Martial World ศิลาลึกลับกับวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ - ตอนที่ 462 กฏที่แตกต่าง
ต้นไม้เหล็กมีเปลือกที่แข็งราวกับโลหะ น้ำยางของมันถูกใช้เป็น
วัตถุดิบในการทำจารึกอักขระ หลินหมิงเคยได้ตรวจสอบมันโดยเฉพาะ
และเขามิเคยพบพรรณไม้ชนิดนี้ถูกบันทึกไว้ในบันทึกของทวีปนภารินไหล
เขามิเคยคาดคิดว่าจะได้พบมันในโลกที่พังทลายแห่งนี้
“หืม? มีอะไรผิดปกติหรือ?” มู่เชียนหยี่ถาม
“ไม่มีอะไร ข้าเพียงจำได้ว่าต้นไม้นี้ได้ถูกบันทึกในส่วนหนึ่งของตำรา
โบราณที่ข้าเคยได้อ่าน” หลินหมิงตอบอย่างคร่าวๆเพื่อเลี่ยงการตอบ
คำถาม เขามิต้องการกล่าวถึงแดนเทวะให้แก่มู่เชียนหยี่ฟัง
มู่เชียนหยี่พยักหน้าและไม่ได้ถามสิ่งใดอีก
ป่าที่อุดมสมบูรณ์แห่งนี้ร้อนมากและอากาศชื้นไปด้วยน้ำ ใบไม้และ
พุ่มไม้ยืดแผ่ออกไปเหมือนดั่งพัดยักษ์และใบหญ้าสีเขียวที่สูงใหญ่และ
หนา กลุ่มก้อนเถาวัลย์ตรงนั้นขดพันเป็นเกลียวราวกับอสรพิษตัวใหญ่
ต้นไม้ขยายใหญ่ทะลุผ่านท้องฟ้า
บรรยากาศเต็มไปด้วยกลิ่นไม้ที่เน่าเปื่อยของกิ่งก้านและใบไม้
เนื่องจากร่มเงาของต้นไม้ทำให้วิสัยทัศลดลงต่ำมาก และไม่ว่าจิตสัมผัสจะ
ดีสักแค่ไหนมันก็มิสามารถที่จะบินได้ มันเป็นไปไม่ได้เลยที่จะเห็นเส้นทาง
ข้างหน้าหรือทิศทางได้ชัดเจน ในป่าที่อุดมสมบูรณ์แห่งนี้มันมิต่างไปจาก
ม่านบังตา
“ปราณแท้ถูกยับยั้งบนพื้นรุนแรงยิ่งกว่าในอากาศ ปราณแท้ถูก
ยับยั้งถึง 70%
เมื่อพวกเขาอยู่สูงขึ้นไปในอากาศ ปราณแท้ของพวกเขามีเพียง 40%
แต่ตอนนี้พวกเขาอยู่บนพื้น ปราณแท้ของพวกเขาถูกยับยังไป 70% พวก
เขาได้สูญเสียความแข็งแกร่งไปแล้ว
หลินหมิงได้โคจร ‘เคล็ดบ่มเพาะบัญญัติศักดิ์สิทธิ์ต้องห้ามวิหคเพลิง’
อย่างเงียบๆ โดยปราศจากเรื่องที่น่าประหลาดใจใดๆเขาได้พบว่าปราณ
แท้ของเขาถูกบีบลงไป 70%
ขณะเขาสับเปลี่ยนไปโคจร ‘เคล็ดบ่มเพาะบรรพกาลแห่งกลียุคที่
แท้จริง’ เขาคาดหวังว่าจะมีปาฏิหาริย์เกิดขึ้น อย่างไรก็ตาม วิธีการฝึกนั้น
มาจากแดนเทวะ มันไม่ได้ช่วยปลดปล่อยเขาออกจากโซ่ตรวนของกฎ
แปลกๆของโลกใบนี้ ปราณแท้ของเขายังคงถูกยับยั้งประมาณ70%
อย่างไรก็ตามการฝึก ‘เคล็ดวิชาชีพจรปราณเทพคลั่ง’ นั้นได้
