Martial World ศิลาลึกลับกับวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ - ตอนที่ 463 ขอโทษที ช่วยหลีกทางหน่อย
ขณะที่เสียงนี้ดังออกมา มันก็มีเสียงตอบรับจากนักสู้โดยรอบ มัน
เหมือนกับว่าพวกเขาที่นี่ส่วนใหญ่ประสบปัญหาอย่างมาก
“หลินหมิง พวกเขาส่วนใหญ่นั้นเป็นศิษย์ของมหาวิหารเซน พวกเรา
น่าจะไปดูหน่อยดีหรือไม่?” มู่เชียนหยี่กล่าวถามหลินหมิง
หลินหมิงครุ่นคิดอยู่ชั่วขณะและกล่าว “เป็นแผนที่ดี ป่านี้ก็ช่วง
แปลกประหลาดยิ่ง ไม่ใครรู้เลยว่าจะมีสิ่งใดอยู่ข้างหลังของพวกเรา พวก
เราควรจะออกจากที่นี่เสียก่อนแล้วค่อยคิดถึงเรื่องอื่นที่หลัง”
หลังจากผ่านไปหมื่นปีแห่งการวิวัฒนาการ สถานการณ์ภายใน
สมรภูมิบรรพกาลก็เกินกว่าทุกคนจะจินตนาการได้ ในช่วงเวลาดังกล่าว
คนผู้นั้นจำเป็นต้องระมัดระวังอย่างมาก อย่างไรก็ตาม นี่ก็ยังเป็นซากของ
นิกายโบราณระดับ 6 หลินหมิงก็ไม่ได้อวดดีเสียจนเขาเชื่อว่าความ
แข็งแกร่งของเขานั้นสามารถไปที่ใดก็ได้ที่เขาต้องการ
นักสู้ส่วนใหญ่ที่อยู่ที่นี่ก็คิดเช่นนี้ ดังนั้นนักสู้ทั้งหมดจึงแยกตัวกัน
ออกไปในป่านี้และพบกับศิษย์ของนิกายมหาวิหารเซนหลังจากที่พวกเขา
ตะโกนออกไป
หลินหมิงและมู่เชียนหยี่เดินไปหลายลี้ และในที่สุดก็พบที่โล่งกลาง
ป่า ที่นั่นมีนักสู้มากมายมารวมตัวกัน บ้างก็สวมจีวอนสีทอง พวกเขานั้น
เป็นศิษย์ของมหาวิหารเซน พวกที่สวมชุดคลุมสีดำและมีสัญลักษณ์เสา
ปีศาจยักษ์ปักอยู่บนชุดคลุม คนเหล่านี้ก็คือศิษย์จากแดนปีศาจ และยังมี
บางส่วนที่มาจากเผ่ามัวงกรวารีทมิฬ เกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์และภูมิภาค
เขตแดนห้าธาตุ
เมื่อหลินหมิงและมู่เชียนหยี่ได้มาถึง พวกเขาก็ไม่ได้เป็นที่สนใจของ
คนอื่นๆ ทันใดนั้นหัวใจหลินหมิงก็กระตุกขณะที่เขาเห็นผู้ทรงพลังขั้น
หลอมรวมแก่นแท้ช่วงต้นที่อยู่ตรงหน้าเขา ทั้ง 2 คนนั้นไม่ได้สนใจหลินห
มิงเลยแม้แต่น้อย
“มันเหมือนกับเป็นเพราะกฏของโลกแห่งนี้ ปราณแท้จะถูกยับยั้ง
เอาไว้เหลือ 30 % และผู้ทรงพลังขั้นหลอมรวมแก่นแท้ช่วงต้นเหล่านั้นมิ
อาจมองทะลุเคล็ดวิชาเปลี่ยนแปลงรูปลักษณ์ของไป๋หลัวได้ เคล็ดวิชา
เปลี่ยนแปลงรูปลักษณ์นี้ค่อนข้างน่าเหลือเชื่อ”
หลังจากหลินหมิงยืนยันเรื่องนี้ได้ เขาก็รู้สึกสบายใจมากยิ่งขึ้น มิ
