งทะเลทางใต้ ในการต่อสู้ระดับนี้ แม้แต่ปรมาจารย์ขั้นหลอมรวมแก่น
แท้ช่วงต้นก็ยังมีขีดจำกัดที่จะทำเป้าหมายสำเร็จ สำหรับหลินหมิงที่มี
ระดับการบ่มเพาะต่ำยิ่งกว่านั้นยิ่งไม่ต้องพูดถึงเลย
หลังจากที่ผู้อาวุโสคนอื่นๆเริ่มมากันเรื่อยๆ เมื่อรวมทั้งแผนกวิหค
เพลิงและแผนกวิหควารี ก็มีจำนวนผู้อาวุโสถึง 20 คนที่มีตำแหน่งในสภา
ผู้อาวุโส
ในตอนนั้นเอง ประตูห้องโถงได้เปิดออก ชายชรารูปร่างสูงเดินเข้ามา
ด้านหลังของชายชราผู้นี้ มีชายชราร่างเล็กและสงบเยือกเย็นเดินผ่านเข้า
มาในประตูต้นอู๋ถง 1000ปีด้วย
ทั้งสองคนนี้คือผู้อาวุโสสูงสุดมู่ชือหั่วจากแผนกวิหคเพลิงของเกาะ
ฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์และผู้อาวุโสสามมู่เหยียนจัว
มู่ชือหั่วมองไปยังทุกคนที่นี่ และสุดท้ายก็มาหยุดลงที่หลินหมิง และ
ยิ้มเล็กน้อย ก่อนที่จะเดินไปยังที่นั่ง
มู่อี้หวงมองดูชายชราทั้งสองอย่างเย็นชา ขณะที่พวกเขานั่งลงแล้ว
นางก็ได้กล่าวขึ้นว่า “ในการประชุมผู้อาวุโสครั้งนี้ มี 3 เรื่องที่จะต้อง
หารือกัน อย่างแรก ประกาศแต่งตั้งบุคคล อย่างที่สอง วางแผนสำหรับ
สงครามของเดือนหน้า และอย่างที่สาม หลินหมิงจะเล่าเรื่องของตนที่
ได้รับประสบการณ์มาภายในแดนเร้นลับฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์”
แดนเร้นลับฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์สำคัญอย่างยิ่งสำหรับการคงอยู่ของเกาะ
ฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ อย่างไรก็ตาม เกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์มีความเข้าใจที่จำกัด
เกี่ยวกับแดนเร้นลับฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ว่าเป็นอย่างไร ทุกครั้งที่ศิษย์ของพวก
เขากับมาจากแดนเร้นลับฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ พวกเขาจะต้องเล่า
ประสบการณ์ต่างๆที่ตนได้พบเห็นเพื่อเป็นประโยชน์ในอนาคต
ในครั้งนี้ หลินหมิงได้ติดอยู่ภายในแดนเร้นลับฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์เกือบปี
โดยปกติแล้ว ข้อมูลที่เขาได้รับจึงต้องมากมายมหาศาลอย่างแน่นอน มัน
จะทำให้เกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์มีความเข้าใจมากขึ้นเกี่ยวกับแดนเร้นลับ
ฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ เช่นนั้นมู่อี้หวงจึงได้เรียกประชุมสภาผู้อาวุโสเป็นหัวข้อ
สำคัญโดยให้หลินหมิงเล่าเรื่องของตนที่ได้รับประสบการณ์มาภายในแดน
เร้นลับฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์
แน่นอน การประชุมสภาผู้อาวุโสนี้ยังมีความหมายอื่นแฝงอยู่ และ
นั่นจะทำให้สภาผู้อาวุโสยืนยันถึงคุณค่าของหลินหมิงด้วยตนเอง
“อย่างแรก ข้าจะกล่าวถึงการแต่งตั้งใหม่ ข้าเสนอให้หลินหมิงได้รับ
แต่งตั้งเป็นตัวแทนแห่งวิหคเพลิง ข้าว่าทุกท่านนั้นจะคิดเห็นอย่างไรกับ
เรื่องนี้?
ตัวแทนแห่งวิหคเพลิงแห่งเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์มักจะเป็นศิษย์ที่มี
การบ่มเพาะขั้นปราณปลายฟ้า มีเพียงไม่กี่กรณีที่ศิษย์ขั้นปราณต้นฟ้าจะ
ได้รับแต่งตั้ง การแต่งตั้งตัวแทนแห่งวิหคเพลิงนั้นหมายความว่าศิษย์ผู้นั้น
จะเป็นผู้ได้รับเลือกเป็นผู้อาวุโสระดับสูงในอนาคต
หากผู้ใดได้กลายเป็นตัวแทนแห่งวิหคเพลิง ไม่เพียงแค่จะกลายเป็นผู้
มีอำนาจ แต่ยังจะได้รับทรัพยากรจำนวนมากอีกด้วย
ในเมื่อมู่อี้หวงกล่าวคำเหล่านี้ออกมา นั่นหมายความว่าการที่หลินหมิ
งจะกลายเป็นผู้อาวุโสนั้นเพียงขึ้นอยู่กับเวลา
เมื่อกล่าวถึงเรื่องนี้ ผู้อาวุโสเกือบครึ่งยังคงสงบ เพราะนี้อยู่ในการ
คาดเดาของพวกเขาอยู่แล้ว ทุกคนนั้นเห็นได้ว่ามู่อี้หวงให้คุณค่ากับหลินห
มิงเพียงใด
อย่างไรก็ตาม ก็มีผู้อาวุโสบางคนต้องคิ้วขมวด หากหลินหมิงได้กลาย
เป็นผู้อาวุโสด้วยพลังของเขาที่มิได้เป็นคนสกุลเดียวกันด้วย มันหมายถึง
การยื่นอำนาจให้คนนอก โดยปกติมันมิได้สำคัญนัก แต่ในตอนนี้ด้วยมู่อี้
หวงและมู่เฟิงเซียนได้ให้คุณค่ากับหลินหมิงอย่างมาก – ด้วยพรสวรรค์ที่
ยอดเยี่ยมของเขา – มันจะมิใช่การกลายเป็นเพียงผู้อาวุโสที่มีสกุลต่าง
ออกไปเท่านั้น
เกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์เป็นนิกายที่คล้ายครอบครัว ผู้อาวุโสส่วนใหญ่
ใช้สกุลมู่ มันยากที่จะมีผู้ใดซักคนที่ต่างสกุลกลายมาเป็นผู้อาวุโสที่มี
อำนาจอย่างแท้จริง 1000 ปีก่อน มีผู้อาวุโสที่มิได้มาจากตระกูลมู่ และ
เขาได้ทรยศเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ ทำให้เกิดความสูญเสียครั้งใหญ่ เกาะ
ฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ไม่เคยลืมเรื่องที่เกิดขึ้น
ด้วยพรสวรรค์ของหลินหมิง อำนาจของเขาจะยิ่งมากขึ้นในอนาคต
มันเท่ากับการยกทั้งเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ไว้ในมือของหลินหมิง มันมิยากที่
จะบอกได้ว่าหลินหมิงนั้นมีบุคลิกเช่นไร!
บรรยากาศกลายเป็นเงียบงัน
หลังจากหลายลมหายใจผ่านไป ผู้อาวุโสสูงสุดได้ลุกขึ้นและกล่าวว่า
“ชายชราผู้นี้มิได้คัดค้านการตัดสินใจแต่งตั้งหลินหมิงเป็นตัวแทนแห่ง
วิหคเพลิง อย่างไรก็ตาม ชายชราผู้นี้เพียงอยากที่จะถามบางอย่างกับ
หลินหมิง”
มู่อี้หวงสีหน้ากลายเป็นเย็นชา นางมีความสัมพันธ์ที่มิค่อยดีกับมู่ชือ
หั่ว “เรื่องอันใดกันหรือ?”
ผู้อาวุโสสูงสุดยืนขึ้นยิ้มและมองไปทางหลินหมิง “จากสิ่งที่ชายชราผู้
นี้ได้รู้มา เมื่อเจ้าได้ติดอยู่ภายใน แดนเร้นลับฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์และข่าวการ
เสียชีวิตของเจ้าแพร่กระจายออกไป และได้มีศัตรูของเจ้าที่ต้องการจะ
ล้างแค้นครอบครัวและสหายของเจ้า และแม้กระทั่งบังคับให้หญิงที่เจ้า
ห่วงใยตกอยู่ในสถานการณ์ที่อาจตกตายไปได้ เมื่อเจ้าได้ออกมาจากแดน
เร้นลับฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ เจ้าก็ได้รีบไปช่วยนางในทันที ชีวิตของนางใกล้จบ
สิ้นและกำลังจะตาย ดังนั้น เจ้าจึงใช้ปราณโลหิตของวิหคเพลิงถึง 10
หยดเพื่อที่จะฟื้นฟูปราณโลหิตของนางและช่วยชีวิตนาง หญิงผู้นี้มี
พรสวรรค์ระดับ 6 ขั้นกลางและยังมีระดับการบ่มเพาะเพียงขั้นผสานชีพ
จร นอกจากหน้าตาที่งดงามของนางแล้ว นางก็มิได้มีจุดเด่นอันใดเลย
และยังมิได้มีความสัมพันธ์ใดๆกับเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์อีกด้วย ข้าสงสัยว่า
ทุกท่านได้รู้ถึงเรื่องนี้แล้วหรือไม่?”
คำกล่าวของผู้อาวุโสสูงสุดดุดันอย่างยิ่ง ‘นอกจากหน้าตาที่งดงาม
ของนางแล้ว นางก็มิได้มีจุดเด่นอันใดเลย’ นี่อาจกล่าวว่าหลินหมิงนั้นมัก
มากในตัณหาและหลงใหลเพียงความงามของนางเท่านั้น และเป็นเหตุให้
เขาใช้ปราณโลหิตของวิหคเพลิงถึง 10 หยดในการช่วยชีวิตนาง!
เมื่อได้ยินคำกล่าวเหล่านั้น สีหน้าของผู้อาวุโสทุกคนที่นี่ก็เปลี่ยนไป
ในทันที พวกเขาต่างหันหน้าไปมองหลินหมิง เป็นเวลานาน ที่สายตาของ
เหล่าผู้อาวุโสขั้นหลอมรวมแก่นแท้มองไปยังบุคคลเดียว – แรงกดดันนี้
สามารถที่จะจินตนาการได้!
แม้แต่มู่อี้หวงยังต้องคิ้วขมวด หากเป็นเรื่องจริง เช่นนั้นมันก็จะ
กลายเป็นเรื่องวุ่นวายอย่างแน่นอน ปราณโลหิตของวิหคเพลิงนั้นล้ำค่า
เป็นอย่างยิ่ง! เพียงแค่ 1-2 หยด ก็สามารถใช้สร้างปรมาจารย์ขั้นหลอม
แก่นแท้ระดับสูงขึ้นมาได้แล้ว!
เกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์นั้นมีศิษย์และผู้อาวุโสระดับต่ำจำนวนมากที่มี
ความคิดว่าจะได้รับปราณโลหิตของวิหคเพลิงสักหยด เพียงที่ตนจะได้
สามารถฝึกฝนแก่นหลักของ ‘เคล็ดบ่มเพาะบัญญัติศักดิ์สิทธิ์ต้องห้ามวิหค
เพลิง’ อย่างไรก็ตามด้วยปราณโลหิตที่มีจำนวนจำกัด มู่อี้หวงได้ทนแบก
รับแรงกดดันจากทุกคนและมอบมันทั้งหมดให้กับหลินหมิง และทำให้เกิด
ความไม่พอใจต่อผู้อาวุโสหลายๆคน แต่หลินหมิงกลับนำปราณโลหิตของ
วิหคเพลิงถึง 10 หยดไปใช้ทั้งหมดเพียงเพื่อเรื่องความรักระหว่างชาย
หญิงส่วนตน หลินหมิงช่วยหญิงผู้นั้นด้วยสิ่งที่ล้ำค่ามหาศาล มันจึงย่อม
เกิดความโกรธขึ้นในหมู่ผู้อาวุโสคนอื่นๆ!
แม้แต่มู่อี้ที่สนับสนุนหลินหมิงอย่างเต็มที่ก็ยังมิพอใจกับการกระทำนี้
ของเขา!
ทุกคนต่างรอให้หลินหมิงตอบคำถาม ในตอนนี้ บรรยากาศกลายเป็น
เงียบงันจนน่าหวาดกลัวราวกับว่าอากาศนั้นอัดแน่นจนกลายเป็นปราณ
เหล่าผู้อาวุโสทั้งหมด รวมถึงหญิงชราคิ้วยาวที่ดูเป็นมิตร ก็ยังจ้องถมึง
มายังหลินหมิง มีเพียงผู้อาวุโสสูงสุดที่ยิ้มเย้ยเล็กน้อยขณะที่มองไปยัง
หลินหมิงอย่างสงบ
เผชิญหน้ากับแรงกดดันเช่นนี้ หลินหมิงก็ยังคงสงบเช่นเดิม เขามอง
ไปยังทุกคนจนหลายลมหายใจผ่านไปเขาจึงได้กล่าวออกมา “ทุกสิ่งที่ผู้
อาวุโสสูงสุดกล่าวมานั้นเป็นความจริง!”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ เหล่าผู้อาวุโสก็กลายเป็นเดือดดาล เหล่าผู้อาวุโส
หลายคนที่ได้กังขาหลินหมิงอยู่แล้วได้ลุกขึ้นมา “หลินหมิง! เจ้ากล้ายิ่ง
นัก! ผู้ใดให้อำนาจเจ้าทำเช่นนั้นได้เล่า!? เพื่อสนองความต้องการส่วนตน
เจ้าถึงกลับใช้ปราณโลหิตของวิหคเพลิงถึง 10 หยดไปอย่างเสียเปล่า
เช่นนี้!”
“เพื่อที่จะแลกกับกับชีวิตของหญิงสาวด้วยปราณโลหิตของวิหค
เพลิงถึง 10 หยด หลินหมิง เจ้าได้เปิดมุมมองของหญิงชราผู้นี้ยิ่งนัก!”
“หากใช้ปราณโลหิตของวิหคเพลิง 10 หยดแลกกับชีวิตของหญิง
สาว เช่นนั้นในวันหน้า เมื่อเจ้าได้กลายเป็นผู้อาวุโสที่ทรงอำนาจอย่าง
แท้จริง เจ้าจะมิยกเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ให้กับพวกดินแดนปีศาจเลยหรือ?
เท่าที่หญิงชราผู้นี้รู้ ผู้นำศักดิ์สิทธิ์ของดินแดนปีศาจแห่งทะเลทางใต้นั้น
รูปงามยิ่งนัก!” หญิงชราคิ้วยาวส่ายศีรษะและมองมายังหลินหมิงด้วย
ความผิดหวัง
“เจ้าดีเลิศมาจากที่ใด!” ตราบใดที่ข้ามีปราณโลหิตของวิหค 2 หยด
หลานชายของหญิงชราผู้นี้ก็จะสามารถฝึกฝนแก่นหลักของ ‘เคล็ดบ่ม
เพาะบัญญัติศักดิ์สิทธิ์ต้องห้ามวิหคเพลิง’ ได้ เขาขยันหมั่นเพียร แต่ก็มิ
อาจคืบหน้าไปได้ แต่เขากลับมิได้รับแม้เพียงหยดเดียว มิเหมือนเช่นเจ้า!
เจ้าได้ใช้ปราณโลหิตของวิหคเพลิงถึง 10 หยดในการช่วยชีวิตขยะ!”
น้ำเสียงของหญิงชราผู้นี้น่าขนลุกอย่างยิ่ง และคำกล่าวของนางเฉียบคม
และดุดัน!
ในสายตาของผู้อาวุโสเหล่านี้ ผู้ที่มีพรสวรรค์ระดับ 6 ที่ได้รับปราณ
โลหิตของวิหคเพลิงก็ยังถือว่าเป็นขยะอยู่ดี แม้จะมีเป็นร้อยรวมกันก็ยังมิ
ควรค่าที่จะให้ปราณโลหิตของวิหคเพลิงแม้เพียงหยดเดียว! แม้แต่ครึ่ง
หยดก็ไม่ควรค่าด้วยซ้ำในสายตาพวกเขา!
ในบรรดาผู้อาวุโสทั้งหมดที่นี่ เอาแต่ตำหนิ มู่เชียนหยี่ถอนหายใจ
นางเป็นผู้เดียวในที่แห่งนี้ที่เข้าใจหลินหมิง อาจกล่าวได้เพียงแค่ว่าหลินห
มิงนั้นอดกลั้นอารมณ์ได้เป็นอย่างดีและเต็มไปด้วยความรู้สึกแห่งความ
ยุติธรรม อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เขาทำนั้นก็ยากที่จะแก้ตัว!
หลินหมิงต้องการที่จะรับคำวิจารณ์จากผู้อาวุโสที่ด้านหน้าของเขา
ทั้งหมด แต่เมื่อบางคนเรียกฉินซิงเซวียนว่าขยะ หลินหมิงก็คิ้วขมวดด้วย
ความโกรธทันที เขาจึงกล่าวอย่างเย็นชาว่า “ข้าหลินหมิง จะทดแทน
เหล่าปราณโลหิตของวิหคเพลิงทั้ง 10 หยดที่ได้ใช้ไปเอง!”
“ทดแทนหรือ!?” ฮ่าฮ่า! ผู้อาวุโสสูงสุดยิ้มอย่างชั่วร้าย “ชายชราผู้นี้
ได้ยินสิ่งที่ตลกเป็นอย่างยิ่ง ปราณโลหิตของวิหคเพลิงทั้ง 10 หยด
เทียบเท่ากับปรมาจารย์ขั้นหลอมรวมแก่นแท้ถึง 10 คน แล้วเจ้าจะเอาสิ่ง
ใดมาทดแทนได้?”
ตอนที่ 433 แผ่นหยกสีแดงโลหิต
หลังจากที่ได้ยินหลินหมิงกล่าวว่าจะทดแทนปราณโลหิตของวิหค
เพลิง 10 หยดที่เขาได้ใช้ไป ไม่เพียงแค่ผู้อาวุโสสูงสุดมู่ชือหั่วจะหัวเราะ
แล้ว เหล่าผู้อาวุโสท่านอื่นก็คิดว่ามันน่าหัวเราะเช่นกัน หญิงชราชุดแดง
เค้นเสียงเย็นชาและกล่าว “ค่าของปราณโลหิตวิหคเพลิงเพียงหนึ่งหยดก็
มหาศาลแล้ว หญิงชราผู้นี้อยากจะรู้ยิ่งนักว่าเจ้าจะมีสิ่งใดมาทดแทนที่มี
ค่าไม่น้อยกว่ามัน”
หญิงชราชุดแดงเป็นผู้ที่เรียกฉินซิงเซวียนว่าเศษขยะ
“เหตุผลที่เกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ได้ให้ปราณโลหิตของวิหคเพลิงแก่เจ้า
มิใช่เพื่อนำไปให้ผู้อื่น และโดยเฉพาะมิใช่ให้นำไปใช้กับเศษขยะทั่วไป
เช่นนี้ด้วย! เจ้ามีคุณสมบัติอันใดจึงได้คิดทำเช่นนี้กันแน่?”
หญิงชราชุดแดงกล่าวออกมาด้วยถ้อยคำที่รุนแรงและหยาบคายเป็น
อย่างยิ่งพร้อมทั้งเปล่งออร่าของตนออกมา พุ่งตรงไปกดดันหลินหมิง หาก
มิใช่เพราะหลานชายของนางขาดแคลนปราณโลหิตของวิหคเพลิง ป่านนี้
เขาคงทะลวงเข้าสู่ขั้นหลอมรวมแก่นแท้ไปแล้ว มันจึงทำให้หญิงชรารู้สึก
เสียใจเป็นอย่างมาก ในตอนนี้ ด้วยคำกล่าวของหลินหมิง นางจึงได้ใช้ออ
ร่าของตนกดดันหลินหมิง!