ปรับแต่งส่วนหนึ่งของร่างกาย ซึ่งปราณแท้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของ
ประสิทธิภาพในการต่อสู้ ความแข็งแกร่งที่ล้ำลึกทางกายของหลินหมิง
ยังคงดีมากและเลือดเนื้อของเขาทนทานราวกับสมบัติ
หลินหมิงกำมือและหักนิ้วลั่นกระดูก ‘กฏของโลกใบนี้สามารถยับยั้ง
ปราณแท้ได้ แต่กฏเผด็จการนั้นมิสามารถยับยั้งความแข็งแกร่งของ
ร่างกายได้ ข้าก็มีส่วนดีอยู่บ้าง แต่เทียบกับผู้ทรงอำนาจขั้นหลอมรวม
แก่นแท้ช่วงปลายแล้วมันก็ไม่มีอะไรให้น่ากล่าวถึง ยิ่งเทียบผู้ทรงพลังขั้น
ทำลายชีวิตยิ่งแล้วใหญ่’
ช่องว่างความแข็งแกร่งระหว่างขั้นปราณปลายฟ้าและขั้นหลอมรวม
แก่นแท้นั้นยิ่งใหญ่นัก แม้แต่นักบุญที่มีระดับความสามารถอย่างมู่เชียน
หยี่ ด้วยระดับการบ่มเพาะปลายขอบขั้นปราณปลายฟ้าของนางก็
สามารถเทียบได้กับผู้ทรงขั้นหลอมรวมแก่นแท้ช่วงต้น เหมือนกับหลินห
มิง การบ่มเพาะของเขาได้เกินขอบเขตของสสามัญสำนึกไปไกลแล้ว
ผู้เชี่ยวชาญขั้นหลอมรวมแก่นแท้ช่วงสุดท้าย ถ้าหากความแข็งแกร่ง
ของเขาถูกยับยั้งไป 30% จากที่เคยมี ก็สามารถที่จะฆ่าเขาได้ทันที
เช่นเดิม
ไม่สามารถบินได้ ไม่สามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจน จิตสัมผัสถูก
จำกัดจนทื่อลง ในป่าแห่งนี้ นักสู้ก็เหมือนกับมนุษย์ทั่วๆไป ไม่รู้ว่าจะไป
ต่อเช่นไร
มู่เชียนหยี่ตระหนักว่านางเคยรู้สึกถึงความรู้สึกที่ไม่สามารถทำสิ่งใด
ได้เช่นนี้ ในความสับสน นางได้หวนคิดถึงครั้งเมื่อนางอยู่ที่ฐานของหุบเขา
ฟ้าฟาด ในคืนนั้นนางและหลินหมิงได้อยู่ด้วยกัน นางได้สูญเสีย
ความสามารถที่จะบินและนางยังได้รับบาดเจ็บสาหัส
พวกเขาควรจะเดินไปยังศูนย์กลางของโลกที่พังทลายนี่ แต่เวลาผ่าน
ไป เขาทั้งคู่ยังคงสับสนเส้นทาง
มู่เชียนหยี่มองไปยังหลินหมิงอย่างช่วยไม่ได้ หลินหมิงลังเลครู่หนึ่ง
ก่อนจะกล่าวว่า “รอข้าที่นี่นะ”
เมื่อกล่าวจบ เขาได้กระโดดตรงขึ้นไปยังต้นไม้ใหญ่ โดยการใช้ลำต้น
และกิ่งก้าน หลินหมิงก็กระโดดขึ้นไปอีกครั้ง หลังจากที่เขากระโดดไปอีก
ไม่กี่ครั้ง ร่างของเขาก็หายขึ้นไปในท้องฟ้าที่หนาทึบ
เป็นความจริงที่เขาไม่อาจสามารถบินได้ในโลกใบนี้ อย่างไรก็ตาม
หลินหมิงได้ปีนขึ้นต้นไม้ไปง่ายๆเหมือนกับกำลังหายใจ
ขณะเขายืนบนยอดของต้นไม้ ในสายตาของเขาไม่มีสิ่งใดขวางกั้นอีก
