Martial World ศิลาลึกลับกับวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ - ตอนที่ 465 ดินแดนโลหิตรกร้าง
ขณะที่ซ่วนหวู๋จี๋กำลังครุ่นคิด เขาก็เห็นลำแสงพุ่งผ่านเขาไป ผู้นำเผ่า
มังกรวารีทมิฬกลายเป็นพายุสีดำพุ่งเข้าไปยังตำหนักจักรพรรดิเทพปีศาจ!
ผู้นำเผ่ามังกรวารีทมิฬนั้นอยู่ในขั้นทำลายชีวิตระดับ 2 ทุกอย่างที่
เป็นรูปแบบคล้ายกลหรือการป้องกันใดๆที่หลงเหลือในตำหนักจักรพรรดิ
เทพปีศาจน่าจะเสื่อมลงแล้วเมื่อผ่านมานานถึงหมื่นปี ถึงกระนั้น เขาก็ได้
โคจรปราณแท้ไว้ถึงขีดสุดอย่างไม่ประมาท ด้านหลังของเขาปรากฏ
รูปลักษณ์ของมังกรวารีทมิฬขึ้น
ขณะที่ซวนหวู๋จี๋มองเห็นเขาก็มิได้เคลื่อนไหว เขาเพียงแค่เค้นเสียงใน
ใจ ‘เจ้าโง่!’
วูปปป!
ขณะที่ผู้นำเผ่ามังกรวารีทมิฬกำลังที่จะไปถึงทางเข้าตำหนัก
จักรพรรดิเทพปีศาจ ประกายแสงสีแดงก็สว่างขึ้น ตรงทางเข้ารัศมีแสง
ประกายปรากฏขึ้นจากอากาศ พุ่งออกมาปะทะเข้ากับร่างผู้นำเผ่ามังกร
วารีทมิฬ
ผู้นำเผ่ามังกรวารีทมิฬถูกอัดกระเด็นออกมาราวกับลูกบอลยางและ
สำลักโลหิตออกมา!
เมื่อเหล่าผู้ทรงพลังขั้นทำลายชีวิตเห็นฉากที่เกิดขึ้น สีหน้าของพวก
เขาก็เปลี่ยนไป ตำหนักนี้ได้ถูกทิ้งล้างมาหมื่นปี กลับยังมีรูปแบบค่ายกลที่
ยังมิได้เสื่อมไปมากอยู่อีกหรือ? ไม่เพียงแค่นั้น แต่รูปแบบค่ายกลนี้ยัง
แข็งแกร่งมากอีกด้วย! แม้แต่ผู้ทรงพลังขั้นทำลายชีวิตระดับ 2 เช่นผู้นำ
เผ่ามังกรวารีทมิฬก็ยังต้องสำลักโลหิตเมื่อปะทะกับมัน!
ถึงแม้ปราณแท้ของผู้นำเผ่ามังกรวารีทมิฬจะถูกยับยั้งมากถึง 20%
จากกฏของโลกใบนี้ มันจะต้องรู้ด้วยว่ามมันเป็นเพียงแค่รูปแบบค่ายกล
ป้องกันที่ทางเข้าเท่านั้นเอง!
หากรูปแบบค่ายกลป้องกันเพียงอันเดียวยังสามารถทำให้ผู้นำเผ่า
มังกรวารีทมิฬถึงกับสำลักโลหิต แล้วหากเป็นรูปแบบค่ายกลภายในที่
แข็งแกร่งกว่านี้จะมิใช่ว่าสามารถสังหารเขาได้ในพริบตาเลยหรือ?
เหล่าผู้ทรงพลังขั้นทำลายชีวิตทั้งหมดล้วนตกตะลึง ตำหนัก
จักรพรรดิเทพปีศาจนี้นั้นน่าหวาดกลัวเป็นอย่างยิ่ง พวกเขาลองลึกว่าห
สกมันมิได้วางไว้นานถึงหมื่นปีแล้วละก็ พวกเขาก็คงจะพบกับชะตากรรม
ที่น่าอนาถอย่างแน่นอน
ผู้นำเผ่ามังกรวารีทมิฬเช็ดดลหิตที่มุมปาก ขระที่เขามองไปยังแสง
ของรูปแบบค่ายกลที่ยังคงอยู่ สีหน้าของเขาก็กลายเป็นมืดมน ในโลกนี้มี
สิง่ที่เรียกว่ารูปแบบค่ายกลผีเช่นนั้นหรือ? มันจึงสามารถคงอยู่ได้นับหมื่น
ได้เช่นนี้? และไม่เพียงแค่นั้น แต่ยังทรงพลังมากอีกด้วย มันเป็นสิ่งที่ถูก
สร้างจากบางคนแน่หรือ?