สำหรับออร่าของผู้อาวุโสขั้นหลอมรวมแก่นแท้ช่วงกลางที่ส่งออร่า
มากดดันศิษย์ขั้นปราณต้นฟ้า มันควรที่จะทำให้กลัวจนเสียสติได้
แต่หญิงชราชุดแดงรู้ว่าหลินหมิงมิใช่ผู้เชี่ยวชาญขั้นปราณต้นฟ้า
ธรรมดา นางย่อมไม่สามารถที่จะสังหารหลินหมิงด้วยออร่าของตนได้
อย่างมากก็ทำให้เขาได้อับอายจนฉี่ราด ดังนั้นนางจึงไม่ออมมือเลย
ปลดปล่อยออร่าของตนเต็มพิกัด
เมื่อมู่อี้หวงเห็นเช่นนี้สีหน้าของนางก็ได้เปลี่ยนไปในทันที นางจึง
พยายามจะเข้าไปหยุดในทันที แต่เมื่อนางได้ยกมือขึ้นครึ่งทาง นางก็
พบว่าหลินหมิงนั้นยังคงมิได้เป็นอันใด นางก็ตระหนักได้ว่าไม่ควรยื่นมือ
เข้าไปปกป้องหลินหมิง ไม่เพียงแค่นั้น แต่มู่อี้หวงยังไม่พอใจอย่างมากกับ
การกระทำของหลินหมิงในครั้งนี้อีกด้วย
สำหรับผู้อาวุโสสูงสุด เขามิได้สนใจที่จะซ่อนรอยยิ้มอีกต่อไป เขา
ต้องการที่จะเห็นหลินหมิงกลายเป็นตัวโง่งม
อย่างไรก็ตาม หลินหมิงยังคงนั่งอย่างสบายๆ สีหน้าของเขามิได้แดง
และหัวใจก็ไม่ได้เต้นรัว – เขาดูเหมือนมิได้ถูกกดดันแม้แต่น้อย ราวกับว่า
ออร่าของหญิงชราชุดแดงเป็นเพียงแค่อากาศธาตุ
หืม?
หญิงชราชุดแดงตกตะลึง นางได้ปลดปล่อยออร่าอย่างเต็มที่แล้ว
เพื่อที่จะกดดันรุ่นเยาว์ แต่กลับถูกเมินเฉยอย่างสมบูรณ์? มันเป็นไปได้
อย่างไรกัน!?
จะต้องรู้ด้วยว่าแม้แต่ผู้อาวุโสขั้นหลอมรวมแก่นแท้ด้วยกันเอง หาก
ปรมาจารย์ขั้นหลอมรวมแก่นแท้ช่วงต้นถูกกดดันโดยปรมาจารย์ขั้น
หลอมรวมแก่นแท้ช่วงกลาง ก็ยังมิสามารถนิ่งเฉยสบายตัวอยู่เช่นนี้ได้!
นางคิดว่าหลินหมิงต้องถูกครอบงำ ไม่สามารถที่จะทนต่อแรงกดดัน
นี้ได้จากนั้นเริ่มกัดฟันแน่นและมีเหงื่อออกมา แต่นางมินึกเลยว่าราวกับ
มันไม่มีผลต่อเขา เมื่อเป็นเช่นนี้ นางจะยังมีหน้าอันใดเหลืออยู่อีกเล่า?
นางไม่อาจที่จะหยุดความอับอายนี้ได้ หญิงชราชุดแดงจึงได้โคจร
ปราณแท้ในร่างและเพิ่มออร่าของตนจนเกินขีดจำกัด ดอกไม้เพลิงดอก 7
ดอกกลีบของมันได้ปลิวกระเด็นด้วยออร่าที่ทรงพลังของนาง แต่หลินหมิ
งเพียงแค่มองอย่างเย็นชามายังนาง และมิได้มีอาการใดๆเช่นเดิม
เหล่าผู้อาวุโสจึงตื่นตระหนก หญิงชราผู้นี้เป็นผู้อาวุโสระดับต้นๆในนี้
หลินหมิงแข็งแกร่งก็จริง แต่ไม่น่าจะมีทางที่เขาแข็งแกร่งถึงเพียงนี้ได้
แล้วมันเป็นไปได้เช่นไรกัน?
หลินหมิงยืนขึ้นอย่างเยือกเย็น เขามองอย่างเย็นชาไปยังหญิงชราชุด
แดง และกล่าวออกมาอย่างช้าๆ “ข้าหลินหมิง ได้ใช้ปราณโลหิตของวิหค
เพลิงเพื่อช่วยหญิงสาวนางนั้นจริง ที่นางต้องตกอยู่ในสถานการณ์ถึงชีวิต
เช่นนี้ก็เพราะข้า นางตัวคนเดียวอยู่ท่ามกลางความสิ้นหวัง ไม่เพียงแค่นั้น
แต่ข้ายังติดหนี้บุญคุณและความมีน้ำใจต่อนางในอดีต ต่อให้มิเป็นเช่นนั้น
ข้าก็คงมินิ่งดูดายโดยมิทำสิ่งใดแน่ หากเป็นเช่นที่ผู้อาวุโสกล่าว เช่นนั้น
ความสัมพันธ์ระหว่างผู้คน สิ่งเดียวคือพวกเขาสำคัญเพียงใดเท่านั้นหรือ?
มันเป็นสิ่งประเมินว่าพวกเขาจะใช้ประโยชน์ได้มากแค่ไหนเท่านั้นหรือ?”
คำกล่าวของหลินหมิงมีความฮึกเหิม ขณะที่กล่าวออกมา สายเลือด
ฟีนิกซ์โบราณที่อยู่ระหว่างคิ้วก็เปล่งออกมา ปลดล่อยออร่าที่ทำให้หัวใจ
ของทุกคนที่นี่เต้นรัว หญิงชราชุดแดงโดนกดดันหนักที่สุด หัวใจของนาง
หยุดเต้นไปชั่วครู่ นางมิรู้ว่าเพราะเหตุใด แต่ในตอนนี้ นางรู้สึกว่าส่วนลึก
ของนางกำลังสั่นสะท้าน มันราวกับว่านี่เป็น… แรงกดดันทางสายเลือด
ฉากที่น่าตื่นตะลึงได้เกิดขึ้น ออร่าหญิงชราชุดแดงราวกับหิมะปลาย
ฤดูหนาว ในไม่กี่ลมหายใจ มันก็ได้สลายไปทันที!
หืม?
เหล่าผู้อาวุโสทั้งหมดต่างหันไปมองหลินหมิง สายตาที่พวกเขามอง
ได้เปลี่ยนไป
หลินหมิงยืนอยู่อย่างเยือกเย็นด้านหน้าโต๊ะเช่นเดิม เขากล่าวอย่าง
เฉยชาว่า “เกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ได้มีน้ำใจแก่ข้าหลินหมิง เดิมทีข้า
วางแผนเอาไว้ว่าจะยื่นข้อเสนอบางอย่างให้เกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์เป็นการ
ตอบแทน แต่ในเมื่อทุกคนมัวแต่สนใจในเรื่อง ‘ด้อยค่า’ และ ‘มีค่า’
เช่นนั้นข้าก็จะตั้งกฏในการมอบมันให้กับเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ ผู้อาวุโส
สูงสุด หากข้าหลินหมิงเดามิผิดนั้นกฏของเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ได้ระบุขึ้น
ตั้งแต่ที่เริ่มเข้าไปยังแดนเร้นลับฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ ทุกอย่างที่ผู้เข้าไปได้รับ
มาและพวกเขาสามารถที่จะใช้แลกเปลี่ยนกับเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์เพื่อ
ทรัพยากรต่างๆเพื่อให้มีค่าเท่าเทียมกัน ข้ากล่าวได้ถูกต้องหรือไม่?”
“ใช่แล้ว!” มู่ชือหั่วดวงตาเบิกกว้าง เขายังคงจ้องมองไปยังหลินหมิง
และคิดว่าเหตุใดเขาจึงสามารถทำลายออร่าของผู้อาวุโสระดับสูงได้อย่าง
ง่ายดาย
“ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ข้าจะให้เพียงส่วนหนึ่งของสิ่งนี้เพื่อแลกกับปราณ
โลหิตของวิหคเพลิง 10 หยดที่ได้ใช้ไป ส่วนที่เหลือสามารถเจรจาเพิ่มเติม
ได้”
“อะไรกัน!?”
ด้วยคำกล่าวเหล่านี้ ทุกคนจึงกลายเป็นตกตะลึงอย่างยิ่ง
ให้เพียงส่วนหนึ่งของบางสิ่งเพื่อแลกกับปราณโลหิตของวิหคเพลิง
10 หยด ส่วนที่เหลือสามารถเจรจาเพิ่มเติมได้เช่นนั้นหรือ?
ฟังจากคำกล่าวของหลินหมิง มันดูเหมือนว่าสิ่งที่เขาเสนอนั้นมีค่า
อย่างน้อยก็มากกว่าปราณโลหิต 10 หยดเลยหรือ?
ผู้อาวุโสสีหน้าสลด “หลินหมิง ชายชราผู้นี้อยากรู้ยิ่งนักว่าเจ้าจะเอา
สิ่งใดออกมา!”
“เช่นนั้น ข้าก็ขอให้ท่านเจ้านิกายเป็นผู้ถือมัน”
ขณะที่กล่าวจบ เขาก็ได้เอาแผ่นหยกสีแดงโลหิตออกมาจากแหวน
มิติ แผ่นหยกใหญ่กว่าแผ่นหยกทั่วไปถึง 2 เท่าและผิวหน้าของมันมี
ลวดลายสีแดง มันดูลึกลับเป็นอย่างยิ่ง
หืม? แผ่นหยกหรือ?
เคล็ดบ่มเพาะเช่นนั้นหรือ?
เหล่าผู้อาวุโสที่นี่ต่างตกตะลึง สำหรับผู้อาวุโสสูงสุดเขาจ้องไปยัง
แผ่นหยกโดยไม่กระพริบตา ไม่ว่าเขาจะมองดูมันเช่นไร เขาก็มิรู้ว่ามันคือ
สิ่งใด
แต่เห็นได้ชัดว่ามันคือแผ่นหยกที่ได้มาจากแดนเร้นลับฟีนิกซ์
ศักดิ์สิทธิ์!
มันจะเป็นสิ่งใดได้?
เคล็ดบ่มเพาะหรือ? หรือทักษะต่อสู้กันแน่?
มู่อี้หวงมองไปยังหลินหมิงอย่างลึกซึ้งก่อนที่จะหยิบแผ่นหยกไปดู
เมื่อนางถือมันไว้ นางรู้สึกว่ากำลังถือบางสิ่งที่มาจากยุคบรรพกาล เปลว
เพลิงที่สดใสสาดประกายออกมา
มู่เชียนหยี่ซึ่งนั่งอยู่ด้านข้างของมู่อี้หวง ขณะที่นางมองไปยังแผ่น
หยก นางก็ได้มองไปยังหลินหมิง หัวใจของนางเต้น นางเงียบงันคอยให้มู่
อี้หวงเปิดเผยว่ามันคือสิ่งใด
ขณะที่มู่อี้หวงใช้จิตสัมผัสของนางลงไป หัวใจของนางก็สั่นสะท้าน
ในทันที มันเป็นขั้นที่ 1 ของ ‘เคล็ดบ่มเพาะบัญญัติศักดิ์สิทธิ์ต้องห้ามวิหค
เพลิง’
หรือว่าจะเป็น…
ทันใดนั้นมู่อี้หวงก็ได้นึกถึงความเป็นไปได้ และแผ่นหยกนี้ที่หลินหมิง
ได้นำกลับสามารถที่จะเติมเต็มข้อบกพร่องเดิมของ ‘เคล็ดบ่มเพาะ
บัญญัติศักดิ์สิทธิ์ต้องห้ามวิหคเพลิง!’
หากเป็นเช่นนี้ ความล้ำค่าของแผ่นหยกนี้ก็ยากที่จะจินตนาการ
ขณะที่นางกำลังสำรวจลึกลงไปอย่างเงียบๆ มู่อี้หวงก็ได้มองเห็นขั้น
ที่ 6 ของ ‘เคล็ดบ่มเพาะบัญญัติศักดิ์สิทธิ์ต้องห้ามวิหคเพลิง’ หลังจาก
มองเห็นขั้นที่ 6 นางอ้าปากค้าง ดวงตาของนางวูบวาบและการหายใจถี่
ขึ้นอย่างรุนแรง!
ด้วยความเข้าใจของมู่อี้หวงใน ‘เคล็ดบ่มเพาะบัญญัติศักดิ์สิทธิ์
ต้องห้ามวิหคเพลิง’ นางก็สามารถที่จะรู้ได้ว่ามันเป็นของจริงหรือไม่
ผู้ก่อตั้งของเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ได้รับ 5 ขั้นแรกมา แต่มันเต็มไป
ด้วยข้อบกพร่อง ‘เคล็ดบ่มเพาะบัญญัติศักดิ์สิทธิ์ต้องห้ามวิหคเพลิง’ มิได้
ด้อยไปกว่าเคล็ดบ่มเพาะของนิกายระดับ 5 หรือแม้แต่แดนศักดิ์สิทธิ์เลย!
มันเพียงแค่ต้องการผู้ที่มีสายเลือดของวิหคเพลิงเพื่อที่จะฝึกฝนเคล็ดบ่ม
เพาะนี้ได้ ดังนั้น เคล็ดวิชานี้จึงไม่ได้เป็นที่หมายตาของนิกายระดับ 5
อื่นๆนั่นเอง
ยิ่งเคล็ดบ่มเพาะนี้มีระดับที่สูงเพียงใด มันก็จะยิ่งน่าหวาดกลัวถึง
เพียงนั้น ด้วย 6 ขั้นแรกของ ‘เคล็ดบ่มเพาะบัญญัติศักดิ์สิทธิ์ต้องห้าม
วิหคเพลิง’ มันจะกลายเป็นเคล็ดบ่มเพาะที่ใช้สร้างจักรพรรดิไร้เปรียบผู้
ทรงพลังขึ้นมาได้!
หากเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ได้รับเคล็ดบ่มเพาะนี้มา พวกเขาก็จะมี
โอกาสที่จะกลายเป็นแดนศักดิ์สิทธิ์ได้ในอนาคต!
นี่เป็นสิ่งที่ปราณโลหิตของวิหคเพลิงไม่กี่หยดไม่อาจที่จะเทียบเคียง
ได้เลย หรือแม้กระทั่งหลายร้อยหยดก็ตามที ก็ยังมิอาจที่จะเทียบได้!
อย่างไรก็ตาม ในตอนนี้เอง สิ่งที่ไม่น่าเชื่อก็ได้เกิดขึ้น หลังจาก 6 ขั้น
แรกของ ‘เคล็ดบ่มเพาะบัญญัติศักดิ์สิทธิ์ต้องห้ามวิหคเพลิง’ ยังมีขั้นที่ 7
อีกด้วย!
สวรรค์!
6 ขั้นแรกของ ‘เคล็ดบ่มเพาะบัญญัติศักดิ์สิทธิ์ต้องห้ามวิหคเพลิง!’
แขนของมู่อี้หวงเริ่มสั่น ขณะผู้อาวุโสผู้อื่นเห็นเช่นนี้ สายตาของพวก
เขาก็เปลี่ยนไป พวกเขาเพ่งมองไปที่แผ่นหยกในมือของมู่อี้หวงมาก
กว่าเดิม – หลินหมิงนั้นได้นำสิ่งใดกลับมากันแน่จึงสามารถทำให้เจ้า
นิกายผู้นี้สั่นสะท้านได้เช่นนี้?
จากนั้น หลังจากที่นางกวาดตามองขั้นที่ 7 หัวใจของนางก็แทบจะ
หยุดเต้น เพราะหลังจากขั้นที่ 7 ยังมีสิ่งที่น่าตกใจอีก…
ขั้นที่ 8 ของ ‘เคล็ดบ่มเพาะบัญญัติศักดิ์สิทธิ์ต้องห้ามวิหคเพลิง’!
ขั้นที่ 8…
มู่อี้หวงรู้สึกราวกับแผ่นดินไหวกวาดผ่านหัวใจและจิตวิญญาณของ
นาง ราวกับปฐพีได้พลิกคว่ำ 8 ขั้นแรกของ ‘เคล็ดบ่มเพาะบัญญัติ
ศักดิ์สิทธิ์ต้องห้ามวิหคเพลิง’ ทรงพลังเพียงใดนั้น นางย่อมไม่อาจที่จะ
จินตนาการได้
นิ้วมือของมู่อี้หวงสั่นสะท้านและใช้มือค้ำยันตนเองบนโต๊ะ นางมอง
ไปยังหลินหมิงด้วยดวงตาที่เต็มไปด้วยความประหลาดใจอย่างถึงที่สุด
“ท่านเจ้านิกาย มีสิ่งใดอยู่ภายในแผ่นหยกกันแน่?” หญิงชราชุดแดง
ผู้ที่ได้โต้เถียงกับหลินหมิงช่วยไม่ได้ที่จะกล่าวถามออกไปขณะที่นางได้
เห็นปฏิกิริยาของมู่อี้หวง
มู่อี้หวงวางแผ่นหยกและปิดตาลงเพื่อฟื้นคืนความตกตะลึง หลังจาก
ผ่านไปสักพัก นางก็จับแผ่นหยกขึ้นมาและกล่าว “ดูเอาเอง”
เมื่อหญิงชราชุดแดงได้รับแผ่นหยกมา นางก็ได้คาดเดาเอาไว้แล้วว่า
มันน่าจะเป็นสิ่งใด มีเพียงแค่สิ่งเดียวในโลกที่สามารถทำให้มู่อี้หวง
แสดงออกเช่นนี้ได้
นางได้ส่งจิตสัมผัสลงไป ทันใดนั้น จิตใจของหญิงชราชุดแดงก็ต้อง
สั่นสะท้าน – มันเป็นดั่งที่นางคาดการณ์!
อย่างไรก็ตาม ขณะที่นางกวาดสำรวจต่อไป สีหน้าของก็แสดงของถึง
ความตกตะลึง ตกใจและหวาดกลัว นางรู้สึกถึงกรามที่แข็งค้าง
ถึงแม้นางจะคาดการณ์เอาไว้มากแล้ว แต่นางมิเคยนึกเลยว่าแผ่น
หยกนี้จะบรรจุไปด้วย 8 ขั้นแรกของ ‘เคล็ดบ่มเพาะบัญญัติศักดิ์สิทธิ์
ต้องห้ามวิหคเพลิง!’
“มันคือสิ่งใดหรือ?” เหล่าผู้อาวุโสคนอื่นๆต่างกล่าวถามออกมา
“มันคือ ‘เคล็ดบ่มเพาะบัญญัติศักดิ์สิทธิ์ต้องห้ามวิหคเพลิง’…” คำ
กล่าวของหญิงชราชุดแดงกลายเป็นหยุดลง จากนั้นนางหันไปมองหลินห
มิง หลายลมหายใจผ่านไป นางก็กล่าวออกมาอย่างลังเลว่า “8 ขั้นแรก
ของเคล็ดบ่มเพาะ!’
“อะไรกัน?”
“8 ขั้นแรกหรือ?”
