Martial World ศิลาลึกลับกับวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ - ตอนที่ 461 โลกหลัก
การโจมตีครั้งนี้เกิดขึ้นต่อเนื่องเป็นเวลาครึ่งก้านธูป ท้ายที่สุดเหล่า
อาวุโสจำนวนมากได้ใช้พลังของพวกเขาจนถึงที่สุด ทำให้เกิดรอยร้าว
เล็กๆบนพื้นผิวของพื้นที่ห้วงมิติ
หลังจากที่เกิดรอยแตกเล็กๆเหล่านี้ มันก็เริ่มขยายตัวออกอย่าง
ต่อเนื่อง ขณะที่มันเข้าใกล้ระดับน้ำทะเลก็ได้เกิดน้ำวนขนาดใหญ่ขึ้น น้ำ
ทะเลจำนวนมากได้ถูกดูดเข้าหายไป
หลังจากหลายลมหายใจผ่านไป มันได้เกิดเสียงระเบิดราวกับโลก
กำลังแตกออกจากกัน พื้นผิวของพื้นที่สุดท้ายได้แตกออกเป็นเสี่ยงๆและ
ปรากฏวังวนขนาดมหึมาขึ้นบนอากาศ มันเป็นเหมือนกับเกลียวสีเทา
ขนาดใหญ่กว้างกว่าสิบก้าวที่นำไปสู่ห้วงนรกไร้ที่สิ้นสุด
“ฮ่าฮ่า ในที่สุดพวกเราก็ทำการเชื่อมต่อกำแพงมิติจนเสร็จสิ้น! ชาย
ชราผู้นี้อยู่มานับพันปียังมิเคยพบเจออะไรเช่นนี้มาก่อนเลย”
“กำแพงมิตินั้นแข็งแกร่งอย่างไม่มีที่ติ ครั้งเมื่อมันถูกทำลายไปอย่าง
ถาวร การที่จะซ่อมแซมมันยุ่งยากยิ่งกว่าการสร้างมันขึ้นมาเสียอีก ดังนั้น
มันควรถูกพิจารณาความเสถียรภาพ” ขณะที่ ซ่วนหวู๋จี๋พูด เขาได้เอาหุ่น
เชิดผีดิบพิทักษ์ออกจากแหวนมิติของเขาและกล่าว “ไป!”
ผีดิบพิทักษ์ที่น่ากลัวบินตรงไปยังช่องว่างดำมืด หลังจากเวลาผ่านไป
ครึ่งก้านธูปมันก็กลับมาโดยไม่มีอันตรายใดๆ
“ช่องมิตินี้ไม่มีปัญหาอะไร ผู้มีระดับเหนือกกว่าขั้นปราณปลายฟ้า
สามารถที่จะเข้าไปได้ พวกเราใช้ปราณแท้ไปมาก อย่างแรกพวกเราจะ
พักที่นี่ก่อนเป็นเวลา 2 ชั่วโมง และหลังจากนั้นพวกเราทั้งหมดจะเข้าไป
ด้วยกัน สำหรับเรื่องสมบัติ ทั้งหมดนั้นมันขึ้นอยู่กับความสามารถและโชค
ของพวกท่านเอง”
ไม่มีใครคัดค้านข้อเสนอของซ่วนหวู๋จี๋ หลังจากทุกคนได้รับความ
แข็งแกร่งกลับมาเต็มที่ การใช้ความสามารถของพวกเขาที่มีเพื่อแข่งขัน
กันนั้นจะยุติธรรมที่สุด
เหล่าผู้กล้าของนิกายต่างรออยู่รวมกัน ระดับการบ่มเพาะของพวก
เขาส่วนใหญ่อยู่ที่ขั้นปราณปลายฟ้า แต่ก็มีผู้อาวุโสขั้นหลอมรวมแก่นแท้
อยู่บ้างในกลุ่มของพวกเขา ภายในสมรภูมิบรรพกาล โชคที่ยิ่งใหญ่ที่สุด
ทั้งหมดจะรวมอยู่ภายในตำหนักจักรพรรดิเทพปีศาจ อย่างไรก็ตาม
ภายในตำหนักจักรพรรดิเทพปีศาจมีผู้ทรงพลังรดับสูงทั้ง 30 คนเข้าไป
แล้ว เป็นธรรมดาที่พวกเขาย่อมไม่อาจเทียบได้
ดังนั้นเหล่าผู้อาวุโสขั้นหลอมรวมแก่นแท้เหล่านั้นอ่อนแอกว่า
เล็กน้อยจึงต้องไปกับเหล่ารุ่นเยาว์เพื่อที่จะทดสอบโชคของพวกเขา
อย่างไรก็ตาม มันยังคงเป็นซากปรักหักพังของนิกายระดับหก มิ
เพียงแค่นั้น แต่โลกหลักนี้ทั้งแตกต่างและมีกฏแปลกๆตั้งขึ้นเพื่อควบคุม
มัน หลังจากนั้นเวลาผ่านมานับหมื่นปีมันมีความเป็นไปได้ที่จะมีวัสดุ
ระดับสวรรค์ถือกำเนิดขึ้นมา
……………
2 ชั่วโมงผ่านไปอย่างรวดเร็ว
เหล่าผู้ทรงพลังทั้ง 30 คนต่างกลับสู่สภาพที่ดีที่สุดของพวกเขา ซ่
วนหวู๋จี๋ได้ยืนขึ้นอย่างสง่าและกล่าวว่า “ไปกันเถอะ!”