ต่อไป หลินหมิงเห็นกำแพงมิติข้างหลังเขา และสามารถ คาดเดาทิศทางที่
จุดศูนย์ของของโลกนี้ได้
แต่อย่างไรก็ตาม นี่เป็นเพียงการคาดคะเนเท่านั้น ขณะที่พวกเขาเข้า
ไปลึกไปอีกพวกเขาจะมองไม่เห็นกำแพงมิติอีกต่อไปและพวกเขาจะหลง
ทางอีกครั้ง
หลินหมิงมองขึ้นไปยังท้องฟ้า โลกใบนี้ไม่มีดวงอาทิตย์แต่นั้นยังคงมี
แสงแดด เขาไม่รู้ว่ามันมาจากไหน มีเพียงท้องฟ้านั้นที่เหมือนกับในโลกที่
ล่มสลายใบเล็ก มันมีหินสีเทาที่ลอยในอากาศและหินน้อยใหญ่ถูกตรึงไว้
กับโซ่ยาวรายล้อมรอบผืนดิน
หลินหมิงได้จดจำหินนที่มีรูปร่างเป็นเอกลักษณ์ รอคอยสังเกตมันอยู่
อย่างสงบอยู่ เวลาได้ผ่านไปเป็นชั่วโมง หลินหมิงมีความอดทนที่ดีมาก
ระหว่างในชั่วโมงนี้ตำแหน่งของหินไม่ได้เปลี่ยนไปสักนิด หลินหมิงบันทึก
ตำแหน่งของหินลงในใจของเขาอย่างเงียบๆและกระโดดลงจากยอดไม้
“ข้าได้จดจำหินบนท้องฟ้า พวกเราสามารถเดินไปทิศนี้และในทุกลี้
ข้าจะกระโดดกลับขึ้นไปเปรียบเทียบมันไปเรื่อยๆ แม้ว่ามันจะมิถูกต้อง
นัก แต่มันก็ดีกว่าการเดินไปอย่างไร้จุดหมาย”
มู่เชียนหยี่มองไปยังหลินหมิงด้วยความประหลาดในและพยักหน้า
ตอบอย่างเงียบๆ แม้ว่ามู่เชียนหยี่จะแข็งแกร่งมากจนน่าประหลาดใจแต่
นางมีประการณ์การเอาชีวิตรอดจากโลกภายนอกเป็นศูนย์ เมื่อนางอยู่กับ
หลินหมิงนั้นทำให้นางรู้สึกสบายใจอยู่ตลอดเวลาราวกับปัญหาหรือความ
ท้าทายใดๆสามารถถูกแก้ไขได้ง่ายๆด้วยหลินหมิง
พุ่มไม้และเถาวัลย์ของป่าแห่งนี้เขียวชอุ่มและหนามาก ทุกแห่งที่
หลินหมิงและมู่เชียนหยี่ไปจะต้องตัดพวกมันออกส่วนหนึ่งด้วยกระบี่ของ
พวกเขาเพื่อเคลียทาง พรรณไม้เหล่านั้นอยู่มาตั้งแต่ยุคบรรพกาล ด้วยลำ
ต้นที่มีความแข็งแกร่งผิดปกติทำให้การตัดส่วนหนึ่งของพวกมันเป็นเรื่อง
ยาก
“หืม?”
หลินหมิงเบิกตากว้างขึ้นเต็มไปด้วยความรู้สึกท้าทายต่อบบางอย่างที่
อยู่เบื้องหน้า เขาโดดไปรอบๆและต่อยเข้าข้างหลังของมัน
ปัง!
ปราณแท้สั่นสะเทือนปะทุออกมา แมงป่องทมิฬที่ยาวสี่ถึงห้าก้าวหัว
ของมันได้ระเบิดออกโดยโดยกำปั้นของหลินหมิงและน้ำสีดำก็พุ่งออกมา
อย่างไรก็ตาม แมงป่องทมิฬตัวนี้แกร่งอย่างไม่น่าเชื่อ แม้ว่าหัวของมันจะ
ระเบิดไปแล้วแต่หางของมันยังคงพุ่งตรงไปยังดวงตาของหลินหมิง
ฉวิ้ง!
