Martial World ศิลาลึกลับกับวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ - ตอนที่ 456 รากมังกรนิพพาน
หลินหมิงนั้นมีพลังในการต่อสู้ที่เหนือกว่าซ่วนฉาง อย่างไรก็ตาม นี่
เป็นเพียงการต่อสู้ของพวกเขาทั้งสอง
หากกลายต่อสู้นี้ลุกลามไปยีงคนอื่นๆ เช่นนั้น มิว่าหลินหมิงจะมี
ความแข็งแกร่งเพียงใด เขาก็คงมิอาจสามารถต่อกรกับกองกำลังทั้งหมด
นี้ซึ่งมีนักสู้ขั้นปราณปลายฟ้า 100-200 คนและยังมีนักสู้ที่อยู่ขั้นครึ่งก้าว
สู่ขั้นปราณปลายฟ้าอีกด้วย
“ซ่วนฉางหวาดกลัวเช่นนั้นหรือ?”
“เขากำลังร้องขอความเมตตาเช่นนั้นหรือ?”
“มารโลหิตน่าหวาดกลัวถึงเพียงนั้นเลยหรือ?”
“มันเกิดอันใดขึ้นกันแน่?”
พิรุนม่วงเหลือบมองไปยังขวานเพลิงและพึมพัม “ซ่วนฉาง อาจจะรู้
แล้วว่าตัวตนของง้าวคลั่งคือผู้ใด…”
เมื่อซ่วนฉางได้แลกเปลี่ยนกระบวนท่ากับหลินหมิงในครั้งแรก สีหน้า
ของเขาก็เปลี่ยนไปในทันและเริ่มมีเหงื่อตก ราวกับว่าเขาได้ค้นพบบางสิ่ง
ที่น่าหวาดกลัว สิ่งที่สามารถอธิบายได้อย่างมีเหตุผลว่าเหตุใดซ่วนฉางจึง
ได้กลายเป็นเช่นนี้ตือการที่เขาได้ค้นพบตัวตนของง้าวคลั่ง และมีบางสิ่ง
เกี่ยวกับเขาที่ทำให้ซ่วนฉางเกิดความหวาดกลัว
“บางที… ” ขวานเพลิงพึมพัมและยิ้มอย่างเศร้าสร้อย ขณะที่เขา
มองไปยังง้าวคลั่งอีกครั้ง ไม่ว่าจะเป็นต้นกำเนิดหรือพื้นหลัง มันจะต้อง
เป็นสิ่งที่เขาไม่อาจจินตนาการได้อย่างแน่นอน….
“อืม…”
พิรุนม่วงผงกศีรษะ สีหน้าของนางแดงระเรื่อ ฝันร้ายนั้นแข็งแกร่ง
อย่างยิ่งจนทำให้ผู้คนตื่นตระหนกเพียงแค่ได้ยินชื่อ แต่ในตอนนี้ เขานอน
กองอยู่กับพื้นอย่างน่าสมเพช ทั้งหมดนี้เป็นเพราะง้าวคลั่ง ทั้งที่ง้าวคลั่งมี
ระดับการบ่มเพาะเพียงแค่ขั้นปราณต้นฟ้าช่วงปลาย – นี่เป็นสิ่งที่น่า
เหลือเชื่ออย่างยิ่ง
หลินหมิงยังคงเงียบครึม หากการต่อสู้นี้ยังดำเนินต่อไป ทั้งสองฝ่าย
จะต้องสูญเสียอย่างมาก
หากพวกเขาต่อสู้จนตัวตาย อย่างมากสุดในสภาพตอนนี้ เขาคง
สังหารได้เพียง กระดูกโลหิตและงูพิษ คงไม่อาจที่จะเปลี่ยนสถานการณ์
โดยรวมได้ หากเขาหนีไป เขาก็ต้องเผชิญหน้ากับอันตรายที่มิรู้ว่าจะอยู่ที่
ใด และไม่เพียงแค่นั้น หน่วยขวานเพลิงที่ถูกเขาทิ้งไว้ก็จะต้องตกตาย
อย่างน่าอนาจ
หลินหมิงมิได้ต้องการให้สิ่งเหล่านั้นเกิดขึ้น
ขณะที่ซ่วนฉางมองเห้นหลินหมิงลังเลราวกับว่าเขาจะมิยอใรับการ
สงบศึกนี้ เขาจึงรีบกล่าวออกมา “สำหรับผู้ที่จะเป็นฝ่ายสำรวจเส้นทาง
อย่างแรกข้าจะให้คนของข้าปลดปล่อยซ่อมบี้พิทักษ์ออกมา หลังจากที่
ซ่อมบี้พิทักษ์ถูกทำลายหมด พวกเราก็จะให้นักสู้จากทั้งสองฝ่ายแทน
ท่านคิดว่าอย่างไร? ”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ เหล่านักสู้พันธมิตรร่วมสงครามต่างก็ดีใจ เพราะ
ข้อเสนอที่ซ่วนฉางกล่าวมานั้นดีเหลือเกิน!