เช่นนั้น ถ้าหากเขาได้พบคนจากดินแดนปีศาจแห่งทะเลทางใต้ที่เกี่ยวข้อง
กับเหล่ยมู่ไป่ มันย่อมเป็นปัญหาแน่ถ้าคนผู้นั้นพยายามจะทำบางสิ่งลับๆ
ในขณะนั้น หลินหมิงก็ได้ยินเสียงของใครบางคนที่พูดอย่างมี
ความสุข “ลูกพี่ลูกน้องเชียนหยี่ นั่นเจ้าหรือ? ข้าดีใจจริงๆที่เจ้ามาถึงที่นี่
อย่างปลอดภัย”
หลินหมิงหันกลับไปเห็นชายหนุ่มหน้าตาดีเดินอย่างอารมณ์ดีไป
ทางมู่เชียนหยี่ คนผู้นี้คือมู่ชิงชู
มู่ชิงชูนั้นรู้จักกับมู่เชียนหยี่ในสมรภูมิรบบรรพกาล แม้ว่าเขาจะมิ
อาจมองทะลุทักษะการแปลงโฉมของนางได้ สำหรับศิษย์ของเกาะฟีนิกซ์
ศักดิ์สิทธิ์ผู้นั้นที่เขาไม่รู้จักได้ปรากฏที่นี่ด้วยพลังเทียบเท่ากับมู่เชียนหยี่
มันย่อมเป็นเรื่องง่ายสำหรับเขาที่จะคาดเดาตัวตนที่แท้จริงของนาง
นี่ทำให้หัวใจของมู่ชิงชูสั่นไหวด้วยความโลภ ท้ายที่สุด เขาก็ไม่ได้
ยอมแพ้เรื่องของมู่เชียนหยี่ เขายังคงดิ้นรมมองหาโอกาสแม้เพียงเล็กน้อย
เพื่อเอาชนะใจนาง จนเขาจะสู้ เขาย่อมมิอาจชนะสิ่งใดได้ โดยไม่ต้องพูด
ถึงร่างกายอันงดงามของมู่เชียนหยี่ แต่มู่ชิงชูนั้นหวังจะครอบครอง
สายเลือดบริสุทธิ์ของนาง เขานั้นฝันว่าเขาได้กดมู่เชียนหยี่ลงใต้ร่างของ
เขาและปลดปล่อยความไคร่ใส่นาง อย่างไรก็ตาม มันเป็นเพราะหลินหมิง
ฝันเหล่านั้นจึงถูกทำลาย!
ขณะที่มู่เชียนหยี่เห็นมู่ชิงชู ใบหน้าของนางก็เต็มไปด้วยความ
ขยะแขยงและเกลียดชัง นางมิได้มีความประทับใจต่อมู่ชิงชูมากนัก ความ
จริงแล้ว นางมิได้มีความประทับใจใดๆต่อเขาเลยแม้แต่น้อย อย่างไรก็
ตาม ในช่วงเวลานั้นนางมิได้รู้ว่าเขาเป็นคนน่ารังเกียจเพียงใด แต่หลาย
เดือนก่อน นางได้ค้นพบว่าจดหมายที่ฉินจื่อหยาส่งมายังเกาะฟีนิกซ์
ศักดิ์สิทธิ์เพื่อให้นางไปช่วยเหลือฉินซิงเซวียนนั้นถูกขัดขวางโดยมู่ชิงชู มู่
เชียนหยี่นั้นมิใช่นักบุญที่เมตตาจนเกินไป แต่บางสิ่งที่โหดร้ายและเจ้าเล่ห์
เช่นนี้ นั่นทำให้ความรู้สึกของนางที่ค่อนข้างรำคาญเขาเล็กน้อยจน
กลายเป็นรังเกียจ
“ลูกพี่ลูกน้องเชียนหยี่ ที่นี่นั้นมีอันตรายทุกหนแห่งในสมรภูมิรบ
บรรพกาล มันอันตรายเกินไปหากเจ้าจะเดินทางตามลำพัง ถ้าเจ้าเดินทาง
ไปกับข้าและท่านปู่ของข้า เช่นนั้นเจ้าย่อมไม่เป็นอันตรายใดๆแน่นอน”
ปู่ของมู่ชิงชูนั้นเป็นผู้อาวุโสสามของเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์มู่เหยียนจัว ซึ่งก็