ขณะที่เขาพูด เขาเป็นคนแรกที่ก้าวเข้าไปยังช่องมิติ เผชิญหน้าพลัง
ดึงดูดมหาศาล ซ่วนหวู๋จี๋ก้าวขาผ่านไปมิต่างกับการเดินผ่านประตู
หนานอวิ่นหวังได้ตามไปทีหลังพร้อมกับนักบวชคิ้วขาวของมหาวิหาร
เซน
บรรดาเหล่าผู้ทรงพลังที่แข็งแกรงต่างได้รับการสรรเสริญจาก
โชคชะตาให้ได้ก้าวผ่านเข้ามา ด้านหลังก็เป็นเหล่าผู้เชี่ยวชาญขั้นหลอม
รวมแก่นแท้ช่วงปลาย แม้ว่าพวกเขาจะมีคุณสมบัติเพียงพอที่จะเข้าไปยัง
ตำหนักจักรพรรดิเทพปีศาจแต่ไม่มีโอกาสที่จะได้รับสมบัติระดับสูงก็น้อย
อย่างยิ่ง อย่างไรก็ตาม หากพวกเขาโชคดีก็อาจเป็นไปได้ที่พวกเขาจะ
ได้รับโชคเล็กน้อยจากที่ใดสักที่
หลังจากที่ผู้ทรงพลัง 30 ได้ผ่านเข้าไปจนครบ เหล่าผู้อาวุโสขั้น
หลอมรวมแก่นแท้ที่อ่อนแอก็ได้พากลุ่มรุ่นเยาว์ตามเข้าไป
“ถึงตาพวกเราแล้ว” มู่เชียนหยี่กล่าว นางรอหลิงหมิงห่างจากวังวน
ราวห้าถึงหกลี้ ในตำแหน่งที่ไกลกันและไม่เป็นที่สนใจของผู้อื่น
“อืม” หลินหมิงหยักหน้า ที่ข้างนอกมีเหล่านักสู้เหลืออยู่ไม่มากนัก
ขณะที่พวกเขาทั้งสองบินไปข้างหน้า หลินหมิงได้ชำเลืองตามอง
ผู้หญิงชุดสีฟ้าที่ห่างไปไม่ไกลมากนัก จากศีรษะไปจนนิ้วเท้าของนาง เต็ม
ไปด้วยบรรยากาศที่เยือกเย็นราวกับนางเป็นดั่งดอกบัวหิมะที่กำลังบาน
ผู้หญิงคนนี้คือมู่ปิงอวิ๋น แม้ว่าหลิงหมิงจะอยู่ที่เกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์
มานาน แต่เขาก็ได้พบนางเพียงไม่กี่ครั้ง
แม้ว่ามู่ปิงอวิ๋นและมู่เชียนหยี่จะเป็นฝาแฝด แต่ทั้งสองคนไม่สนิท
และมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดเหมือนกับพี่น้องมีกัน พวกนางมิค่อยได้พบเจอ
และพูดคุยกันมากนัก
มู่ปิงอวิ๋นเห็นหลินหมิงและมู่เชียนหยี่ นางหันไปทางพวกเขาและ
พยักหน้า แม้ว่ามู่เชียนหยี่จะได้เปลี่ยนรูปลักษณ์ของนางเอง แต่
ว่ามู่ปิงอวิ๋นยังคงจำพี่สาวของนางได้
ด้านข้างมู่ปิงอวิ๋นยังมีผู้หญิงวัยกลางคนอีกคนที่สวมชุดสีน้ำเงิน
ระดับการบ่มเพาะของนางอยู่ที่จุดสูงสุดขั้นหลอมรวมแก่นแท้ เมื่อนางอยู่
กับมู่ปิงอวิ๋น นางน่าจะเป็นผู้ที่แผนกวิหควารีที่ส่งมาเพื่อปกป้องมู่ปิงอวิ๋น
มู่ปิงอวิ๋นนั้นมีพลังด้านการต่อสู้ระดับหลอมรวมแก่นแท้แล้ว หากทั้งสอง
อยู่ด้วยกันนั้น ก็คงจะไม่มีเกิดเหตุร้ายแรงอันใดเกิดขึ้นกับพวกเขาบน
สมรภูมิรบบรรพกาล
มู่ปิงอวิ๋นและผู้หญิงวัยกลางคนในชุดน้ำเงินได้หายเข้าไปในกระแสวัง
