Martial World ศิลาลึกลับกับวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ - ตอนที่ 478 อักขระหลบหนี
ที่ลอยอยู่เหนือพวกเขา ก็คือชายชราที่มีคิ้วคมราวกับกระบี่ และเขา
สวมชุดสีม่วงที่มีลายปักดาว 7 ดวง! รอบตัวเขาสายฟ้านับไปถ้วนสาด
ประกายออกมา เกิดเป็นเสียง ‘เปรี๊ยะ เปรี๊ยะ เปรี๊ยะ’ นี่คือพลังสายฟ้า
ต้นกำเนิด
คนผู้นี้ก็คือเจ้านิกายตราประทับสายฟ้า เหล่ยจิงเทียน!
“เขาลอยอยู่บนอากาศได้!”
มู่ชิงอีสีหน้าเปลี่ยนไปในทันที หลังจากที่พวกเขาเข้ามาในโลกที่ล่ม
สลายนี้ พวกเขายังไปได้ไม่ไกลนักก่อนที่จะสูญเสียความสามารถในการ
บินและถูกบังคับให้ต้องลงมาบนพื้น แต่เหล่ยจิงเทียนผู้นี้กลับยังมี
สามารถบินได้อยู่อีก
นี่คือสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงว่าปรมาจารย์ขั้นหลอมรวมแก่นแท้ช่วง
ปลายนั้นล้ำลึกเพียงใด
จุดเริ่มต้นจากขั้นหลอมรวมแก่นแท้ ความห่างชั้นในแต่ละช่วงนั้น
มากมายอย่างยิ่ง การที่จะต่อสู้กับผู้ที่อยู่ช่วงสูงกว่านั้นยากเย็นอย่าง
แท้จริง แม้แต่ผู้มีพรสวรรค์ระดับนักบุญเช่นมู่เชียนหยี่และมู่ปิงอวิ๋นก็ยัง
ทำได้เพียงต่อสู้ข้ามระดับ 2 ช่วงหลังจากที่พวกเขาเข้าสู่ขั้นหลอมรวม
แก่นแท้แล้ว
สำหรับพวกเขาขั้นหลอมรวมแก่นแท้ช่วงปลายเป็นตัวตนที่น่า
เหลือเชื่อ
“เจ้าเข้ามาตั้งแต่เมื่อใด!?” มู่ชิงอีจำได้ว่าเหล่ยจิงเทียนนั้นมิได้อยู่
ท่ามกลางผู้ที่เข้ามาด้วยกันในโลกแห่งนี้
“ฮ่าฮ่า สถานะของชายชราผู้นี้รู้สึกว่าจะเพิ่มขึ้นมาอีกนิด ตาแก่โง่ซ่
วนหวู๋จี๋ได้โทษข้าในเรื่องการตายของเหล่ยมู่ไป่ไปเรียบร้อยแล้ว โดยปกติ
แล้ว เขาไม่ควรที่จะเปิดเผยตัวตนอย่างโจ้งแจ้งเช่นนี้ หลังจากที่นิกาย
ใหญ่ได้เข้ามาในสมรภูมิรบบรรพกาลหมดแล้ว มันัยงมีศิษย์หลายร้อยคน
อยู่ด้านนอก มันไม่ยากที่ข้าจะหลบซ่อนตัวตนท่ามกลางพวกเขา!” เหล่ย
จิงเทียนกล่าวด้วยความภูมิใจและยิ้มเย้ย
“เจ้าต้องการสิ่งใด?” มู่ชิงอีกล่าวถามด้วยความตื่นตระหนก นางมิได้
โง่เขลาพอที่จะคิดว่าคนเช่นเหล่ยจิงเทียนจะมาเพื่อดูพวกเขาเฉยๆ
“ฮ่าฮ่า แล้วเจ้าคิดว่าเช่นใดเล่า?” เหล่ยจิงเทียนมุมปากยกยิ้ม และ
จากนั้นพลังสายฟ้ารอบตัวของเขาก็ได้ปะทุออกมา ตาข่ายสายฟ้าสีม่วง
ขนาดใหญ่ตกลงมาครอบทุกคน!