เหล่าผู้อาวุโสต่างตกตะลึง เมื่อตอนที่พวกเขาได้เห็นปฏิกิริยาของมู่อี้
หวง พวกเขาก็ได้เกิดความคาดเดาในใจขึ้นมาแล้ว แต่เมื่อหญิงชราชุด
แดงกล่าวความจริงออกมา พวกเขาก็ได้รู้ว่าตนนั้นคาดการณ์ผิดไปอย่าง
ยิ่ง
ผู้อาวุโสสามมู่เหยียนจัวดูมึนงงเป็นอย่างยิ่ง เขามองไปยังหลินหมิง
และเกิดความหวาดกลัวเพิ่มมากขึ้นในจิตใจ เมื่อผู้ก่อตั้งของเกาะฟีนิกซ์
ศักดิ์สิทธิ์ได้เข้าไปในแดนเร้นลับฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ นางก็ได้พบกับโชคอัน
ยิ่งใหญ่ และได้รับ 5 ขั้นแรกของ ‘เคล็ดบ่มเพาะบัญญัติศักดิ์สิทธิ์ต้องห้าม
วิหคเพลิง’ แต่ในตอนนี้ หลินหมิงกลับได้ 8 ขั้นแรกของ ‘เคล็ดบ่มเพาะ
บัญญัติศักดิ์สิทธิ์ต้องห้ามวิหคเพลิง’ มาจากแดนเร้นลับฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์
เป็นไปได้อย่างไรกัน!? เขาไม่อาจที่จะประเมินสถานการณ์ออกได้อีก
ผู้อาวุโสสูงสุดเองก็มีสีหน้ามืดมน ขณะที่เขามองไปยังแผ่นหยก เขา
กำหมัดแน่น เขามิรู้ว่าจะคิดสิ่งใดอีกแล้ว
เหล่าผู้อาวุโสต่างมองดู หากมันเป็นเพียงแค่ 5 ขั้นแรกของ ‘เคล็ด
บ่มเพาะบัญญัติศักดิ์สิทธิ์ต้องห้ามวิหคเพลิง’ ที่สมบูรณ์ เช่นนั้นพวกเขาก็
จะดีใจเป็นอย่างยิ่ง มันจะต้องรู้ด้วยว่า พวกเขาได้ฝึกฝนจนมาถึงขั้นที่ 5
ของ ‘เคล็ดบ่มเพาะบัญญัติศักดิ์สิทธิ์ต้องห้ามวิหคเพลิง’ อย่างไรก็ตาม
พวกเขาหลายคนก็ยังติดอยู่เพียงขั้นหลอมรวมแก่นแท้ช่วงต้นหรือช่วง
กลาง หากพวกเขาต้องการที่จะทะลวงขึ้นไปในขั้นที่สูงกว่านี้ ทำให้การ
บ่มเพาะขั้นที่ 5 ของ ‘เคล็ดบ่มเพาะบัญญัติศักดิ์สิทธิ์ต้องห้ามวิหคเพลิง’
เสถียรขึ้นกว่าเดิม เพื่อให้เข้าใจเกี่ยวกับเคล็ดบ่มเพาะนี้มากกว่าเดิมและ
ลองที่จะทะลวงระดับอีกครั้ง
ทั้งหมดที่ทำให้พวกเขาไม่สามารถทะลวงระดับขั้นขึ้นไปอีกได้เป็น
เพราะพวกเขาไม่มี ขั้นที่ 6 ของ ‘เคล็ดบ่มเพาะบัญญัติศักดิ์สิทธิ์ต้องห้าม
วิหคเพลิง’ นั่นเอง!
ตอนที่ 434 นั่งรูดทรัพย์
ถ้าหากพวกเขามีขั้นที่ 6 ของ ‘เคล็ดบ่มเพาะบัญญัติศักดิ์สิทธิ์
ต้องห้ามวิหคเพลิง’ พวกเขาคงจะสามารถบ่มเพาะเข้าสู่ขั้นที่ 6 ได้นาน
แล้ว แม้ว่าพื้นฐานการบ่มเพาะของพวกเขาจะแย่ แต่มันก็ยังไวกว่าการ
บ่มเพาะด้วยขั้นที่ 5 ซ้ำแล้ว ซ้ำเล่า!
อย่างไรก็ตาม เหล่าผู้อาวุโสต่างมิได้หวังที่จะได้เป็นผู้ทรงพลังระดับ
จักรพรรดิ แล้วมันจะมีปัญหาอันใดกัน หากพื้นฐานการบ่มเพาะของพวก
เขาแย่?
เพื่อที่จะบรรลุขั้นหลอมรวมแก่นแท้ช่วงปลาย หรือแม้กระทั่งปลาย
ขอบจุดสูงสุดขั้นหลอมรวมแก่นแท้มันก็เป็นเป้าหมายสูงสุดในชีวิตของ
พวกเขาแล้ว
เมื่อคิดได้เช่นนี้ สายตาของทุกคนก็เริ่มกระหายและเร่าร้อน บางคน
เสียใจอย่างมากที่พวกเขาพยายามเถียงกับหลินหมิงก่อนหน้านี้ ท้ายที่สุด
การต่อสู้เพื่อปราณโลหิตวิหคเพลิงก็เป็นเรื่องของเหล่ารุ่นเยาว์ ถ้าหาก
พวกเขาสามารถทะลวงผ่านและเพิ่มความแข็งแกร่งของพวกเขาทั้งยัง
เพิ่มอายุขัยของพวกเขาอีกหลายร้อยปีได้ เช่นนั้น ไม่ว่าการต่อสู้ใดๆที่
เหล่ารุ่นเยาว์ต้องเผชิญมันก็ไม่มีอันใดสำหรับพวกเขา!
หากเทียบกับขั้นที่ 8 ของ ‘เคล็ดบ่มเพาะบัญญัติศักดิ์สิทธิ์ต้องห้าม
วิหคเพลิง’ ปราณโลหิตของวิหคเพลิงทั้ง 10 หยด มันก็ไม่มีอันใดต้องพูด
ถึงด้วยซ้ำ!
สายตาของทุกคนต่างจ้องมองไปยังหลินหมิงอย่างจริงจัง
ตามกฏของเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ ทุกสิ่งที่ได้มาจากด่านทดสอบหล่อ
หลอมในแดนเร้นลับฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์นั้นจะเป็นของผู้ที่ได้ครอบครองมัน
ไม่เพียงแต่พวกเขาสามารถแลกเปลี่ยนมันกับนิกายได้ แต่พวกเขายัง
สามารถนำมันไปแลกเปลี่ยนกับผู้อาวุโสได้เช่นกัน ตราบใดที่มันเป็น
ข้อเสนอที่ทำให้ทั้ง 2 ฝ่ายพอใจกับมัน
แน่นอนว่า เหล่าผู้อาวุโสต่างมิได้คาดว่าจะได้ครองแผ่นหยกโลหิตนี้
แต่เพียงผู้เดียว มันเพียงพอแล้วหากได้เป็นผู้แรกที่ได้สนุกไปกับมัน
สำหรับแผ่นหยกนั้น มันมีเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้น ในขณะเดียวกัน ผู้อาวุโส
แผนกวิหคเพลิงกลับมีจำนวนมาก ถ้าหากผู้อาวุโสใช้มันขณะเข้าฌาน มัน
ย่อมใช้เวลาประมาณ 1 หรือ 2 เดือน หากใช้ทุกคนมันอาจจะใช้เวลา
ประมาณ 1 หรือ 2 ปี
เหล่าผู้อาวุโสทุกคนต่างจ้องมองด้วยดวงตาเป็นประกายมาทาง
หลินหมิงราวกับว่าลืมเรื่องน่าอายก่อนหน้าไปแล้ว ชายชราผมขาวกล่าว
ถาม “หลานชายหลิน เจ้าได้วางแผนอันใดที่จะแลกแผ่นหยกอันนั้นกับ
นิกายหรือ?”
“ชายชราผู้นี้มีดอกเพลิงตะวัน 900 ปี ข้าสงสัยว่าหลายชายหลินจะ
สนใจมันหรือไม่?”
ขณะที่ผู้อาวุโสคนอื่นๆพูดสอดขึ้นมา ทุกคนต่างมองไปยังเขาด้วย
สายตาดูถูก
แลกดอกเพลิงตะวันที่อายุ 900 ปีที่เทียบค่าไม่ได้เนี่ยนะ? ชายชราผู้
นี้คงจะบ้าไปแล้วที่เอาสิ่งเช่นนั้นออกมาแลก?
บรรยากาศก็เริ่มรุนแรงยิ่งขึ้น แม้กระทั่งผู้อาวุโสสูงสุดอย่างมู่ชือหั่วก็
ยังมีใบหน้าที่น่ารังเกียจ แน่นอนว่าเขาก็ต้องการที่จะเรียนรู้ขั้นที่ 8 ของ
‘เคล็ดบ่มเพาะบัญญัติศักดิ์สิทธิ์ต้องห้ามวิหคเพลิง’ เช่นกัน แต่ว่าหลินห
มิงจะให้เขาหรือไม่?
มู่ชือหั่วขบฟันและกล่าวกับหลินหมิง “หลินหมิง! เจ้าต้องการอันใด
สำหรับการแลกกับมัน!?”
หลินหมิงยิ้มเจือนๆ “ก่อนหน้า ข้าก็ว่าจะให้มันฟรีๆแก่เกาะฟีนิกซ์
ศักดิ์สิทธิ์ แต่ตอนนี้ ข้าเปลี่ยนใจแล้ว! ข้าจะให้เกาะฟีนิกซ์ยืมมันเพียง
100 วันเท่านั้น และนั่นน่าจะเพียงพอสำหรับค่าปราณโลหิตวิหคเพลิง 10
หยด!”
“อันใดกัน!?”
ใบหน้าของมู่ชือหั่วสลดลงทันทีเมื่อได้ยิน หลินหมิงกล่าวว่าจะให้ยืม
แผ่นหยก ‘เคล็ดบ่มเพาะบัญญัติศักดิ์สิทธิ์ต้องห้ามวิหคเพลิง’ แก่เกาะ
ฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์เพียง 100 วันเท่านั้น!
การวิเคราะห์แผ่นหยกผ่านการเข้าฌานนั้นเป็นไปได้ช้ามาก เพื่อที่จะ
เข้าใจมัน การเข้าฌานเป็นเวลา 1 หรือ 2 เดือนนั้นมิใช่เรื่องแปลก ถ้า
หากหลินหมิงให้ยืมเพียง 100 วัน อย่างมากที่สุดมันก็มีเวลาเพียงพอจะ
ให้ 3 คนเรียนรู้มันได้!
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าจะกล่าวเช่นนั้น ก่อนหน้าที่หลินหมิงจะได้ครอบ
แผ่นหยกนี้ ถ้าหากเหล่าผู้อาวุโสรู้ว่าพวกเขาสามารถแลกปราณโลหิตวิหค
เพลิง 3 หยด เพื่อเรียนรู้ ‘เคล็ดบ่มเพาะบัญญัติศักดิ์สิทธิ์ต้องห้ามวิหค
เพลิง’ ทั้ง 8 ขั้นได้เป็นเวลา 1 เดือน พวกเขาคงจะรีบคว้าโอกาสนั้นมา
เสียแล้ว
แต่ว่าบัดนี้ หลินหมิงได้นำแผ่นหยกกลับมาด้วย ผู้อาวุโสได้ถือว่า
แผ่นหยกนี้เป็นทรัพย์สินของเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ การจะให้แลกปราณ
โลหิตวิหคเพลิง 10 หยดเพื่อยืมมันเป็นเวลา 100 วัน แล้วพวกเขาจะ
ยอมรับมันได้เช่นไรกัน?!
หลินหมิงดูเหมือนจะไม่ได้รับผลกระทบกับเรื่องนี้ เขากล่าวอย่างไม่
เร่งรีบ “ข้ายังกล่าวมิจบเลย หลังจากนี้ 100 วัน มิว่าเวลาไหนก็ถตาม ถ้า
หากผู้อาวุโสท่านใดต้องการมัน ท่านสามารถมาเจรจาเงื่อนไขกับข้าได้ ถ้า
หากเงื่อนไขนั้นเป็นที่น่าพอใจเช่นนั้นข้าก็จะให้ยืมต่อไป”
เงื่อนไขใดหรือ?
ด้วยคำพูดเหล่านี้ เหล่าผู้อาวุโสในขณะนี้ต่างต้องการที่จะเจรจากับ
หลินหมิง การกระทำของเขาในครั้งนี้ใจดำเกินไป! เขาไม่แลกแผ่นหยกนี้
แต่เขาให้ยืมมันเท่านั้น! จากนี้ไป ถ้าหากผู้อาวุโสต้องการที่จะเข้าฌาน
และบ่มเพาะด้วยเคล็ดนี้ พวกเขาคงจะต้องเสียค่าใช้จ่ายเป็นจำนวนมาก
ผู้อาวุโสสูงสุดเค้นเสียงและกล่าว “เจ้าคงคิดเรื่องนี้ไว้เป็นอย่างดีเลย
ทีเดียว! แดนเร้นลับฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์นั้นเป็นส่วนหนึ่งของเกาะฟีนิกซ์
ศักดิ์สิทธิ์ของข้า! การที่เกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ของข้าจะแลกมันกับแผ่น
หยกที่เจ้านำมาจากแดนเร้นลับฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์มันก็แสดงถึงความใจกว้าง
และทำทุกสิ่งเพื่ออำนวยความสะดวกแก่เจ้า แต่เจ้าก็ยังมิรู้จักพอ ‘ได้คืบ
จะเอาศอก’? เจ้าคิดว่าเพียงแค่เจ้านั่งอยู่เฉยๆที่นั่นก็สามารถรูดทรัพย์ได้
ตามต้องการเลยเช่นนั้นหรือ?”
หลินหมิงยิ้มอย่างเย็นชาและกล่าว “ตามที่ข้ารู้ ‘แดนเร้นลับฟีนิกซ์
ศักดิ์สิทธิ์’ นั้นคือ ‘ด่านทดสอบหล่อหลอม’ ซึ่งถูกสร้างโดยตระกูลฟีนิกซ์
โบราณ แต่ศิษย์ของ ‘เกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์’ นั้นมิใช่คนของตระกูลฟีนิกซ์
โบราณ ในทางกลับกัน ยามที่ข้าได้เข้าไปยังโถงหลักฟีนิกซ์โบราณ ข้า
ได้รับอนุญาติจาก ‘จิตวิญญาณแห่งตำหนัก’ ก่อน ดังนั้นการที่ข้าจะได้รับ
แผ่นหยก ‘เคล็ดบ่มเพาะบัญญัติศักดิ์สิทธิ์ต้องห้ามวิหคเพลิง’ ทั้ง 8 ขั้นมา
มันก็ยากจะบอกได้ว่าผู้ใดเป็นเจ้าของ ‘แดนเร้นลับฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์’ อย่าง
น้อยที่สุด แม้ว่า ‘แดนเร้นลับฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์’ จะเป็นของเกาะฟีนิกซ์
ศักดิ์สิทธิ์ ข้าก็ยังอยากจะถามว่า ยามที่ท่านอาวุโสสูงสุดยังเยาว์ ท่านผู้
อาวุโสสูงสุดเคยเข้าไปยัง ‘แดนเร้นลับฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์’ หรือไม่ แล้วท่าน
ผู้อาวุโสสูงสุดได้รับสิ่งใดกลับมาหรือ?”
ขณะที่หลินหมิงกล่าวอย่างใจเย็น มันก็ราวกับการแทงเข็มใส่ผู้นั้นจน
โลหิตไหลออกมา โดยเฉพาะคำถามสุดท้ายนั่น มันทำให้ใบหน้าของผู้
อาวุโสสูงสุดกลายเป็นสีแดง ยามที่ผู้อาวุโสสูงสุดได้เข้าไปยัง ‘แดนเร้นลับ
ฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์’ เขาก็โชคดีบ้าง แต่หากเทียบกับ ‘เคล็ดบ่มเพาะบัญญัติ
ศักดิ์สิทธิ์ต้องห้ามวิหคเพลิง’ ทั้ง 8 ขั้นแล้ว มันย่อมมิต่างอันใดกับการ
ผายลม
“ทั้ง 8 ขั้นแรกของ ‘เคล็ดบ่มเพาะบัญญัติศักดิ์สิทธิ์ต้องห้ามวิหค
เพลิง’ นั้นอยู่ในโถงหลักฟีนิกซ์โบราณมาตลอดกว่า 3,000 ปี และถูก
ป้องกันโดย ‘จิตวิญญาณแห่งตำหนัก’ มีคนมากมายพยายามเอามันไป
ถ้าหากมีใครคิดว่าพวกเขาก็สามารถเอามันมาได้ เช่นนั้นพวกเขาเหล่านั้น
ก็มิมีอันใดนอกจากพวกโง่เขลาที่พ่นคำพูดไร้สาระ! ตั้งแต่ที่ท่านผู้อาวุโส
สูงสุดกล่าวว่า ‘แดนเร้นลับฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์’ เป็นของ ‘เกาะฟีนิกซ์
ศักดิ์สิทธิ์’ ข้าสงสัยว่าหากท่านผู้อาวุโสมีศิษย์ส่วนตัวที่สามารถเข้าไปยัง
‘แดนเร้นลับฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์’ ได้ ทำไมถึงยังมิได้ครอบครอง ‘เคล็ดบ่ม
เพาะบัญญัติศักดิ์สิทธิ์ต้องห้ามวิหคเพลิง’ ทั้ง 8 ขั้นแรกเล่า?”
ข้อโต้แย้งของหลินหมิงทำให้มู่ชือหั่วกลายเป็นฉงน! เหล่าผู้อาวุโสคน
อื่นๆต่างเงียบ พวกเขายังคงมองหลินหมิงและตั้งความหวังที่จะไม่ยอมแพ้
ที่จะได้เป็นผู้บ่มเพาะ 3 คนแรก
หลินหมิงเย้ยหยันในใจเขา ต่อหน้าเหล่าผู้อาวุโสในขณะนี้ เขาก็ยื่น
แผ่นหยกโลหิตไปยังมู่อวี้หวง “ท่านอาจารย์ ศิษย์ผู้นี้ยุ่งอยู่กับการฝึกฝน
ดังนั้นขอฝากไว้กับท่านอาจารย์ชั่วคราวก่อน หากมีผู้ใดต้องการที่จะยืม
มัน ท่านอาจารย์อาจจะต้องทำเช่นนั้นต่อหน้าศิษย์ ได้หรือไม่?”
หลินหมิงกังวลอย่างมากว่าหยกแผ่นนี้ที่สำคัญอย่างมากสำหรับเกาะ
ฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ ตามกฏของเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ หยกแผ่นนี้ย่อมถูก
ควบคุมโดยหลินหมิง อย่างไรก็ตาม ของสิ่งนั้นเป็นของสำคัญ เช่นนั้นการ
ทำตามกฏย่อมมิอาจเป็นไปได้
ดังนั้นหลินหมิงจึงวางแผนที่จะส่งมันให้กับมู่อวี้หวงที่มีอำนาจเพื่อ
รับมือกับปัญหาแทนเขา และนางยังสามารถกำหนดเงื่อนไขที่ควรจะ
เป็นได้ด้วย มันเพียงพอแล้วที่เขาจะได้รับส่วนของการแลกเปลี่ยน
ไม่เพียงแค่นั้น แต่มันยังเทียบได้กับการแสดงความมีน้ำใจอันยิ่งใหญ่
ให้แก่มู่อวี้หวง ถ้าหากมู่อวี้หวงเป็นผู้ควบคุมหยกแผ่นนี้ เช่นนั้น นางย่อม
มีอำนาจต่อรอง มันเป็นเท่าตัวกับการกุมจุดอ่อนของเหล่าผู้อาวุโส แล้ว
จะยังมีผู้ใดกล้าต่อต้านมู่อวี้หวงอีกเล่า?