ซ่อมบี้พิทักษ์เป็นส่วนหนึ่งของกองทัพดินแดนปีศาจ ซ่อมบี้พิทักษ์
สร้างมาด้วยทรัพยากรที่แพงในการสร้างแต่ละตัว ในสายตาของผู้คนที่นี่
ซ่อมบี้พิทักษ์ขั้นปราณปลายฟ้ามีค่ายิ่งกว่า นักสู้ที่อยู่จุดสูงสุดของขั้น
ปราณต้นฟ้าเสียอีก
การได้ซ่อมบี้พิทักษ์ในการสำรวจเส้นทาง ย่อมเป็นการสูญเสียอย่าง
มากของดินปีศาจ
เหล่านักสู้บางคนดีใจทั้งที่ยังมึนงง เมื่อคนดีกลายเป็นปีศาจ ก็จะ
กลายเป็นที่น่าเกรียจชัง แต่เมื่อปีศาจ – โดยเฉพาะปีศาจที่แข็งแกร่ง –
กลายเป็นดี มันเป็นสิ่งที่น่าเฉลิมฉลอง
เหตุใดซ่วนฉางจึงได้หวาดกลัวหลินหมิงถึงเพียงนี้?
คนเหล่านี้มิได้รู้ถึงตัวตนที่แท้จริงของหลินหมิง มีเพียงซ่วนฉางที่
หวาดกลัวจนยอมอับอาย
ซ่วนฉางกังวลอย่างยิ่งว่าหากสามารถสังหารหลินหมิงได้ เขาเพียงแค่
เท่ากับว่ารนหาที่ตาย
ดังนั้น ตอนนี้เขาจึงได้ลองพยายามทุกวิถีทางเพื่อสร้างความสัมพันธ์
ระหว่างหลินหมิง เขามิอย่างที่จะยั่วยุหลินหมิงอีกต่อไป และไม่ต้องการที่
จะอยู่อย่างหวาดกลัวในอนาคตเช่นกัน
หลินหมิงมองไปยังซ่วนฉางด้วยความสงสัยและส่งกระแสเสียงปราณ
แท้ไปถาม “เจ้ารู้จักข้าเช่นนั้นหรือ?”
