Martial World ศิลาลึกลับกับวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ - ตอนที่ 464 ตำหนักจักรพรรดิเทพปีศาจ
หลินหมิงยืนอยู่ที่มุมคอยสังเกตเหล่านักสู้ที่เข้ามา ดินแดนปีศาจแห่ง
ทะเลทางใต้ เผ่ามังกรวารีทมิฬและมหาวิหารเซนทั้งหมดต่างก็มี
ปรมาจารย์ขั้นหลอมรวมแก่นแท้ช่วงกลางคอยคุ้มกันรุ่นเยาว์ สำหรับผู้
ทรงพลังระดับขั้นทำลายชีวิต พวกเขาได้มุ่งหน้าไปยังตำหนักจักรพรรดิ
เทพปีศาจนานแล้ว กฏของโลกนี้ไม่สามารถที่จะจำกัดพลังของผู้ทรงพลัง
ระดับนั้นได้
คนส่วนใหญ่ที่ยังอยู่ที่นี่คือผู้ที่อยู่ปลายขอบขั้นปราณปลายฟ้า และ
บางคนก็เป็นปรมาจารย์ขั้นหลอมรวมแก่นแท้ และมีเพียงไม่กี่คนที่อยู่ขั้น
ปราณต้นฟ้า
“ศิษย์พี่หลิน นั่นใช่ท่านหรือไม่?”
ในตอนนี้เอง จู่ๆหลินหมิงก็ได้ยินบางคนเรียกชื่อเขา เขาหันกลับไป
มองก็ประหลาดใจว่าผู้ที่เรียกเขานั้นก็คือจางเจิ้น เขาคือศิษย์หลักของ
เกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ที่ต้อนรับเขาตอนเข้ามายังนิกายครั้งแรก
เดิมที จางเจิ้นเป็นผู้ที่นำหลินหมิงไปยังงานประลองในการฉลองวัน
เกิดของปรมาจารย์ศักดิ์สิทธิ์เทียนกวางด้วย เขายังได้บอกเล่าหลินหมิง
หลายอย่างเกี่ยวกับเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์และภูมิภาคเขตแดนห้าธาตุ ทั้ง
สองเป็นสหายที่ดีต่อกัน
“ศิษย์พี่ฉาง ท่านก็มาด้วยหรือ?” หลินหมิงตกตะลึง ด้วยความ
แข็งแกร่งของจางเจิ้น เข้ามาในดินแดนที่อันตรายแห่งนี้ได้ ย่อมมี
โชคชะตาที่ไม่เลว
จางเจิ้นได้ยินคำถามของหลินหมิงและยิ้มเศร้าพร้อมกล่วาว่า “ข้า
นั้นเพียงแค่บังเอิญอยู่ใกล้สมรภูมิรบบรรพกาลและอยากที่จะมาดูว่ามัน
เป็นอย่างไรกันแน่ ข้าไม่คิดว่ามันจะมีอันตรายมากนักในที่แห่งนี้…”
ขณะที่จางเจิ้นกล่าว สีหน้าของเขาก็กลายเป็นไม่สบายใจ
ในตอนนี้เอง บางอย่างใต้พื้นที่จางเจิ้นเหยียบอยู่ได้พุ่งขึ้นมา
ม่านตาของหลินหมิงหรี่ลง “ระวังตัวด้วย!”
สวบบ!
งูสีแดงที่หนาเท่าแขนพุ่งขึ้นมาจากซากใต้พื้นดิน! หลินหมิงตอบ
สนองได้อย่างรวดเร็ว ในมือปรากฏหอกแห่งดาวหางม่วงขึ้น เขาพุ่งมันไป
ยังงูสีแดงด้วยความรวดเร็วปานสายฟ้า!
ฉึก!
หอกเสียบทะลุงูสีแดง จนมันดับดิ้นลงบนพื้น
โลหิตสีดำของมันไหลนองบนพื้น พืชสีเขียวโดยรอบที่โดนมันเข้าไป
ย่อยสลายไปอย่างรวดเร็ว!