………………..
ในป่ามีจิตสังหารอยู่ทั่วทุกที่ ขณะที่กลุ่มนักสู้ยังคงวิง่หนีต่อไป ก็ยังมี
นักสู้ตกตายไปอย่างต่อเนื่อง 2ชั่วโมงต่อมา ในที่สุดพวกเขาก็สามารถที่จะ
ออกมาจากป่าได้ นักสู้กว่า 30% ได้จากไป
“ที่นี่คือ…”
ด้านหน้าของพวกเขาคือพืชสีแดงเข้มกว้างสุดลูกหูลูกตา พื้นดิน
เป็นหลุ่มเป็นบ่อ มีกองกระดูกหนาฝั่งอยู่ในดินโผล่ขึ้นมา และโดยรอบมี
แผ่นหินสีเทาเข้มที่ฝังอยู่ในดินที่มีทั้งขนาดเล็กและใหญ่ พวกมันทั้งหมดมี
อักขระสลักอยู่อักระเหล่านี้ต่างจากระบบรูปแบบที่มีในทวีปนภารินไหล
เหล่านักสู้ไม่อาจที่จะเข้าใจความหมายของมัน
พืชสีแดงเข้มให้ความรู้สึกกดดันเป็นอย่างยิ่ง แม้แต่ท้องฟ้าก้ยังเป็นสี
แดงเข้ม และมันเรืองแสงจางๆด้วยสีแดงโลหิต
จากป่าไร้มลทินถึงดินแดนโลหิตรกร้าง ความแตกต่างที่มากมาย
เหล่านี้ทำให้ผู้คนตกกตะลึง
ด้วยประสบการณ์ที่ได้จากในป่ายังอยู่ในจิตใจ ทุกคนที่นี่จึงเพิ่มความ
ระมัดระวังเป็น 120% เมื่อเผชิญหน้ากับพืชประหลาดสีแดงเข้มเหล่านี้
ถึงจุดนี้ ไปต่อย่อมพบกับอันตราย แต่ในป่าเองก็มีอันตรายเช่นกัน
หากพวกเขาเลือกว่าจะไปต่อ พวกเขาอาจจะได้พบกับโชคในนี้บ้าง
“ไปกันเถอะ” คนแรกที่ก้าวไปเหยียบพืชสีแดงคือชายชราจมูก
เหยี่ยวซึ่งเป็นผู้อาวุโสจากดินแดนปีศาจแห่งทะเลทางใต้ เหลียนเฉิงจี๋ เขา
มีระดับการบ่มเพาะขั้นหลอมรวมแก่นแท้ช่วงกลาง สำหรับเหล่า
ปรมาจารย์ขั้นหลอมรวมแก่นแท้ช่วงต้น 2 ใน 3 ของพวกเขาเองอยู่ใน
จุดสูงสุดขั้นหลอมรวมแก่นแท้ช่วงต้นเช่นกัน ด้วยความแข็งแกร่งของพวก
เขา ดินแดนปีศาจแห่งทะเลทางใต้จึงมีขุมกำลังที่แข็งแกร่งกว่านิกายใดๆ
ซึ่งอยู่ที่นี่ เช่นนั้นพวกเขาจึงมีความมั่นใจที่สุดด้วย
เมื่อเหลียนเฉิงจี๋ก้าวลงเหยียบยังพืชสีแดงเหล่านี้ สีหน้าของเขาก็
เปลี่ยนไปในทันที ดินแดนโลหิตรกร้างมีความสามารถในการยับยั้งปราณ
แท้ได้อย่างประหลาดยิ่ง เขาสามามารถใช้ปราณแท้ได้เพียง 25% เท่านั้น
ในตอนนี้
“ที่แห่งนี่ได้ยับยั้ยปรษณแท้ไปอีก 5%!” เหลียนเฉิงจี๋กล่าวด้วยความ
กลุ้มใจ
“กฏของโลกแปลกประหลาดอย่างน่าเหลือเชื่อ หากเป็นเช่นนี้ต่อไป
สถานการณ์ก็จะยิ่งอันตราย” เหล่าผู้อาวุโสคนอื่นต่างก็มีสีหน้ากังวล
พวกเขาตัดสินใจว่าหากปราณแท้ของพวกเขาถูกยับยั้งต่ำกว่า 20% พวก
เขาก็จะไม่ไปต่อ มิเช่นนั้น มันก็มีความเป็นไปได้ที่พวกเขาจะถูกสังหาร