ส่วนผู้อาวุโสสูงสุด ถ้าหากเขาต้องการที่จะก่อปัญหา เพื่อที่จะทำ
เช่นนั้นเขาคงจะต้องเผชิญกับคนที่แข็งแกร่งกว่าเขา ซึ่งก็คือมู่อวี้หวงที่
เป็นผู้ถือแผ่นหยก มันย่อมยากมากๆที่เขาจะตั้งพันธมิตรเพื่อต่อต้านนาง
ไม่มีผู้ใดกล้าขัดใจมู่อวี้หวงในเวลานี้ได้
ไม่เพียงแค่นั้น แต่ถ้าผู้อาวุโสสูงสุดต้องการที่จะฝึก 8 ขั้นแรกของ
‘เคล็ดบ่มเพาะบัญญัติศักดิ์สิทธิ์ต้องห้ามวิหคเพลิง’ เขาคงจะต้องขอ
อนุญาตจากมู่อวี้หวงกับหลินหมิงก่อน เมื่อคิดได้เช่นนี้ มู่ชือหั่วรู้สึกท้องไส้
ปั่นป่วนราวกับว่าเขากินแมลงวันเข้าไป
ตอนที่ 435 เรื่องของงานแต่งงาน
“หลินหมิง แจ้งต่อผู้อาวุโสด้วยว่าเจ้าประสบสิ่งใดยามที่เจ้าเข้าไปยัง
แดนเร้นลับฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์” มู่อวี้หวงกล่าวอย่างอ่อนโยนขณะที่เล่นแผ่น
หยกในมือของนาง
มู่อวี้หวงนั้นอยู่ในช่วงอารมณ์ดีอย่างมาก เดิมทีพื้นหลังของหลินหมิง
นั้นเป็นปัญหาใหญ่อย่างมาก แต่บัดนี้ หลังจากที่หลินหมิงนำแผ่นหยกนี้
ออกมาและส่งให้นาง คงมิมีผู้ใดกล้าตั้งคำถามเกี่ยวกับหลินหมิงอีกต่อไป
ถ้าหากพื้นหลังของเขาถูกถามขึ้น ย่อมถูกเมินเพราะเป็นผู้ที่มีส่วน
สนับสนุนต่อเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์มากที่สุด
“ขอรับ” หลินหมิพยักหน้า มันไม่มีเหตุผลที่จะต้องซ่อนอะไรที่เขา
ได้ประสบในแดนเร้นลับฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ เขาจะบอกต่อคนเหล่านี้เช่นกัน
อย่างไรก็ตาม พวกเขาก็ทำได้เพียงฟัง และมิอาจได้รับสิ่งใดจากมัน
หลินหมิงย้ำเกี่ยวกับสิ่งที่เขาได้ประสบตั้งแต่ยามที่เขาเข้าไปจนจบ
แก่เหล่าผู้อาวุโส
ประสบการณ์ตลอด 10 เดือนรวมทั้งระดับ 6 ของด่านทดสอบหล่อ
หลอม หลินหมิงบอกเหล่าผู้อาวุโสทุกอย่าง ยกเว้นเรื่องที่เขาได้รับโลหิต
แห่งฟีนิกซ์โบราณ
หลังจากที่เหล่าผู้อาวุโสได้ฟังเรื่องราวของหลินหมิง พวกเขาต่างตก
อยู่ในความเงียบ
มันมีด่านทดสอบหล่อหลอมระดับแม่ทัพด้วยหรือ? รวมทั้งด่าน
ทดสอบหล่อหลอมระดับราชันด้วย?”
นั่นมิได้หมายความว่าด่านทดสอบหล่อหลอมที่พวกเขาเคยเข้าร่วม
นั้นเป็นเพียงระดับทหารอันต้อยต่ำหรอกหรือ!
เหล่าผู้อาวุโสที่อยู่ในขณะนั้นเป็นตัวตนที่เพียงแค่ย่ำเท้าก็สามารถ
ก่อให้เกิดคลื่นไปทั่งทั้งอาณาเขตฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ แต่บัดนี้ หากพวกเขาอยู่
ในตระกูลฟีนิกซ์โบราณ พวกเขาก็เป็นได้เพียง … ระดับทหารอันต้อยต่ำ
มันเป็นเรื่องยากที่พวกเขาจะยอมรับมัน
หลังจากเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ได้ครอบครองแดนเร้นลับฟีนิกซ์
ศักดิ์สิทธิ์ มันก็ราวกับได้รับสมบัติที่ซ่อนเร้นมากมาย อย่างไรก็ตามพวก
เขารู้ว่าสิ่งที่พวกเขาค้นพบมันก็เป็นเพียงส่วนเล็กน้อยที่ไม่สำคัญ ถ้า
รางวัลสำหรับการสำเร็จด่านทดสอบหล่อหลอมระดับแม่ทัพก็มากมาย
ขนาดนั้นแล้ว เช่นนั้นแล้วด่านทดสอบหล่อหลอมระดับราชันเล่า?
มันมิอาจจินตนาการได้!
“ด่านทดสอบหล่อหลอมมี 6 ระดับ แล้วแต่ละระดับยากเพียงใด
กัน?” ผู้อาวุโสผู้นั้นช่วยไม่ได้ที่จะถาม หลานชายของนางอายุ 12 ปีแล้ว
แม้ว่าเขาจะยังมิได้ถูกประกาศว่าเป็นศิษย์สายตรง แต่เขาก็มีพรสวรรค์
อย่างมาก บางที… บางทีเขาอาจจะมีโอกาสที่จะได้เข้าร่วมด่านทดสอบ
หล่อหลอมระดับแม่ทัพ?
แม้ว่าพวกเขาจะรู้แล้วว่ามีโอกาสต่ำ แต่พวกเขาก็เก็บความหวังเพียง
น้อยนิดนั้นไว้
หลินหมิงกล่าว “ยามที่ข้ามาถึงช่วงสุดท้ายของของระดับที่ 6 ศัตรู
ของข้านั้นเทียบเท่าได้กับนักสู้ที่อยู่จุดสูงสุดของขั้นปราณปลายฟ้า ไม่
เพียงแค่นั้น แต่ยังมีผู้ทรงพลังที่มีพลังอยู่ที่ปลายขอบจุดสูงสุดขั้นปราณ
ปลายฟ้านั้นมิได้อ่อนแอ ในเวลานั้น ระดับการบ่มเพาะของข้ายังอยู่ที่ขั้น
ปราณต้นฟ้าช่วงปลาย”
“นักสู้ขั้นปราณต้นฟ้าช่วงปลายเผชิญหน้ากับนักสู้ที่อยู่ปลายขอบ
จุดสูงสุดของขั้นปราณปลายฟ้า!”
ผู้อาวุโสหญิงชราถอนหายใจด้วยความเศร้าเล็กน้อย การจะก้าวข้าม
ความแตกต่างที่มากขนาดนั้นในการต่อสู้แล้วเอาชนะได้ นางคิดเกี่ยวกับ
มันแล้วตัดสินใจกำจัดความคิดนั้นไปทันที
“หลินหมิง เจ้ากล่าวว่ามันยังมีด่านทดสอบหล่อหลอมระดับกษัตริย์
อีกสินะ?” มู่อี้หวงกล่าวถาม
“อืม ใช่ ถ้าหากมีผู้ใดสามารถผ่านด่านทดสอบหล่อหลอมระดับ
กษัตริย์ มันย่อมเป็นไปได้ที่จะได้รับ ‘เคล็ดบ่มเพาะบัญญัติศักดิ์สิทธิ์
ต้องห้ามวิหคเพลิง’ ฉบับสมบูรณ์”
“เช่นนั้น เจ้าจะเข้าไปอีกครั้งในรอบต่อไป?” มู่อวี้หวงรู้สึก
กระตือรือร้นอย่างมาก ศิษย์ทุกคนสามารถเข้าร่วมแดนเร้นลับฟีนิกซ์
ศักดิ์สิทธิ์ได้ 2 ครั้ง แต่หลินหมิงได้เข้าไปเพียงครั้งเดียว
หลินหมิงส่ายหัวของเขา “โอกาสของข้านั้นไม่มาก”
ยามที่เขาได้ออกมาจากแดนเร้นลับฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ เขาได้ถามจิต
วิญญาณแห่งตำหนักเกี่ยวกับกฏของด่านทดสอบหล่อหลอมระดับกษัตริย์
ขีดจำกัดของอายุนั้นน้อยลง ผู้คนสามารถเข้าไปได้ตราบใดที่ยังอายุไม่
เกิน 30 ปี อย่างไรก็ตาม ความบริสุทธิ์ของสายเลือดของเขานั้นยังไม่มาก
พอ
สำหรับขั้นที่ 9 ของ ‘เคล็ดบ่มเพาะบัญญัติศักดิ์สิทธิ์ต้องห้ามวิหค
เพลิง’ นั้นไม่มีความหมายอันใดมากนักสำหรับผู้อาวุโสเหล่านี้ เพราะมัน
จำเป็นที่จะต้องใช้สายเลือดของฟีนิกซ์โบราณเพื่อที่จะฝึกฝนขั้นที่ 9
แม้ว่านั่นจะเป็นหลินหมิง เขาก็ยังไม่เหมาะที่จะบ่มเพาะมัน
สำหรับขั้นที่ 9 นั้น แม้กระทั่งมันจะเป็นขั้นที่ 8 หรือ 7 เหล่าผู้อาวุโส
คงจะไม่ใส่ใจมากนักที่จะฝึกมัน สำหรับพวกเขา แค่ขั้นที่ 6 ก็มากพอแล้ว
ถ้ามันมิใช่ว่าหยกแผ่นนั้นมิอาจตัดหรือทำสำเนาเพิ่ม หลินหมิงก็คงมิใส่ใจ
ที่จะเอาเคล็ดบ่มเพาะอีก 2 ขั้นออกไปอยู่ดี
“ทุกท่าน เนื้อหาในการประชุมสภาผู้อาวุโสในครั้งนี้สำคัญอย่างมาก
ขอให้ทุกท่านเก็บความลับในวันนี้ให้ดี ก่อนที่จะจากไป ข้ามีเรื่องอยากจะ
รบกวนทุกท่าน…” มู่อวี้หวงหยิบคัมภีร์ออกมาจากแหวนมิติของนาง
คำภีร์อันนี้มันเป็นสีแดงเข้ม และมันดูราวกับถูกย้อมเป็นสีแดงด้วยเลือด
“มันมิใช่ว่าข้าไม่ได้เชื่อใจพวกท่านที่นี่ แต่ความเสี่ยงมันสูงเกินไป ถ้า
ข่าวเกี่ยวกับขั้นที่ 8 ของ ‘เคล็ดบ่มเพาะบัญญัติศักดิ์สิทธิ์ต้องห้ามวิหค
เพลิง’ รั่วออกไป เช่นนั้นเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ย่อมได้พบกับภัยพิบัติที่มิ
อาจแก้ไขได้ ทุกท่าน กรุณาลงชื่อพวกท่านลงในคัมภีร์อันนี้”
คัมภีร์สีแดงเข้มที่มู่อวี้หวงนำออกมานั้นเป็นสัญญาโลหิต มันเป็น
สัญญาที่จะผูกมัดกับพื้นฐานทางสายเลือด เหล่าผู้อาวุโสที่อยู่ในขณะนี้
ต่างเป็นลูกหลานโดยตรงของเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ และยังมีสายเลือดของ
วิหคเพลิงหรือวิหควารี ดังนั้นพวกเขาย่อมถูกจำกัดมันหลังจากลงชื่อใน
สัญญานี้แล้ว
ถ้าหากมีผู้ได้กล้าละเมิดข้อตกลงในสัญญานี้ สายเลือดของพวกเขา
จะถูกลบออก ทุกคนที่อยู่ที่นี่ต่างใช้เคล็ดบ่มเพาะวิหคเพลิงหรือวิหควารี
เป็นพื้นฐาน ถ้าหากสายเลือดของพวกเขาหายไป พวกเขาย่อมสูญเสีย
เคล็ดบ่มเพาะและทุกสิ่งที่เกี่ยวกับมัน
คัมภีร์อันนี้มันถูกสร้างขึ้นโดยผู้ก่อตั้งเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ ดังนั้น
เฉพาะลูกหลานของนางย่อมถูกจำกัดโดยสิ่งนี้ สำหรับคนอื่นๆที่ได้รับการ
ปลูกถ่ายสายเลือดนั้น พวกเขาจะไม่ได้รับผลกระทบ มันยังเป็นเหตุผล
ที่ว่าทำไมผู้อาวุโสคนอื่นๆใช้แซ่เดียวกันยกเว้นผู้อื่นที่ไม่ได้ใช้
ขณะที่ผู้อาวุโสสูงสุดเห็นสัญญาโลหิตอันนี้ ริมฝีปากของเขาก็กระตุก
ในความจริงแล้ว สัญญาโลหิตนี้ถูกเตรียมมาเพื่อเขา ยามที่มู่อวี้หวง
กล่าวถึงมัน นางก็กำลังกล่าวถึงว่านางไม่ได้เชื่อใจเขา
เพื่อที่จะหลุดออกจากข้อจำกัดที่ถูกจำกัดโดยสัญญาโลหิตนี้ คนผู้นั้น
ย่อมต้องมีพลังการบ่มเพาะอยู่ที่ปลายขอบจุดสูงสุดขั้นหลอมรวมแก่นแท้
อย่างไรก็ตาม เหล่าผู้อาวุโสที่อยู่ในขณะนี้ ไม่มีผู้ใดหวังว่าจะไปถึงมัน
ยกเว้นมู่อวี้หวง สำหรับคนอื่นๆ ไม่มีผู้ได้กล้าแม้กระทั่งคิดเกี่ยวกับมันเลย
เว้นเสียแต่พวกเขาจะสามารถเข้าฌานและเข้าใจ 3 ขั้นสุดท้ายของ
‘เคล็ดบ่มเพาะบัญญัติศักดิ์สิทธิ์ต้องห้ามวิหคเพลิง’ และทำให้พวกเขา
ทะลวงผ่านมันไปได้ อย่างไรก็ตาม แผ่นหยกนั้นอยู่ในมือมู่อวี้หวง
ในตอนนี้ และเป็นผู้ควบคุมพลังนั้นอยู่!
เมื่อคิดได้เช่นนี้ มู่ชือหั่วก็กำหมัดแน่น ใบหน้าของเขาก็หดหู่มาก
ยิ่งขึ้น
มู่อวี้หวงเป็นผู้แรกที่เริ่มกรีดปลายนิ้วและเขียนชื่อนางลงในสัญญา
โลหิตนี้
ขณะที่ตัวอักษร ‘มู่อวี้หวง’ ถูกเขียนลงไปบนสัญญาโลหิต มันก็เริ่ม
เผาไหม้อย่างแปลกๆ หลังจากนั้นไม่กี่ลมหายใจ รูปร่างของวิหคเพลิงก็
ปรากฏขึ้นที่ส่วนบนของสัญญาโลหิตนี้ ภายในภาพของวิหคเพลิงนั้นมี
ตัวอักษร ‘มู่’ สลักไว้อยู่
แล้วมู่เชียนหยี่ก็เริ่มเขียนชื่อนางลงไปอย่างใจเย็น
จากนั้นก็ถึงคราวของมู่ชือหั่ว
“ท่านผู้อาวุโสสูงสุด ถึงคราวท่านแล้ว!” มู่อวี้หวงกล่าวอย่างเย็นชา
มู่ชือหั่วเค้นเสียงอย่างเย็นชาและกรีดนิ้วของเขาด้วยเล็บ จากนั้นก็
ขยับแขนขณะที่เขาลงชื่อตัวเอง
หลังจากมู่ชือหั่วแล้ว ผู้อาวุโสสอง และผู้อาวุโสสามก็เริ่มลงชื่อของ
พวกเขาลงในสัญญาโลหิต ถ้าหากมีใครปล่อยข้อมูลเกี่ยวกับ 3 ขั้นสุดท้าย
ของ ‘เคล็ดบ่มเพาะบัญญัติศักดิ์สิทธิ์ต้องห้ามวิหคเพลิง’ ไม่ว่าทางใดก็
ตาม คำสาปของสัญญาโลหิตจะโจมตีพวกเขา และสายเลือดของพวกเขา
จะละลายหายไปพร้อมกับการบ่มเพาะของพวกเขา
ในที่สุดก็เหลือเพียงผู้เดียวที่ไม่ได้ลงชื่อของเขาลงไปนั่นคือหลินหมิง
แม้ว่าเขาจะลงชื่อ มันก็ไม่ได้ผลกับเขา ทั้งเขาก็ไม่มีเหตุผลที่จะกระจาย
ข่าวนี้ ขณะที่เขาเป็นผู้ที่นำมันออกมาจากแดนเร้นลับฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์
“ข้าขอโทษที่รบกวนทุกท่าน” มู่อวี้หวงเก็บสัญญาโลหิตกลับไปอย่าง
ใจเย็น “ตอนนี้ พวกเราควรจะหารือเกี่ยวกับสงครามระหว่างดินแดน
ปีศาจแห่งทะเลทางใต้ที่เกิดขึ้นเมื่อหลายเดือนก่อน!”
ขณะที่มู่อวี้หวงกล่าว เปลวเพลิงก็ถูกจุดขึ้นต่อหน้านาง มันเป็นยันต์
สื่อสารกระแสเสียง
ขณะที่มู่อวี้หวงได้ยินข้อความนี้ หัวใจของนางก็กระตุก “หยี่เอ่อร์
หลินหมิง ท่านบรรพบุรุษต้องการเจอหน้าพวกเจ้าทั้งสอง พวกเจ้าไปได้”
มู่เชียนหยี่ดีใจ มู่เฟิงเซียนอยากพบนางงั้นหรือ?
นางไม่รู้ว่าทำไม แต่หัวใจของนางก็คิดถึงความเป็นไปได้ในทันที มัน
น่าจะไม่ใช่…
“ขอรับ ท่านอาจารย์”
หลินหมิงหันหน้ากลับ และออกไปพร้อมกับมู่เชียนหยี่.
ตลอดเวลาบนเส้นทาง มู่เชียนหยี่รู้สึกราวกับมีผีเสื้อกระพือปีกอยู่ใน
ท้องของนาง ในที่สุดนางก็มาถึงสุดเส้นทางของป่าไผ่ที่ซึ่งมีศาลาไผ่หยก
ตั้งอยู่ มันเป็นที่ซึ่งมู่เฟิงเซียนอาศัยอยู่อย่างสันโดษ
“หลินหมิง เข้ามา”
“ขอรับ ท่านอาจารย์บรรพบุรุษ”
มันเป็นครั้งที่ 2 ที่ได้หลินหมิงได้เข้ามายังบ้านของมู่เฟิงเซียน
การตกแต่งที่เรียบง่ายภายในบ้านไม้ไผ่ยังเหมือนเดิมตั้งแต่มายังที่นี่
คราวก่อน มีเก้าอี้อยู่หลายแบบและยังมีโต๊ะไม้ไผ่ด้วย ขณะที่เดินเข้าไป
เขาก็ได้ยินเสียงฝีเท้าของเขาทำให้พื้นไม้ไผ่เกิดเสียงดังเอี๊ยดอ้าดอยู่
ขณะที่หลินหมิงเข้ามาในบ้าน มู่เฟิงเซียนก็มิได้กล่าวอันใด นางเพียง
ยิ้มขณะนางมองไปยังหลินหมิง มันเป็นเช่นนี้จนกระทั่งเวลาผ่านไป
ประมาณครึ่งธูป
ในที่สุดหลินหมิงก็ไม่อาจรอได้อีกต่อไป เขาก็กล่าวถามอย่างลังเล
“ท่านอาจารย์บรรพบุรุษ… มีเรื่องอันใดที่ท่านต้องการจากข้างั้นหรือ?”
มู่เฟิงเซียนหัวเราะ “ข้าได้ยินเรื่องที่ประชุมในวันนี้แล้ว”
สร้างค่ายกลสื่อสารกระแสเสียงระยะใกล้ภายในห้องประชุมและใช้
มันในเวลาเดียวกัน ดังนั้นจึงดักฟังได้ง่ายอย่างมาก
แม้ว่ามู่เฟิงเซียนจะค่อยๆห่างหายจากการจัดการเรื่องราวภายใน
เกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ แต่ถ้าหากการประชุมนั้นเกี่ยวข้องกับเรื่องสำคัญ
ของเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ นางย่อมเป็นกังวลเกี่ยวกับมัน
“คราวนี้เจ้าได้นำ 8 ขั้นแรกของ ‘เคล็ดบ่มเพาะบัญญัติศักดิ์สิทธิ์
ต้องห้ามวิหคเพลิง’ กลับมา สำหรับเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ของข้า นั่นถือว่า
เจ้ามีน้ำใจอย่างมาก!”
