Martial World ศิลาลึกลับกับวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ - ตอนที่ 477 เหล่ยจิงเทียนมาถึง
ซ่วนหวู๋จี๋กล่าว “รูปแบบค่ายกลนี้เรียกว่ารูปแบบค่ายกลสัมพัทธ์ ทั่ว
ทั้งรูปแบบค่ายกลมีระบบภายในของตนเอง มันจะเริ่มใช้พลังงาน
ตอบสนองเมื่อถูกโจมตี โดยปกติแล้ว มันใช้พลังงานเพียงเล็กน้อย
เท่านั้น”
มิมีผู้ใดกล่าวออกมา พวกเขาล้วนรอให้ซ่วนหวู๋จี๋กล่าวอธิบายต่อ
เห็นได้ชัดว่า เขารู้ว่ารูปแบบค่ายกลสัมพัทธ์เป็นเช่นไร หากเขาไม่มั่นใจว่า
จะสามารถทะลวงมันเข้าไปได้ เช่นนั้นเขาก็ไม่ต้องลงทุนอย่างมากในการ
เปิดสมรภูมิบรรพกาลนี้เข้าไปเป็นแน่
อย่างไรก็ตาม ซ่วนหวู๋จี๋กล่าวมาถึงจุดนี้แล้วหยุดลง เขาชำเลืองมอง
ไปยังคนที่อยู่ที่นี่อย่างช้าๆและกล่าว “ทุกท่าน กล่าวถึงสมบัติในตำหนัก
จักรพรรดิเทพปีศาจนี้ พวกเราจะแบ่งกันเช่นไรดีหรือ? ชายชราผู้นี้ได้เป็น
คนพบจดหมายของจักรพรรดิปีศาจในซากโบราณด้วยตนเอง และยังจ่าย
ไปอย่างมหาศาลในการเปิดสมรภูมิบรรพกาลนี้ขึ้นมาอีกด้วย ในเมื่อข้า
มาถึงที่นี่ในวันนี้ ข้าไม่ต้องการมอบผลไม้ของตนเองให้ผู้อื่น”
คำกล่าวสุดท้ายของซ่วนหวู๋จี๋ระเบิดออกมาในเชิงข่มขู่ ทันใดนั้น ออ
ร่าที่เป็นของผู้ทรงพลังขั้นทำลายชีวิตระดับ 3 ก็ปะทุออกมา
เหตุผลที่เขารอมาอย่างยาวนานและอนุญาตให้ผู้นำเผ่ามังกรวารี
ทมิฬพยายามทุกอย่างตามต้องการเพื่อทำลายรูปแบบค่ายกล ก็เพื่อที่จะ
บอกกล่าวแก่ทุกคนว่า ปราศจากซ่วนหวู๋จี๋ก็อย่าได้คิดว่าผู้ใดจะมีโอกาส
ได้รับสมบัติภายในตำหนักจักรพรรดิเทพปีศาจ!
“ท่านซ่วน หากมิใช่เพราะความช่วยเหลือจากพวกเรา ท่านคิดว่า
สามารถที่จะเปิดช่องมิติเข้ามาด้วยตัวคนเดียวได้เช่นนั้นหรือ? นักบวชคิ้ว
ขาวจากมหาวิหารเซนกล่าวอย่างช้าๆพร้อมทั้งยกมือคารวะ”
“ไป๋เหมย ข้าไม่สนใจเจรจาต่อรองกับเจ้า สิ่งที่ดินแดนปีศาจแห่ง
ทะเลทางใต้ของข้าต้องการคือสมบัติครึ่งหนึ่งที่อยู่ภายในตำหนัก
จักรพรรดิเทพปีศาจ ส่วนที่เหลือ พวกเจ้าสามารถที่จะแบ่งกันได้ตามใจ
ชอบ!” ซ่วนหวู๋จี๋กล่าวอย่างเยือกเย็น
“ครึ่งหนึ่ง!?”