โดยสัตว์อสูรดุร้ายที่แปลกประหลาดและทรงพลังที่อาจพบเจอข้างหน้า
หลังจากที่มมีผู้นำนักสู้นิกายอื่นก็ก้าวตามกันไปในดินแดนโลหิตรก
ร้างนี้ หลายคนได้เปิดใช้งานแสงตรวจจับรอยแตกของมิติ ไม่มีสิ่งมีชีวิต
ที่นี่ ไมม่มีผู้ใดรู้ว่าเป็นเพราะรอยแตกของมิติที่นี่หรือไม่ เช่นนั้นด้วยความ
ไม่ประมาท จึงเปิดใช้งานการตรวจจับย่อมดีกว่า
ทุกคนก้าวไปอย่างระวัง ตื่นตัวระมัดระวังอยู่เสมอ ไม่ว่าพวกเขาจะ
มองอย่างไร ดินแดนโลหิตรกร้างแห่งนี้ก็ดูประหลาดและอันตรายกว่าป่า
เสียอีก
อย่างไรก็ตาม พวกเขามิคาดคิดเลยว่า หลังจากที่เดินมากว่าครึ่ง
ชั่วโมง กลับมิได้พบเจอกับอันตรายใดๆเลย
หลายคนช่วยไม่ได้ที่จะโล่งใจ ในตอนนี้เอง ชายชราจมูกเหยี่ยวได้หัน
ผ่ามือและฟาดลงพื้น
มีเสียงระเบิดเกิดขึ้น ผืนดินมีรอยแตกเปิดออก นักสู้ที่อยู่ด้านหลัง
ต่างตกตะลึง พวกเขาไม่คิดว่าว่าจะมีศัตรูลอบโจมตี แต่ก็มิคิดว่าหลังจาก
ที่แผ่นดินเปิดแยกออก กระบี่หนาจะลอยออกมา
กระบี่ที่ยาว 5 ก้าวนี้เป็นสีดำสนิทราวกับสร้างมาจากหมึก และออร่า
ที่เปล่งออกมาเทียบได้กับสมบัติระดับปฐพีขั้นสูง!
“อะไรกัน!?” เหล่านักสู้ต่างดวงตาสาดประกาย ผู้อาวุโสตรงหน้า
ของพวกเขาเอามันขึ้นมาจากใต้ดิน แต่มันเป็นสมบัติระดับปฐพีขั้นสูงแน่
หรือ!? ไม่… ไม่ใช่… มันไม่ใช่สมบัติระดับปฐพีขั้นสูง จากพลังจากที่ผัน
ผวน มันน่าจะเป็นสมบัติระดับปฐพีขั้นกลาง แต่ มันยังดียิ่งกว่าสมบัติ
ระดับปฐพีขั้นกลางปกติหลายเท่า นี่น่าจะเป็นสมบัติระดับปฐพีขั้นกลาง
สูงสุดและหายากที่สุดในบรรดาสมบัติระดับปฐพีขั้นกลาง
หลินหมิงลูบคางของตน พึมพัมกับตนเอง ‘นี่คือสมบัติระดับปฐพีขั้น
กลางที่ถูกกลั่นสกัดโดยปรมาจารย์จากยุคบรรพกาล มันดีกว่าในยุค
ปัจจุบันหลายเท่านัก’
สมบัติระดับปฐพีขั้นกลางนั้นล่ำค่าอย่างยิ่ง ง้าวโลหิตล้างผลาญ
จำลองนั้นก็เป็นสมบัติระดับปฐพีขั้นกลางสูงสุดเช่นกัน
หลินหมิงนั้นมีมาตราฐานที่สูง โดยปกติ เขาจึงไม่สนใจสมบัติระดับนี้
มาก แต่เหล่านักสู้ที่อยู่โดยรอยดวงตาเบิกกว้างด้วยความโลภ เพราะพวก
เขาส่วนใหญ่ใช้สมบัติระดับปฐพีขั้นต่ำ เมื่อมีสมบัติระดับปฐพีขั้นกลาง
สูงสุดที่หายากมาปรากฏตรงน่า พวกเขาจึงย่อมเกิดความโลภ
หลงัจากที่ได้ผ่านอันตรายมามากมายและรอดมาได้ ในที่สุดก็ได้พบ
กับโชคเสียที!