“ท่านอาจารย์บรรพบุรุษ ท่านใจดีเกินไปแล้ว” ทัศนคติของหลินห
มิงนั้นสุภาพอย่างมากและถ่อมตน ถ้าหากมีใครทำดีกับเขา เขาจะทำดี
กลับเช่นกัน อย่างไรก็ตาม หากมีใครพยายามที่จะข่มเขา เขาจะไม่
คัดค้านที่จะตบหน้าพวกเขากลับอย่างรุนแรง
มู่เฟิงเซียนยิ้ม นางกล่าวต่อ “หลินหมิง ยามที่เจ้าเข้าไปยังแดนเร้น
ลับฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์โบราณครั้งนี้ เจ้าได้รับรางวัลเพียงแค่ 8 ขั้นแรกของ
‘เคล็ดบ่มเพาะบัญญัติศักดิ์สิทธิ์ต้องห้ามวิหคเพลิง’ เท่านั้นเองหรือ?”
ขณะที่มู่เฟิงเซียนกล่าว สายตาของนางขยับไปยังสัญลักษณ์เปลว
เพลิงจางๆที่อยู่ระหว่างคิ้วของหลินหมิง ทันทีที่เขาเข้ามายังห้องเมื่อก่อน
นี้ มู่เฟิงเซียนรู้สึกได้ถึงพลังงานอันบริสุทธิ์และแข็งแกร่งของสายเลือด
โบราณได้จากตัวของหลินหมิง
แต่มันเป็นพลังที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิงจากสายเลือดของวิหคเพลิง
ก่อนหน้าที่หลินหมิงจะเข้าไปยังแดนเร้นลับฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ เขายังไม่มีออ
ร่าเช่นนี้เลย
หลินหมิงลังเลไปชั่วขณะ จากนั้นก็พยักหน้า “ยามที่ข้าเข้าไปยังแดน
เร้นลับฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ ข้านั้นโชคดีที่ได้รับสายเลือดมา
“ข้ารู้” ดวงตาของมู่เฟิงเซียนเป็นประกายขึ้น และหัวใจของนางก็
เต็มไปด้วยอารมณ์ต่างๆ อำนาจของหลินหมิงนั้นกำลังเพิ่มขึ้นอย่างมิอาจ
หยุดได้ ตราบใดที่เขาไม่ร่วงหล่นลงมา เขาย่อมกลายเป็นผู้ทรงพลังระดับ
จักรพรรดิอย่างแน่นอน!
แต่นางไม่รู้ว่าเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์จะสามารถมีชะตาที่จะติดตามเขา
และกลายเป็นแดนศักดิ์สิทธิ์ได้หรือไม่!
“หลินหมิง หญิงชราผู้นี้มีคำถามบางอย่างอยากจะถามเจ้า เจ้าต้อง
ตอบข้าตามความจริง” ทันใดนั้น น้ำเสียงของมู่เฟิงเซียนก็กลายเป็น
จริงจัง
“ท่านอาจารย์บรรพบุรุษ โปรดกล่าวถาม”
“ความจริงแล้ว ข้าก็มีความคิดเช่นนี้มาก่อนหน้าแล้ว มันเป็น
เพราะว่าเจ้านั้นอายุน้อยเกินไปดังนั้นข้าจึงมิได้นำมันไปใส่ใจในขณะนั้น
แต่บัดนี้ ข้าคิดว่ามันย่อมดีที่สุดสำหรับทั้ง 2 ฝ่าย ถ้าหากเราสามารถทำ
ให้เรื่องนี้ชัดเจนขึ้นเร็วขึ้นเท่าที่จะทำได้เพื่อหลีกเลี่ยงเรื่องเข้าใจผิดหรือ
อุบัติเหตุในอนาคต แทนที่จะ***…” ขณะที่มู่เฟิงเซียนกล่าว นางก็มอง
หลินหมิงลึกเข้าไปในดวงตาของเขาและค่อยๆกล่าวอย่างช้าๆและชัดๆ
“ข้าอยากจะถามเจ้าว่า เจ้าต้องการแต่งงานกับเชียนหยี่และรับนางไป
เป็นภรรยาของเจ้าหรือไม่?”
ทุกถ้อยคำของประโยคสุดท้ายที่มู่เฟิงเซียนกล่าวก้องกังวานอย่าง
ชัดเจน ขณะที่หลินหมิงได้ยิน เขาก็แข็งกลายเป็นหิน แต่งงานกับเชียนหยี่
และรับนางเป็นภรรยางั้นหรือ?
“มันยังไม่สายเกินสำหรับนักสู้ที่จะแต่งงานแม้ว่าพวกเขาจะอายุ
มากกว่า 100 ปีแล้ว ข้าไม่ต้องการคำตอบจากเจ้าในตอนนี้ ข้าแค่
อยากจะถามคำถามนี้ก่อนหน้า ดังนั้นปัญหานี้ไม่ควรจะลากยาวเกินไป
จนให้กำเนิดแล้วทำให้เกิดเรื่องเข้าใจผิดขึ้น” มู่เฟิงเซียนมองไปยังใบหน้า
ของหลินหมิงขณะที่นางกล่าวอย่างช้าๆ สำหรับนาง เรื่องแต่งงานนี้เป็น
เรื่องที่สำคัญอย่างมาก
สถานะของหลินหมิงจะกลายเป็นคนที่สำคัญยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตาม
หลินหมิงมิใช่คนจากตระกูลมู่ แม้ว่ามู่เฟิงเซียนจะชมชอบหลินหมิง ก็
ยังคงกำลังกังวลถึงปัญหานี้ อย่างไรก็ตาม หลินหมิงได้เข้าร่วมกับเกาะ
ฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์มาเมื่อ 1 ปีก่อน แม้ว่าเขาจะมีจุดยืนที่ดีและเป็นมี
คุณธรรม นางไม่รู้ว่าแท้จริงแล้วหลินหมิงรู้สึกเช่นไรต่อเกาะฟีนิกซ์
ศักดิ์สิทธิ์
ตอนที่ 436 การสังหารคือวิถีทางแห่งสมรภูมิ
ปราณโลหิตวิหคเพลิงคือความมีน้ำใจอย่างยิ่งในการมอบให้กับ
หลินหมิง แต่หลังจากที่กลับออกมาจากแดนเร้นลับฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์และ
เอา 8 ขั้นแรกของ ‘เคล็ดบ่มเพาะบัญญัติศักดิ์สิทธิ์ต้องห้ามวิหคเพลิง’ มา
ด้วย เขาได้ทดแทนบุญคุณมากกว่าที่ควรเป็น 100 เท่า หลินหมิงจึงมิได้
เป็นหนี้บุญคุณเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์อีกต่อไป แต่กลับกันเกาะฟีนิกซ์
ศักดิ์สิทธิ์ต่างหากที่เป็นหนี้เขา
หากเป็นจริง ความรู้สึกอันใดกันที่หลินหมิงยังมีร่วมกับเกาะฟีนิกซ์
ศักดิ์สิทธิ์เล่า?
ถึงแม้เขาจะจากไปในตอนนี้ ก็ไม่มีผู้ใดกล่าวว่าเขาได้ แล้วเหตุใด
หลินหมิงจึงยังอยู่ในเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ต่อ หรือกระทั่งช่วยให้เกาะ
ฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์กลายเป็นแดนศักดิ์สิทธิ์ด้วยเล่า?
มู่เฟิงเซียนได้คิดว่าหลินหมิงและมู่เชียนหยี่ค่อนข้างที่จะมี
ความสัมพันธ์กันมาก และนางต้องการที่จะให้ความสัมพันธ์ระหว่างพวก
เขาค่อยๆพัฒนาไปตามธรรมชาติตามเวลา แต่ในครั้งนี้ หลินหมิงได้
สังหารฝ่าไปช่วยเหลือหญิงสาวที่ชื่อฉินซิงเซวียนในเกาะปีศาจโลหิต นี่จึง
ทำให้มู่เฟิงเซวียนมิได้มีทางเลือก นอกจากจัดการกับเรื่องนี้ตั้งแต่เนิ่นๆ
เพราะไม่ว่าอย่างไร การกระทำเยี่ยงผู้กล้าที่ยิ่งใหญ่ฝ่าหุบเหวไป
ช่วยเหลือเช่นนี้ย่อมทำให้ผู้หญิงส่วนใหญ่หวั่นไหว เมื่อเป็นเช่นนี้ หญิง
สาวคนนั้นย่อมที่จะตกหลุมรักหลินหมิงเป็นแน่
หากทั้งสองมีเวลาเพียงพอ อีกฝ่ายก็ย่อมที่จะกลายเป็นห่วงใยหลินห
มิงแน่และผลลัพธ์ก็จะทำให้ทั้งสองพัฒนาความสัมพันธ์ขึ้นไปเรื่อยๆจนถึง
ที่สุดและก่อเกิดเป็นความรัก มันก็จะมิแปลกเลยสักนิด
มู่เฟิงเซียนเองก็สามารถที่จะมองเห็นความสัมพันธ์ระหว่างหลินหมิง
และมู่เชียนหยี่เกินกว่าปกติไปแล้ว อย่างไรก็ตาม ปัญหาก็คือมู่เชียนหยี่ไม่
อาจเป็นดั่งฉินซิงเซวียนและติดตามหลินหมิงไปได้ทุกที่ นี่… มันจึงเป็นไป
ไม่ได้แน่นอน
หากเป็นเช่นนั้นขึ้นมา หลายปีต่อจากนี้ หลินหมิงอาจจะแต่งงานกับ
ฉินซิงเซวียน เมื่อเวลานั้นมาถึง มู่เชียนหยี่จะทำเช่นไร?
หลินหมิงยืนอยู่ที่นั่น แข็งค้าง มิรู้ว่าจะตอบคำถามเช่นไรดี
หลินหมิงในปัจจุบันก็รู้สึกบางอย่างกับมู่เชียนหยี่ แต่ยังมิได้คิดไปถึง
เรื่องแต่งงานเลย ในอนาคต เขามิรู้ว่าตนนั้นจะไปยังที่แห่งใดบ้าง ไม่ว่าจะ
เป็นภูมิภาคเขตแดนทางใต้หรือแม้กระทั่งทั้งทวีปนภารินไหล ทั้งสองที่
แห่งนี้ก็ยังอาจจะไม่สามารถรั้งเขาเอาไว้ได้ด้วยซ้ำ
เมื่อมีการแต่งงานเกิดขึ้น เขาก็จะมีความรับผิดชอบขึ้นมาอีก ใน
อนาคต เขาจะผจญภัยไปทั่วทุกที่และแม้แต่เผชิญหน้ากับความตายหลาย
ครั้ง ด้วยสายสัมพันธ์นี้ที่ยึดเหนี่ยวเขาเอาไว้ เขาย่อมจะรู้สึกกระวน
กระวายในจิตใจเสมอ
หลินหมิงได้คิดเรื่องนี้อยู่นาน ในที่สุด เขาก็กล่าวออกมาว่า “รายงาน
ท่านอาจารย์บรรพบุรุษ ศิษย์ผู้นี้ยังมิอยากกล่าวถึงเรื่องการแต่งงาน
ก่อนที่จะอายุ 40ปี”
หลินหมิงคาดว่า 40 ปีในการที่จะให้ตนได้มีเวลาคิด 20 ปี ซึ่งมันมาก
พอที่จะเกิดความเปลี่ยนแปลงในหลายสิ่งขึ้นในช่วงเวลานั้น
เมื่อถึงจุดนั้น เขาอาจจะมีพลังพอที่จะสั่นสะเทือนทวีปนภารินไหล
ได้แล้ว
มู่เฟิงเซียนลังเล เห็นได้ชัดว่าหลินหมิงพยายามที่จะเลี่ยงคำถาม แล้ว
นางจะพอใจกับคำตอบเช่นนี้ได้อย่างไรกันเล่า?
ทันใดนั้น จิตใจของมู่เฟิงเซียนก็สะท้านขณะที่จำบางอย่างขึ้นมาได้
นางจึงยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์และกล่าวว่า “ย่อมได้ เช่นนั้นข้าก็จะมิถามในเรื่อง
นี้ มากล่าวถึงสิ่งอื่นกัน ข้ามิแน่ใจว่าเจ้านั้นรู้เรื่องนี้แล้วหรือไม่ แต่ผู้อาวุโส
สามของแผนกวิหคเพลิงในปัจจุบันต้องการที่จะสนทนาเรื่องการแต่งงาน
กับข้า เขาต้องการที่จะให้หลานชายมู่ชิงชูแต่งงานกับฉินซิงเซวียน เขาคิด
ว่าจะขอหมั้นหมายภายในปีนี้ และ 10ปีต่อจากนี้พวกเขาก็จะสามารถ
ใกล้ชิดกันได้ หลินหมิง ข้าสงสัยว่าเจ้านั้นมีความคิดเห็นเช่นใดเกี่ยวกับ
เรื่องนี้?”
คำกล่าวของหลินหมิงติดอยู่ในลำคอ เขามองไปยังมู่เฟิงเซียนอย่าง
ช่วยไม่ได้ ผู้อาวุโสสามต้องการที่จะสนทนาเรื่องการแต่งงานกับนาง แต่
ในตอนนี้ มู่เฟิงเซียนกลับต้องการฟังความคิดเห็นของเขาในเรื่องนี้หรือ?
ขณะที่เขาคิดกลับไปเมื่อไม่กี่วันก่อนเมื่อตอนที่ได้เจอกับมู่เชียนหยี่
บนเกาะ เขาสามารถที่จะรู้ถึงความเป็นศัตรูระหว่างเขา ในตอนนั้น มู่
เชียนหยี่ก็มีสีหน้าอึดอัดและกระอักกระอ่วน ทันใดนั้น หลินหมิงก็ได้
ตระหนักถึงสิ่งที่เกิดขึ้น – มันเป็นเช่นนี้เอง!
มู่ชิงชูได้ถือเขาเป็นคู่แข่งด้านความรัก มิสงสัยเลยว่า เหตุใดมู่เชียน
หยี่จึงได้เอียงอายที่จะอธิบายเหตุผล และยังได้ใช้กระแสเสียงปราณแท้ใน
การเตือนเขาเกี่ยวกับมู่ชิงชู…
เมื่อหลินหมิงตระหนักได้ถึงสีแดงเล็กๆของมู่เชียนหยี่ที่เขินอาย เขาก็
ได้เกิดความรู้สึกลึกลับขึ้นภายในจิตใจราวกับมีคลื่นความอบอุ่นที่
อ่อนโยนไหลผ่านเขาไป หลินหมิงนึกย้อนกลับไปในค่ำคืนที่อยู่หุบเขา
สายฟ้าฟาด เขาคิดไปถึงแม้ตอนที่หลังจากมู่เชียนหยี่ได้มายังหุบเขาเจ็ด
แก่นแท้ นางได้ช่วยให้เขาได้หาผู้หลอมหอก และให้ทรัพยากรที่ล้ำค่าโดย
มิได้หวงหรือมีแรงจูงใจแอบแฝง…
ขณะที่ฉากต่างๆเหล่านั้นเกิดขึ้นในจิตใจของเขา เขาก็ได้คิด
แม้กระทั่งเรื่องที่อาจเกิดขึ้นในอีก 10 ปีข้างหน้า มู่เชียนหยี่จำเป็นที่
จะต้องรับคำขอแต่งงานกับบางคนที่นางมิได้รัก และยังต้องกลายเป็นคน
สนิทของผู้ที่เกือบจะทำให้ฉินซิงเซวียนต้องตาย… เมื่อคิดได้เช่นนี้ ทันใด
นั้นหลินหมิงก็รู้สึกว่าหัวใจหยุดเต้นไปชั่วครู่
เขามองไปยังมู่เฟิงเซียนที่ยิ้มให้กับเขา รอยยิ้มเช่นนี้ของนางราวกับ
หมาป่าเจ้าเล่ห์ไม่มีผิด…
มู่เฟิงเซียนนั้นอยู่มานานหลายร้อยปี เป็นธรรมดาที่นางจะรู้จักกับ
อารมณ์ต่างๆของมนุษย์เป็นอย่างดี นางสามารถที่จะรู้ได้ว่าหลินหมิง
กำลังคิดสิ่งใดอยู่
‘เจ้าต้องการที่จะเล่นกับหญิงชราผู้นี้หรือ? ฮ่าฮ่า แค่เพียงหยิบยก
เรื่องการแต่งงานของเชียนหยี่และมู่ชิงชูมาวางและข้าอยากจะรู้นักว่าเจ้า
จะทำเช่นใด’
“หลินหมิง ตกลงเจ้ามีความคิดเห็นเช่นใดกับเรื่องนี้หรือ?” มู่เฟิง
เซียนพยายามถามอีกครั้ง รอยยิ้มบนใบหน้าของนางกว้างมากขึ้น
ขณะที่หลินหมิงมองเห็นรอยยิ้มที่สดใสนี้ เขาย่อมไม่เหลือสิ่งใดที่จะ
ต้านนางได้ “ท่านอาจารย์บรรพบุรุษ ได้โปรดอย่าใช้ลูกไม้เช่นนี้กับศิษย์
…”
“ใช้ลูกไม้กับเจ้าหรือ? เจ้าคิดว่าหญิงชราผู้นี้จะเอาเรื่องการแต่งงาน
ที่สำคัญของเชียนหยี่มาใช้เป็นอุบายกับเจ้าหรือ? ข้าเพียงแค่อยากที่จะ
ถามความเห็นเจ้า หากเจ้าคิดว่าสามารถรับได้ ข้าก็จะได้ตัดสินใจในเรื่อง
นี้”
ในตอนนี้เมื่อมู่เฟิงเซียนถามอีกครั้ง หลินหมิงก็ได้ยอมถอยบ้าง “ข้า
มิได้ต้องการให้เรื่องนั้นเกิดขึ้น”
มู่เฟิงเซียนถอนหายใจยาว และยิ้มให้กับหลินหมิงด้วยความรัก “ก็
ได้ ตราบใดที่ข้าได้ยินเจ้ากล่าวเช่นนี้ ก็มิเป็นไร อย่างเช่นที่เจ้ากล้าเอาไว้
ก่อนหน้านี้ มันก็ได้ที่เจ้าจะยังมิได้กล่าวถึงเรื่องแต่งงานจนกว่าจะอายุ 40
ปี ข้าก็ค่อนข้างพอใจ ความจริงแล้ว มันก็มิได้ถือว่าช้าเกินสำหรับนักสู้ที่
จะแต่งงานตอนอายุ 100ปีด้วยซ้ำ เจ้ามีความต้องการที่จะมุ่งมั่นฝึกฝน
การบ่มเพาะ ซึ่งหยี่เอ่อร์เองก็เช่นกัน นอกจากเจ้าจะมีเคล็ดบ่มเพาะ 2
อย่าง ฉะนั้นการชิงสุกก่อนห่ามนั้นก็จะไม่เกิดผลดีเลย”
ขณะที่มู่เฟิงเซียนกล่าวถึงตรงนี้ นางก็ได้เสริมด้วยว่า “โอ้ เกือบลืม
เจ้าได้วางแผนที่จะให้หญิงที่เจ้าพามาด้วยเข้าร่วมกับเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์
ใช่หรือไม่?”