วนอย่างรวดเร็ว
หลินหมิงและมู่เชียนหยี่ได้ตามเข้าไป
ขณะที่พวกเขาเข้าไปยังช่องมิติ หลินหมิงรู้สึกถึงพลังที่รุนแรงกดดัน
เขา เขาอยู่ในความรู้สึกที่สับสน แต่ช่องมิติไม่ไกลเกินไป หลังจากหลาย
ลมหายใจผ่านไป หลินหมิงกระพริบตาของเขาอย่างสับสนและทันใดนั้น
เขาก็ได้เข้าไปยังโลกที่สว่างไสว
โลกนี้คือสมรภูมิรบบรรพกาลและยังเป็นที่ตั้งของตำหนักจักรพรรดิ
เทพปีศาจอีกด้วย
ช่องมิติเปิดอยู่สูงท้องฟ้าส หลินหมิงลอยอยู่ในอากาศมองลงมาที่พื้น
ด้านใต้ของเขา ด้านล่างเป็นป่ากว้างใหญ่ไร้ที่สิ้นสุดยาวไปถึงขอบฟ้า เป็น
โลกที่เต็มไปด้วยทะเลสาป แม่น้ำ และพื้นที่ดูเหมือนกับป่าใหญ่ มันให้
ความรู้สึกถึงความงดงามอย่างยิ่ง
“ผืนป่าหรือ?”
หลินหมิงได้ตื่นตระหนก หลายวันก่อนเมื่อหลินหมิงได้เข้าไปยังโลกที่
พังทลายเป็นครั้งแรก เขาไม่เห็นถึงสิ่งมีชีวิตใดๆเลยแม้แต่ผืนป่าเพียง
เล็กน้อยก็ไม่มี
นี่หมายถึงโลกที่พังทลายใบนี้มีเสถียรภาพมากกว่าโลกใบเล็กที่เขา
เคยอยู่มาก่อนหน้านี้ อย่างน้อยมันก็มิได้มีรอยแตกของมิติ มิเช่นนั้น
ภายใต้ความวุ่นวายของพายุมิติจำนวนมาก มันจะเป็นเรื่องยากที่เหล่า
สัตว์หรือพืชจะอยู่รอด
หลินหมิงเป็นส่วนหนึ่งของนักสู้กลุ่มสุดท้ายที่เข้ามา ขณะเขามองไป
ทั่วรอบๆเขา เหล่านักสู้ที่เข้ามาก่อนก็ได้บินไปไกลแล้ว บ้างก็เข้ามาเพียง
ลำพัง บ้างก็เข้ามาเป็นกลุ่มสองหรือสามคนหรือว่ามากกว่านั้น การ
เดินทางคนเดียวนั้นโชคลาภใดๆที่พวกเขาพบเจอ พวกมันจะตกเป็นเขา
เพียงผู้เดียวเท่านั้น หากว่าพวกเขาเข้ามาเป็นกลุ่ม เขาจะต้องแบ่งสิ่งที่
พวกเขาพบเจอแม้ว่ามันจะปลอดภัยกว่าเล็กน้อยก็ตาม
“หลินหมิง ข้าคาดว่าเจ้าอยากไปคนเดียว แต่ว่า… ฮ่าฮ่า ท่าน
อาจารย์ได้ขอให้ข้าร่วมทางไปด้วยกันกับเจ้า” ด้านข้างหลินหมิงนั้น มู่
เชียนหยี่ได้ขยิบตาอย่างซุกซน ความแข็งแกร่งของหลินหมิงยังมิอาจที่จะ
เป็นคู่มือให้กับผู้ที่อยู่ในขั้นหลอมรวมแก่นแท้ โลกนี้จึงอันตรายเกินไป
สำหรับเขา
“การไปกับศิษย์พี่มู่นับเป็นเรื่องที่ดี” หลินหมิงยิ้ม หากเขามอบโชค
ทั้งหมดแล้วมีโอกาสที่เขาจะได้พบให้กับมู่เชียนหยี่ เขาก็จะไม่สนใจเลย
ซักนิด
“อืม ไปกันเถอะ ข้าไม่รู้ว่าตำหนักจักรพรรดิเทพปีศาจอยู่ที่ใด ดังนั้น
ควรมุงไปยังส่วนกลางของโลกใบนี้เสียก่อน”
“ตกลง”
ทั้งสองคนได้บินตามกันไป แต่หลังจากนั้นครู่หนึ่ง หลินหมิงรับรู้ถึง