ประกายแสงกระบี่ตัดหางแมงป่องออกเป็นเสี่ยงๆ มู่เชียนหยี่
เคลื่อนไหวอย่างเงียบงันและกระบี่ของนางก็ถูกเสียบกลับเข้าฝัก มีเพียง
แสงกระบี่ของนางเท่านั้นที่ได้เห็น
“นี่คือสัตว์ร้ายยุคบรรพกาล” หลินมองมองไปที่ศพแมงป่องที่นอน
กระตุกอยู่บนพื้น พลังชีวิตของแมงป่องนี้ดื้อรั้นกว่าปกติ
ระหว่างยุคบรรพกาลของทวีปนภาริน สัตว์ร้ายนี่ดำรงอยู่ใกล้เคียง
พวกแดนเทวะมาก พวกมันแข็งแกร่งยิ่งกว่าสัตว์ร้ายในปัจจุบันและ
อันตรายกว่ามาก
กฏของโลกใบนี้ทั้งหมดมีระบบของตนเองและแตกต่างอย่างสิ้นเชิง
จากโลกภายนอก หลังจากผ่านมานับหมื่นปี สัตว์ร้ายที่ถูกขังอยู่ในโลก
หลักนี้มีจำนวนมากขึ้นและผ่านมาหลายชั่วรุ่นซึ่งจะมีผู้ใดรู้บ้างว่ามีสิ่งใด
เปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นบ้าง
แมงป่องยังไม่น่ากลัวมากนัก มันน่าแปลก ไม่รู้ว่ามีอันตรายใดอยู่
ภายในป่าแห่งนี้อีกบ้าง
ส่วนทางเข้ามายังโลกนี้อยู่สูงขึ้นไปสองถึงสามหมื่นก้าวในอากาศ
ตอนนี้ไม่มีผู้ใดสามารถบินได้สูงนักและไม่มีผู้ใดสามารถกระโดดได้สูงถึง
เส้นทางสู้โลกภายนอกที่อยู่ใกล้กับพวกเขา ไม่มีผู้ใดสามารถกล่าวได้ว่า
พวกเขาจะมีโอกาสได้พบโชคลาภหรือก้าวไปสู่หลุมศพของตนขณะที่พวก
เขาก้าวต่อไป
“รีบออกจากป่าแห่งนี้เถอะ”
หลินหมิงกล่าวออกมาเมื่อเขาได้ยินเสียงแตกหักของกิ่งไม้ที่ดังเป็น
จังหวะ พุ่มไม้ข้างหน้าเขาสั่นอย่างรุนแรงราวกับมีบางสิ่งกำลังออกมา
หลินหมิงเอาหอกแห่งดาวหางม่วงออกมาและมู่เชียนหยี่ก็นำกระบี่
เล่มยาวของนางออกมาเช่นกัน ทั้งคู่ต่างระวังอย่างเต็มที่
“กรร!”
พุ่มไม้แยกออกจากกัน เสือดาวทมิฬเขายาวพุ่งออกมา โดยปราศจาก
คำพูดใดๆมู่เชียนหยี่ได้ฟาดฟันกระบี่เข้าไป ขณะกระบี่ของนางฟันลงไป
ระลอกคลื่นปราณกระบี่สามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจนได้แผ่กระจาย
พลังงานออกไป
เคร้ง!
เสือดาวถูกฟันโดยมู่เชียนหยี่ แต่เสียงกระทบจากร่างกายของมันเกิด
เสียงราวกับโลหะตีกับโลหะ ความเร็วของมันช้าลงเล็กน้อยและโลหิตไหล
ออกมา เสือดาวกลายเป็นโกรธมากขึ้นและมุ่งไปหามู่เชียนหยี่อย่างบ้า
คลั่งและรุนแรง
มู่เชียนหยี่ตกใจ นางไม่เคยรู้สึกถึงออร่าความแข็งแกร่งจากเสือดาว
ทมิฬมาก่อนและคิดว่านางสามารถฆ่ามันได้ทันที แม้ว่านางได้ทำร้ายมัน
แต่มันก็มีเพียงแค่รอยขีดข่วน สัตว์ร้ายในป่าแห่งนี้มีพลังป้องกันที่น่ากลัว
และปราณแท้ของนางก็ได้ถูกยับยั้งไปมาก
หลินหมิงกระชับหอกแห่งดาวหางม่วงและก้าวไปข้างหน้าปิดกั้น
เส้นทางโจมตีของเสือดาวทมิฬ
“ระวัง!” มู่เชียนหยี่ตะโกน นางกลัวว่าหลินหมิงจะได้รับบาดเจ็บ
หลินหมิงได้เปล่งเสียงดังขึ้นและพลังเกือบ 70% ของขั้นผสานไข
กระดูกระเบิดออกมา ตั้งแต่ที่ปราณแท้ของเขาถูกบีบไปที่ 30% มันดี
ที่สุดหากเขาเพิ่มพลังให้อยู่ในระดับปกติและใช้การโจมตีจากความ
แข็งแกร่งปกติของเขาเช่นเดิม
เขาถือหอกด้วยมือทั้งสองและพุ่งมันออกไปอย่างไร้ปราณี
ปัง!