“ใช่แล้วขอรับ” หลินหมิงตอบตามตรง
“อืม… ย่อมได้ อย่างไรก็ตาม พรสวรรค์ของนางนั้นยังถือว่าธรรมดา
นางเพียงแค่อาศัยการถ่ายโอนปราณโลหิตของวิหคเพลิงและได้รับโอกาส
ในการฝึกฝน ‘เคล็ดบ่มเพาะบัญญัติศักดิ์สิทธิ์ต้องห้ามวิหคเพลิง’ เจ้าก็คง
รู้ว่าปราณโลหิตของวิหคเพลิงมีความหมายต่อศิษย์คนอื่นเช่นไร ปราณ
โลหิตของวิหคเพลิง 10 หยด อืม มันเป็นสิ่งที่ศิษย์มากมายต่างฝันถึงแต่
ในตอนนี้ มันกลับถูกใช้กับหญิงที่มีพรสวรรค์ธรรมดา เหล่าศิษย์ย่อมมิ
กล้าทำอันใดต่อเจ้า แต่สำหรับฉินซิงเซวียน ข้าเกรงว่าพวกเขาจะมุ่งร้าย
ไปที่นาง…”
หลินหมิงสามารถที่จะนึกถึงความจริงในคำกล่าวของมู่อี้หวงได้
ผู้หญิงนั้นขี้อิจฉามากยิ่งกว่าผู้ชาย มีหลายพื้นที่ในโลกที่ผู้หญิงใช้กำลัง
ประทุษร้ายแก่งแย่งกันอย่างรุนแรง หากฉินซิงเซวียนได้กลายเป็นศิษย์
สายในและอยู่ท่ามกลางผู้หญิงเหล่านั้น นางก็อาจจะต้องโดดเดี่ยวและถูก
รังแก
นางใช้แซ่ที่ต่างกันออกไป และพรสวรรค์ของนางยังได้มาจากปราณ
โลหิตของวิหคเพลิง 10 หยดที่ได้รับถ่ายทอด แค่เพียงเหตุผลเดียวในนั้นก็
เพียงพอที่จะต้องทำให้ฉินซิงเซวียนโดดเดี่ยวแล้ว เมื่อเวลานั้นมาถึง ก็จะ
มีการกล่าวว่านางนั้นเกาะเท้าผู้ชายเพื่อมีชีวิตอยู่ ความคิดเช่นนี้อาจ
แพร่กระจายออกไป และด้วยฉินซิงเซวียน นางคงไม่อาจที่จะยืนหยัดต่อ
คำกล่าวนินทาเหล่านั้นได้
ไม่ว่าหลินหมิงนั้นจะมีความแข็งแกร่งเพียงใด มันก็ย่อมไม่สามารถที่
จะควบคุมผู้หญิงเหล่านั้นที่กล่าวอย่างลับๆได้
มู่เฟิงเซวียนกล่าว “เอาเช่นนี้เป็นอย่างไร ให้นางเป็นสาวใช้ของมู่
เชียนหยี่และคอยติดตามนาง เจ้าก็ย่อมรู้ถึงบุคลิกของหยี่เอ่อร์ดี นางย่อม
ไม่ปฏิบัติที่ไม่ดีหรือไร้น้ำใจกับนาง สำหรับเคล็ดแการบ่มเพาะและ
ทรัพยากร นางจะได้รับมันเทียบเท่ากับศิษย์หลัก”
ขณะที่มู่เฟิงเซียนกล่าว รอยยิ้มของนางก็กว้างยิ่งกว่าเดิม มันจะดี
ที่สุดหากฉิงซิงเซวียนอยู่กับมู่เชียนหยี่เพื่อหลบเลี่ยงให้นางติดตามหลินห
มิง มิเช่นนั้นความสัมพันธ์ของเขาและนางจะเร็วขึ้นกว่าเดิม
ไม่เพียงแค่นั้น หลังจากที่ฉินซิงเซวียนติดตามมู่เชียนหยี่และ
กลายเป็นสนิทกัน นางก็จะเริ่มอายที่จะเทียบตนเองกับมู่เชียนหยี่
หลินหมิงมิได้คิดเรื่องนี้ลึกซึ้ง เขาจึงผงกศีรษะและกล่าว “เป็น
เช่นนั้นก็ดียิ่ง”
“สำหรับสงครามกับดินแดนปีศาจแห่งทะเลทางใต้ เจ้าอยากที่จะไป
พร้อมกับหยี่เอ่อร์หรือไม่? มู่เฟิงเซียนได้วางแผนให้หลินหมิงออกไปหา
ประสบการณ์และผจญภัยเล็กน้อย หากเขาไปกับหยี่เอ่อร์ มันก็ง่ายที่จะ
ปกป้องพวกเขา และมันก็ง่ายที่จะแสดงต่อสาธารณะถึงความสัมพันธ์
ส่วนตัวของทั้งสอง ”
อย่างไรก็ตาม หลินหมิงกล่าวเพิ่มว่า “ท่านอาจารย์บรรพบุรุษ ศิษย์
ผู้นี้ต้องการที่จะฝึกฝนเพียงผู้เดียวในสงครามที่ทะเลทางใต้ ”
“หืม? ตัวคนเดียวหรือ?” มู่เฟิงเซียนประหลาดใจเล็กน้อย นางจึง
ส่ายศีรษะ “ไปเพียงคนเดียวนั้นมิใช่เรื่องเลย มันอันตรายเกินไป อีกอย่าง
หากเจ้าถูกจดจำได้และดินแดนปีศาจแห่งทะเลทางใต้รู้เรื่องเข้า ผลที่
ตามมามันจะมหาศาลเกินไป!”
หลินหมิงกล่าว “ข้าจะระวังตัว ข้ามีเคล็ดวิชาเปลี่ยนแปลงรูปลักษณ์
เพื่อใช้ปกปิดตัวเอง มีเพียงผู้ที่แข็งแกร่งกว่าข้าเท่านั้นจึงจะสามารถมอง
มันออก มิเช่นนั้น ก็ไม่มีทางที่จะมองมันออกอย่างแน่นอน สำหรับเหล่า
ปรมาจารย์ขั้นหลอมรวมแก่นแท้ช่วงต้นและช่วงกลางนั้น พวกเขาก็คงไม่
ออกมาปรากฏตัวในการต่อสู้เล็กๆแน่ ต่อให้พวกเขาออกมาจริง พวกเขา
ก็คงไม่อาจที่จะจดจำข้าได้อย่างง่ายๆ”
ในสงครามทั้งสองฝั่ง มันไม่ค่อยมีนักที่ปรมาจารย์ขั้นหลอมรวมแก่น
แท้จะเคลื่อนไหวโดยง่าย ต่อให้พวกเขาเคลื่อนไหวจริง พวกเขาก็คงจะ
ต่อสู้กับผู้ที่อยู่ในระดับเดียวกัน เมื่อใดที่พวกเขาต่อสู้ ท้องฟ้าจะมืดครึ้ม
และปฐพีจะสั่นสะเทือน แต่ความจริงแล้วมันหาได้ยากที่พวกเขาจะเป็น
ฝ่ายแพ้
ขุมกำลังหลักที่แท้จริงของสงครามคือผู้เชี่ยวชาญขั้นปราณปลายฟ้า
หลินหมิงมีความตั้งใจอย่างยิ่งในการเผชิญหน้ากับดินแดนปีศาจแห่ง
ทะเลทางใต้ สิ่งที่เขาต้องการมากที่สุดในตอนนี้คือทักษะหอก ซึ่งหลินห
มิงนั้นรู้จักเพียงผิวเผิน ซึ่งมันอ่อนด้อยอย่างมาก มีเพียง ‘ทักษะง้าวโลหิต
ล้างผลาญ’ ที่ดีที่สุดสำหรับเขา
‘ทักษะง้าวโลหิตล้างผลาญ’ เป็นเคล็ดบ่มเพาะสายปีศาจ การเดินไป
บนเส้นทางนั้นหมายถึงการเดินบนเส้นทางแห่งความตาย ในการที่จะ
ฝึกฝนมันเขาจะต้องสังหารศัตรูจำนวนมาก
สำหรับการที่จะทำเช่นนั้น สนามรบแห่งทะเลทางใต้จึงเป็นสถานที่
เหมาะสมที่สุด!
แต่หากเขาไปด้วยกันกับมู่เชียนหยี่และอยู่ภายใต้การคุ้มกันของ
ปรมาจารย์ขั้นหลอมรวมแก่นแท้ มันก็อยากที่จะหาโอกาสในการต่อสู้ ไม่
เพียงแค่นั้น แต่การต่อสู้ที่จะได้รับคงเป็นเพียงระดับง่าย การต่อสู้เพียงผิว
เผิน – ซึ่งมันมิใช่สิ่งที่หลินหมิงต้องการ
เขาต้องการที่จะต้องสู้อย่างแท้จริงในแนวหน้า
ขณะที่มู่เฟิงเซียนเห็นหลินหมิงยืนกราน นางก็ขมวดคิ้ว ถึงแม้การที่
ไปสู้ในแนวหน้าจะทำให้ความแข็งแกร่งของเขาเพิ่มขึ้นรวดเร็วกว่า แต่
ความอันตรายก็มากยิ่งกว่าเช่นกัน
“เจ้าตัดสินใจเช่นนี้แล้วหรือ?”
“ขอรับ”
“ก็ได้” มู่เฟิงเซียนถอนหายใจ จากนั้นนางก็ได้เอาขวดใบเล็กออกมา
จากแหวนมิติและกระสอบผ้าไหม
“นี่คือ 1 โอสถโลหิตสีชาดและอีก 2 โอสถหยางผันแปร และยังมี
อักขระหลบหนี หากเจ้าได้เผชิญหน้ากับอันตรายที่แท้จริง ก็ให้ใช้มัน และ
พยายามยามแสดงความกล้า ให้กลับมาอย่างปลอดภัยนั้นคือสิ่งที่สำคัญ
ที่สุด”
หลินหมิงรับเอาโอสถและอักขระหลบหนีมา และมันมีแผ่นหยก
อธิบายถึงวิธีการใช้มันด้วย
โอสถโลหิตสีชาดสามารถที่จะเพิ่มความแข็งแกร่งของนักสู้ขึ้นได้ใน
ช่วงเวลาหนึ่ง มันมีผลคล้ายโอสถประเภทเดียวกันอย่างมาก แต่
ผลข้างเคียงของมันอันตรายและอาจถึงตาย ส่วนโอสถโลหิตสีชาดนั้นมี
ผลข้างเคียงเพียงเล็กน้อยเท่านั้น หลังจากที่ใช้มันจะทำให้อ่อนแอลงเป็น
เวลาสั้นๆ นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าโอสถโลหิตสีชาดจึงได้ราคาแพงอย่างยิ่ง
สำหรับโอสถหยางผันแปร มันเป็นโอสถช่วยชีวิต ไม่ว่าจะบาดเจ็บ
เพียงใด ตราบใดที่มิใช่การบาดเจ็บทางจิตวิญญาณ โอสถหยางผันแปรจะ
สามารถฟื้นฟูอาการบาดเจ็บให้กับผู้ใช้ได้ในช่วงเวลาไม่นาน มันสามารถที่
จะฟื้นฟูความเสียหายที่เกิดกับเส้นชีพจรและยังฟื้นฟูปราณแท้ได้อีกด้วย
หากเปรียบเทียบกับโอสถโลหิตสีชาด โอสถหยางผันแปรนั้นแพงยิ่ง
กว่า ไม่เพียงแค่นั้น แต่ทั้งสองยังเป็นสิ่งที่มิอาจจะซื้อได้โดยหินลมปราณ
แท้
สุดท้าย อักขระหลบหนีนั้นเป็นสิ่งที่หายากและแพงที่สุดใน 3 สิ่งนี้
ขณะที่หลินหมิงหยิบอักขระหลบหนี เขาก็มองเห็นลวดลายต่างๆบน
นั้น – มันเป็นรูปแบบค่ายกลโบราณ
รูปแบบค่ายกลโบราณหรือ?
หลินหมิงตกตะลึง เมื่อเปิดใช้งานมัน อักขระหลบหนีสามารถที่จะส่ง
ผู้ใช้เคลื่อนย้ายห่างออกไปหลายร้อยลี้ได้ มันเป็นเครื่องมือในการช่วยชีวิต
อย่างแท้จริง
มิต้องสงสัย มันจะต้องได้มาจากซากโบราณที่ใดซักแห่ง ด้วยระดับ
ของทวีปนภารินไหลในปัจจุบัน มันเป็นไปไม่ได้ที่จะสร้างมันขึ้นมา ทุกๆ
ชิ้นย่อมล้ำค่าอย่างยิ่ง
ตอนที่ 437 ขั้นทำลายชีวิต
หลินหมิงรับสมบัติทั้ง 3 มาเงียบๆ มู่เฟิงเซียนปฏิบัติต่อเขาอย่างดี
ไม่ว่านี่จะเป็นความห่วงใยที่มาจากหัวใจของนางอย่างแท้จริงหรือเพราะ
เห็นคุณค่าของเขาในอนาคตก็ตาม ความจริงก็คือนางได้ช่วยเขาอย่างมาก
นั่นเอง
สมบัติทั้ง 3 ที่นางเอาออกมานั้น มันเป็นสิ่งที่เขาต้องการอย่างมาก
“ขอบคุณยิ่งนัก ท่านอาจารย์บรรพบุรุษ ศิษย์ผู้นี้จะกลับมาอย่าง
ปลอดภัยแน่นอน”
มู่เฟิงเซียนถอนหายใจ นางได้เข้าใจถึงบุคลิกส่วนตัวของหลินหมิ
งบ้างแล้ว เมื่อตอนที่เขาได้อยู่หุบเขาสายฟ้าฟาด เขายังกล้าที่จะเข้าไปใน
ถ้ำของมังกรวารีทั้งที่มีระดับการบ่มเพาะอยู่เพียงแค่ขั้นดัดกระดูก มิต่าง
จากที่เขากำลังเสี่ยงเช่นตอนนี้เลย
อย่างไรก็ตาม นางรู้ว่าหากมิใช่เพราะเขาเป็นเช่นนี้ เขาก็คงมิได้ก้าว
สู่ระดับที่สูงถึงเพียงนี้ทั้งที่อายุเพียง 17 ปี
หากนางต้องการที่จะห้ามเขาเพียงเพราะความปลอดภัย มันก็จะ
เป็นเพียงแค่การกักขังศักยภาพของหลินหมิงเอาไว้ มังกรที่ถูกโซ่ล่ามย่อม
ไม่มีทางที่จะสามารถบินผ่านเก้าสวรรค์ได้
“หลินหมิง เจ้าจะต้องทำได้ ข้าเชื่อ”
“อืม” หลินหมิงผงกศีรษะ และขณะที่กำลังจะจากไป เขาก็จำ
บางอย่างขึ้นมาได้ เขาจึงกล่าวถามว่า “ท่านอาจารย์บรรพบุรุษ ข้ามีเรื่อง
ที่อยากจะกล่าวถามท่าน”
“เรื่องอันใดหรือ?”
“ศิษย์ค้นพบว่าสำนักระดับ 1 ถือให้นักสู้ขั้นผสานชีพจรเป็นผู้อาวุโส
สำหรับพวกเขา ส่วนสำนักระดับ 2 ถือนักสู้ขั้นปราณต้นฟ้าเป็นผู้อาวุโส
ส่วนสำนักระดับ 3 ถือนักสู้ขั้นปราณปลายฟ้าเป็นผู้อาวุโส สำหรับนิกาย
ระดับ 4 ก็จะถือปรมาจารย์ขั้นหลอมรวมแก่นแท้เป็นผู้อาวุโส ทุกระดับที่
เพิ่มขึ้นจะมีผลต่อระดับของผู้อาวุโสเช่นกัน หากดูตามเหตุผลนี้ นิกาย
ระดับ 5 ก็น่าจะถือจักรพรรดิไร้เปรียบเป็นผู้อาวุโส แต่จากที่ศิษย์ได้รู้มา
ความห่างชั้นระหว่างนิกายระดับ 5 และนิกายระดับ 4 มิได้มากมายนัก
แม้แต่นิกายระดับ 5 ชั้นสูงหรือนิกายระดับ 6 ก็ยังมีผู้อาวุโสจักรพรรดิไร้
เปรียบเพียงไม่กี่คน”
หลินหมิงมักจะสงสัยเรื่องนี้มาตลอด เมื่อเขาได้รับเศษเสี้ยวแห่งคว
วามทรงจำของผู้อาวุโสระดับสูงจากแดนเทวะมา ความทรงจำของพวก
เขาค่อนข้างที่จะแตกต่างกันและเลือนลาง เช่น อาจมีสถานการณ์ที่
แตกต่างในส่วนของแดนเทวะและทวีปนภารินไหล ดังนั้นหลินหมิงจึงได้
กล่าวถามเรื่องนี้ออกมา
มู่เฟิงเซียนกล่าว “มันเป็นความจริง ความแตกต่างระหว่าง
ปรมาจารย์ขั้นหลอมรวมแก่นแท้และจักรพรรดิไร้เปรียบนั้นมากมายยิ่ง
นัก นั่นเป็นเพราะว่าจากขั้นหลอมรวมแก่นแท้จนกลายเป็นจักรพรรดิไร้
เปรียบ ผู้หนึ่งจะต้องผ่านเข้าสู่ขั้นทำลายชีวิต มันอันตรายเป็นอย่างยิ่ง
ทุกการล้มเหลวหมายถึงความตายแบบไม่เหลือซากด้วยซ้ำ สำหรับเหล่า
นิกายระดับ 5 ที่ทรงพลังอย่างแท้จริง ผู้อาวุโสส่วนใหญ่ของพวกเขาจะ
ติดอยู่ที่ขั้นทำลายชีวิต”
“ทำลายชีวิตหรือ?” หลินหมิงกล่าวถามด้วยความสงสัย เขามิเคยได้
ยินชื่อนี้มาก่อนเลย
มู่เฟิงเซียนยิ้มและกล่าวออกมา “ที่เรียกกันว่าผู้ทรงพลังระดับ
‘จักรพรรดิ’ นั้นเป็นเพียงแค่สมญาเท่านั้น มันมิใช่ชื่อของระดับพลังหรือ
อะไรทำนองนั้น ขอบเขตที่ผู้ทรงพลังระดับจักรพรรดิอยู่นั้นมันเรียกว่า
‘เทพสมุทร’ ตั้งแต่อดีตกาล เหล่าจักรพรรดิผู้ไร้เปรียบแทบจะมีระดับ
การบ่มเพาะขั้นนั้นหมด”
“แทบจะเป็นเช่นนั้นเสมอหรือ?” จิตใจของหลินหมิงหมุนวน
“ใช่แล้ว ยังมีอีกหลายคนที่ยังไม่อาจก้าวเข้าสู่ขั้นเทพสมุทร บุคคล
เหล่านั้นยังอยู่เพียงขั้นทำลายชีวิต แต่เป็นเพราะบุคคลเหล่านั้นแข็งแกร่ง
อย่างยิ่ง พวกเขาจึงถูกเรียกว่าผู้ทรงพลังระดับจักรพรรดิด้วย”
“สิ่งใดคือการทำลายชีวิตหรือ?”