หลินหมิงนั้นได้ใช้เพลิงสายฟ้าแห่งการทำลายล้างและยังใช้หอกแห่ง
ดาวห่างม่วงออกมาชั่วขณะอีกด้วย ถึงแม้นักสู้พันธมิตรร่วมสงครามจะมิรู้
ว่ามันหมายถึงสิ่งใด ซ่วนฉางเป็นศิษย์ที่มีพรสวรรค์ในดินแดนปีศาจแห่ง
ทะเลทางใต้ก็คงจะได้รับข้อมูลเหล่านี้ของหลินหมิงมา มันก็มิแปลกที่เขา
จะเดาตัวตนของหลินหมิงได้
ซ่วนฉางรู้สึกหัวใจหนาวสั่น ตัวตนของหลินหมิงนั้นเป็นเรื่อง
ละเอียดอ่อน ซ่วนฉางมิต้องการที่จะนำปัญญาใดๆมาสู่ตนเอง ผู้นำแผนก
ตะวันตกผู้อาวุโสสูงสุดซวนหวู่จี๋ ได้หมกมุ่นเกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างมาก หาก
เขาพบว่าซ่วนฉางปกปิดข้อมูลใดๆเกี่ยวกับหลินหมิง เช่นนั้นเขาก็คงต้อง
ได้รับการลงโทษอย่างรุนแรงเมื่อกับไปยังนิกายอย่างแน่นอน ไม่เพียงแค่
นั้น แต่ในอีก 1 หรือ 2 เดือนความแข็งแกร่งของหลินหมิงก็จะยิ่งเพิ่มมาก
ขึ้น ในตอนนั้น หลินหมิงคงจะคิดว่าหากกำจัดพยานรู้เห็นทั้งหมดคงจะ
ดีกว่า
เมื่อคิดได้เช่นนี้ ซ่วนฉางจึงแกล้งโง่และถ่อมตน “ท่านผู้กล้าคงเป็น
มารโลหิตผู้ยิ่งใหญ่!”
หลินหมิงหรี่ตาลง เขามิได้เชื่อคำกล่าวของซ่วนฉาง แต่การค้นหา
ความจริงก็เป็นเรื่องเปล่าประโยชน์ เขาจะเก็บเรื่องนี้เขาไว้ก่อน…
…………..
เกราะจันทราทมิฬ เหนือทะเลทางใต้ –
วังวนสีดำหมุนวนอยู่ น้ำทะเลจำนวนมหาศาลได้ถูกกลืนกินลงไปโดย
ไร้ซึ่งเสียง มันเป็นความเงียบสงบที่แปลกประหลาด
12 ผู้อาวุโสลอยอยู่เหนือวังวนนั้น พวกเขายังมิได้พบหนทาง
แก้ปัญหา
หลังจากที่เงียบอยู่นาน ผู้อาวุโสสวมหน้ากากก็กล่าวออกมาว่า เสียง
ของเขานั้นแหบแห่ง “หากเป็นเช่นนี้ต่อไป เช่นนั้นอีกเพียงไม่กี่วัน คงมี
ตาแก่ขั้นหลอมรวมแก่นแท้หรือว่ากระทั้งผู้ทรงพลังขั้นทำลายชีวิตมา
รวมตัวกันยังที่แห่งนี้เป็นแน่ ย่อมมีทั้งผู้ที่บ่มเพาะสายมาร ผู้ที่บ่มเพาะ
สายคุณธรรม ภูมิภาคเขตแดนทางใต้และภูมิภาคเขตแดนเขตแดนห้าธาตุ
หรือกระทั้งเหนือยิ่งกว่านั้น เมื่อเวลานั้นมาถึง จะต้องเกิดการต่อสู้ที่
รุนแรงขึ้นที่นี่ บางทีชายแก่ผู้นี้อาจจะต้องจบสิ้นลงที่นี่เช่นกัน อวี่เชี่ยเจ้า
ข้าคิดจริงหรือว่าพวกเราจะต้องทุ่มเททั้งหมด แม้สถานการณ์จะ
กลายเป็นมืดมนแล้วเช่นนี้!?”