ขณะที่ทุกคนได้ยินข้อเสนอที่เต็มไปด้วยความโลภของซ่วนหวู๋จี๋
เหล่าผู้อาวุโสจากนิกายต่างสีหน้าสลดลงในทันที จากหลายนิกาย ความ
จริงก็คือนิกายมหาวิหารเซนนั้นแข็งแกร่งยิ่งกว่าดินแดนปีศาจแห่งทะเล
ทางใต้ อีกอย่าง ยังมีหนานอวิ๋นหวังผู้ที่เป็นตัวแทนของเหล่านักสู้อิสระ
ด้วยฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ที่เป็นตัวแทนของสำนักเล็กต่างๆ พวกเขาจะตัดสินใจ
แบ่งสมบัติอย่างไรเมื่อซ่วนหวู๋จี๋เอาไปตั้งครึ่งหนึ่ง?
“หึ!” หนานอวิ๋นหวังเค้นเสียงเย็นชา “ให้ข้าดูหน่อยว่าจะสามารถ
ปลุกเจ้าจากความฝันได้หรือไม่!”
“หนานอวิ๋นหวัง อย่าคิดว่าข้าจะกลัวเจ้า!” ซ่วนหวู๋จี๋กลายเป็นขุ่น
เคือง จิตสังหารของเขาแผ่พุ่งออกมา
“แล้วอย่างไร? เจ้าต้องการที่จะยอมแพ้หรือ?” หนานอวิ๋นหวังก้าว
ออกมาข้างหน้าอย่างช้าๆ น้ำเสียงของเขามืดมน ออร่าของเขาที่เปล่ง
ออกมาแข็งแกร่งกว่าซ่วนหวู๋จี๋ ในด้านความแข็งแกร่ง หนานอวิ๋นหวัง ผู้ที่
มีพรสวรรค์อันสูงส่งเสียงเลื่องลือไปทั่วทั้งทะเลทางใต้
เหล่าผู้อาวุโสโดยรอบต่างถอยหลังไปหลายก้าวจากแรงกดดันโดยไม่
รู้ตัว หากสองสัตว์ประหลาดชรานี้ตัดสินใจที่จะต่อสู้กัน เช่นนั้นถึงแม้
ปราณแท้ของพวกเขาจะถูกยับยั้งถึง 20% พวกเขาก็ยังสามารถ
เคลื่อนย้ายภูเขาได้ ไม่มีผู้อาวุโสคนใดอยากที่จะเกี่ยวข้องและได้รับ
บาดเจ็บ มู่อวี้หวงและมู่เฟิงเซียนเองก็ก้าวถอยหลังไป ขณะที่พวกเขา
มองเห็นฉากนี้ก็ได้ฝืนยิ้ม พวกเขาได้คาดการณ์แล้วว่าการมายังตำหนัก
จักรพรรดิเทพปีศาจย่อมเต็มไปด้วยปัญหาที่จะเกิดขึ้น แต่พวกเขาก็ไม่คิด
เลยว่า แม้จะยังไม่ผ่านการป้องกันแรกของตำหนักจักรพรรดิเทพปีศาจ
หลายขุมกำลังก็ได้ตัดสินใจที่จะใช้กำลังแล้ว หากพวกเขาเห็นสมบัติ
ภายในตำหนักจักรพรรดิเทพปีศาจขึ้นมาจริงๆจะมิสู้กันจนโลกนี้ถล่มเลย
หรือ?
ต่อหน้าของผลประโยชน์ที่แท้จริงของตัวเอง ความร่วมมืออัน
เปราะบางนี้จึงพังทลายลงในทันที…
……….