จางเจิ้นหลั่งเหงื่อเย็นทันที งูสีแดงตัวนี้โจมตีรวดเร็วราวกับสายฟ้า
ฟาดและพิษของมันยังน่าหวาดกลัวเป็นอย่างยิ่งอีกด้วย หากมิใช่เพราะ
หลินหมิงได้ช่วยเขาไว้เมื่อครู่ มิต้องสงสัยเลยว่าเขาจะต้องตกตายไปแล้ว
อย่างแน่นอน
ในขณะเดียวกัน ในดงป่าแห่งนี้ งูสีแดงก็ได้พุ่งขึ้นมาจากผืนดิน โจมตี
เหล่านักสู้คนอื่นๆอย่างรวดเร็ว นักสู้ผู้อ่อนแอพยายามที่จะหลบ แต่ก็ถูก
มันฉกเข้าที่คอแล้ว
“อ๊ากก!”
เสียงกรีดร้องที่น่าหวาดหวั่นเกิดขึ้น นักสู้ที่ถูกมันกัดเข้าสีหน้า
กลายเป็นสีม่วงเข้ม
“ศิษย์น้อง!” นักสู้ที่อยู่ใกล้กับผู้ที่โดนกัดตะโกนออกมา สีหน้าของ
มันแดงก่ำด้วยความโกรธ เขาฟันกระบี่เข้าใส่หลังของงูตัวนั้น มันได้เกิด
เสียงโลหะกระทบกันขึ้น เขาไม่อาจที่จะตัดมันได้ ในช่วงเวลานั้น ผู้ที่ถูก
กัดก็ได้ตกตายลงไปเสียแล้ว
ในชั่วพริบตาศิษย์น้องของเขาที่ได้ฝึกฝนร่วมกันมานับ 10 ปีก็ได้ตาย
จากไป ชายหนุ่มรู้สึกเสียใจอย่างมาก
“ทุกคนระวังตัว! งูเหล่านี้ยากที่จะรับมือ!”
เหล่านักสู้ที่นั่งอยู่รีบลุกขึ้นมาในทันที
แต่เป็นเพราะปราณแท้ของพวกเขาได้ถูกยับยั้งเอาไว้มากถึง 30%
พลังโจมตีของเหล่านักสู้ขั้นปราณปลายฟ้าทั่วไปจึงมิอาจตัดผ่านการ
ป้องกันของงูเหล่านี้ไปได้
ฉวิ้ง ฉวิ้ง ฉวิ้ง!
เหล่าปรมาจารย์ขั้นหลอมรวมแก่นแท้ได้ร่วมมือกัน หั่นงูทุกตัวที่พวก
เขาพบ งูเหล่านี้ทนทานเป็นอย่างยิ่ง แม้มันจะถูกผ่าครึ่งแล้วก็ยังมิได้ตก
ตายไปในทันที ปากของมันยังอ้าพร้อมที่จะงับนักสู้ที่เข้าใกล้
“อสูรปีศาจ จงตายซะ!”
นักบวชเครายาวจากมหาวิหารเซนกระชับไม้เท้า และโขลกลงบนพื้น
เกิดเป็นแสงสีทอง เสียงบทสวดพุทธดังเบาบางกระจายอยู่ในอากาศ รูป
ปั้นพระพุทธรูปสีทองขนาดใหญ่ปรากฏขึ้นบนท้องฟ้าและล่นลงมา งู
หลายตัวถูกบดขยี้
หลังจากที่นักบวชเครายาวนี้ได้โจมตี แรงกดดันที่ทุกคนได้รับก็ลดลง
แต่ในตอนนั้นเอง ทุกคนได้ยินเสียงดังมาจากที่ห่างไกล ราวกับพายุฝน
กำลังมุ่งมาทางพวกเขา มันราวกับงูนับพันนับหมื่นเลื้อยมายังที่ซึ่งพวก
เขาอยู่
“วิ่ง!”