มู่เฟิงเซียนกล่าว “จากปลายขอบจุดสูงสุดขั้นหลอมรวมแก่นแท้
กลายเป็นจักรพรรดิผู้ไร้เปรียบ มันห่างเพียงก้าวเดียวก็จริง แต่ความจริง
ของก้าวนั้นราวกับฝันที่ไม่มีทางเป็นไปได้ หลังจากขั้นปราณปลายฟ้าก็ยัง
มีอีก 2 ขั้น – หลอมรวมแก่นแท้และขั้นเทพสมุทร นักสู้ขั้นหลอมรวม
แก่นแท้ปราณแท้ของพวกเขาจะหลอมรวมกันเป็นแก่นภายในตันเถียน
หากวันใดพวกเขาสามารถที่จะทำลายแก่นทะเลนี้ได้ครั้งแล้วครั้งเล่าจน
มันแตกออกกลายเป็นทะเล จนเปลี่ยนโลกภายในตันเถียนกลายเป็นพื้น
น้ำกว้างใหญ่ไพศาล ซึ่งก็จะกลายเป็นขั้นเทพสมุทร”
“ผู้อาวุโสสูงสุดขั้นเทพสมุทรก็รู้จักกันในฐานะผู้ทรงพลังระดับ
จักรพรรดิ ก้าวเข้าสู่ขั้นหลอมรวมแก่นแท้ก่อนอายุ 30 เข้าสู่ปลายขอบ
จุดสูงสุดขั้นหลอมรวมแก่นแท้ก่อนก่อนอายุ 50 ในการที่จะก้าวจากปลาย
ขอบจุดสูงสุดขั้นหลอมรวมแก่นแท้สู่ขั้นเทพสมุทรนั้น ผู้นั้นจะต้องพบกับ
ประสบการณ์ในขั้นทำลายชีวิต แต่ในทุกครั้งที่เข้าสู่ขั้นตอนทำลายชีวิต
พวกเขาก็จะพบกับความเสี่ยงถึงตาย มันเป็นระดับเดียวกับสัตว์อสูรดุร้าย
ระดับสูงที่ต้องการข้ามผ่านทัณฑ์สวรรค์ของตน”
“ทุกครั้งที่เข้าสู่ทำลายชีวิต เมื่อทำลายแก่นของตน และแม้กระทั่ง
ทำลายร่างกาย เข้าสู่การแปลี่ยนแปลงที่แสนโหดร้ายและได้รับการเกิด
ใหม่อย่างสมบูรณ์ นี่คือเหตุผลที่ปรมาจารย์ขั้นหลอมรวมแก่นแท้สามารถ
มีอายุขัยได้ถึง 800ปี แต่ผู้อาวุโสสูงสุดขั้นเทพสมุทรสามารถที่จะมีชีวิต
1,000ปีหรือแม้กระทั่งถึง 10,000ปี!”
ขณะที่มู่เฟิงเซียนกล่าว จิตใจของหลินหมิงก็สั่นสะท้าน ใช่แล้ว!
1,000ปีนิกาย 10,000ปีแดนศักดิ์สิทธิ์ เหตุผลที่แดนศักดิ์สิทธิ์สามารถคง
อยู่ได้ถึง 10,000ปีก็เป็นเพราะว่าพวกเขานั้นมีผู้ทรงพลังระดับจักรพรรดิ
ที่มีอายุยืนยาวถึง 10,000ปี ด้วยผู้ทรงพลังระดับจักรพรรดิคอยคุ้มครอง
แดนศักดิ์สิทธิ์ แดนศักดิ์สิทธิ์ก็จะไม่ถูกทำลายเป็นเวลากว่า 10,000ปี
สำหรับผู้วิเศษลึกลับและจักรพรรดิปีศาจที่ได้บินไปยังแดนเทวะ
พวกเขาก็คงอยู่ได้นานถึง 10,000ปี!
“ท่านอาจารย์บรรพบุรุษได้เคยมีประสบการขั้นทำลายชีวิตด้วย
หรือ?” หลินหมิงช่วยไม่ได้ที่จะกล่าวถามเช่นนี้ออกไป
มู่เฟิงเซียนผงกศีรษะ “ข้าเคยเข้าสู่ขั้นทำลายชีวิต ข้าย่อมมิอาจลืม
ความเจ็บปวดที่ราวกับนรกเฉกเช่นอยู่บนปากเหวแห่งความตาย ความ
ทรงจำเช่นนี้จะไม่มีวันหายไปอย่างแน่นอน”
เมื่อกล่าวถึงเรื่องนี้ มู่เฟิงเซียนก็ถอนหายใจออกมาอย่างรุนแรง ใน
ทุกขั้นการทำลายชีวิต เนื้อหนังและกระดูกจะฉีกขาด เส้นชีพจรจะขาด
สะบั้น และแม้กระทั่งจิตวิญญาณก็ยังอาจจะถูกฉีกกระชาก ความ
เจ็บปวดย่อมไม่อาจที่จะจินตนาการได้ ในขั้นตอนการทำลายชีวิต
ผิดพลาดเพียงเล็กน้อยก็อาจหมายถึงจุดจบของชีวิต พวกเขาอาจจะ
สูญเสียการรับรู้เรื่องเวลา มันมากพอที่จะทำให้พวกเขากลายเป็นบ้าได้
มู่เฟิงเซียนเคยมีประสบการณ์ครั้งเดียวในขั้นทำลายชีวิต เป็น
เพราะว่า นางใกล้สิ้นอายุขัยแล้ว นางจึงไม่คิดว่าตนนั้นจะสามารถเข้าสู่
ขั้นทำลายชีวิตได้อีกครั้ง และเป็นเหตุว่าเพราะเหตุใดนางจึงตัดสินใจอยู่
เพียงปลายขอบจุดสูงสุดขั้นหลอมรวมแก่นแท้ไปตลอดชีวิต และมิลองที่
จะก้าวเข้าสู่ขั้นเทพสมุทรในตำนานดูอีกครั้ง
หลินหมิงกล่าวถามออกไป “ท่านทราบหรือไม่ว่าท่านผู้ก่อตั้งได้
ประสบกับทำลายชีวิตกี่ครั้ง?”
“3 ครั้ง ในครั้งที่ 3 ของการทำลายชีวิต นางล้มเหลวในการรวมแก่น
ของตนและตกตายไป ในการที่ปรมาจารย์ขั้นหลอมรวมแก่นแท้พยายาม
ที่จะก้าวเข้าสู่ขั้นเทพสมุทร คนผู้นั้นจะต้องมีความกล้าหาญเป็นอย่างยิ่ง
เพราะการเข้าสู่ขั้นทำลายชีวิตนั้นหลายครั้ง มีเพียงไม่กี่คนที่จะสามารถ
ก้าวเข้าสู่ขั้นเทพสมุทรได้! ความจริงแล้ว ผู้ทรงพลังขั้นหลอมรวมแก่นแท้
เช่นหญิงชราผู้นี้ พวกเราใช้ชีวิตอย่างสามัญหลายร้อยปี ต่อจากนั้นพวก
เราก็จะกลับสู่พื้นดินอีกครั้ง”
มู่เฟิงเซียนกล่าวออกมาพร้อมด้วยรอยยิ้มที่ตำหนิตนเอง สำหรับ
ปรมาจารย์ขั้นหลอมรวมแก่นแท้ ผู้ที่มีพื้นฐานไม่เสถียรและพยายามที่จะ
เข้าสู่ขั้นทำลายชีวิตก็ย่อมเท่ากับการฆ่าตัวตาย
แม้จะเป็นผู้ที่มีพื้นฐานเสถียร มันก็ยังมีโอกาสสูงที่พวกเขาจะตาย
ระหว่างขั้นตอนทำลายชีวิต ในการที่จะกลายเป็นผู้ทรงพลังระดับ
จักรพรรดิ ผู้นั้นจะต้องมีพรสวรรค์ที่ท้าทายสวรรค์ และยังต้องมีโชค
มหาศาลอีกด้วยเช่นกัน
จากขั้นหลอมรวมแก่นแท้ถึงขั้นเทพสมุทร มันเป็นเพียงขั้นเดียว แต่
ช่วงชีวิตของพวกเขาห่างกันเป็น 10 เท่า สิ่งล่อใจเช่นนี้ช่างมากมาย
เหลือเกินสำหรับหลายคน
หลินหมิงช่วยไม่ได้ที่จะถอนหายใจ แม้แต่ผู้ก่อตั้งของเกาะฟีนิกซ์
ศักดิ์สิทธิ์ก็ยังต้องเสียชีวิตในขั้นทำลายชีวิต แม้นางจะมีโชคมหาศาล นาง
ก็ยังต้องตกตายอยู่ดี! เห็นได้ชัดว่าการก้าวเข้าสู่ขั้นเทพสมุทรยากเย็นแสน
เข็นเป็นอย่างยิ่ง
มิสงสัยเลยว่าทั่วทั้งทวีปนภารินไหลจึงมีเพียงราวๆ 10 คนที่รู้จักว่า
เป็นตัวตนของผู้ทรงพลังระดับจักรพรรดิ หากรวมผู้ที่ซ่อนตัวและไม่เป็นที่
รู้จัก ก็ยังมิถึง 100 คนอยู่ดี
หลินหมิงกล่าวถาม “ท่านอาจารย์บรรพบุรุษจากปลายขอบขั้น
หลอมรวมแก่นแท้สู่ขั้นเทพสมุทร มีขั้นตอนทำลายชีวิตอยู่เพียงเท่าใด
หรือที่จะต้องตัดผ่านไป?”
“มันแตกต่างในแต่ละบุคคล บางคนก็จำเป็นที่จะต้องทำลายร่างกาย
เพียง 4 ครั้ง บางคนก็ 5 ครั้ง และบางคนแม้กระทั่งต้องทำถึง 7-8 ครั้ง
หรือแม้กระทั่ง 9 ครั้งทำลายชีวิตในตำนาน!”
“ทุกการทำลายชีวิตมันก็คือด่านทดสอบแห่งความเป็นความตาย
ด้วยทุกขั้นทำลายชีวิต ปราณแท้จะหนาแน่นขึ้นเรื่อยๆ โลหิตชีวิตก็จะยิ่ง
มีชีวิตชีวามากยิ่งขึ้นและเส้นชีพจรก็จะยิ่งเหนียวแน่นขึ้น ฉะนั้นยิ่งผ่าน
การทำลายชีวิตไปมากเท่าใด ก็จะยิ่งทรงพลังมากขึ้นเท่านั้น เมื่อข้าได้
กล่าวว่ามีผู้อาวุโสสูงสุดขั้นทำลายชีวิตที่ได้เป็นจักรพรรดิไร้เปรียบแล้ว
นั่นก็เป็นเพราะว่าเขาได้ทำลายชีวิตมาหลายครั้งแล้ว เมื่อพวกเขาก้าวขึ้น
ไปสู่ขั้นเทพสมุทร เขาก็จะยิ่งกลายเป็นตัวตนที่มีความแข็งแกร่งจนน่า
หวาดกลัวอย่างถึงที่สุด!”
“แต่ถึงอย่างนั้น นักสู้ส่วนใหญ่มักจะหวังเพียง 4 ขั้นทำลายชีวิต
เท่านั้นในการเข้าสู่ขั้นเทพสมุทร สำหรับ 9 ขั้นทำลายชีวิตนั้น เพียงแค่คิด
เกี่ยวกับมันก็น่าขนลุกแล้ว!”
“ข้าเข้าใจแล้ว ขอบคุณท่านอาจารย์บรรพบุรุษอย่างยิ่ง”
“อืม ไม่ช้าก็เร็วเจ้าจะต้องได้รับประสบการณ์จากมันด้วยตนเอง
อย่างแน่นอน ชีวิตของข้าใกล้มาถึงจุดจบเต็มที ข้าเพียงหวังที่จะต้องการ
เห็นเจ้ากลายเป็นจักรพรรดิไร้เปรียบในสักวันนึง” ขณะที่มู่เฟิงเซียนกล่าว
เช่นนี้ออกมาด้วยรอยยิ้มเอ็นดูและรักใคร่
“อืม” หมินหมิงผงกศีรษะอย่างเงียบงัน การก้าวเข้าสู่ขั้นเทพสมุทร
เป็นก้าวแรกในการที่จะเข้าไปยังแดนเทวะ หากเพียงแค่นี้เขายังไม่
สามารถทำได้ เช่นนั้นก็ไม่มีประโยชน์อันใดในการที่จะก้าวไปสู่จุดสูงสุด
ของนักสู้
“เอาล่ะ เมื่อเจ้าออกไปก็บอกให้หยี่เอ่อร์เข้ามาด้วย”
“ขอรับ”
ขณะที่หลินหมิงออกไป เขาก็ได้เรียกมู่เชียนหยี่ให้เข้าไป มู่เชียนหยี่
สนทนากับมู่เฟิงเซียนนานกว่า 1 ช่วงธูป
หลังจากนั้น หลินหมิงก็ได้ยินเสียงก้าวเท้าเบาๆของมู่เชียนหยี่ที่เดิน
ออกมา
อย่างไรก็ตาม เสียงย่างก้าวก็ได้หยุดลงที่ทางเข้าของเรือนไม้ไผ่ราว
กับ ขณะที่นางนั้นกำลังลังเลอยู่ด้านหลังประตูอยู่นาน ในที่สุด นางก็ได้
ค่อยๆเปิดประตูอยู่นาน ขณะที่นางมองเห็นหลินหมิงมองมาที่ตนเอง สี
หน้าของมู่เชียนหยี่ก็กลายเป็นแดงระเรื่อ ดูท่าทางตะกุกตะกัก
“ข้า…. ข้าคิดว่าเจ้าได้ไปแล้ว” มู่เชียนหยี่กล่าวอย่างติดขัด
หลินหมิงตะลึง เขารู้ว่าเพราะเหตุใดมู่เชียนหยี่จึงมีท่าทางเช่นนี้เมื่อ
พบหน้าเขา เขากล่าวอย่างเป็นธรรมชาติว่า “ข้ากำลังจะไปเก็บข้าวของ
เพื่อเตรียมตัวไปยังทะเลทางใต้”
“ทะเลทางใต้…” มึนงงชั่วขณะ นางได้ยินจากมู่เฟิงเซียนแล้วว่า
หลินหมิงจะไปยังทะเลทางใต้คนเดียว หากกล่าวถึงเรื่องนี้ นางก็ย่อมไม่
อยากให้เป็นเช่นนั้นเลย แต่นางก็รู้ว่าตนนั้นมิอาจหยุดยั้งหลินหมิงได้ นาง
จึงได้ถอนหายใจและพึมพำ “ดูแลตัวเองด้วยนะ… หากเจ้าไปยังทะเลทาง
ใต้… ส่งจดหมายมาให้ข้าบ่อยๆด้วย… เพื่อที่ข้าจะได้แน่ใจว่าเจ้ายัง
ปลอดภัย”
มู่เชียนหยี่ลังเลอยู่นานก่อนจะกัดริมฝีปากและกำลังกล่าวออกไป
หลินหมิงกลับผงกศีรษะทันทีและกล่าวว่า “ข้าสัญญา”
……………………………..
110 วันต่อมา เกาะแสงอุษาทางใต้ –
เกาะแสงอุษาทางใต้เป็นหนึ่งในเกาะที่มีเนื้อที่กว้างใหญ่ของทะเล
ทางใต้ มันกว้างถึง 4-5 พันลี้
บนเกาะแสงอุษาทางใต้มีสมบัติอยู่ 2 แห่ง อย่างแรกคือแหล่งกำเนิด
หินลมปราณแท้ระดับกลางและอีกอย่างคือป่าจิตวิญญาณศักดิ์สิทธิ์
มันไม่จำเป็นต้องอธิบายถึงแหล่งกำเนิดหินลมปราณแท้ระดับกลางที่
เป็นเส้นเลือดำของที่นี่ – มันมีค่าอย่างมากสำหรับนิกายระดับ 4
สำหรับป่าจิตวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ เป็นเพราะคุณสมบัติและพลังงาน
บนเกาะนี้ มันจึงทำให้สมุนไพรล้ำค่าต่างๆเกิดขึ้นในที่นี่ มันมิด้อยไปกว่า
แหล่งกำเนิดหินลมปราณแท้ระดับกลางเลย
เกาะแสงอุษาทางใต้นั้นอยู่ภายในอาณาเขตของเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์
เกาะนี้ห่างไกลจากดินแดนปีศาจแห่งทะเลทางใต้ จึงกล่าวได้ว่าเป็นเป็น
สถานที่ซึ่งค่อนข้างปลอดภัย แต่หลายเดือนมานี้ เพราะสงครามที่ได้ปะทุ
ขึ้น ไฟสงครามก็ได้ลามมาถึงที่แห่งนี้เช่นกัน ในตอนนี้ เกาะแสงอุษาทาง
ใต้จึงได้กลายเป็นแนวหน้าของสมรภูมิรบ
ในวันนี้เอง ชายหนุ่มชุดดำที่สวมใส่หมวกไม้ไผ่และขี่อินทรีย์วายุ
สวรรค์ธรรมดามายังเกาะแห่งนี้
ชายหนุ่มผู้นี้ตัวสูงและหลังตั้งตรง เขาดูเรียบง่ายและมีระดับการบ่ม
เพาะขั้นปราณต้นฟ้าช่วงปลาย เขาแบกอาวุธยาว 9 ก้าวไว้ที่หลัง และ
อาวุธนี้ห่อหุ้มด้วยผ้า ปลายที่โค้งของมันโผล่พ้นออกมา มันจึงทำให้
สามารถที่จะบอกได้ว่าอาวุธนี้คือง้าว
ชายหนุ่มผู้นี้ก็คือหลินหมิง ผู้ได้เปลี่ยนแปลงรูปลักษณ์ของตนเอง
หลินหมิงมิรู้ว่าเคล็ดวิชาเปลี่ยนแปลงรูปลักษณ์นี้ได้มาจากที่ใดกันแน่ แต่
มันมีประโยชน์เป็นอย่างยิ่ง เมื่อใช้งานมัน เขาก็จะสามารถที่จะ
เปลี่ยนแปลงรูปลักษณ์ของตนได้อย่างสมบูรณ์ ทั้งอุณหภูมิ และมีกลิ่น
อายของผู้อื่น จนแม้กระทั่งสุนัขที่มีความสัมพันธ์กันยังจำไม่ได้อีกต่อไป
ในนิกายระดับ 4 มันมีเคล็ดวิชาบ่มเพาะระดับสูงอยู่มาก อย่างไรก็
ตาม ทักษะที่แปลกประหลาดและแตกต่างเช่นนี้ยากที่จะหาได้ ต่อให้มี
จริง มันก็คงด้อยกว่าเคล็ดบ่มเพาะนี้ซึ่งมันได้ถูกพบภายในซากโบราณ
อย่างมาก
ด้วยทักษะการเปลี่ยนแปลงรูปลักษณ์นี้ แม้แต่ปรมาจารย์ขั้นหลอม
รวมแก่นแท้ก็ยังมิอาจที่จะมองมันออกโดยง่าย
สิ่งนี้ได้ช่วยลดอันตรายที่หลินหมิงอาจจะได้รับลงอย่างมาก
ตอนที่ 438 พันธมิตรร่วมสงครามแห่งทะเลทางใต้
ขณะที่หลินหมิงถามผู้คนไปตามทางเพื่อเปรียบเทียบตำแหน่งต่างๆ
กับแผนที่ เมื่อรู้แล้วเขาก็ได้เริ่มตั้งเป้าหมายว่าตนจะไปที่ใด เขาดึงหมวก
ไม้ไผ่ปิดหน้าลงเล็กน้อยและมั่งหน้าไปทางเมือง ภายในเมืองนี้มี
สิ่งก่อสร้างมากมายซึ่งสูงกว่า 200 ก้าว และที่ประตูทางเข้ามีป้ายเขียนไว้
ว่า – พันธมิตรร่วมสงครามแห่งทะเลทางใต้
นี่เป็นองกรที่เพิ่งก่อตั้งขึ้นมาเพียงแค่ปีครึ่ง อย่างไรก็ตาม ดินแดน
ปีศาจแห่งทะเลทางใต้เป็นถึงนิกายระดับ 5 พวกเขาได้รวบรวมการ
สนับสนุนอย่างไม่เต็มใจจากเกาะลึกในทะเลทางใต้และค่อนข้างมีอำนาจ
อย่างมาก ถึงแม้เกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์จะได้รับความร่วมมืออย่างจากผู้
ภูมิภาคเขตแดนห้าธาตุมันก็ยังยากที่จะเผชิญหน้ากับดินแดนปีศาจแห่ง
ทะเลทางใต้
เหตุผลหลักคือภูมิภาคเขตแดนห้าธาตุมิได้ช่วยเหลือเกาะฟีนิกซ์
ศักดิ์สิทธิ์มากเท่าใด จึงมิอาจเรียกได้ว่าเขาเป็นกำลังหลักของสงคราม
เกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ทำได้เพียงพึ่งพาตนเอง
อย่างไรก็ตาม ขณะที่สงครามดำเนินมาเกือบปี เหล่าศิษย์สายนอก
ต่างได้รับบาดเจ็บสาหัสจำนวนมากและศิษย์สายในก็เช่นกัน ใน
สถานการณ์เช่นนี้ เกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ช่วยไม่ได้ที่จะต้องหาพันธมิตรเพิ่ม
ในช่วงเวลาเหล่านนี้ พันธมิตรร่วมสงครามแห่งทะเลทางใต้จึงได้ถือ
กำเนิด
เกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ได้สร้างพันธมิตรกับเหล่านักสู้ที่มีอำนาจที่อยู่
ภายในภูมิภาคเขตแดนห้าธาตุ มันมีแม้กระทั่งนักสู้อิสระจากดินแดน
ใกล้เคียงมาเข้าร่วมพันธมิตรในสรภูมิทะเลทางใต้นี้ด้วย
สำหรับประโยชน์ของทหารผู้นึงที่จะได้รับหากทำภารกิจสำเร็จ พวก
เขาก็จะได้รับหินลมปราณแท้หรือแม้กระทั่งรางวัลอย่างอื่น
เหล่านักสู้อิสระที่ได้มาเข้าร่วม 60-70% มิได้อยู่ในสำนักระดับ 1-2
หรือไม่ได้เข้าร่วมสำนักใดมาก่อน แน่นอน นักสู้ที่เหลือมาจากนิกายใหญ่
พวกเขามาเพื่อผจญภัยหาประสบการณ์
รางวัลที่เกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ได้เสนอค่อนข้างล่อใจ จึงได้มีนักสู้
จำนวนมากมาเข้าร่วมกองกำลังในสงครามครั้งนี้ พวกเขาจะได้รับสิ่งของ
และจากนั้นจะเอาไปแลกเปลี่ยนไปอย่างอื่นที่ตนต้องการ
หลินหมิงตั้งใจจะปลอมตัวเป็นหนึ่งในนักสู้อิสระเหล่านั้น
สถานะของเขานั้นค่อนข้างโดเด่นจนเกินไป มิต้องกล่าวถึงการเป็นผู้
มีพรสวรรค์ระดับสูงจากเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ แต่เพียงแค่ความจริงที่ว่า
เขานั้นได้สังหารเหล่ยมู่ไป่ที่เป็นผู้มีพรสรรค์ระดับนักบุญของดินแดน
ปีศาจแห่งทะเลทางใต้ ซึ่งพวกเขาต้องการที่จะยอมจ่ายทุกอย่างเพื่อให้ได้
สังหารเขา
เหล่ยมู่ไป่ที่เป็นผู้มีพรสรรค์ระดับนักบุญของดินแดนปีศาจแห่งทะเล
ทางใต้ ถูกเลี้ยงดูมาอย่างดีด้วยทรัพยากรที่ล้ำค่าของพวกเขา พรสวรรค์
ของเขาเหนือกว่าผู้ใดในดินแดนปีศาจแห่งทะเลทางใต้ เขาเป็นลูกหลาน
โดยตรงของมหาจักรพรรดิอเวจี สำหรับตัวตนเช่นนั้นกลับถูกสังหารโดย
หลินหมิง ความโกรธแค้นที่พวกเขามีก็สามารถที่จะจินตนาการได้
มันอาจที่จะกล่าวได้ว่าหากตัวตนของหลินหมิงถูกเปิดเผย มันก็จะ
ทำให้ปรมาจารย์ขั้นหลอมรวมแก่นแท้ที่อยู่แถวนี้มุ่งหน้ามาทางเขา หาก
เป็นเช่นนั้น หลินหมิงจึงจำเป็นที่จะต้องระวังการกระทำของตนเองเป็น
อย่างยิ่ง ในขณะเผชิญหน้ากับดินแดนปีศาจแห่งทะเลทางใต้ ก็มีข่าวลวง
ของเขาปล่อยออกมาว่ากำลังปิดด่านฝึกตนเพื่อฝึกฝน ‘เคล็ดบ่มเพาะ
บัญญัติศักดิ์สิทธิ์ต้องห้ามวิหคเพลิง’
มีเพียงมู่เฟิงเซียน มู่อี้หวงและมู่เชียนหยี่เท่านั้นที่รู้ความจริงว่า
หลินหมิงได้ไปยังสมรภูมิทะเลทางใต้
เมื่อเข้าได้เลือกที่จะปลอมตัวเป็นนักสู้อิสระจึงได้เปลี่ยนอาวุธของตน
จากหอกเป็นง้าวด้วย มันจึงจะไม่เป็นจุดสนใจของผู้คนมากนัก
……………..