นี่คือสิ่งที่เหล่านักสู้หลายคนได้คิด
ดินแดนโลหิตรกร้างดูเหมือนจะเต็มไปด้วยควาอันตราย แต่ความ
จริงแล้วมันมิได้มีอันตรายอันใดเลย มันมมีเพียงกระดูกและสมบัติถูกฝัง
อยู่ที่นี่ มันราวกับเป็นพื้นที่สนามรบ
หากพวกเขาตามหลังของดินแดนปีศาจแห่งทะเลทางใต้ พวกเขาก็
ย่อมมิได้รับสิ่งใด และหากต่อสู้แย่งชิงก็อาจจะไม่ชนะเช่นกัน
เมื่อคิดได้เช่นนี้เหล่านักสู้จึงพากันแยกเป็นกลุ่มเล็กๆ เปลี่ยนทิศทาง
แยกออกไปจากกลุ่มใหญ่ โดยมีนักสู้ที่อยู่ปลายขอบขั้นปราณปลายฟ้า
นำไป และบางกลุ่มมีแม้กระทั่งนักสู้ที่อยู่ปลายขอบขั้นปราณปลายฟ้า 2-
3 คน
ขณะที่กลุ่มหลักยังคงไปต่อ นักสู้ก็เริ่มแยกตัวออกไปมากขึ้น แม้แต่
นักสู้ของดินแดนปีศาจแห่งทะเลทางใต้ก็ยังแยกออกจากกลุ่มหลักของตน
เพื่อไปค้นหาสมบัติของตน หากพวกเขายังตามหลังเหลียนเฉิงจี๋ พวกเขา
ก็คงมมิได้รับสมมบัติอันใดเลย
“ไปทางนั้นกันเถอะ” หลินหมิงบอกแก่มู่เชียนหยี่ เมื่อผู้คนจากไป
เรื่อยๆ ก็เหลือเพียงกลุ่มหลักที่เล็กลง
“อืม”
มู่เชียนหยี่และหลินหมิงแยกออกไปด้วยกัน พวกเขามิรู้ว่าที่แห่งนี้นั้น
ปลอดภัยจริงหรือไม่!
เหล่านักสู้จากก็คิดเช่นเดียวกัน แต่พวกเขาก็ได้ถูกบดบังด้วยความ
โลภ หลังจากที่ได้เห็นเหลียนเฉิงจี๋ได้รับสมบัติระดับปฐพีขั้นกลางต่อหน้า
ต่อตาตนเอง ก็ไม่มีผู้ใดสามารถต้านทานการล่อลวงนี้ได้
บางทีในสนารบนี้อาจจะมิได้มีเพียงแค่สมบัติ แต่อาจจะมีอย่างอื่น
ด้วย ตัวอย่างเช่น พวกเขาอาจจะได้รับแหวนมิติของเหล่าผู้เชี่ยวชาญ
ระดับสูงที่ตกตายไป เมื่อเป็นเช่นนั้น มันย่อมเป็นสิ่งที่น่าพอใจอย่าง
แท้จริง
มู่ชิงชูมองดูหลินหมิงและมู่เชียนหยี่แยกออกไปไกล และเขาจึงได้กัด
ฟันแน่น เขาอยากแม้กระทั่งจ้างบางคนไปสังหารพวกเขา แต่หากเขาทำ
เช่นนั้น พลังสายเลือดของเขาก็จะสลายไปภายในครึ่งปี และสูญเสียการ
บ่มเพาะทั้งหมดไป
ในเมื่อไม่สามารถที่จะทำอันใดหลินหมิงได้ เขาก็ทำได้เพียงมอง
หลินหมิงเคียงคู่ไปกับมู่เชียนหยี่และสนิทสนมกันเป็นอย่างยิ่ง เขารู้สึก
เหมือนจะสำลักโลหิตเมื่อมองฉากนี้
ขณะที่มู่ชือหัวมองฉากนี้จากไกลๆ เขาก็ทำได้เพียงแค่ถอนหายใจ
ความจริงนั้นช่างโหดร้าย ผลลัพธ์นั้นเห็นได้ชัดเจน แต่หลายครั้ง ก็
ไม่มีผู้ใดอยากที่จะยอมรับความจริงตรงหน้าของพวกเขา โดยเฉพาะบาง
คนที่รู้สึกเหมือนถูกขโมยสิ่งของไปจากเขา ความข่มขื่นนี้ยากที่จะกลืนลง
ไปได้…
………..