ได้เข้าสู่สมรภูมิรบบรรพกาลนี้เช่นกัน
“ไม่จำเป็น” มู่เชียนหยี่กล่าวอย่างเย็นชา
มู่ชิงชูรู้สึกราวกับเขาถูกเตะเท้า เขารู้สึกอายเล็กน้อย ในขณะนั้น เขา
ก็สังเกตเห็นหลินหมิงผู้กำลังยืนอยู่ใกล้ๆมู่เชียนหยี่ ขณะที่เขาสังเกตเห็น
พลังการบ่มเพาะของหลินหมิง ใบหน้าของเขาก็กลายเป็นบูดบึ้งในทันที
เขาได้คาดเดาว่าผู้นี้คือหลินหมิง
หลินหมิงก็มองไปยังมู่ชิงชูอย่างเย็นชาเช่นกัน มู่เชียนหยี่นั้นได้บอก
เขาถึงเรื่องที่เขาทำจดหมายนั้นตั้งแต่ต้นจนจบ ยามที่หลินหมิงยังอยู่ที่
เกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์เขาย่อมมิอาจทำอันใดต่อมู่ชิงชูได้ อย่างไรก็ตาม
บัดนี้เขาได้พบกันที่สมรภูมิรบบรรพกาล มันย่อมกล่าวได้ว่าพวกเขานั้น
เป็นเพียงศัตรูที่ได้ล้ำเส้นของอีกฝ่ายเข้ามา
พวกเขาทั้งคู่นั้นเหมือนกับน้ำและไฟ มันเป็นเพราะว่าพวกเขานั้น
ยังคงรักษามารยาทอยู่โดยทำตัวสุภาพแต่เพียงภายนอก
มู่ชิงชูขบฟันและกล่าวด้วยปราณแท้กระแสเสียง “ลูกพี่ลูกน้องเชียน
หยี่ ถ้าเจ้ามากับข้า พวกเราทั้งหมดเป็นคนจากตระกูลมู่เช่นกัน เดียวคำ
สาบานแห่งสายเลือดมู่ มันย่อมเป็นไปไม่ได้ที่พวกเราจะทรยศเจ้า เจ้า
สามารถเชื่อใจคนตระกูลเดียวกันได้ แต่กับเจ้าหนุ่มนี่…”
ก่อนที่มู่ชิงชูจะกล่าวจบ มู่เชียนหยี่ก็กล่าวขัดขึ้นมา “ขอโทษที ช่วย
หลีกทางหน่อย”
มู่ชิงชูชะงักและยืนนิ่งอยู่กับที่ มู่เชียนหยี่นั้นไม่เหลียวแลเขาแม้แต่
น้อย นางจับมือของหลินหมิงและกล่าว “ไปตรงนั้นกันเถอะ”
ขณะที่นางกล่าว นางก็จับมือหลินหมิงและเดินผ่านมู่ชิงชูที่กำลัง
ตะลึงค้างอยู่
มู่ชิงชูหน้าซีดในทันที มือของเขาที่ยื่นออกไปนั้นยังคงนิ่งค้างอยู่ใน
อากาศ จากนั้นเขาก็หันหน้าและตะลึงเมื่อเห็นมู่เชียนหยี่และหลินหมิงนั้น
ได้นั่งลงบนหญ้าใต้ร่มต้นไม้ใหญ่ พวกเขานั้นนั่งกันอย่างใกล้ชิด และพวก
เขานั้นยังมิได้ปล่อยมือกันเลย
เมื่อได้เห็นฉากนี้ มู่ชิงชูก็ได้กัดฟันแน่นจนเกือบจะฟันหัก
หลินหมิงนั้นมิทันจะตั้งตัวได้ทัน แม้ว่าเขาจะมีความสัมพันธ์ใกล้ชิด
อย่างมากกับมู่เชียนหยี่ และความรู้สึกระหว่างพวกเขาทั้งสองนั้นยังคง
เป็นเมล็ดที่ยังมิได้ผลิหน่อ พวกเขานั้นเคยสัมผัสกันมาก่อน แต่เวลานั้น
มันเป็นเพราะสถานการณ์จำเป็นเท่านั้น พวกเขานั้นจึงจับมือกันเช่นนี้
