Martial World ศิลาลึกลับกับวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ - ตอนที่ 481 ความสิ้นหวังของมู่ชิงอี
บึมม บึมม บึมม!
เพลิงและสายฟ้าปะทะกับม่านพลังป้องกัน อย่างไรก็ตาม ม่านพลังนี้
ก็ยังไม่ไหวติงอยู่ดี ไม่ต้องกล่าวถึงว่ามันใกล้จะพังทลาย แค่ม่านพลังของ
มันที่เปล่งออกมาก็ยังไม่มีทีท่าเลยว่าจะสลัวลง
ในโลกที่พังทลายนี้ที่ซึ่งปราณแท้ได้ถูกยับยั้ง พลังเพลิงของมู่ชือหั่ว
และพลังสายฟ้าของเหล่ยจิงเทียนจึงมีขีดจำกัด ขณะที่พวกเขาโจมตีม่าน
พลัง มันก็ราวกับไม่มีผลกระทบอันใดต่อม่านพลังเลย
หลังจาก 15 นาทีได้ผ่านไป พวกเขาก็ยังไม่ได้รับความคืบหน้าอันใด
มู่ชิงชูหายใจถี่
“เจ้า! มาและช่วยโจมตี!” มู่ชิงชูชี้ไปยังมู่ชิงอีและสั่งการ
หลังจากที่หลินหลินหมิงและมู่เชียนหยี่จากไป มู่ชิงอีและคนอื่นจึงไม่
สามารถเป็นคู่มือให้กับเหล่ยจิงเทียนได้ เพียงเวลาไม่นานพวกเขาก็ได้ถูก
เหล่ยจิงเทียนขังเอาไว้ในกรงสายฟ้า
ในตอนนี้ ตันเถียนของมู่ชิงอีได้ถูกผนึกเอาไว้โดยตราประทับสายฟ้า
นางไม่สามารถที่จะโคจรปราณแท้ได้อีก
เมื่อมู่ชิงอีได้ยินคำสั่งงี่เง่าของมู่ชิงชู นางก็มองไปยังมู่ชิงชูราวกับตัว
โง่งม นางจึงเค้นเสียงเย็นชาและกล่าวว่า “เจ้าปัญญาอ่อนหรือ? เจ้าคิดว่า
ข้าจะช่วยเจ้าทำลายม่านพลังหรือ? ช่างโง่เขลายิ่งนัก! ฝันไปเถอะ! หาก
เจ้าต้องการที่จะฆ่าเช่นนั้นก็ฆ่าข้าเลย!”
“ฆ่า?” มู่ชิงชูหัวเราะ “ข้ารู้ว่าเจ้านั้นไม่กลัวตาย แต่ข่าเองก็ไม่ได้
วางแผนทีจะสังหารเจ้าเช่นกัน ชีวิตของเจ้าอาจที่จะสามารถนำมาใช้
ประโยชน์ได้ในอนาคต แต่ หากเจ้าไม่โจมตี เช่นนั้น… ฮ่าฮ่า…”
ขณะที่มู่ชิงชูกล่าว สายตาของเขาก็มองไปยังมู่ปิงอวิ๋นและเลียริม
ฝีปากด้วยความชั่วร้าย “ช่างเป็นหญิงสาวที่งดงามอย่างยิ่ง เจ้าดูแทบไม่
ต่างจากพี่สาวของเจ้าเลย ถึงแม้ข้าจะไม่ได้ครอบครองนาง ได้เจ้ามาแทน
ก็ดีไม่น้อย…”
มู่ปิงอวิ๋นสีหน้าเปลี่ยนไปในทันที และออร่าแห่งการฆ่าฟันของนางก็
ได้เปล่งออกมาผ่านดวงตา
นอกจากมู่ปิงอวิ๋น ศิษย์คนอื่นก็เต็มไปด้วยความเกลียดชังเมื่อได้ยินมู่
ชิงชูกล่าวเช่นนี้ออกมา
“เจ้า! เจ้าสัตว์นรก!” มู่ชิงอีโกรธจนถึงขั้นที่แทบจะสำลักโลหิต
ออกมา มู่ชิงชูกล้าที่จะกล่าวเช่นนี้ต่อหน้าศิษย์คนอื่นๆซึ่งมันรุนแรงและ
หยาบคายอย่างยิ่งต่อนักบุญของพวกเขา!