หลินหมิงมั่งหน้าไปอย่างรอบครอบ แผ่ขยายจิตสัมผัสไปจนถึงขีดสุด
ในโลกที่แปลกประหลาดนี้ หลินหมิงสามารถที่จะรับรู้โดยรอบได้เพียง
200 ก้าวเท่านั้น หากเป็นใต้ดินยิ่งเหลือเพียง 100 ก้าว
และ 100 ก้าวใต้ดินนี้ก็เต็มไปด้วยกองกระดูกจำนวนมาก
“ที่นี่มีกระดูกมากมายยิ่งนัก!” หลินหมิงอ้าปากค้าง กระดูกเหล่านั้น
มีหลายขนาด บางอันที่ธรรมดาก็กลายเป็นน้ำมันหลังจากผ่านไปหมื่นปี
แต่ก็ยังมีบางอันที่ยังมิได้เปลี่ยนไปแม้แต่น้อย ยังคงรูปและสีหยกโปร่ง
แสง และกระดูกบางอันสาดแสงราวกับสีรุ่ง เห็นได้ชัดว่ามันเป็นผลมา
จากเคล็ดบ่มเพาะของพวกเขาเมื่อตอนมีชีวิต
“นั่นมันแหวนมิติ…”
หลินหมิงค้นพบว่าที่แขนของกระดูกกองนึงมีแหวนมิติอยู่ ด้วยการ
โบกมือของหลินหมิง แหวนมิติก็ลอยขึ้นมาจากใต้พื้นดิน อย่างไรก็ตาม
เมื่อเข้าส่งจิตสัมผัสเข้าไปตรวจสอบ เขาก็ส่ายศีรษะด้วยความผิดหวัง มิติ
ที่อยู่ภายในได้พลังทลายลงไปแล้ว
โดยปกติ โลกภายในแหวนมิติระดับปฐพีขั้นต่ำสามารถที่จะคงอยู่ได้
หลายพันปีก่อนที่จะพังทลายลง
มันมิใช่เพียงแค่แหวนมิติที่เป็นเช่นนี้ แต่สมบัติอื่นๆเองก็เสื่อมสลาย
ได้เช่นกัน หลินหมิงเดินไป 15 นาทีแล้วแต่ก็ยังไม่พบสิ่งใดอีก
“หืม? นั่นดูเหมือนจะเป็น…” มู่เชียนหยี่จิตใจสั่นสะท้าน ขณะที่นาง
มองออกไปยังหลายร้อยก้าว มันมีดอกไม้ที่ดูแปลกตาอยู่ที่นั่น
ในดินแดนโลหิตรกร้างอันกว้างใหญ่แห่งนี้ มีดอกไม้อยู่ที่นี่นั่นไม่สิ่งที่
ไม่คาดคิดอย่างยิ่ง
“ดอกภูติโลหิต? ข้าไม่คิดเลยว่าของเช่นนี้จะมาปรากฏขึ้นที่นี่…”
ดอกภูติโลหิตเป็นดอกไม้จิตวิญญาณที่มักจะเติบโตขึ้นบนดินแดนที่มี
ปราณมืดและโลหิต มันจะเกิดในเกิดช่วงเวลาสงครามนองเลือดที่ยิ่งใหญ่
ภายใต้สถานการณ์เหล่านี้เท่านั้นที่พวกเขาสามารถที่จะเลี้ยงดูตัวเองและ
ค่อยๆเติบโตขึ้นมา โดยปกติแล้ว มันจะใช้เวลาหลายพันปีในการเติบโต
และเป็นเหตุว่ามันจึงเป็นที่หาได้ยากในทวีปนภารินไหล
อย่างไรก็ตาม ซากของสนามรบบรรพกาลเต็มไปด้วยโลหิตและพลัง
ปีศาจ ไม่เพียงแค่นั้น ยังไม่มีผู้ใดอยู่ที่นี่มานับหมื่นปีอีกด้วย มันจึงไม่น่า
แปลกที่จะมีอยู่จำนวนมากในที่แห่งนี้
“ดอกภูติโลหิตจะสามารถช่วยเจ้าเพลิงน้อยในการวิวัฒนาการได้
อย่างมาก! นี่มันเป็นโชคที่ดีอย่างยิ่ง!” มู่เชียนหยี่ปิติยินดี ขณะทีนางกำลัง
ก้าวออกไปเพื่อเอามัน นางก็ได้หยุดลงและคิ้วขมวด นางสามารถที่จะ
สังเกตได้ถึงพลังงานของผู้ที่หลบซ่อนอยู่บริเวณนี้ ซึ่งเป็นกลิ่นอายจิต
สังหารที่คล้ายเสือกำลังหมอบซุ่มเหยื่อ
พลังงานนี้เป็นของมนุษย์ มันเหมือนกับของคนจาก ‘คณะกลุ่มนักสู้’
และยังมีปรมาจารย์ขั้นหลอมรวมแก่นแท้อยู่ด้วย
“พวกเขาต้องการที่จะใช้ดอกภูติโลหิตเป็นเหยื่อล่อและสังหารเพื่อ
ปล้นผู้อื่นเช่นนั้นหรือ?” มู่เชียนหยี่เค้นเสียงเย็นชา