แม้แต่ปรมาจารย์ขั้นหลอมรวมแก่นแท้ช่วงกลางก็ยังมิมั่นใจเลยว่า
ตนจะสามารถจัดการกลุ่มของงูจำนวนมหาศาลขนาดนั้นได้ ทุกคนต่าง
เปิดใช้ทักษะเคลื่อนไหวและวิ่งเข้าไปในป่าอย่างรวดเร็ว
“หลินหมิง เร็วเข้ารีบไปกันเถอะ!” มู่เชียนหยี่กล่าวออกมาด้วย
ความเร่งรีบ
“อืม!”
หลินหมิงมิได้กล่าวอย่างอื่น เขารีบคว้าจางเจิ้นและพุ่งตรงเข้าไปใน
ป่าลึก
ปรมาจารย์ขั้นหลอมรวมแก่นแท้เป็นผู้นำทางไป แสงจากสมบัติสาด
ประกายขึ้นทุกที่ เถาวัลย์และหญ้าที่ถูกตัดขาด
ลอยกระเด็นในอากาศ
จิตสัมผัสล้วนถูกยับยั้งในที่แห่งนี้ ไม่มีผู้ใดสามารถตรวจจับได้เกิน
ไม่กี่ก้าวรอบตัว ช่างเป็นระยะที่ไร้ประโยชน์ เมื่อพบว่าเจอเข้ากับอันตราย
มันก็คงอยู่ต่อหน้าพวกเขาแล้ว
ขณะที่พวกเขาพุ่งไปด้วยความเร็วสูง เถาวัลย์สีแดงเคลื่อนไหวอย่าง
เงียบเชียบบนพื้น มันพุ่งไปอย่างรวดเร็วปานสายฟ้าตรงไปยังนักสู้ขั้น
ปราณปลายฟ้า!
ปุ!
โล่ปราณแท้ของนักสู้ขั้นปราณปลายฟ้าถูกทะลวงผ่านราวกับเป็น
เพียงกระดาษ เถาวัลย์สีแดงพันรอบร่างของนักสู้ผู้นั้นรากนับไม่ถ้วนของ
มันทิ่มแทงลงไปในเนื้อหนังของเขา ดูดกลืนโลหิตทั่วทั้งร่างของเขา
ในทันที
“อ๊ากกก!”
นักสู้ผู้นั้นกรีดร้องออกมาจนจิตวิญญาณของผู้ที่ได้รับฟังสั่นสะท้าน
ร่างกายของเขาเหือดแห้งลงอย่างรวดเร็ว และเถาวัลย์สีแดงที่ดูดโลหิตไป
ก็พองโตราวกับบอลลูน
“ระวัง! มันคือพืชดูดเลือด!”
เถาวัลย์สีแดงเหนียวแน่นเป็นอย่างยิ่ง เหล่านักสู้ขั้นปราณปลายฟ้าที่
ถูกยับยั้งปราณแท้ไว้มากขึ้น 30% นั่นไม่มีพลังพอที่จะต่อต้านมันได้ นักสู้
อ่อนแอที่ถูกมันจับต้องตกตายลงที่นี่
“ศิษย์น้อง!”
ปรมาจารย์ขั้นหลอมรวมแก่นแท้จากเผ่ามังกรวารีทมิฬที่มองเห็น
ศิษย์น้องของตนถูกเถาวัลย์สีแดงสังหาร ดวงตาของเขาก็กลายเป็นแดงก่ำ
กระบี่ของเขาฟาดฟันไปยังเถาวัลย์สีแดง โลหิตได้ออกมาจากเถาวัลย์สี
แดง อย่างไรก็ตาม เถาวัลย์สีแดงฉีกขาดเพียงเล็กน้อยเท่านั้น เถาวัลย์สี
แดงยังคงรัดร่างของศิษย์น้องเขาเอาไว้
“บ้าเอ้ยยยย!”