“ชิงชูอย่าเพิ่งหัวเสียไป อย่างแรกสังหารหลินหมิงให้ได้ก่อน! ไม่เพียง
แค่นั้น ถ้าหากพวกเรากลับไปยังเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ในอนาคต เจ้า
จะต้องมองตนเองและอย่าได้ก้าวข้ามขอบเขตบางอย่าง!” มู่เหยียนจัวคิ้ว
ขมวดและส่งกระแสเสียงปราณแท้ไปหามู่ชิงชู หากมิใช่มู่เชียนหยี่มันก็มิ
ต่างกัน ในอดีตเขาพยายามที่จะหมั้นมู่เชียนหยี่ให้กับมู่ชิงชูเพราะ
สายเลือดของวิหคเพลิงในตัวนางนั้นมีประโยชน์ต่อหลานชายของเขา
อย่างมาก แต่ในตอนนี้ เขาหันมายุ่งกับมู่ปิงอวิ๋นด้วยตัณหาของตน ซึ่ง
สายเลือดวิหควารีของมู่ปิงอวิ๋นนั้นไร้ประโยนช์ต่อมู่ชิงชู
อย่างไรก็ตาม มู่ชิงชูเมินเฉยต่อมู่เหยียนจัวและมองไปยังมู่ปิงอวิ๋
นด้วยความโลภ ซึ่งมันป่าเถื่อนและก้าวร้าว ขณะที่เขามองไปยังมู่ปิงอวิ๋น
จิตใจของเขาก็สะท้าน มู่ปิงอวิ๋นราวกับเมฆน้ำแข็งที่หนาวเหน็บ แต่ก็
ยังคงความงดงาม ยิ่งเขาคิดถึงเรื่องนี้มากเท่าใด ถึงแม้เขาจะมิได้
ครอบครองมู่เชียนหยี่ แต่ก็ยังได้รื่นรมย์กับการทำลายมู่ปิงอวิ๋น ผู้ที่ดู
คล้ายกับมู่เชียนหยี่เป็นอย่างยิ่ง
มู่ปิงอวิ๋นสีหน้ากลายเป็นเย็นชา นางพลิกผ่ามือขึ้นมา ปรากฏเป็นมีด
สั้นที่แหลมคม
“เจ้าต้องการที่จะฆ่าตัวตายเช่นนั้นหรือ? เจ้าสามารถลองดูได้ แต่
ด้วยปราณแท้ของเจ้าที่ได้ถูกผนึกไว้ มู่ชิงชูย่อมเคลื่อนไหวได้เร็ว
กว่ามู่ปิงอวิ๋นก่อนที่นางจะฆ่าตัวตายได้ ไม่เพียงแค่นั้น แค่เพียงมีดสั้นก็คง
ไม่สามารถทำให้นางตกตายในทันทีได้ เขาสามารถที่จะรักษานางได้ด้วย
โอสถอยู่ดี”
“มู่ชิงชู เจ้านั้นแย่ยิ่งกว่าสัตว์!”