ตาข่ายสายฟ้าสีม่วงนี้กว้างหลายร้อยก้าวและพุ่งมาด้วยความรวดเร็ว
เป็นอย่างยิ่ง มู่ชิงอีนั้นไม่คิดว่าเหล่ยจิงเทียนจะจู่โจมอย่างฉับพลันเช่นนี้
“ทำลายมัน!” มู่ชิงอีกวาดกระบี่ของตนเข้าใส่ตาข่ายสายฟ้าสีม่วง
ม่านตาของหลินหมิงหรี่ลงและเขาก็ได้เอาหอกแห่งดาวห่างม่วง
ออกมาจากแหวนมิติในทันที พุ่งมันไปยังตาข่ายสายฟ้าสีม่วง ใน
ขณะเดียวกัน สองพี่น้องมู่ ผู้อาวุโสเจ็ด และผู้อาวุโสเก้าที่ได้ฟื้นฟูแล้วเข้า
ร่วมโจมตีด้วยกัน
6 รูปแบบปราณแท้ที่แตกต่างได้ตัดตาข่ายสายฟ้าสีม่วงออก อย่างไร
ก็ตาม หลังจากที่มันถูกตัดขาด มันก็มิได้หายไป กลับกัน มันกลายเป็นพิ
รุนสายฟ้านับไม่ถ้วนพุ่งลงมาใส่ทุกคนแทน
สายฟ้าสาดประกาย พุ่งไปยังร่างของศิษย์ที่อ่อนแอกว่า 20 คน
หลังจากโดนพลังของสายฟ้าเข้าไป ดวงตาของพวกเขาเกิดภาพมากมาย
ขึ้น นักสู้ขั้นปราณปลายฟ้าช่วงต้นบางคนที่ไม่สามารถทนพลังของมันได้ก็
กลายเป็นบ้าเพราะภาพมากมายที่พวกเขาเห็นและล้มลงไปกับพื้น
จากนั้นก็ตามมาด้วยนักสู้ขั้นปราณปลายฟ้าช่วงกลาง นักสู้ขั้นปราณ
ปลายฟ้าช่วงปลายล้มลงไป…
เพียงเวลาแค่ไม่กี่ลมหายใจ นอกเหนือจาก 6 นักสู้ที่แข็งแกร่ง
เทียบเท่าขั้นหลอมรวมแก่นแท้แล้ว ศิษย์ที่เหลือกว่า 20 คน ก็ได้ล้มหมด
สติลงกับพื้น
มู่ชิงอีสีหน้าเปลี่ยนไปเป็นมืดมน สิ่งที่เหล่ยจิงเทียนเพิ่งใช้ไปคือการ
โจมตีทางจิตวิญญาณ นางเคยได้ยินมาแล้วว่าเหล่ยจิงเทียนมีเอกลักษณ์
ในด้านจิตวิญญาณสายฟ้า และนามของมันก็คือ ‘แสงแห่งฝันมายา’
ในตำนาน จิตวิญญาณสายฟ้าแสงแห่งฝันมายา ที่ได้เติบโตภายใน
ร่างของสัตว์อสูรทะเลโบราณที่มีธาตุจำเพาะสายฟ้า มันมีพลังตาม
ธรรมชาติคือการทำลายจิตวิญญาณ ด้วยระดับการบ่มเพาะขั้นหลอมรวม
แก่นแท้ของเหล่ยจิงเทียน มันจึงทำให้ง่ายเป็นอย่างยิ่งในการทำให้ 20
นักสู้ขั้นปราณปลายฟ้าหมดสติลงไป
มู่ชิงอีกระชับกระบี่ในมือ หน้าผากของนางเริ่มหลั่งเหงือออกมา หาก
เกิดการต่อสู้ขึ้นที่นี่จริง สถานการณ์ก็จะกลายเป็นเลวร้ายอย่างแท้จริง
หลินหมิงได้กินโอสถโลหิตสีชาดลงไป มันเป็นไปไม่ได้ที่เขาจะกินลงไปอีก
เม็ดในเวลาอันใกล้นี้
หากผู้ใดที่สามารภใช้โอสถโลหิตสีชาดได้ในตอนนี้ ก็คงมีเพียงนาง มู่
เชียนหยี่และมู่ปิงอวิ๋นเท่านั้น
ยิ่งเยาว์มากเท่าใด ก็ยิ่งจะมีพลังชีวิตมากเท่านั้น หากกินโอสถโลหิต
สีชาดเข้าไป ผลข้างเคียงที่พวกเขาจะได้รับหลังจากนั้นก็น้อยลงอีกด้วย
แต่หากเป็นผู้ที่มีอายุหลายร้อยปีเช่นมู่ชิงอีกินโอสถโลหิตสีชาดลงไป
สภาพของนางก็จะย่ำแย่อย่างมากเมื่อผลของมันหมดลง ระดับการบ่ม
เพาะจะตกลง และอาจกระทั่งเสียชีวิตก็เป็นได้!