ปรมาจารย์ขั้นหลอมรวมแก่นแท้จากเผ่ามังกรวารีทมิฬพุ่งไปยัง
เถาวัลย์สีแดงและพยายามตัดมันออกจากศิษย์น้องของเขาอีกครั้ง
อย่างไรก็ตาม เมื่อเขาดึงเถาวัลย์สีแดงออกมาได้สำเร็จ ก็ได้พบว่ามันได้ฝัง
รากลึกเข้าไปในร่างของศิษย์น้องของเขาเรียบร้อยแล้ว เมื่อดึงเถาวัลย์สี
แดงเนื้อหนังและอวัยวะภายในของศิษย์น้องเขาจึงได้ถูกดึงออกมาด้วย
ศิษย์น้องของเขาร้องโหยหวนออกมา สีหน้าขาวซีดและชีวิตอยู่บนปาก
เหว
“เถาวัลย์เหล่านี้มันเกรงกลัวเพลิง” ศิษย์ของเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์
ตะโกนออกมา เพราะเมื่อครู่เขาได้ใช้วิชาที่อยู่ภายใน ‘เคล็ดบ่มเพาะ
บัญญัติศักดิ์สิทธิ์ต้องห้ามวิหคเพลิง’ เพื่อโจมตีเถาวัลย์ และสามารถเผา
มันได้
ทำตามนั้น มู่ชือหั่วตะโกน เขายื่นมือออกมาและแบออกเกิดเป็น
คลื่นเปลวเพลิงที่ตกลงมาจากสวรรค์ เมื่อเถาวัลย์เจอเข้ากับเปลวเพลิง
เหล่านี้มันก็ได้กรีดร้องออกมา ไม่นานมันก็ได้ล่าถอยเข้าไปในป่า
ฉากนี้ทำให้หลินหมิงตกตะลึง ชายชราขั้นหลอมรวมแก่นแท้ช่วง
กลางผู้นี้ทั้งที่ถูกยับยั้งปราณแท้ไว้ถึง 30% แล้ว
ทุกคนต่างถอนหายใจด้วยความโล่งอก และหอบหายใจ
“พวกเราจะต้องรีบไป มันไม่ควรที่จะอยู่ที่นี่นานเกินไป” มู่ชือหั่วก
ล่าวออกมา
ไม่มีผู้ใดลังเล พวกเขารีบใช้ทักษะเคลื่อนไหวเข้าป่าลึกต่อไป
“ช่างโชคร้ายอย่างยิ่ง ข้าคิดว่าน่าจะมีโชคลาภในนี้ แต่กลับมิได้พบ
เจอสิ่งเหล่านั้นเลย มันมิได้มีโชคลาภภายในนี้เลย มีเพียงความตายอยู่ทั่ว
ทุกที่!”
“ไม่ต้องบ่น พวกเราถอยกลับไม่ได้อีกแล้ว มีเพียงมุ่งหน้าต่อไป
เท่านั้น”
เพียงเวลาไม่นาน ในป่าด้านหลังก็ได้มีนักสู้เกือบ 10% ของกลุ่มตก
ตายไป แต่มิได้มีปรมาจารย์ขั้นหลอมรวมแก่นแท้ผู้ใดตกตายไป ส่วนที่ตก
ตายไปคือนักสู้ขั้นปราณปลายฟ้าช่วงต้นและช่วงกลาง โดยเฉพาะนักสู้ขั้น
ปราณต้นฟ้าที่ตกตายไปมากที่สุด
หลังจากสูญเสียจากการถูกโจมตีในป่าถึง 2 ครั้ง นักสู้ทุกคนต่างก็
เพิ่มความระวังมากยิ่งขึ้น แม้จิตสัมผัสของพวกเขาจะมิได้กว้างไกลนัก แต่
อย่างน้อยก็สามารถรับรู้ถึงอันตรายจากพื้นดินได้
…………………
ในตอนนี้ ห่างออกไปหลายร้อยลี้บนทะเลทราย แสงสีรุ้งมากกว่า 20