หากจะให้เขาพูดถึงมันนั้น มือของมู่เชียนหยี่ในมือของเขานั้นรู้สึกดี
จริงๆ มือของนางนั้นรู้สึกนุ่มนิ่มและละเอียดอ่อนเสียจนเขามิอยากจะ
ปล่อยมันไป
หลินหมิงนั้นรู้ว่ามู่ชิงชูคิดเช่นไรกับมู่เชียนหยี่ ในเวลานี้ โดยปกติเขา
นั้นมิอาจเมินต่อความโกรธที่มีต่อมู่ชิงชูเมื่อครู่ได้ เขาได้จับมือของมู่เชียน
หยี่และเล่นกับมันและบีบมันในมือเขา สัมผัสนี้ช่างนุ่มและละเมียดราวกับ
หยก… หลินหมิงนั้นพบว่ามันยากที่จะปล่อยมือ
ใบหน้าของมู่เชียนหยี่นั้นแดงเล็กน้อย นางคิดเพียงว่าอยากจะไปให้
พ้นหน้ามู่ชิงชูที่ตามตื้อนาง แต่นางไม่นึกเลยว่าหลังจากนางให้คืบหลินห
มิงจะเอาศอก นางลังเลเมื่อครู่ แต่ก็มิได้ดึงมือของนางกลับมา
ผู้อาวุโสสาม มู่เหยียนจัวนั้นกำลังยืนมองฉากนี้จากระยะไกลและ
ใบหน้าของเขาก็มืดหม่น แม้ว่าเขาจะไม่ได้หวังอันใดว่ามู่ชิงชูจะสามารถ
แต่งงานกับมู่เชียนหยี่ได้ในวันใดวันหนึ่ง แต่เขาก็ไม่ได้ต้องการเห็น
หลานชายเขาได้รับความอับอายเช่นนี้
“ชิงชู กลับกัน!” มู่เหยียนจัวกล่าวด้วยปราณแท้กระแสเสียง
มู่ชิงชูกัดฟันแต่มิได้ตอบรับ ในเวลานี้ เขากำลังสั่นสะท้านไปด้วย
ความโกรธ เขาหวังว่าจะสามารถตัดอัณฑะของหลินหมิงมาได้! หั่นมัน
เป็นชิ้นๆ!
“ชิงชู เจ้ายังมิอับอายหรือแย่างไร!? ข้าบอกเจ้าแล้วไม่ใช่หรือไงว่า
ไม่ให้ไปตื้ออมู่เชียนหยี่ นางมิใช่คนที่เจ้าจะสามารถครอบครองได้”
ใบหน้าของมู่เหยียนจัวนั้นเต็มไปด้วยความโกรธ และเขาเริ่มที่จะโกรธ
จริงๆแล้ว เขานั้นรู้อยู่แล้วว่ามู่ชิงชูนั้นหมกมุ่นกับเรื่องนี้ ถ้าหากมันยังเป็น
เช่นนี้ต่อไป มันย่อมกลายเป็นปมในใจเขาที่จะยับยั้งความคิดของเขา
และมันจะมีผลกระทบต่ออนาคตของเขาอย่างแน่นอน
“ข้าจะไม่ยอมแพ้! ถ้าหากข้าไม่สู้ นั่นมันก็มิต่างอันใดกับยอมแพ้!”
ใบหน้าของมู่ชิงชูนั้นเคร่งขรึม เขานั้นกำหมัดแน่นเสียจนเล็บจิกเข้าเนื้อ
“เจ้านั้นแพ้แล้ว ทั้งหมดที่เจ้าต้องทำนั้นคือบ่มเพาะให้ดี พรสวรรค์
ของเจ้านั้นเยี่ยม อย่างน้อยเจ้าน่าจะสามารถไปถึงขั้นหลอมรวมแก่นแท้
ช่วงกลางได้” ขั้นหลอมรวมแก่นแท้ช่วงกลางนั้นเป็นเทียบเท่ากับผู้อาวุโส
ระดับสูงของแผนกวิหคเพลิง มู่ชือหั่ว เดิมทีขั้นพลังนี้นั้นเป็นที่น่าพึงพอใจ
สำหรับมู่ชิงชู อย่างไรก็ตาม หากนำมันไปเทียบกับหลินหมิงนั้น มันก็เป็น
เพียงขยะ!