มู่ชิงอีดูถูกมู่ชิงชูและตบไปยังใบหน้าของเขา อย่างไรก็ตาม มู่ชิงชู
หลบได้และเตะไปที่หน้าอกของนาง มู่ชิงอีกระเด็นออกไปและกุมหน้าอก
ด้วยความเจ็บปวด
“หึ! รนหาที่ตาย”
มู่ชิงชูเค้นเสียงเย็นชา และมองไปยังนางด้วยความดูถูกและก้าวไป
ข้างหน้าพร้อมรอยยิ้มที่ชั่วร้าย เหล่าศิษย์คนอื่นๆถอยออกไปด้วยความ
หวาดกลัวมู่ชิงชู
ขณะที่มู่ชิงชูมองเห็นความตื่นตระหนกของเหล่าศิษย์ และรวมถึง
การแสดงออกของมู่ปิงอวิ๋น เขาก็เกิดความรู้สึกปิติยินดีของการแก้แค้น
ราวกับว่าเขากำลังระบายความคับข้องใจทั้งหมดที่เขาได้รับสำหรับปีที่
ผ่านมา
มู่ปิงอวิ๋นถือมีดสั้นในมือของนาง จิตสังหารของนางกลายเป็นรุนแรง
มากยิ่งขึ้นเมื่อจ้องไปมู่ชิงชู แต่สีหน้าของมู่ชิงชูก็ไม่ได้เปลี่ยนไป เขายังคง
เดินหน้าไปหามู่ปิงอวิ๋นจากนั้นกล่าวว่า “กุหลาบไร้หนาม ข้าชอบดวงตา
ของเจ้ายิ่งนัก แม้ปราณแท้ของเจ้าจะถูกผนึก ดวงตาก็ยังคงกรีดร้องด้วย
ความต้องการที่จะสังหารข้า ช่างน่ากลัวอย่างยิ่ง! ฮ่าฮ่าฮ่า!” “หากเจ้าจะ
กล่าวโทษผู้ใด ก็ต้องโทษหลินหมิง มันเป็นผู้ที่ทำให้พวกเราต้องเป็นเช่นนี้
และใช้แผนนี้ หากเขาไม่ได้ส่งมู่เชียนหยี่ไป เช่นนั้นความคิดของข้าก็คงไม่
ถูกขัดจังหวะ และคงไม่ได้คิดถึงเจ้าแทนเช่นนี้ หลินหมิงนั้นโหดร้ายยิ่งนัก
ที่ทิ้งพวกเจ้าเอาไว้ มิเช่นนั้น เขาก็คงช่วยพวกเจ้าหนีไปแล้ว… ฮ่าฮ่า…
ขณะที่เขากล่าวก็ได้เดินเข้าไปใกล้มู่ปิงอวิ๋นซึ่งห่างเพียงไม่กี่สิบก้าว
แต่ในตอนนี้ ดวงตาของมู่ชิงอีสาดประกายความเจ็บปวดรวดร้าว นางจึง
กว่าวออกมาด้วยความข่มขื่น “หยุดได้แล้ว! ข้าสัญญาว่าข้าจะช่วยเจ้า!”
“อะไรกัน?”
“ข้าจะช่วยเจ้าโจมตีม่านพลัง เช่นนั้นก็หยุดได้แล้ว” มู่ชิงอีกัดริม
ฝีปากของตน สำหรับนาง มู่ปิงอวิ๋นไม่ต่างจากหลานสาวที่แท้จริงของตน
เลย นางไม่อาจที่จะทนมองดูนางถูกย่ำยีได้
“ชิงชู กลับมาและเลิกสร้างความปั่นป่วนได้แล้ว พวกเรามีเรื่อง
สำคัญยิ่งกว่านั่นคือการสังหารหลินหมิง มิเช่นนั้น มันก็ไม่มีทาง ที่พวกเรา
จะสร้างรอดไปได้” มู่ชือหัวถือเอาเรื่องการสังหารหลินหมิงเป็น
ความสำคัญสูงสุด มิเช่นนั้น พวกเขาจะไม่สามารถหลุดพ้นจากสัญญา
โลหิตและการบ่มเพาะของพวกเขาก็จะหายไปในครึ่งปี
หากได้มู่ชิงอีช่วยในการทำลายม่านพลังนี้ มันก็น่าจะสำเร็จได้
รวดเร็วกว่าเดิม
‘ให้ตายสิ เจ้าแก่นี่ ทำลายช่วงเวลาแห่งความสนุกของข้าเสียจริง’ มู่