สายปรากฏอยู่บนท้องฟ้า มันคือแสงที่เกิดจากผู้ทรงพลังระดับสูงบินผ่าน
ไป
ในโลกที่พังทลายนี้มีกฏในการยับยั้งความสามารถในการบิน อย่างไร
ก็ตาม กฏเหล่านี้มิอาจที่จะยับยั้งผู้ทรงพลังขั้นทำลายชีวิตได้อย่าง
สมบูรณ์ หากมิใช่เพราะความเร็วส่วนนึงของพวกเขาถูกยับยั้ง ป่านนี้ด้วย
ระยะทางไม่กี่ร้อยลี้พวกเขาก็คงใช้ระยะเวลาบินเพียงครึ่งชั่วธูปเท่านั้น
ในตอนนี้ มี 3 ลำแสงที่เริ่มช้าลงเมื่อพวกเขาบินต่อไป ต่ำลงและ
ต่ำลงเรื่อยๆ 2 ชายและ 1 หญิง ในที่สุดก็ร่อนลงบนพื้น ระดับการบ่ม
เพาะของพวกเขาอยู่ที่ขั้นหลอมรวมแก่นแท้ช่วงปลาย ยิ่งเข้าไปลึกในโลก
ที่พังทลายนี้ กฏการยับยั้งของโลกนี้ก็ยิ่งทรงพลังขึ้น และในตอนนี้
ปรมาจารย์ขั้นหลอมรวมแก่นแท้ช่วงปลายก็ไม่อาจที่จะบินได้อีกต่อไป
ผู้อาวุโสหญิงท่ามกลางทั้ง 3 คน มองไปยังลำแสงด้านบนกว่า 20
สายกลายเป็นพร่าเลือนบินออกไปไกล นางก็ได้ถอนหายใจและกล่าว
ออกมาว่า “มันดูเหมือนว่าพวกเรานั้นมิได้มีโชคพอที่จะเข้าไปยังตำหนัก
จักรพรรดิเทพปีศาจ”
“ฮ่าฮ่า ถึงอย่างไรชายชราผู้นี้ก็มาเพียงสนุกเท่านั้นเอง ถึงข้าจะไปยัง
ตำหนักจักรพรรดิเทพปีศาจได้ ด้วยเหล่าผู้ทรงพลังขั้นทำลายชีวิตที่อยู่
รายรอบ มันก็ไม่มีทางที่ข้าจะได้รับรากมังกรนิพพานอยู่ดี อย่างมากก็คงมี
โอกาสเพียงเล็กน้อย แต่ข้ามิคิดเลยว่าพวกเราแม้กระทั่งเข้าไปยังไม่ได้
ด้วยซ้ำ แต่มันก็รู้สึกโล่งใจเล็กน้อย”
“อืม ถึงแม้ก็ค่อนข้างจะน่าเสียดายอยู่ก็ตามที่พวกเรามิอาจเข้าไปยัง
ตำหนักจักรพรรดิเทพปีศาจได้ มันมิได้หมายความว่าการเข้าไปในนั้นจะ
เป็นเรื่องดี ไม่มีผู้ใดจินตนาการได้ว่ามีอันตรายใดบ้างอยู่ภายในนั้น หาก
พวกเราอยู่ด้านนอก มันก็มิได้หมายความว่าพวกเราจะมิพบกับโชคอันใด
เลย…”
………….
ขณะที่กฏแห่งการยับยั้งครอบคลุมทั่วโลก มู่อี้หวงก็เกือบจะถึงขีด
กำกัดของนาง ในบรรดาปรมาจารย์ขั้นหลอมรวมแก่นแท้ที่อยู่ด้วยกัน มู่
เฟิงเซียนนั้นสามารถที่จะทนได้มากที่สุด
“ข้าพบแล้ว นั่นน่าจะใช่”
มู่เฟิงเซียนส่งกระแสเสียงปราณแท้ไปยังมู่อี้หวง
มู่อี้หวงมองออกไปไกลทางด้านหน้า ในท้องฟ้าที่ห่างไกล มันมีภาพ
พร่าเลือนสีฟ้า มันเป็นตำหนักอันงดงามและมหึมา
‘ตำหนักจักรพรรดิเทพปีศาจ?’