มู่ชิงชูนั้นมิอาจยอมรับความรู้สึกของความแตกต่างอย่างมากระหว่าง
เขากับหลินหมิง!
เขามองไปยังหลินหมิงและมู่เชียนหยี่ และดวงตาของเขาก็สาด
ประกายด้วยความโหดเหี้ยม เขากล่าว “มันยังไม่จบแค่นี้หรอก จนกว่า
จะถึงตอนสุดท้าย!”
ขณะที่มู่เหยียวจัวเห็นความเกลียดชังในดวงตาของมู่ชิงชู ใบหน้า
ของมู่เหยียนจัวก็เปลี่ยนไป “ชิงชู เจ้าคิดจะทำอันใดกัน? อย่าทำเรื่อง
บ้าๆนะ หากเจ้าใช้วิธีบางอย่างเพื่อจัดการมู่เชียนหยี่ เช่นนั้นเจ้าจะต้อง
ตายอย่างทรมาณอย่างแน่นอน มู่อวี้หวงจะไม่ให้อภัยเจ้า และมิว่าเจ้าจะ
ทำอันใดจนอาจถึงขั้นทรยศต่อสายเลือดของเจ้า เจ้านั้นคือสมาชิก
ตระกูลมู่และเจ้ายังมีสัญญาโลหิตของตระกูลมู่อีก เจ้าน่าจะรู้ว่าชะตา
กรรมของผู้ทรยศนั้นเป็นเช่นไร!”
สัญญาโลหิตนั้นเป็นสัญญาพิเศษที่ถูกสร้างโดยผู้ก่อตั้งเกาะฟีนิกซ์
ศักดิ์สิทธิ์ สัญญานี้ใช้สายเลือดเป็นรากฐาน ตราบใดที่คนผู้นั้นเป็นคนที่มี
สายเลือดของตระกูลมู่ พวกเขาย่อมถูกจำกัดโดยมัน
ถ้าหากพวกเขากล้าที่จะละเมิดกฏ สายเลือดในกายของเขาพวกเขา
จะละลายหายไป เคล็ดบ่มเพาะที่เกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์นั้นใช้สายเลือดของ
พวกเขาเป็นพื้นฐาน เมื่อใดที่สายเลือดหายไป เคล็ดบ่มเพาะที่พวกเขาฝึก
ย่อมหายไปเช่นกัน
มีทางเดียวทีจะทำลายขีดจำกัดที่ถูกจำกัดโดยสัญญาโลหิตนี้ได้คือ
คนผู้นั้นต้องเข้าสู่ปลายขอบขั้นหลอมรวมแก่นแท้และมีความแข็งแกร่ง
ใกล้เคียงกับผู้ก่อตั้งเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ ถ้าพวกเขามีพลังเช่นนี้ พวกเขา
ย่อมสามารถทำลายขีดจำกัดของสัญญาโลหิตได้
ศิษย์สายตรงของเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ทุกคนนั้นจำเป็นต้องลงชื่อใน
สัญญาโลหิตนี้ยามที่พวกเขาเติบโตเป็นผู้ใหญ่ พวกเขาต้องลงชื่อว่าพวก
เขาจะไม่ทรยศต่อนิกาย ในอนาคต หากมีเหตุการณ์บางอย่างเกิดขึ้น
พวกเขาอาจต้องลงชื่อในสัญญาอีกครั้ง ยกตัวอย่างเช่น มู่อวี้หวงนั้นให้ผู้
อาวุโสทั้งหลายลงชื่อในสัญญาโลหิตอีกครั้งเพื่อปกปิดการค้นพบ ‘เคล็ด
บ่มเพาะบัญญัติศักดิ์สิทธิ์ต้องห้ามวิหคเพลิง’ ทั้ง 8 ขั้น นั่นเป็นเหตุผล
ที่ว่าทำไมเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ถึงได้สนับสนุนเหล่ารุ่นเยาว์ที่มีชื่อตระกูลมู่
แต่ไม่ไว้ใจแก่เหล่าผู้ที่ไม่ใช้ชื่อตระกูลมู่
ความแข็งแกร่งของมู่ชิงชูนั้นด้อยกว่ามู่เชียนหยี่ ถ้าเขาต้องการต้อง
ใช้วิธีการบางอย่างเพื่อจัดการกับมู่เชียนหยี่ เขาต้องหาใครบางคนเพื่อ
ทำงานสกปรกเช่นนี้ให้แก่เขา แค่นี้ก็เพียงพอจะถือเป็นอาญชากรรมใน
การทรยศต่อนิกายของคนผู้นั้นแล้ว
มู่ชิงชูกัดฟันแน่น เขาพยายามที่จะข่มความคิดด้านมือในใจของเขา
อย่างไรก็ตาม เมื่อหัวใจแห่งมารถูกบังเกิดขึ้น มันก็ยากที่จะลบออก!