ขณะที่ขุมกำลังต่างๆต่อสู้กันเพื่อสิ่งที่สนใจและโอกาสของตน เวลาก็
ได้ผ่านไปอย่างช้าๆ ในโลกที่ล่มสลายนี้ มันไม่มีสิ่งที่ใช้แยกเวลากลางวัน
และกลางคืน และก็ไม่รู้ว่ากี่วันได้ผ่านไปแล้ว
ความแข็งแกร่งของหลินหมิงก็ค่อยๆฟื้นฟูกลับคืนมาอย่างช้าๆ ถึงแม้
เขาจะได้ใช้โอสถระดับสูงหยางผันแปรและเกล็ดน้ำแข็งมรกตไป เขาก็
ยังคงอยู่ในสภาพที่อ่อนแอ
เมื่อพวกเขามองเห็นที่ปลอดภัยชั่วครู่ เนื่องจากเขานั้นไม่สามารถ
เดินได้ จึงมิรู้ว่าจางเจิ้นไปที่ใดหรือหาสิ่งใดมา แต่เขามักกลับมาพร้อมเศษ
ไม้และไหม สร้างเป็นเกี้ยวโดยมีหลายคนช่วยกันแบก ขณะที่หลินหมิ
งนั่งอยู่ข้างในก็ไม่รู้สึกหนักเท่าใด
ด้วยเศษผลึกหัวใจปีศาจที่หลินหมิงกินและการชำระไขกระดูกที่เขา
ได้ทำมาทั้งหมด ผิวของเขาจึงบอบบางนุ่มนวล หากมีผู้ที่ไม่รู้ถึง
สถานการณ์ พวกเขาก็จะมองเห็นเพียงชายหนุ่มรูปงามกำลังนั่งเกี้ยว
เดินทาง และห้อมล้อมไปด้วยกลุ่มของหญิงสาวและชายหนุ่มที่ดึงดูด
ความสนใจ ในโลกของปุถุชน มันจะดูเหมือนบุตรชายของนักวิชาการที่
อ่อนแอจากตระกูลที่ร่ำรวยกำลังเดินทาง
ประมาณ 3 วันถัดมา สภาพของหลินหมิงก็ดีขึ้น ในช่วง 3 วันที่ผ่าน
มานี้ เขาฟื้นฟูความแข็งแกร่งได้มากพอ เหตุผลแรกก็เพราะการช่วยเหลือ
ของโอถระดับสูง และอีกเหตุผลก็คือสายเลือดอันแข็งแกร่งของหลินหมิง
มิเช่นนั้น หากผู้ใดกินโอสถโลหิตสีชาดเข้าไป มันจะเป็นเรื่องปกติที่พวก
เขาจะล้มป่วยไป 1-2 เดือน
หลังจากอีกหลายวันได้ผ่านไป พวกเขาก็ได้จากพื้นที่กว้างใหญ่และ
ไปถึงยังซากวิหารและตำหนัก
ถึงแม้หมื่นปีจะผ่านไป สิ่งปลูกสร้างส่วนใหญ่ก็ค่อนข้างคงทน ด้วย
สิ่งก่อสร้างกินพื้นที่กว้างใหญ่เช่นนี้มันก็ง่ายที่จะจินตนาการได้ถึงความ
เป็นนิกายระดับ 6 และความรุ่งเรืองในช่วงเวลาของพวกเขา
เมื่อเหล่าศิษย์ได้มองเห็นตำหนัก พวกเขาก็เต็มไปด้วยความคาดหวัง
แต่หลังจากที่พวกเขาได้เข้าไป ก็ต้องพบกับความผิดหวัง ด้านในนั้นถูกรื้อ
ค้น และไม่เหลือสิ่งใด
สำหรับสิ่งก่อสร้างอื่นๆ มันมันได้ถูกป้องกันไว้ด้วยรูปแบบค่ายกล
หากผู้ใดพยายามที่จะเข้าไป ก็จะถูกรูปแบบค่ายกลทำให้กระเด็นออกมา
และบางทีอาจจะได้รับบาดเจ็บด้วยซ้ำ
นี่ทำให้ศิษย์ของเกาะฟีนิกซ์ถอนหายใจในการยกย่อง รูปแบบค่าย