ไม่เพียงแค่นั้น แต่โอสถโลหิตสีชาดไม่ได้เพิ่มความแข็งแกร่งมากนัก
มีเพียงหลินหมิงที่เป็นข้อยกเว้น หากเป็นมู่ชิงอีที่กินมันลงไป ความ
แข็งแกร่งของนางคงเกือบถึงขั้นหลอมรวมแก่นแท้ช่วงต้นเท่านั้น มันก็
ยากที่จะกล่าวว่านางนั้นจะสามารถต่อกรกับเหล่ยจิงเทียนได้ “เจ้า
ต้องการสิ่งใดกันแน่?”
“ฮ่าฮ่า ข้าเพียงแค่ถูกไหว้วานให้มากำจัดปัญหาโดยผู้อื่น” ขณะที่
เหล่ยจิงเทียนกล่าว เขาก็กวาดสายตาจนมาหยุดยังหลินหมิง ดวงตาสาย
ประกายด้วยความสนใจ
เมื่อเห็นเหล่ยจิงเทียนจ้องมองมายังตนเอง หลินหมิงจึงเค้นเสียงเย็น
ชา ตาแก่นี่แท้จริงแล้วมาเพื่อเล่นงานข้าเช่นนั้นหรือ?
มู่เชียนหยี่หลั่งหัวเย็นขณะที่มองไปยังหลินหมิงที่อยู่ด้านหลังโดยไม่
รู้ตัว ในช่วงวิกฤตนี้ หลินหมิงยังมิได้อยู่ในสภาพความแข็งแกร่งที่สมบูรณ์
พร้อม หากเหล่ยจิงเทียนต่อสู้กับพวกเขาจริง มันก็จะเป็นการเสียเปรียบ
อย่างมาก
ขณะที่มู่เชียนหยี่มองไปยังเหล่ยจิงเทียน นางก็ดูเหมือนไม่แน่ใจ
ถูกไหว้วานโดยผู้อื่นหรือ?
บุคคลแรกที่นางคิดไปถึงก็คือมู่ชือหั่วและมู่เหยียนจัว
บ้าไปแล้วหรือ? พวกเขาเกลียดชังจนไม่สนทั้งสายเลือดและการบ่ม
เพาะของตนเลยเช่นนั้นหรือ? พวกเขาไม่ได้เป็นศัตรูอาฆาตหรืออะไร
ทำนองนั้น ต่อให้พวกเขาสังหารหลินหมิงได้ แล้วพวกเขาจะทำอย่างไร
ต่อไป? หากพวกเขาหักหลังนิกายอย่างเปิดเผย พวกเขาก็จะเผชิญกับการ
ลงทัณฑ์จากเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ หรือสิ่งเหล่านี้ไม่มีใช่เรื่องแย่สำหรับ
พวกเขาหรือ?
ไม่ว่าจะคิดเรื่องนี้อย่างไร มู่เชียนหยี่ก็นึกไม่ออกเลยว่าพวกเขาจะใช้
วิธีการใดหลบเลี่ยงการถูกลงโทษจากสัญญาโลหิต
“มันเป็นเช่นนี้เอง” ใบหน้าของหลินหมิงเต็มไปด้วยความเย้ยหยัน
เขาสะบัดมือสลับหอกแห่งดาวหางม่วงเป็นง้าวโลหิตล้างผลาญออกมา
จากแหวนมิติ “ข้าเป็นเพียงศัตรูทั่วไปของเจ้า ศัตรูของศัตรูคือมิตร มู่ชือ
หั่วสมคบคิดกับเจ้ามานานแล้ว เจ้าทำให้ศิษย์ของพวกเราเพียงสลบไป นี่
ก็คงเป็นคำสั่งของมู่ชือหั่ว มันดูเหมือนว่าเขาจะไม่ใช่คนผิดศีลธรรมเท่าไร
เขาไม่กล้าที่จะสังหารผู้อื่นอย่างเปิดเผย และเรื่องตำแหน่งปัจจุบันของ
เราท่านก็ได้มาจากมู่ชือหั่ว ใช่หรือไม่ ท่านเจ้านิกายตราประทับสายฟ้า?”