ขณะที่หลินหมิงเข้าเมืองนี้ เข้าเห็นสิ่งก่อสร้างหลายอย่างที่ดู
เหมือนว่าเพิ่งถูกสร้างขึ้นมาไม่นานนี้เอง มันมีบ้านหินเรียบง่าย และยังมี
อาคารใหญ่และมีศาลา มีถนนหลายสายรอบจัตุรัสและมีผู้คนตั้งแผงรอย
ขายของ
ผู้คนส่วนใหญที่นี่เป็นนักสู้ และมีระดับการบ่มเพาะที่ไม่ต่ำเลย ต่ำสุด
ก็คือขั้นผสานชีพจร ส่วนใหญ่อยู่ในขั้นปราณต้นฟ้า สูงสุดซึ่งมีเพียงส่วน
น้อยแต่อยู่ในปลายขอบขั้นปราณปลายฟ้า
แน่นอน สิ่งที่ผู้อยู่ในปลายขอบขั้นปราณปลายฟ้านำมาวางขายย่อม
มีราคาแพงทั้งนั้น พ่อค้าปลายขอบขั้นปราณปลายฟ้าเหล่านี้ค่อนข้างจะ
หยิ่ง พวกเขามิได้สนใจจะยุ่งกับนักสู้ที่มิได้มีระดับใกล้เคียงตนเอง
บนแผงรอยนี้มีทั้งโอสถและโอสถพิษ เครื่องราง แผ่นหยกเคล็ดบ่ม
เพาะ สมบัติและทุกอย่างที่ผู้คนอยากซื้อขาย
มิต้องสงสัยเลยว่า เป็นสิ่งที่ได้มาในสงคราม
เมื่อนักสู้อิสระสามารถที่จะสังหารศัตรูของตนได้ในสนามรบ ไม่เพียง
แค่พวกเขาจะได้รางวัลจะกองทัพ ยังมีทางอื่นที่จะได้รับประโยชน์อีกด้วย
และนั่นก็คือการเอาสิ่งของที่เป็นของศัตรูนั่นเอง
การทำเช่นนี้ขึ้นอยู่กับโชค สำหรับว่าจะได้สิ่งใดมา ต่างก็ขึ้นอยู่กับ
โชคของคนผู้นั้น
ดังนั้นบนสนามรบ จึงมีแม้กระทั่งศพที่เปลือยเปล่า ในสถานการณ์
เช่นนี้ ส่วนใหญ่นักสู้มักจะหาเกราะยืดหยุ่นมาสวมใส่ และผลลัพธ์ก็คือ
หลังจากที่พวกเขาได้ตกตายไป แม้แต่เสื้อผ้ายังถูกฉีกทิ้งเพื่อของเกราะ
สำหรับเหล่านักสู้ที่เป็นตัวตนสูงล้ำเหนือปุถุชน การที่ตายแล้วยังต้อง
เปลือยป่าวเช่นนี้ช่างเป็นเรื่องที่น่าใจหายนัก
ขณะที่หลินหมิงเดินผ่านถนนมาและชำเลืองแผงลอยต่างๆ เขาก็ได้
เห็นว่ามีสิ่งใดที่ขายอยู่บ้าง แต่สิ่งของส่วนใหญ่เหมาะสำหรับนักสู้ระดับ
ทั่วไป สำหรับหลินหมิง มันแทบจะไม่มีค่าอันใด
สงครามเป็นช่วงที่ทำให้ผู้คนร่ำรวยขึ้นได้ ทั้งได้รับรางวัลจากกองทัพ
และยังได้สิ่งของจากศพ จากนักสู้ธรรมดาสามารถกลายเป็นผู้ร่ำรวยได้ใน
ชั่วข้ามคืน
นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมนักสู้อิสระหลายคนจึงได้เข้าร่วมพันธมิตรร่วม
สงครามแห่งทะเลทางใต้ที่เพิ่งก่อตั้งได้เพียงครึ่งปีนี้
ในเมืองแห่งนี้ นอกจากนักสู้ระดับสูงแล้วก็ยังมีนักสู้ระดับต่ำจำนวน
มาก ตั้งใจมาเพื่อให้ใช้บริการอย่างแท้จริง
ที่แห่งนี้ที่มีคนร่ำรวยจำนวนมาก มันจึงเป็นธรรมดาที่ธุรกิจจะมี
ความเจริญรุ่งเรือง มันมีทั้งภัตตาคาร โรงน้ำชา หรือแม่กระทั่งหอนางโลม
สรมรภูมิเป็นสถานที่ซึ่งมีแรงกดดันมากมายต่อนักสู้อย่างมาก ในทุก
วัน พวกเขาจะต้องเสี่ยงชีวิตและจิตวิญญาณ เมื่อกลับมายังที่พัก เหล่านัก
สู้หลายคนจึงเลือกที่จะไปยังหอนางโลมเพื่อผ่อนคลายอารมณ์ ภายใน
เมือง มีหอนางโลมใหญ่ 2 แห่งที่ค่อนข้างเฟื่องฟู
หลินหมิงเดินผ่านอาคารพันมิตรร่วมสงครามอย่างรวดเร็วและไม่
เป็นที่ผิดสังเกตจากที่ใด
หลินหมิงมีระดับขั้นปราณต้นฟ้าช่วงปลายในปัจจุบัน และยังมี
รูปลักษณ์ที่ธรรมดา ในเมืองเล็กแห่งนี้ มีนักสู้ขั้นปราณต้นฟ้าอยู่ทั่วทุกที่
หลินหมิงดูไม่มีอะไรพิเศษที่จะดึงดูดความสนใจจากผู้ใดเลย
หลินหมิงเดินไปถึงอาคารหลัก มันสูงถึง 200 ก้าวและพื้นที่ด้านใน
กว้างเป็นอย่างยิ่ง
รอบอาคารหลักนี้ มีโรงน้ำชาจำนวนมากและเหล่าทหารนั่งดื่ม
ร่วมกันอยู่มากมาย มีคนกว่า 12 คนยืนอยู่ด้านหน้าอาคารหลักและมอง
เข้าไป
ขณะที่หลินหมิงก้าวเข้าไปในประตูห้องอาคารก็ได้มีนักสู้ขั้นปราณ
ปลายฟ้าที่ไว้เครายืนแขนออกมาขว้างและเขาถามว่า “เจ้ามาที่นี่เพื่อที่จะ
ขอเข้าร่วมสงครามหรือ?”
“ขอบรับ!”
“บอกชื่อมา?”
หลินหมิงลังเลอยู่ชั่วครู่และกล่าวออกไป “ง้าวคลั่ง”
ง้าวคลั่งเป็นฉายาที่หลินหมิงเลือกจะใช้ในสนามรบ มีนักสู้หลายคนที่
ได้ใช้ฉายาเช่นนี้ เหตุผลแรกคือมันจดจำได้ง่าย และเหตุผลที่สองก็คือ
หลายคนไม่ต้องการที่จะเปิดเผยชื่อจริงของตน
ชายร่างใหญ่ขั้นปราณปลายฟ้าผู้นี้มิได้สนใจว่าชื่อเรียกจะตั้งอย่างไร
เขาหยิบเอาเอกสารลงชื่อและวางลงบนโต๊ะ และกล่าวกับหลินหมิงว่า
“ลงชื่อไว้และกลับไปได้ จากนั้นรอรับการทดสอบความแข็งแกร่ง
หลังจากนั้น พวกเราจะหาทีมให้กับเจ้า”
การต่อสู้ส่วนใหญ่ในสงครามทะเลทางใต้คือการต่อสู้เป็นทีม แต่ละ
ทีมจะมีความแข็งแกร่งแตกต่างกันและพวกเขาสามารถระวังหลังให้กัน
และกันได้ มิเช่นนั้น หลังเกิดการต่อสู้ขึ้นและได้รับบาดเจ็บสาหัสโดยไร้ซึ่ง
ผู้ระวังหลังให้ เช่นนั้นโอกาสที่จะรอดกลับไปก็คงมีน้อยลงอย่างยิ่ง
หลินหมิงลงชื่อและจากนั้นก็ไปยังจัตุรัสหลังอาคารหลัก มันเต็มไป
ด้วยหมอกสีเทา อยากที่จะมองเห็นสิ่งต่างๆ
ตรงศูนย์กลางของจัตุรัสมีนักสู้อิสระรวมตัวกันอยู่มาก ระดับการบ่ม
เพาะของพวกเขาอยู่ในขั้นปราณต้นฟ้าทั้งหมด และกำลังรอทำการ
ทดสอบความแข็งแกร่งกันอยู่
ในประมาณ 10 กว่าคนของผู้เข้าร่วมการทดสอบ มีทั้งชายและหญิง
เมื่อพวกเขาเห็นหลินหมิงมาเข้าร่วมเช่นกัน ก็มิค่อยสนใจเท่าใดนัก มีบาง
คนนั่งเข้าฌานเพื่อให้ตนเองอยู่ในสภาพที่พร้อมที่สุด บางคนก็ดู
เคร่งเครียด
ถึงแม้คนเหล่านี้จะเป็นนักสู้มาหลายปี แต่นี้ก็เป็นครั้งแรกที่พวกเขา
ได้เข้าร่วมการต่อสู้ในสงครามใหญ่เช่นนี้
หลินหมิงมองไปรอบๆ เขาดูสงบ แต่ภายในใจกำลังเย้ยหยัน แต่
เหล่าคนที่อยู่รอบเขามิได้รู้สึกอันใดที่ต่างไปเลยว่าตนพวกนั้นได้ถูกขังไว้
ในค่ายกลมายาเรียบร้อยแล้ว
ด้านนอกค่ายกลมายามีนักสู้ขั้นปราณปลายฟ้า 4 คนอยู่โดยรอบ
พวกเขามองมายังตนที่อยู่ภายในและให้คะแนน เป็นเพราะว่าพวกเขาอยู่
ด้านนอกรูปแบบค่ายกล พวกเขาจึงวิจารณ์โดยไม่สนว่าผู้อยู่ข้างในจะได้
ยินหรือไม่
ทั้ง 4 คนนี้มี 2 คนที่เป็นนักสู้ขั้นปราณปลายฟ้าช่วงปลายและอีก
สองคนเป็นนักสู้ขั้นปราณปลายฟ้าช่วงกลาง
“ศิษย์พี่จ้าว ท่านคิดอย่างไรบ้างกับผู้ที่มาใหม่ในครั้งนี้บ้างหรือ?”
นักสู้ขั้นปราณปลายฟ้าช่วงกลางที่ดุอายุราว 40 ปี กล่าวถามออกมา ใน
นิกายระดับ 4 ชายที่มีระดับการบ่มเพาะขั้นปราณปลายฟ้าช่วงกลางถือ
ได้ว่าเป็นเพียงศิษย์สายนอกที่อ่อนแอ ในชีวิตนี้นอกเสียจากว่าเขาจะเกิด
มาพร้อมกับพร้อมสวรรค์ที่ท้าทายสวรรค์ มันก็จะเป็นไปไม่ได้ที่เขาจะก้าว
เข้าสู่ขั้นหลอมรวมแก่นแท้
ชายที่ถูกเรียกว่าศิษย์พี่โจวลูบเขลาของตน ใบหน้าของเขาเรียวยาว
และหนา ดวงตาของเขาล้ำลึก เขาชำเลืองมองไปยังทุกคนที่มาเข้าร่วม
ทดสอบและกล่าวว่า “พวกเขาทั้งหมดเป็นเศษฟาง!”
สงครามเป็นหนทางที่ดีในการร่ำรวย แต่ผู้นั้นก็จำเป็นใช้ชีวิตของตน
สนุกไปกับสิ่งที่ได้รับ สำหรับคนเหล่านี้ ข้าคิดว่า 80-90%จะต้องตาย!”
“ในเหล่านักสู้อิสระ เจ้าคิดหรือว่าพวกนี้จะแข็งแกร่งหรือ? นอกจาก
ไม่กี่คนที่มาจากสำนักใหญ่ที่มาเพื่อหาประสบการณ์แล้ว ส่วนใหญ่มาจาก
โลกของปุถุชน ไม่ว่าพวกเขาจะมีมรดกอันใดก็ล้วนมิต่างจากขยะ พื้นฐาน
การบ่มเพาะก็ไร้ซึ่งความเสถียรอีกด้วย”
“อืม ในบรรดาผู้คนเหล่านี้ข้าเพียงคิดว่าหญิงและชายผู้มีง้าวนั้นถึง
จะพอใช้ บางทีพวกเขาอาจจะเทียบได้กับนักสู้ระดับจากนิกายระดับ 4”
ศิษย์พี่โจวผู้นี้ได้ชี้ไปยังหลินหมิงและผู้หญิงอีกคน – เห็นได้ชัดว่า
กำลังกล่าวถึงพวกเขา
ไม่ว่าพวกเขาจะกล่าวสิ่งใดอยู่ด้านนอก หลินหมิงล้วนสามารถได้ยิน
ทุกคำพูด
หลินหมิงยิ้ม มิสนใจสิ่งที่พวกเขากล่าว คนเหล่านี้มิได้มาจากเกาะ
ฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ แต่ก็ยังเป็นส่วนนึงของพันธมิตร
เหล่านักสู้ที่เป็นพันธมิตรอาศัยอยู่ในอาณาจักรนึงที่อยู่ภายใน
ภูมิภาคเขตแดนทางใต้และมีองค์กรขนาดใหญ่และกว้างขว้าง เมื่อบางคน
หรือกองกำลังประสบกับปัญหาในภารกิจ พวกเขาก็จะหานักสู้พันธมิตร
มาร่วมมือและแบ่งผลประโยชน์ที่ได้คนละครึ่ง
หากพันธมิตรนักสู้จัดให้มีการมาฝึกซ้อม แต่ก็ยังจ่ายค่าจ้างปกติ
เพื่อให้แน่ใจว่าเหล่านักสู้ยังคงแข้งแกร่งอยู่เสมอ
มันไม่มีความขัดแย้งว่าพวกเขาจะเข้าร่วมกองกำลังพันธมิตรนักสู้
หรือมาจากนิกายหรือไม่ ปัจจุบัน เหล่านี้นักสู้ขั้นปราณปลายฟ้าทั้ง 4
ต่างก็เป็นศิษย์สายนอกที่มาจากมหาวิหารลึกลับ
หลังจาก 2 ชั่วโมงผ่านไป ก็ได้มีคนมารวมตัวกันในที่แห่งนี้ถึง 20 คน
ชายแซ่โจวยืนขึ้นอย่างขี้เกียจและยกเลิกรูปแบบค่ายกลมายา
วูปป –
ฉากต่างๆโดยรอบเปลี่ยนไปในทันที และหมอกสีเทาก็หายไปเช่นกัน
แสดงให้เห็นถึงพื้นที่ด้านหลังอาคารหลัก
สิ่งที่เกิดขึ้นกะทันหันนี้ต่างทำให้เกิดการตื่นตระหนก พวกเขามินึกว่า
ตนได้อยู่ภายในรูปแบบค่ายกลมายา
“เอาล่ะ เมื่อพวกเจ้ามาครบ 20 คนแล้ว พวกเราก็จะได้เริ่มการ
ทดสอบขึ้น อย่างแรก ข้าขอบอกเอาไว้เลยว่าโอกาสที่จะตกตายภายใน
สงครามนั้นมีสูงอย่างยิ่ง หากผู้ใดต่างการที่จะออกไป ก็ยังทันเวลา!” ชาย
แซ่โจวกล่าวออกมาราวกับว่าตนสนิทกับทุกคนที่นี่ ดวงตาของเขาหยุดลง
ที่หลินหมิงและผู้หญิงนางหนึ่ง
ภาค 8 สมรภูมิทะเลทางใต้