ชิงชูกล่าวสาปแช่งในใจเขา เพราะไม่กล้าที่จะขัดคำสั่งของมู่ชื่อหั่วซึ่งๆ
หน้า
เหล่ยจิงเทียนก้าวออกมาวางเชือกสายฟ้ารอบตัวมู่ปิงอวิ๋นผนึกการ
เคลื่อนไหวของนาง เพื่อไม่ให้ฆ่าตัวตาย
จากนั้นก็ได้ปลดปล่อยตราประทับที่ผนึกการบ่มเพาะของมู่ชิงอี
มู่ชิงอีกัดฟันของนางและเข้าร่วมการโจมตีม่านพลัง สำหรับมู่ชิงชู
คอยสิ่งที่ต้องการกับมู่ปิงอวิ๋นหลังจากที่ม่านพลังพังทลายลงและสังหาร
หลินหมิงได้ นางไม่ที่จะคิดไปไกลกว่านี้เลย
นางไม่มีทางเลือก นางไม่สามารถมองดูมู่ปิงอวิ๋นถูกย่ำยีได้ นางเพียง
หวังแค่ว่าจะมีผู้มาช่วยเหลือหากยื้อเวลาเรื่องนี้ออกไปอีก…
“ยายแก่ ข้าขอบอกเจ้าไว้ว่าอย่าเล่นไม่ซื่อ มันเห็นได้ชัดสำหรับชาย
ชราผู้นี้ว่าเจ้าใช้ความแข็งแกร่งไปมาเพียงใด!” เหล่ยจิงเทียนเค้นเสียงเย็น
ชา
มู่ชิงอีรู้สึกราวกับว่ามีมีดหั่นหัวใจของนาง ในตอนนี้ นางไม่มี
ทางเลือกนอกจากไปโจมตีและให้มีความทรงพลังเท่ากับการโจมตีของขั้น
หลอมรวมแก่นแท้ผู้นึง และหวังว่าท่านพลังจะไม่พังทลายลง
“หลินหมิงได้โปรด ให้อภัยข้าด้วย ครั้งนี้ข้าจำเป็นที่จะต้องเห็นแก่
ตัว…”
……….
หลังจากที่มู่ชือหั่ว เหล่ยจิงเทียนและที่เหลือช่วยกันโจมตีรูปแบบ
ค่ายกลสังหารมายาอย่างบ้าคลั่ง หลินหมิงก็ยืนอยู่อย่างสงบภายในม่าน
พลัง หัวใจของเขาสงบนิ่งราวกับผิวทะเลสาบ
ด้านหน้าของหลินหมิง มีเงาขนาดใหญ่ปรากฏ สั่นสะท้านราวกับน้ำ
กระเซ็นและกลายเป็นแข็ง ก่อตัวเป็นรูปร่างปีศาจสูง 10 ก้าว มันถือ
ขวานยักษ์อยู่ในมือ และทั่วร่างพันไปด้วยโซ่ขนาดใหญ่ มันมีระดับการบ่ม
เพาะขั้นหลอมรวมแก่นแท้ช่วงต้น
ในอดีต รูปแบบค่ายกลมายาสังหารนี้ใช้เพื่อให้ศิษย์สายในของ
ตำหนักจักรพรรดิเทพปีศาจได้ฝึกฝน มันคล้ายกับรูปแบบค่ายกลหมื่น
สังหารที่ทุกอย่างปรากฏขึ้นเป็นภาพมายา ถึงแม้มันจะใกล้เคียงกับการ
ต่อสู้จริง แต่จะไม่มีผู้ใดตกตายไปจริงๆเพราะมัน
เมื่อใดที่ถูก ‘สังหาร’ โดยรูปแบบค่ายกลังหารมายานี้ก็จะถูกส่งออก
ไปนอกม่านพลัง
ในปัจจุบัน หลินหมิงนั้นสามารถที่จะเอาชนะปีศาจยักษ์ขั้นหลอม
รวมแก่นแท้ช่วงต้นได้อย่างง่ายดาย แต่หลังจากที่ถูกทำลายไป ตัวที่
แข็งแกร่งกว่าก็จะปรากฏออกมา หลินหมิงจะสามารถเอาชนะศัตรูที่
แข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆได้อีกเพียงแค่ 4-5 ตัวก่อนที่พ่ายแพ้และถูกส่งออกไป
นอกการป้องกันของรูปแบบค่ายกล เมื่อมันเป็นเช่นนั้น ผลที่ตามมาย่อม
ร้ายแรงอย่างยิ่ง!