สิ่งผิดปกติ เขาหันหัวของเขามองไปยังมู่เชียนหยี่ที่แสดงท่าทางน่าสงสัย
“มีบางสิงผิดปกติ ปราณแท้ภายในกายของข้าถูกยับยั้งเป็นอย่าง
มาก” มู่เชียนหยี่กล่าวขณะขมวดคิ้ว
“พลังต้นกำเนิดแห่งสวรรค์และผืนดินที่นี้มีจำนวนมาก แต่ว่า… มันดู
เหมือนว่าปราณแท้ในกายข้ากำลังถูกยับยั้งด้วยบางอย่างที่ความ
แข็งแกร่งที่มองไม่เห็น ดูเหมือนมันจะลดลงไปประมาณ 40%…” หลินห
มิงกล่าวหลังจากตรวจสอบตัวเอง
“ข้าก็อ่อนแอลงประมาณ 40%… นั้นมิใช่หมายความว่าข้ามีความ
แข็งแกร่งเหลือเพียง60%จากที่ข้าเคยมีหรือ?”
“หากทุกคนถูกยับยังเหลือ 60% ของความแข็งแกร่งเต็มที่ของพวก
เขาแล้วมันก็เป็นเรื่องที่ยุติธรรม แต่เหตุใดข้ารู้สึก… ข้ารู้สึกเหมือนกับ…
จิตสัมผัสของข้าก็ถูกยับยั้งเช่นกัน” หลินหมิงปลดปล่อยจิตสัมผัสออกไป
รอบตัวเขา และตื่นตระหนกกับการค้นพบที่ว่าเขาสามารถรับรู้ได้เพียง
200-300ก้าว ด้วยระยะที่สั้นเพียง ทำให้จิตสัมผัสของเขานั้นกลายเป็นไร้
ประโยชน์ไปเลย!
จิตสัมผัสของเขาเพิ่มขึ้นอย่างมากด้วยเจตจำนงแห่งการต่อสู้
‘วัฏสงสาร’ เช่นเดียวกับ ‘อำนาจครอบงำวิญญาณ’ และสัมผัสของเขา
ต้องมากกว่านักสู้ระดับเดียวกับเขา หากจิตสัมผัสของเขาออกไปไกลได้
เพียงเท่านี้ นักสู้คนอื่นๆจะอยู่ในสภาพที่เลวร้ายยิ่งกว่า
“ข้าก็เช่นกัน…” มู่เชียนหยี่พบว่านี่มันยากที่จะปรับตัวให้เข้ากัน นัก
สู้ได้ใช้จิตสัมผัสของเขาเพื่อรับรู้สภาพแวดล้อมโดยรอบพวกเขา หากพวก
เขาสูญเสียจิตสัมผัสของพวกเขาแล้วมันก็เหมือนกับคนธรรมดาที่สูญเสีย
ดวงตาของพวกเขา
ทั้งสองคนไปข้างหน้าด้วยความระมัดระวัง อย่างไรก็ตาม ในไม่ช้า
พวกเขาได้รู้สึกถึงบางสิ่งที่ไม่ชอบมาพากลที่เกิดขึ้น พวกเขาเริ่มบินต่ำลง
เรื่อยๆและเมื่อพวกเขาร่อนลง พวกเขาก็มิสามารถกลับขึ้นมาได้
“พวกเรามิสามารถบินต่อไปได้แล้ว!”
หลินหมิงได้ถึงวิถีแห่งลมเพื่อบิน แต่ตอนนี้เขารู้สึกว่าไม่ว่าเขา
พยายามควบคุมลมแค่ไหนเขาก็ยังคงตกลง
มิเพียงแค่นั้น แต่พวกเขายังตกลงไปอีกและน้อยคนนักที่ยังบินได้
จนในที่สุดหลินหมิงได้สูญเสียความสามารถในการบินไปอย่างสมบูรณ์
และเขาเริ่มตกลงเร็วขึ้นไปอีก มู่เชียนหยี่ก็อยู่ในสถานการณ์ที่แย่ลง
เหมือนกัน แม้นางจะแข็งแกร่งกว่าหลินหมิง แต่นางได้พึ่งปราณแท้ใน
กายของนางในการบินมิใช่วิถีแห่งสายลม เพราะว่าความแตกต่างนี้เอง
ทำให้ดูเหมือนว่านางจะสูญเสียความสามารถในการบินเร็วยิ่งกว่า!