กลนี้ได้วางมานานถึงหมื่นปี และกลับไม่ได้พังทลายไป นี่เป็นสิ่งที่น่า
เหลือเชื่ออย่างแท้จริง
“รูปแบบค่ายกลจากบรรพกาลนี้น่าทึ่งอย่างแท้จริง” มู่เชียนหยี่ที่อยู่
ใกล้หลินหมิงกล่าวออกมาอย่างไม่เสแสร้ง
ขณะที่นางไม่ได้ยินการตอบรับ นางก็ได้ชำเลืองมองไปยังหลินหมิง
และพบว่าหลินหมิงได้ก้มศีรษะต่ำในเชิงครุ่นคิดอย่างลึกซึ้ง
ความจริงแล้ว ตั้งแต่ที่หลินหมิงได้เข้ามายังซากสิ่งปลูกสร้างเหล่านี้
เขาก็เกิดความรู้สึกที่คล้ายกันอย่างยิ่ง
เมื่อหลินหมิงได้ค้นหาความทรงจำของจักรพรรดิปีศาจ เขาก็ได้ผนึก
ความทรงจำเหล่านั้นเนื่องจากคิดว่ามันคงไร้ประโยชน์ แต่ในตอนนี้ เขา
ได้พบสิ่งที่คล้ายกันที่นี่
มันเพียงแค่ผ่านไปนานและตำหนักนี้ก็ได้ถูกละทิ้งอีกด้วย มันจึงไม่ได้
เหมือนกับในความทรงจำของเขามากนัก
นี่แห่งนี้ หากความทรงจำของเขาถูกต้อง มันน่าจะเป็นซาก
ปรักหักพังของอาคารสำหรับเหล่าศิษย์สายในของตำหนักจักรพรรดิเทพ
ปีศาจที่เคยอาศัยอยู่ที่นี่ และ 100ลี้ห่างออกไปจากที่นี่น่าจะเป็นวิหาร
หลักของตำหนักจักรพรรดิเทพปีศาจ และยังเป็นห้องโถงของจักรพรรดิ
เทพปีศาจอีกด้วย!
สวนสมุนไพรที่มีรากมังกรนิพพานปลูกอยู่ ก็มีตำแหน่งภายในห้อง
โถงของจักรพรรดิเทพปีศาจเช่นกัน!
เมื่อคิดได้เช่นนี้ หลินหมิงก็พบว่ายากที่จะสงบอารมณ์ลงได้ เขาควร
ที่จะจากไปและค้นหารากมังกรนิพพานด้วยตนเองหรือไม่?
แต่หลินหมิงก็ยังจำได้ว่ายังมีผู้ทรงพลังขั้นทำลายชีวิตอยู่ที่นั้นเยอะ
ด้วย มันทำให้โอกาสที่เขาจะได้ครอบครองรากมังกรนิพพานแทบจะเป็น
ศูนย์ มันไม่สำคัญว่าเหล่าผู้ทรงพลังขั้นทำลายชีวิตจะถูกยับยั้งปราณแท้ไว้
20% หรือไม่ เพราะเขาก็อาจถูกพวกเขาสังหารได้ในพริบตาอยู่ดี
ไม่มีทางที่เขาจะเผชิญหน้ากับหมาป่าชราเหล่านี้ได้ โอกาสเดียวคือ
ถ้าปราณแท้ของพวกเขาถูกยับยั้งไว้จนเหลือ 1-2% มีเพียงสิ่งนี้เท่านั้นที่
จะทำให้เขามีความหวังขึ้นมา
อย่างไรก็ตาม มันก็เป็นไปไม่ได้เช่นกัน
“หลินหมิง เจ้ากำลังคิดสิ่งใดอยู่หรือ?” มู่เชียนหยี่กล่าวถาม
หลินหมิงส่ายศีรษะ “เพียงแค่คิดเกี่ยวกับตำหนักจักรพรรดิเทพ
ปีศาจ ข้าสงสัยนักว่าท่านอาจารย์กำลังทำสิ่งใดอยู่ภายในนั้น”
มู่เชียนหยี่ยิ้ม “มิต้องกังวลไป ท่านอาจารย์และท่านอาจารย์บรรพ