มู่อี้หวงตกตะตึง
ทั่วทั่วตำหนักจักรพรรดิเทพปีศาจราวกับภาพมายา มันมิได้ดูเหมือน
มีอยู่จริง
เหล่าผู้ทรงพลังขั้นทำลายชีวิตที่บินเข้าไปใกล้ก็พบว่ามันคือตำหนัก
จักรพรรดิเทพปีศาจขนาดมหึมา และพวกเขาก็เร่งความเร็วในการบินขึ้น
ไปอีก
ตำหนักจักรพรรดิเทพปีศาจขนาดมหึมานี้กว้างออกไปหลายลี้ มันสูง
ตระหง่านอยู่เหนือทะเลทรายล้อมรอบไปด้วยเสาหนามาก เสาแต่ละต้น
สลักไว้ด้วยรูปต่างๆจำนวนมาก
ในศูนย์กลางของตำหนักจักรพรรดิเทพปีศาจมีรูปปั้นของเทพปีศาจ
ขนาดใหญ่ถือขวานยักษ์อยู่ในมือ มันสูงหลายพันก้าว ตั้งตระหง่านอยู่ที่
นั่น มีบรรยากาศจากยุคบรรพกาลแพร่ออกมาจากมันทั่วทุกทิศทาง สั่น
สะท้านจิตใจผู้พบเห็น
มันจะต้องรู้ด้วยว่ารูปปั้นของเทพปีศาจตั้งอยู่ที่นี่มาหลายพันปีแล้ว
ขณะที่เหล่าผู้ทรงพลังขั้นทำลายชีวิตบินมาถึงรูปปั้น หากเทียบขนาด
ร่างกาย พวกเขาก็ราวกับยุงที่กำลังบินอยู่รอบๆมนุษย์ เป็นตัวตนที่ไม่
สำคัญ
“ปราณแท้ได้ถูกยับยั้งไปมากถึง 20%” ซ่วนหวู๋จี๋ตกตะลึงอย่างลับๆ
กฏของโลกนี้ช่างแปลกประหลาดยิ่งนัก แม้แต่ปรมาจารย์ขั้นหลอมรวม
แก่นแท้ก็ยังมิอาจที่จะบินได้ ในตอนนี้ เมื่อเผชิญหน้ากับรูปปั้นขนาดยักษ์
นี้ ซ่วนหวู๋จี๋ก็ช่วยไม่ได้ที่จะอยากร่อนลงกับพื้นกราบนมัสการด้วยความ
เครารพอย่างสมบูรณ์
ความรู้สึกนี้ ทำให้ซ่วนหวู๋จี๋สะพรึงอย่างสิ้นเชิง!
เขามิรู้ว่าผู้ใดกันที่สลักรูปปั้นที่น่าสะพรึงกลัวนี้ออกมาแต่มันดู
เหมือนจะสามารถอยู่เหนือกฏทุกอย่างในโลกใบนี้ ถึงกระนั้น…เพียงรูป
ปั้นนี้ก็ทำให้เขารู้สึกเช่นนี้แล้ว แล้วหากเข้าไปในตำหนักจักรพรรดิเทพ
ปีศาจและพบกับบางอย่างอีก เขายังจะสามารถทนไหวหรือไม่?
ซ่วนหวู๋จี๋สูดหายใจลึก ยิ่งเข้ามาในโลกที่พังทลายนี้ลึกมาเพียงใด เขา
ก็ยิ่งค้นพบว่าเมื่อเปรียบเทียบตนกับจักรพรรดิปีศาจเมื่อหมื่นปีก่อน เขา
นั้นก็ล้วนมิได้เป็นอันใดเลยนอกจากเด็กทารกคนนึง!
“ระดับการบ่มเพาะของจักรพรรดิปีศาจนั้นลึกล้ำจนยากแท้หยั่งถึง
ข้าเกรงว่าแม้แต่ผู้ทรงพลังระดับเทพสมุทรของทวีปนภารินไหลก็ล้วนไม่มี
อันใดเมื่ออยู่ต่อหน้าเขา!”