มู่ชือหั่วเดิมทีเป็นผู้นำกองกำลังของเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ มันจึงไม่
แปลกที่เขาจะมีวิธีการค้นหาตำแหน่งพวกของตนเอง
หลินหมิงรู้ว่ามู่ชิงอีคือหนึ่งในผู้ที่มีสัญญาโลหิต ดังนั้น ผู้อาวุโสจึงไม่
อาจที่จะก่อกบฏได้ หลินหมิงไม่ได้เชื่อในสัญญาโลหิตนี้ ดังนั้น เขาจึง
สามารถมองในมุมที่กว้างกว่าได้
ในตอนนี้เอง ก็มีเสียงหัวเราะดังออกมาจากที่ห่างไกล ในซาก
ปรักหักพังนี้ ในสองชายชราและหนึ่งชายหนุ่มก้าวออกมา ผู้ที่อยู่ด้านหน้า
ก็คือมู่ชือหั่ว ในตอนนี้ มู่ชือหั่วเต็มไปด้วยสีหน้าของผู้ชนะ ด้านหลังของ
เขา มู่เหยียนจัวมีสีหน้ามืดมนเล็กน้อย สำหรับมู่ชิงชู เขาดูพอใจตนเอง
เป็นอย่างยิ่ง ราวกับว่าเขาได้จินตนาการว่าหลินหมิงจะตกตายเช่นไร
เอาไว้เรียบร้อยแล้ว
“ฮ่าฮ่า เจ้าหนู กล่าวได้ดี มันเป็นชายชราผู้นี้เองที่ต้องการเอาชีวิต
เจ้า! ตราบใดที่ข้ายังมีลมหายใจ เหล่าศิษย์และศิษย์ในอนาคตทั้งหลาย
จะต้องยอมรับข้า เป็นธรรมดาที่ข้าย่อมไม่ทำร้ายพวกเขา!”
“โอ้? เช่นนั้นดูเหมือนว่าเจ้าจะมีวิธีในการทำลายสัญญาโลหิตเช่นนั้น
หรือ? ขณะที่หลินหมิงมองไปยังมู่ชือหั่วที่เต็มไปด้วยความมั่นใจ เขามิรู้ว่า
อีกฝ่ายวางแผนอันใดไว้อยู่ดี ต่อให้พวกเขาสามารถที่จะหาทางทำลาย
สัญญาโลหิต”
วิธีเดียวคือเขาต้องสังหารคนที่นี่ทั้งหมด ทำลายหลักฐานการก่อ
อาชญากรรมทุกอย่างของตน
อย่างไรก็ตาม หากมู่ชือหั่วสังหารเหล่าผู้มีพรสวรรค์จำนวนมากของ
เกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์เพียงเพราะความเกลียดชัง เช่นนั้นก็อาจกล่าวได้ว่า
เขาได้สูญเสียเหตุผลทั้งหมดและจมลงไปสู่ความบ้า
“มู่ชือหั่ว! เจ้าบ้าไปแล้วหรือ!? เจ้าต้องการที่จะก่อกบฏต่อนิกาย
ตนเอง!? มู่ชิงอีเต็มไปด้วยความโกรธในหัวใจ ดวงตาของนางจ้องเขม็งไป
ยังมู่ชือหั่ว หวังว่ามันจะสามารถหั่นเขาออกเป็นชิ้นๆได้
“ก่อกบฏต่อนิกายตนเองหรือ!? เปล่าเลย ไม่ใช่แน่!” มู่ชือหัวส่าย
ศีรษะปฏิเสธ “ชายชราผู้นี้มีสายเลือดมาจากเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ แล้ว
เหตุใดจึงต้องก่อกบฏต่อนิกายตนเองด้วยเล่า? ไม่ ข้าเพียงแค่จะทวงคืน
ทุกสิ่งที่ควรเป็นของข้ามาต่างหาก!”