บุรุษจะไม่พยายามต่อสู้แย่งชิงรากมังกรนิพพานภายในตำหนักจักรพรรดิ
เทพปีศาจ เพียงแค่ได้รับโชคเล็กพวกท่านก็พอใจแล้ว ยิ่งกว่านั้น พวกเขา
ก็ได้ทำข้อตกลงกับนักบวชไป๋เหมยแล้ว มันก็ไม่น่าจะมีปัญหาอันใด”
“อืม” ผงกศีรษะ ในกลุ่มของเหล่าผู้ทรงพลัง มู่อี้หวงและมู่เฟิงเซียน
อ่อนแอที่สุด โดยปกติแล้ว พวกเขาก็ย่อมไม่อาจที่จะได้รับรากมังกร
นิพพาน
ขณะที่พวกเขากำลังสำรวจซากอาคารเหล่านี้ หลินหมิงก็ได้ผ่านไป
ยังศูนย์กลางของมัน และเขาได้พบกับ รูปแบบค่ายกลมายาสังหารที่ศิษย์
สายในใช้ในการฝึกฝน มันแทบจะเหมือนกับในความทรงจำของจักรพรรดิ
เทพปีศาจไม่มีผิดเลย
มีแท่นบูชาบรรพกาลซึ่งได้ผ่านกาลเวลามานาน แต่ยังคงอยู่ในสภาพ
ที่ค่อนข้างสมบูรณ์ รูปแบบค่ายกลลึกลับและอักขระบนแท่นบูชาเกาะไป
ด้วยฝุ่นหนา แต่ก็ยังครบถ้วน
นอกจากรูปแบบค่ายกลมายาสังหาร มันก็ยังมีรูปแบบค่ายกล
เคลื่อนย้ายที่สามารถไปยังจัตุรัสศูนย์กลางของโลกที่ล่มสลายนี้ได้อีกด้วย
และเมื่อไปถึงที่นั่น พวกเขาก็จะสามารถเคลื่อนย้ายตนเองเข้าไปยัง
ตำหนักจักรพรรดิเทพปีศาจได้โดยตรง
ขณะที่หลินหมิงคิดได้เช่นนี้ หัวใจของเขาก็สะท้านเล็กน้อย เขาจะ
สามารถเปิดใช้รูปแบบค่ายกลเคลื่อนย้ายนี้ไปยังตำหนักจักรพรรดิเทพ
ปีศาจได้หรือไม่?
ช่างน่าเสียดาย เขาได้ดูดซับเศษเสี้ยวความทรงจำของจักรพรรดิ
ปีศาจมาบางส่วนเท่านั้น และสิ่งที่เขารู้เกี่ยวกับตำหนักจักรพรรดิเทพ
ปีศาจก็มีไม่มาก เขายังมิได้รู้ถึงกับดักหรือทางเดินลับด้านในอีกด้วย
อาจกล่าวได้ว่า หากเขาสามารถเข้าไปในตำหนักจักรพรรดิเทพ
ปีศาจได้ เขาก็คงยังมิได้เปรียบอันใด เขาก็สามารถถูกฆ่าโดยเหล่าผู้ทรง
พลังทำทำลายชีวิตคนอื่นๆอยู่ดี แม้แต่ต่อให้เขาชนเข้ากับโชคใหญ่และได้
ครอบครองรากมังกรนิพพาน มันก็ยังจะถูกผู้อื่นแย่งชิงไปอยู่ดี มันก็ไม่
อาจที่จะคาดหวังให้มู่เฟิงเซียนปกป้องเขาอีกด้วย
เมื่อคิดได้เช่นนี้ หลินหมิงก็ลังเล เขามิใช่บางคนที่ไม่กล้าเผชิญหน้า
กับโชคชะตา มิเช่นนั้น ก็คงไม่มีทางทีเขาจะแอบลอบเข้าไปยังถ้ำของ
มังกรวารีตามลำพังแน่ แต่ในตอนนี้ โอกาสที่จะสำเร็จในการเข้าไป
ตำหนักจักรพรรดิเทพปีศาจน้อยแทบจะเรียกได้ว่าสิ้นหวัง หากเขา
ตัดสินใจที่จะแข่งขันครอบครองรากมังกรนิพพานในตอนนี้ เขาจะต้องมี