ซ่วนอวี่เชี่ยคือผู้นำแผนกตะวันตกแห่งดินแดนปีศาจแห่งทะเลทางใต้
*炫雨妾=Xuan Yuqie=ซ่วนอวี่เชี่ย
ถึงแม้ซ่วนอวี่เชี่ยจะอายุเกือบ 1000 ปี หลังจากที่นักสสู้ได้เข้าสู่ขั้น
ทำลายชีวิตครั้งที่ 2 พวกเขาจะเกิดใหม่และร่างกายก็จะถูกสร้างขั้นใหม่
ชีวิตจะยืนยาวขึ้นไปอีก รูปลักษณ์จะกลับเป็นหนุ่มสาว ด้วยเคล็ดวิชา
ปรับแต่งร่างกลายบางอย่าง จึงทำให้นางดูอายุราวสาว 30 ปี ดูเร่าร้อน
และแววหวิว
ซ่วนอวี่เชี่ยยิ้ม แต่มิได้รีบตอบกลับ นางมองไปยังชายผู้อยู่ด้านข้าง
ของนาง คนผู้นี้ก็คืออาจารย์ของเหล่ยมู่ไปและทวดของเขา – ซ่วนหวู๋จี๋
ขณะที่ทั้งสองรีบสนทนาผ่านกระแสเสียงปราณแท้ ผู้อาวุโสที่สวม
หน้ากากก็รออย่างเงียบ
ต่อมาไม่นาน ซ่วนอวี่เชี่ยก็ยิ้มและกล่าวอย่างมีเสน่ห์ดึงดูด “ผู้อาวุโส
โจวอาจจะมิเชื่อข้า แต่พวกเราได้วางแผนเอาไว้เผื่อเมื่อสมรภูมิบรรพกาล
ได้เปิดออกเป็นเช่นนี้”
ตราบใดที่มีผู้คน ก็ย่อมมีการต่อสู้ แม้แต่ภายในดินแดนปีศาจแห่ง
ทะเลทางใต้ก็ยังมีการต่อสู้แก่งแย่งอำนาจและผลประโยชน์ นี่เป็นแง่มุมที่
หลีกเลี่ยงไม่ได้ในธรรมชาติของมนุษย์
เมื่อตอนที่เมืองจักรพรรดิแห่งความเงียบงันได้ล่มสลายลง ส่วนที่เหือ
ของกองทัพได้หลบหนีไปยังทะเลทางใต้ ผู้ที่เหลือรอดมีสายดเลือด
โดยตรงของมหาจักรพรรดิอเวจีซึ่งก็คือแม่ทัพปีศาจ
ระหว่างสายเลือดและตระกูล ย่อมมีความขัดแย้งในผลประโยชน์
ผู้ใดจะมิต้องการให้รุ่นเยาว์ของตนทะยานสู่ฟากฟ้าบ้างและผู้อาวุโสท่าน
ใดที่มิอยากรอดจากขั้นทำลายชีวิตไปอย่างราบรื่นบ้าง? นี่ทำให้
ความสัมพันธ์ระหว่างตระกูลยังคงเหนียวแน่น
เคล็ดบ่มเพาะปีศาจบรรพกาลและจดหมายของจักรพรรดิปีศาจได้
ถูกเก็บไว้โดยลูกหลานสายเลือดโดยตรงของมหาจักรพรรดิอเวจี มันถูก
ควบคุมโดยซ่วนหวู๋จี๋และซ่วนอวี่เชี่ย
หากพวกเขามิได้ร้องขอความช่วยเหลือจากผู้อาวุโสคนอื่นของ
ดินแดนปีศาจแห่งทะเลทางใต้เพื่อที่จะเปิดสมรภูมิบรรพกาล เช่นนั้นซ่
วนหวู๋จี๋และซ่วนอวี่เชี่ยก็จะต้องเอาสมบัติทั้งหมดด้วยตัวเอง
ผู้อาวุโสโจวสะบัดแขนเสื้อและกล่าวอย่างราบเรียบว่า “ชายชราผู้นี้
จะฟังอย่างตั้งใจ”
ซ่วนอวี่เชี่ยยิ้ม “ดี เมื่อจักรพรรดิปีศาจได้ยึดเอาสมรภูมิรบบรรพกาล
นี้มาเป็นที่มั่น เขายังได้สร้างตำหนักขึ้นที่นี่ สมบัติภายในนั้นย่อมมากมาย
มหาศาล”
ผู้อาวุโสโจวคิ้วขมวดและกล่าว “จากสิ่งที่ชายชราผู้นี้ได้รู้ จักรพรรดิ
ปีศาจมิได้เสียชีวิต แต่กลับบินไปยังแดนเทวะ หากเป็นเช่นนั้นจริง เหตุใด
เขาจึงทิ้งสมบัติเอาไว้ในที่มั่นนี้เล่า?”