“สิ่งที่ควรเป็นของเจ้าหรือ?”
“พลัง! สถานะ! อำนาจ! เคล็ดบ่มเพาะ!” ขณะที่มู่ชือหั่วกล่าวมาถึง
ตรงนี้ ดวงตาของเขาก็สาดประกายด้วยความเกลียดชัง เขาได้ถูกปฏิเสธ
ให้ยืม ‘เคล็ดบ่มเพาะบัญญัติศักดิ์สิทธิ์ต้องห้ามวิหคเพลิง’ ทั้ง 8 ขั้น แล้ว
จะไม่ให้เขาโกรธได้อย่างไรเล่า!
“มู่ชิงอี ข้าเพียงแค่ต้องการให้หลินหมิงตายและไม่ได้ต้องการที่จะทำ
ร้ายเจ้า หากเจ้าถอยออกไป ข้าก็จะปล่อยเจ้าไป”
“ฝันไปเถอะ!” มู่ชิงอีกวัดแกว่งกระบี่ของนาง ดวงตาเต็มไปด้วย
ความแน่วแน่
“หึ! มันดูเหมือนว่าเจ้าจะไม่สนใจชีวิตของตนอีกต่อไปแล้ว!” มู่ชื
อหั่วมองไปยังคนอื่น “แล้วเจ้าล่ะ? ต้องการที่จะตายไปด้วยหรือไม่?”
ไม่จำเป็นที่จะต้องกล่าวถึงการตัดสินใจของพี่น้องมู่ สำหรับผู้อาวุโส
เจ็ดและเก้า พวกเขาไม่ตอบคำถาม พวกเขาเพียงแค่เอากระบี่ออกมาจาก
แหวนมิติและค่อยๆเดินมาที่ด้านหน้าของหลินหมิง ความตั้งใจของพวก
เขานั้นเห็นได้ชัดเจนอยู่แล้ว
หากนี้เป็นการต่อสู้ที่เกิดขึ้นก่อนจะเผชิญหน้ากับดินแดนปีศาจแห่ง
ทะเลทางใต้ในครั้งก่อน เช่นนั้นบางที พวกเขาอาจจะลังเลใจอยู่บ้าง
อย่างไรก็ตาม ในการต่อสู้นั้นหลินหมิงได้กลืนกลินโอสถโลหิตสีชาดและ
ต่อสู้อย่างเต็มที่เพื่อเปลี่ยนกระแสของการต่อสู้
อีกอย่าง มู่ชือหั่วและมู่เหยียนจัวยังได้หนีไปในสถานการณ์ที่พวกเขา
กำลังสุ่มเสี่ยงอีกด้วย แล้วไม่กี่วันต่อมา ยังไปตามเหล่ยจิงเทียนมาเพื่อ
รับมือกับพวกเขาอีก
“ฮ่าฮ่า เช่นนั้น ข้าก็ไม่มีอันใดจะต้องพูดอีก ข้าไม่อยากที่จะทำร้าย
พวกเจ้า แต่กระบี่ของข้าไม่มีตา” มู่ชือหั่วเอากระบี่ของตนออกมา หาก
มันเป็นไปได้ เขาหวังว่าเหล่ยจิงเทียนจะให้แสงแห่งความผันมายาทำให้
พวกเขาหมดสติไปแทน แต่น่าเสียดาย พวกเขาล้วนแข็งแกร่ง สิ่งเดียวที่
เหลืออยู่คือการต่อสู้ซึ่งหน้า
มู่ชิงชูยิ้มอย่างชั่วร้ายและกล่าว “หลินหมิง ครั้งนี้เจ้าจะต้องตาย
ท่านเหล่ยจิงเทียน ผู้อาวุโสสูงสุดและท่านปู่ของข้าเองก็อยู่ที่นี่ ด้วยทั้ง
สามร่วมมือกัน ข้าสงสัยนักว่ากลุ่มขยะของพวกเจ้าจะสามารถหยุดเขาได้
หรือไม่! หลินหมิงวางใจได้ เพราะข้าจะไม่สังหารเจ้า ข้าจะทำลายการบ่ม