พวกเขายังคงอยู่ที่ราวหมื่นถึงสองหมื่นก้าวในอากาศ หากพวกเขา
ชนเข้ากับผืนดินจากความสูงระดับนี้ พวกเขาจะไม่ตาย แต่ว่าพวกเขาจะ
ได้รับบาดเจ็บอย่างทรมาน
“ส่งมือของเจ้ามา!”
หลินหมิงคว้ามือของมู่เชียนหยี่แล้วใช้วิถีแห่งสายลมเพื่อชะลอตัวลง
เมื่อพวกเขาอยู่สูงราวสี่ถึงห้าพันก้าว วิถีแห่งสายลมของหลินหมิงได้
สูญเสียมันไปทั้งหมดอย่างสมบูรณ์ พวกเขาทั้งสองมองหน้าซึ่งกันและกัน
ด้วยรอยยิ้มที่เป็นทุกข์
พวกเขาทำได้เพียงกระตุ้นปราณแท้มาปกป้องร่างกายของพวกเขาที่
ตกลงด้วยความแรงเต็มที่เช่นนี้
‘ยังโชคดีที่พื้นที่แถวนี้มั่นคงและไม่มีรอยร้าวบนพื้นดิน หากพวกเขา
ตกลงไปบนรอยแตกของมิตินั้นจะเป็นการตายที่ไม่ยุติธรรมเลย’ หลินหมิ
งคิดว่า เขาสามารถได้ยินเสียงลมหายใจของอาการผ่านเข้ามาขณะเขา
เข้าใกล้ป่าด้วยความเร็วจนน่ากลัว
หลินหมิงได้เล็งไปยังกิ่งไม้หนาและคว้ามันไว้
กร๊อบ กร๊อบ กร๊อบ!
หลังจากหลินหมิงคว้ากิ่งไม้หนา มันโค้งราวกับการวาดคันธนูที่ถูกดึง
ด้วยแรงที่น่าสะพรึงกลัว แรงหดตัวที่ดีนั้นทำให้ความเร็วของหลินหมิงลด
ลงเป็นอย่างมาก
‘หืม? มันจะไม่หักใช่ไหม!?’
ความคิดเหล่านี้ผุดขึ้นมาในหัวของหลินหมิงเมื่อเขาได้ยินเสียง
แตกหักของกิ่งไม้ที่หักไปแล้วครึ่งหนึ่ง แม้ว่ามันจะหักแต่ความเร็วในการ
ตกลงของหลินหมิงก็ลดลงไปกว่าครึ่ง ขณะเขาตกลงกับพื้น ขาของหลิงห
มิงคงจมลงในดินครึ่งนึง ด้วยการป้องกันของปราณแท้ของเขา เขาคงรู้สึก
เพียงแค่ชาขาเพียงเล็กน้อย
ทักษะบนพื้นดินของมู่เชียนหยี่นั้นมิเลวร้ายไปกว่าของหลินหมิง
อย่างไรก็ตามมีปัญหาอย่างเดียวคือนางสวมกระโปรงยาว ขณะนางหล่น
ลงไปในป่าทึบ เกิดเสียงฉีกขาดของกระโปรงส่วนหนึ่งที่ถูกฉีดขาดไปทำ
ให้มันเปิดเผยเรียวขายาวที่เรียบเนียน
‘ต้นไม้ทนทานยิ่งกว่าที่ข้าจินตนาการไว้เสียอีก’
ต้นไม้ปกติจะมิสามารถต้านทานแรงตกด้วยความเร็วมากมายเช่นนั้น
ได้ แม้จะเป็นแท่งเหล็กเองก็ยังต้องงอไปครึ่งหนึ่งเป็นแน่
“ต้นไม้ที่นี่เองก็แตกต่างไปจากโลกภายนอกอย่างสมบูรณ์ ข้าไม่เคย
เห็นอะไรเช่นนั้นมาก่อน มันราวกับพรรณไม้เหล่านี้มีมาตั้งแต่สมัยบรรพ
กาล…” ขณะหลิงหมิงพูดเขาก็ได้หันมองไปรอบๆเขา หัวใจของเขาเริ่ม
ปั่นป่วนทันที มิใช่ว่าต้นไม้พิเศษที่แข็งราวกับเหล็กนี้ มีอยู่เพียงในแดนเท
วะหรอกหรือ?