หลินหมิงหลับตาลงและตั้งสมาธิ ลบทุกอย่างที่ทำให้ไขว้เขว่ออกไป
เขาพยายามทำตามความทรงจำที่ตนได้รับมาถึงวิธีการในการทะลวง
รูปแบบค่ายกลนี้ และค่อยๆ ก้าวไปข้างหน้าอย่างช้าๆ
เป้าหมายของเขามิใช่การสังหารศัตรูภายในรูปแบบค่ายกลฝึกซ้อมนี้
กลับกัน เป้าหมายของเขาคือการทะลวงรูปแบบค่ายกลนี้ออกไปและเข้า
ไปใกล้กับรูปแบบค่ายกลเคลื่อนย้ายเพื่อให้สามารถไปยังศูนย์กลางของ
โลกใบนี้ได้ แต่รูปแบบค่ายกลเคลื่อนย้ายนี้ไม่เพียงแค่สามารถไปยัง
ศูนย์กลางของโลกใบนี้ได้ แต่ยังสามารถเข้าไปยังตำหนักจักรพรรดิเทพ
ปีศาจได้อีกด้วย
ผ่านไป 15 นาที หลินหมิงยืนอยู่ที่นั่นและครุ่นคิดถึงวิธีการเปิดใช้
งานรูปแบบค่ายกลเคลื่อนย้ายเพื่อไปยังตำหนักจักรพรรดิเทพปีศาจ เขา
ลังเล และสุดท้ายก็ยอมแพ้ เพราะไม่ว่าอย่างไร ก็ยากอย่างยิ่งที่จะไปแย่ง
ชิงรากมังกรนิพพานกับเหล่าผู้ทรงพลังขั้นทำลายชีวิต
แต่เขาไม่คิดเลยว่าเพียงแค่เวลาช่วงสั้นๆ เขาจะถูกกดดันจนตกมา
อยู่สภาพเช่นนี้ได้ มันดูเหมือนว่าตำหนักจักรพรรดิเทพปีศาจจะเป็นเพียง
เส้นทางเดียวของหลินหมิงที่จะหลุดออกไปจากความบ้าคลั่งนี้
“โฮกกกกกก!”
ปีศาจยักษ์มายาคำรามออกมา มันยกขวานยักษ์ขึ้นและพุ่งไปยัง
หลินหมิง แต่หลินหมิงเพียงแค่ถอยหลังไปก้าวเดียวและก้าวไปทางซ้าย
อีกสามก้าวเท่านั้น ทันใดนั้น ฉากโดยรอบก็ได้เปลี่ยนไป ปีศาจยักษ์มายา
กลับหายไปอย่างฉับพลัน ก้าวแล้วก้าวเล่า หลินหมิงก็เข้าใกล้รูปแบบค่าย
กลเคลื่อนย้ายมากขึ้น ภาพของมู่เชียนหยี่ที่เลือนหายไปได้สะท้อนอยู่ใน
จิตใจของเขาตามด้วยภาพรอยยิ้มที่ชั่วร้ายของมู่ชิงชู อารมณ์ของหลินหมิ
งค่อนข้างมั่นคงเมื่อคิดถึงเรื่องเหล่านี้ มันเป็นเพียงความสงบของ
สายเลือดที่ยับยั้งอารมณ์เอาไว้ รอคอยเวลาอย่างเงียบเชียบที่จะปะทุ
ออกมา
รูปแบบค่ายกลเคลื่อยย้ายอยู่ที่นี่!