นอกจากจักรพรรดิปีศาจจะเร่งรีบจากไป มิเช่นนั้นก็คงมิได้ทิ้งสมบัติ
เขาไว้เป็นแน่
ซ่วนอวี่เชี่ยยิ้มอย่างอ่อนโยนและกล่าว “ผู้อาวุโสโจวรอบรู้ยิ่งนัก
จักรพรรดิปีศาจนั้นได้ได้นำสมบัติติดตัวไปยังแดนเทวะ แต่… มีบางสิ่งที่
เขามิอาจเอาไปได้ด้วย”
“ในเมื่อข้านั้นได้วางแผนเชิญทุกท่านมายังที่แห่งนี้และทุ่มเทไปอย่าง
มากในการเปิดสมรภูมิรบบรรพกาล โดยปกติแล้วข้าย่อมมิได้ทำเรื่องไร้
สาระ ตามที่จดหมายของจักรพรรดิปีศาจได้กล่าวไว้ มีสองสิ่งที่เขานั้นมิ
สามารถนำไปได้ด้วย หนึ่งคือ… สวนสมุนไพร!”
สวนสมุนไพร? ผู้อาวุโสหัวใจสั่นสะท้าน แต่ก็ได้พยายามสงบใจลง
รอให้ว่วนอวี่เชี่ยกล่าวต่อ
“ในโลกที่ล่มสลายนี้ มันมีกฏพิเศษที่มีมาพร้อมกับชั้นรูปแบบค่ายกล
ที่จักรพรรดิปีศาจได้วางเอาไว้ มันหมายความว่าสวนสมุนไพรนี้มีความ
พิเศษอย่างแท้จริง! เมื่อจักรพรรดิปีศาจได้จากไป เขาย่อมเอาสมุนไพรล้ำ
ค่าไปด้วยอย่างแน่นอน แต่ก็ยังมีบางอันที่ยังมิได้เก็บเกี่ยวไป และมันมิได้
มีความหมายสำหรับเขาในการเก็บเกี่ยวไปด้วย เขาได้ทิ้งมันไว้ที่นี่โดยกฏ
ของโลกที่ล่มสลายนี้แลพให้พวกมันได้เตอบโตขึ้น ในตอนนี้ หมื่นปีได้ผ่าน
ไปแล้ว!”
ขณะที่ซ่วนอวี่เชี่ยกล่าว ผู้อาวุโสโจวก็คิ้วขมวด เวลาถึงหมื่นปีหรือ?
โดยปกติแล้วโอสถที่อายุ 1,000 ปี ก็ถือว่าเป็นสิ่งที่ล้ำค่าเป็นอย่างยิ่ง
แล้ว สำหรับอายุ 10,000 ปี มันเป็นสิ่งที่ล้ำค่าเกินจิตนาการ!
“มันมีสมุนไพรเพียงไม่กี่อย่างที่สามารถอยู่รอดไปได้นานถึงหมื่นปี!”