ในเวลานี้ ป่าก็สั่นอีกครั้ง และศิษย์ของเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์จำนวน
มากที่สวมผ้าคลุมสีแดงก็เดินเข้ามาในที่โล่งกลางป่า ชายชราผู้นำหน้านี้
รูปร่างสูงและบาง เขาถือไม้เท้าต้นอู๋ถงอายุ 10,000ปี เครายาวถึงไหล่
ขณะที่หลินหมิงเห็นคนผู้นี้ ดวงตาของเขาก็หดลง ชายชราผู้นี้นั้นคือ
ผู้อาวุโสระดับสูงของแผนกวิหคเพลิง มู่ชือหั่ว หลินหมิงนั้นมีความสัมพันธ์
กับมู่ชือหั่วราวกับเป็นศัตรูกัน
หลังจากผู้ทรงพลังสูงกว่า 30 คนได้บินไปยังตำหนักจักกรพรรดิเทพ
ปีศาจ ก็มีเพียงผู้อาวุโสขั้นหลอมรวมแก่นแท้คนอื่นๆบนสมรภูมิรบบรรพ
กาลนั้นอยู่เพียงขั้นหลอมรวมแก่นแท้ช่วงต้น และมีเพียงส่วนน้อยที่มีขั้น
หลอมรวมแก่นแท้ช่วงกลาง มู่ชือหั่วก็เป็น 1 ในคนเหล่านั้น
ขณะที่มู่เชียนหยี่รู้สึกได้ถึงความเครียดที่ก่อตัวขึ้นของหลินหมิง นาง
ก็ส่งปราณแท้กระแสเสียงไปยังเขา “ไม่ต้องกังวลไป ไม่ว่าจะผู้อาวุโส
ระดับสูงจะเกลียดเจ้ามากขนาดไหน เขาก็มิกล้าทำอันใดกับเจ้า”
“อืม ข้าเข้าใจ”
มู่ชือหั่วกวาดสายตาผ่านศิษย์ของแผนกวิหคเพลิงก่อนที่เขาจะหยุด
เป็นเวลาหลายวินาทีที่หลินหมิงและมู่เชียนหยี่ ไม่ได้มองเข้าไปยังดวงตา
ของทั้งสอง ในที่สุดเขาก็เดินไปยังศิษย์เกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ที่เหลือ
หลังจากมู่ชือหั่วมาถึง มู่ปิงอวิ๋นก็เดินตามเขาไป นางชำเลืองมอง
มายังมู่เชียนหยี่และพยักหน้า จากนั้นก็นั่งในมุมหนึ่งของที่โล่งกลางป่า
เข้าฌานและสงบจิต
นอกจากเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ ศิษย์ของนิกายอื่นๆก็ยังคงเดินทาง
มาถึงเรื่อยๆ
นักสู้เหล่านี้นั้นมาจากดินแดนปีศาจแห่งทะเลทางใต้และเผ่ามังกร
วารีทมิฬที่ได้ฝึกฝนด้วยเคล็ดบ่มเพาะวิถีมารได้มารวมตัวกัน สำหรับฝั่ง
ของเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์นั้น พวกเขามาจากมหาวิหารเซน ภูมิภาคเขต
แดนห้าธาตุ นิกายห้วงวิบัติ นิกายมหาวิหารลึกลับได้มารวมตัวกันเช่นกัน
เพราะว่าที่นั่นยังมีนิกายอื่นๆอีกมากมาย พวกที่อยู่ฝ่ายคุณธรรมนั้นมี
มากกว่าเหล่านิกายวิถีมารถึง 2 เท่า