รูปแบบค่ายกลสังหารมายาที่สร้างมาเพื่อศิษย์สายในนั้นสำคัญเป็น
อย่างยิ่งสำหรับตำหนักจักรพรรดิเทพปีศาจ โดยปกติแล้วมันย่อมเชื่อม
ต่อไปยังศูนย์กลางเพื่อการติดต่อสื่อสารระหว่างศิษย์จากที่อื่นของตำหนัก
จักรพรรดิเทพปีศาจ มิเช่นนั้น ด้วยโลกที่กว้างใหญ่ของตำหนักจักรพรรดิ
เทพปีศาจที่กินเนื้อที่กว่าหมื่นลี้และยังมีกฏที่ยับยั้งการบินอีก มันก็คง
ลำบากเป็นอย่างยิ่งในการติดต่อสื่อสารกันหากไม่มีรูปแบบค่ายกล
เคลื่อนย้าย
หลินหมิงได้วางหินลมปราณแท้ระดับกลาง 2 ก้อนลงบนรูปแบบค่าย
กลเคลื่อนย้าย และเปิดใช้งานมันตามความทรงจำที่เขาได้รับ
แสงสีขาวครอบคลุมร่างของหลินหมิง มิติหมุนรอบตัวเขา ทุกอย่าง
โดยรอบบิดเบือน…
……….
ณ ศูนย์กลางของโลกที่พังทลาย แทนบูชากว้างรอยก้าวลอยนิ่งอยู่
กลางอากาศ มันมีอักขระและอักษรรูนอยู่ ทั้งหมดเป็นรูปแบบค่ายกล
บรรพกาล
รอบแท่นบูชาขนาดใหญ่นี้ มีแท่นบูชาขนาดเล็กนับสิบลอยอยู่ แท่น
บูชาหินทั้งหมดเหล่านี้ถูกห่อหุ้มอยู่ในชั้นของแสงสีขาวซีดมันทำให้รู้สึกถึง
ความเงียบสงบและลึกลับ
ครู่ต่อมา แสงสลัวสาดประกายออกมาบนแท่นบูชาหิน รูปร่างของ
ชายหนุ่มปรากฏออกมา – ชายหนุ่มผู้นี้ก็คือหลินหมิง
การเคลื่อนย้ายครั้งนี้ ข้ามไปไกลถึงหลายร้อยลี้
หลินหมิงใช้ง้าวโลหิตล้างผลาญในการค้ำยันตนเองขึ้นมา รู้สึกมึนงง
ไปหมด เขาในตอนนี้อยู่ในสภาวะที่อ่อนแออย่างยิ่ง
เขาโบกมือและเอาโอสถหยางผันแปรเม็ดที่สองออกมาจากแหวนมิติ
กลืนกินมันเข้าไปและเริ่มนั่งเข้าณาณในทันที
เขามิได้กังวลว่ามู่ชือหั่วจะตามมาโดยใช้รูปแบบค่ายกลเคลื่อนย้ายนี้
สำหรับรูปแบบค่ายกลเคลื่อนย้ายเช่นนี้ มันไม่มีทางที่จะเปิดใช้งานได้
นอกจากเข้าใจอย่างลึกซึ้งถึงการทำงานเบื้องหลังของมันอย่างแท้จริง
ขณะที่หลินหมิงออกมาจากรูปแบบค่ายกลมายาสังหารได้ ความคิด
อันบ้าบิ่นก็ได้ปรากฏขึ้นภายในจิตใจของเขา