“ถูกต้อง มันมีสมุนไพรเพียงไม่กี่อย่างที่สามารถอยู่รอดไปได้นานถึง
เพียงนั้น สมุนไพรส่วนใหญ่น่าจะสลายเป็นถุลีไปแล้ว แต่ มันยังมีโอสถล้ำ
ค่าอย่างนึงที่มีนามว่า ‘รากมังกรนิพพาน’ ที่สามารถอยู่รอดได้นานถึง
100,000 ปี”
“โอ้? มันคือสิ่งใดกัน? ผู้อาวุโสโจวประหลาดใจ ตามที่ซ่วนอวี่เชี่ยได้
กล่าวมา หมายความว่ามันคือสมบัติที่ล้ำหาอย่างหาเปรียบมิได้ เขายังมิ
เคยได้ยินชื่อของมันอีกด้วย”
“ตามคำอธิบายที่อยู่ภายในจดหมายของจักพรรดิปีศาจ สมุนไพรนี้
ใช้เพื่อสร้างโลหิตขึ้นมาใหม่และล้างไขกระดูก จักรพรรดิปีศาจได้เขียน
อธิบายไว้ว่ามันคือเคล็ดบ่มเพาะกายผันแปรที่ถูกเรียกว่า ‘เคล็ดบ่มเพาะ
ชีพจรปราณเทพคลั่ง’ สามารถใช้รากมังกรนิพพานเพื่อผลักดันปราณแท้
เข้าไปในไขกระดูกได้”
“ปราณแท้เข้าไปในไขกระดูกหรือ?” ผู้อาวุโสโจวคิ้วตก
“ความสำคัญของการผลักดันปราณแท้เข้าไปในไขกระดูกมิได้มี
ความหมายกับพวกเรามาก ชายชราผู้นี้มิได้มีความสนใจเคล็ดบ่มเพาะ
กายผันแปรใดๆ”
เหล่าผู้อาวุโสที่นี่ต่างสามารถที่จะรวบรวมปราณแท้จนก่อตัวเป็น
แก่นภายในตันเถียนได้ หากพวกเขาเลือกที่จะใช้เวลาในการมาฝึกเคล็ด
บ่มเพาะกายผันแปร พวกเขาก็ต้องมาฝึกฝนตั้งแต่เริ่มต้น ดังนั้น ไม่ว่า
เคล็ดบ่มเพาะกายผันแปรจะแข็งแกร่งเพียงใด มันก็ไม่มีผู้ใดต้องการ
“ฮ่าฮ่า แน่นอน ข้าเองก็มิได้สนใจมันเช่นกัน แต่ตามที่อธิบายไว้
ภายในจดหมายของจักรพรรดิปีศาจ หลังจากที่กลั่นรากมังกรนิพพาน
และใช้ล้างไขกระดูกและสร้างโลหิตขึ้นมาใหม่ มันจะสามารถเพิ่มโอกาส
ในการข้ามผ่านขั้นทำลายชีวิตได้!”
“อะไรกัน!?!?”
มิเพียงแค่ผู้อาวุโสโจวเท่านั้นที่ตื่นตระหนก แต่เหล่าผู้อาวุโสที่นี่เองก็
เช่นกัน สามารถเพิ่มโอกาสในการข้ามผ่านขั้นทำลายชีวิตไปได้!
“มันสามารถเพิ่มโอกาสได้มากเพียงใด?”
ผู้อาวุโสโจวมิสามารถที่จะสะกดความตื่นเต้นเอาไว้ได้อีกแล้ว
ขั้นทำลายชีวิต… มันเหมือนดั่งป้อมปราการที่ไร้สิ้นสุดตั้งอยู่ตรงหน้า
ของเหล่าปรมาจารย์ขั้นหลอมรวมแก่นแท้ การข้ามผ่านขั้นทำลายชีวิตใน
แต่ละครั้งราวกับก้าวผ่านประตูนรกที่ไร้สิ้นสุด ความจริงนั้นมีผู้ที่อยู่ปลาย
ขอบขั้นหลอมรวมแก่นแท้จำนวนมากที่พยายามข้ามผ่านขั้นทำลายชีวิต
แต่พวกเขาก็มิได้ต้องการที่จะทำเช่นนั้น หากพวกเขาไม่ลองดู พวกเขาก็
จะมีอายุเพียง 800 ปี หากพวกเขาลองพยายามข้ามผ่านขั้นทำลายชีวิต
มันก็มีโอกาสอย่างยิ่งที่พวกเขาจะตกตายลงไปในทันที!
และสิ่งที่ทำให้ผู้คนสิ้นหวังก็คือการที่มิอาจรู้ได้ว่าตนนั้นจะต้องผ่าน
ขั้นทำลายชีวิตอีกสักกี่ครั้ง มันคือความทุกข์ทรมานอย่างแท้จริง
หากมีสมบัติล่ำค่าที่สามารถเพิ่มโอกาสในการข้ามผ่านขั้นทำลาย
ชีวิต แม้แต่หากสามารถเพิ่มโอกาสได้ 20% มันก็เป็นสิ่งที่เหล่า
ปรมาจารย์ขั้นหลอมรวมแก่นแท้ต้องบ้าคลั่งเพื่อให้ได้มันมา!