ความเด็ดขาดหรือความเฉลียวฉลาด มิเช่นนั้นก็จะเป็นเพียงการกระทำที่
โง่เขลาและรนหาที่ตายเท่านั้น
“ศิษย์น้องหลิน เจ้าสนใจในรูปแบบค่ายกลนี้หรือ?” มู่เชียนหยี่กล่าว
ถามเมื่อนางเห็นหลินหมิงยืนจ้องมองมันอยู่นาน
“ถึงแม้มู่เชียนหยี่จะไม่รู้จักอันใดเกี่ยวกับรูปแบบค่ายกลบรรพกาลนี้
นางเพียงสามารถมองเห็นอักขระรูนเลือนรางเพียงเล็กน้อยจากรูปแบบ
ค่ายกลมายาสังหาร รู้สึกถึงหลักการที่ซับซ้อนของกระบวนการที่ประณีต
ภายใน อักขระแต่ละตัวให้ความรู้สึกที่ละเอียดอ่อนและเก่าแก่โบราณ มู่
เชียนหยี่จำได้ว่าหลินหมิงมีความรู้บางอย่างเกี่ยวกับรูปแบบค่ายกลบรรพ
กาล นางจึงกล่าวถามดู “นี่คือรูปแบบค่ายกลแบบใดหรือ?”
“นี่คือรูปแบบค่ายกลมายาสังหารใช้เพื่อฝึกซ้อมสำหรับศิษย์สายใน
มันถูกตั้งไว้ให้ไม่มีความสามารถสังหาร” หลินหมิงตอบกลับอย่าง
ราบเรียบ
“โอ้ ฮ่าฮ่า ศิษย์น้องหลินเข้าใจมันมากอย่างยิ่ง” มู่เชียนหยี่ได้ยอม
แพ้ที่พยายามทดสอบศักยภาพในความเข้าใจของหลินหมิง เขาเพียงแค่
มองก็สามารถที่จะเข้าใจได้แล้วว่ารูปแบบค่ายกลนี้เป็นเช่นไร เต๋าแห่ง
รูปแบบค่ายกลนั้นมิใช่สิ่งที่จะสามารถเข้าใจได้ในเวลาอันสั้น แม้แต่ผู้ที่มี
มรดกตกทอดเกี่ยวกับมันก็ยังต้องใช้เวลาอย่างมากในการทำความเข้าใจ
และยังจะต้องมีความสามารภในการเรียนรู้ที่ยอดเยี่ยมอีกด้วย
ขณะที่กองกำลังของเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ไม่สามารถหาสิ่งมีค่าใดพบ
ในอาคาร พวกเขาจึงจะเดินกลับออกไปอย่างช้า สำหรับหลินหมิง เขา
มิได้ก้าวไปบนรูปแบบค่ายกล เขาจากไปและมองมันจนลับตา
มู่ชิงอีกล่าว “มันยังมีซากตำหนักอีกอยู่ ไปดูกันดีกว่า บางทีครั้งนี้
พวกเราอาจจะเจอบางอย่างที่ล้ำค่าที่นั่น…”
มู่ชิงอียังไม่ทันได้กล่าวจบ ก็ได้มีเสียงหัวเราะที่ดังมาจากท้องฟ้า “ฮ่า
ฮ่า ไม่จำเป็นที่จะต้องไปที่ใด ชายชราผู้นี้ค้นหามันทุกซากพวกนี้แล้ว แต่ก็
ไม่เจอสิ่งใด!”
ด้วยเสียงนี้ มู่ชิงอี มู่เชียนหยี่ และหลินหมิงล้วนมีสีหน้าเปลี่ยนไป
ในทันที สำหรับผู้ที่สามารถโผล่มาใกล้พวกเขาโดยที่ไม่รู้สึกตัว มันย่อม
หมายความว่าระดับการบ่มเพาะของคนผู้นั้นอย่างน้อยจะต้องเป็นขั้น
หลอมรวมแก่นแท้ช่วงปลาย!
หลินหมิงมองขึ้นไปและม่านตาของเขาก็หดลงในทันที
เป็นชายชราผู้นั้นเอง!