ด้วยเสียงระเบิดที่ดังขึ้น เสือดาวทมิฬถูกอัดกระเด็นไปโดยหลินหมิง
มันชนเข้ากับต้นไม้หลายต้น และมันได้ร้องโหยหวนออกมา
เสือดาวทมิฬคลานขึ้นมาจากต้นไม้ที่หักและหนีไป หัวของมันเปียก
ชุ่มไปด้วยโลหิตและมันมองไปยังหลินหมิงด้วยความหวาดกลัว มันเป็น
ความหวาดกลัวจากความแข็งแกร่งผิดปกติของหลินหมิง เสือดาวทมิฬ
หันกลับไปและเดินโผลกเผลกขณะมันหนี
“แข็งแกร่งและมีพลังป้องกันที่ดียิ่ง!” หลินหมิงอัศจรรย์ใจ หอกที่เข้า
แทงไปรู้สึกเหมือนกับชนกับกำแพงเหล็ก
แม้ว่าเขาแข็งแกร่งกว่าเสือดำทมิฬ หากเขาใช้หอกของเขาโจมตีโดน
ปราศจากการป้องกันจากปราณแท้ในกายของเขา กระดูกของเขาอาจจะ
หัก อย่างไรก็ตามเสือดาวนั้นไม่มีแม้แต่ปราณแท้ในร่างกายของมัน เป็น
ความจริงที่มันใช้เพียงร่างกายเปล่าเข้ารับการโจมตี
มู่เชียนหยี่มองไปยังหลินหมิงด้วยความประหลาดใจ นางมิได้
คาดหวังว่าการโจมตีของหลิงหมิงจะแข็งแกร่ง “ศิษย์น้องหลิน ความ
แข็งแกร่งของเจ้าได้ก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็วในเวลาเพียงไม่กี่วัน แม้ว่าข้า
จะไม่รู้ว่าเจ้าทำได้อย่างไร”
หลินหมิงส่ายหัวของเขา “มันมิใช่เรื่องเกินจริง มันเป็นเพียงวิธีการ
ฝึกกายผันแปร ข้าไม่ได้ถูกยับยั้งอย่างมากตามกฏของโลกใบนี้ แต่สัตว์
ร้ายเหล่านั้นมีร่างกายที่แข็งแกร่งและอีกทั้งพวกมันยังไม่ได้ใช้ปราณแท้”
หลังจากหลินหมิงกล่าว มู่เชียนหยี่ก็สังเกตเห็นถึงปัญหา สัตว์ร้าย
เหล่านั้นมีพลังป้องกันแล้วโจมตีที่สูงมาก อีกทั้งมันยังมิได้มีปราณแท้
พวกมันแตกต่างจากสัตว์ร้ายปกติที่อยู่ในทวีปนภารินไหลอย่างสมบูรณ์
“กฏที่แตกต่างของโลกใบนี้ทำให้ระบบการบ่มเพาะแตกต่างออกไป
ด้วย สิ่งมีชีวิตในป่าแห่งนี้ทั้งหมดมีร่างกายที่น่าเกรงกลัวอย่างมาก มัน
ไม่ใช่แค่สัตว์ป่า แต่อีกทั้งต้นไม้และพืชพรรณยังทนทานผิดปกติ ข้าไม่รู้ว่า
พวกเราจะพบอะไรต่อไป เสือดาวทมิฬก็ยังอาจมิถือว่าแข็งแกร่ง อาจมี
สัตว์ร้ายที่แข็งแกร่งกว่านี้อีก” น้ำเสียงของมู่เชียนหยี่กลายเป็นกังวล นาง
ไม่รู้ว่าผู้อาจารย์ของนางและคนอื่นๆเป็นเช่นไรบ้าง
ขณะที่นางเป็นกังวลได้มีเสียงดังออกมาจากส่วนลึกภายในป่าตามมา
ด้วยเสียงดังสะท้อนจากต้นไม้ “นักสู้ทั้งหมดสามารถมเข้าร่วมกับข้า! ป่า
แห่งนี้ประหลาดยิ่งนัก แต่หากพวกเขาร่วมมือกันพวกก็สามารถออกจาก
ที่นี่ได้แล้วมีโอกาสพบโชคอันยิ่งใหญ่!”
ไม่มีผู้ใดทราบว่าบุคคลที่พูดได้ใช้ทักษะลับหรือไม่ แต่เสียงของเขา
เหมือนกับคลื่นที่แผ่ขยายออกไปไกล
ในป่าแห่งนี้ ปราณแท้ถูกยับยั้งไป 30% ของที่ควรมีอยู่ แม้จิตสัมผัส
ถูกยับยั้งและมันยากที่จะแยกแยะทิศทางที่พวกเขาอยู่ ดังนั้นนักสู้ที่
กระจัดกระจายและแข่งขันกันจึงคิดจะรวมเป็นกลุ่มผ่านป่านี้ไปด้วยกัน