เพาะของเจ้า และให้เจ้าต้องทนทุกข์ทรมานยิ่งกว่าตาย ข้าจะดูแลศิษย์
พี่มู่ของเจ้าอย่างดี และให้เจ้าได้เห็นด้วยตาตนเองตอนที่ข้าเล่นกับนาง”
มู่ชิงชูกล่าวผ่านกระแสเสียงปราณแท้ไปยังหลินหมิงผู้เดียว
ถึงแม้หลินหมิงจะมักคิดว่ามู่ชิงชูเป็นเพียงแค่ตัวโง่งม แต่เขาก็กล่าว
ได้ถูกอย่างหนึ่ง มันไม่มีทางที่กลุ่มของเขาจะสามารถต่อต้านได้
ไม่ต้องกล่าวถึงหลินหมิงที่ไม่สามารถกินโอสถโลหิตสีชาดลงไปได้อีก
แต่ต่อให้เขาสามารถกินได้ เปิดใช้ปราณเทพทรราชคลั่งและผลาญโลหิต
ฟีนิกซ์โบราณ เขาก็ยังถูกกดดันโดยเหล่ยจิงเทียนอยู่ดี ไม่เพียงแค่นั้น ทั้ง
พลังของเขายังอยู่ได้เพียงแค่ 30 ลมหายใจ ไม่ว่าจะทำอย่างไรเขาก็ยังคง
พ่ายแพ้!
มันไม่ใช่เพียงแค่เหล่ยจิงเทียนอีกด้วย ด้วยความร่วมมือของมู่ชือหั่ว
และมู่เหยียนจัว มันไม่มีโอกาสที่เขาจะชนะเลย
สีหน้าของหลินหมิงสลดลง เช่นนั้นมันก็เหลืออยู่เพียงทางเดียว…
เขาขยับมือ และแผ่นหยกโบราณก็ปรากฏอยู่ในมือของเขา หลินหมิง
ขยับริมฝีปากเบาๆ ส่งกระแสเสียงปราณไปยังมู่เชียนหยี่ “ท่านอาจารย์
บรรพบุรุษได้ให้อักขระหลบหนีแก่ท่านหรือไม่?”
“อักขระหลบหนีหรือ? มันคือสิ่งใดกัน?” มู่เชียนหยี่ตกตะลึง
เนื่องจากนางไม่เคยได้ยินของเช่นนี้มาก่อน
ขณะที่หลินหมิงเห็นมู่เชียนหยี่เกิดความประหลาดใจ หัวใจของเขาก็
สลดลงในทันที
เมื่อหลินหมิงได้เดินทางไปยังสนามรบทะเลทางใต้เป็นครั้งแรก มู่เฟิง
เซียนก็ได้ให้โอสถ 3 เม็ดและถุงไหม มันมีโอสถ หยางผันแปร 2 เม็ดและ
มีเพียงโอสถโลหิตสีชาดเม็ดเดียว แต่ในถุงไหมนี้มันยังมีอักขระหลบหนีอยู่
ด้วย หลังจากที่ใช้มัน ผู้ใช้จะถูกเคลื่อนย้ายมิติไปหลายร้อยลี้ นี่เป็น
เครื่องรางล้ำค่าอย่างมากที่มู่เฟิงเซียนค้นพบในซากโบราณสักแห่ง มัน
ไม่ได้พูดเกินจริงเลยที่จะกล่าวว่าเครื่องรางนี้เป็นอีกชีวิต
หลินหมิงคิดว่ามู่เชียนหยี่และมู่ปิงอวิ๋นอาจจะมีกับมันอยู่กับตัว แต่
ไม่มีปรากฏว่ามีเพียงเขาเท่านั้นที่มีสิ่งนี้
นี่มันแย่แล้ว… มือของหลินหมิงเต็มไปด้วยเหงื่อขณะที่ถือแผ่นหยก
ในมือ เขาไม่กล้าที่จะทิ้งมู่เชียนหยี่ในขณะที่ตนเองหลบหนีไปเพียงคน
เดียว…