Martial World ศิลาลึกลับกับวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ - ตอนที่ 486 กับดักหุ่นเชิด
ขณะที่ซ่วนหวู๋จี๋กล่าว เขาก็ยิ้มอย่างชั่วร้ายและพุ่งฝ่ามือไปยังหลินห
มิง
มู่เฟิงเซียนสีหน้าเปลี่ยนไปในทันที “หยุด!”
ด้วยคำกล่าวนี้ มู่เฟิงเซียนได้พุ่งออกไป ในขณะเดียวกัน หญิงชรา
แผนกวิหควารีก็ได้เคลื่อนไหวเช่นกัน!
พลังทั้งสองของเพลิงและน้ำแข็งพุ่งออกไปในเวลาเดียวกัน พุ่งไปราว
กับคลื่นตรงไปยังซ่วนหวู๋จี๋ ซ่วนหวู๋จี๋เพียงแค่เค้นเสียงเย็นชาเท่านั้น
“หลีกไปซะ!”
ปังง!
พลังทั้งสองของเพลิงและน้ำแข็งถูกทำลายโดยซ่วนหวู๋จี๋ มู่เฟิงเซียน
และหญิงชราแผนกวิหควารีลอยกระเด็นออกไปด้วยกันทั้งคู่ สำหรับซ่
วนหวู๋จี๋เขานั้นเพียงแค่ถูกผลักเล็กน้อยเท่านั้นและกลับมาโจมตีหลินหมิ
งอีกครั้ง!
“นักบวชคิ้วขาว โปรดช่วยศิษย์ของข้าด้วย!” มู่อวี้หวงกล่าวอย่าง
กังวล เผชิญหน้ากับผู้เชี่ยวชาญระดับสูงเช่นซ่วนหวู๋จี๋ มู่อวี้หวงย่อมไม่ใช่
คู่มืออย่างแน่นอน นางไม่อาจที่จะหยุดเขาได้แม้แต่วิเดียว
“ชายชราผู้นี้เข้าใจแล้ว”
ในการเข้ามายังตำหนักจักรพรรดิเทพปีศาจ เกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์นั้น
ส่งเสริมเขาอย่างดี สำหรับซ่วนหวู๋จี๋ เขาเป็นฝั่งตรงข้ามกับนิกายมหา
วิหารเซนอย่างสิ้นเชิง นักบวชคิ้วขาวย่อมรู้ดีว่าควรเลือกฝ่ายใด
ด้วยการโยนไม้เท้าในมือ นักบวชคิ้วขาว ท่องบทสวดราวกับเสียง
กลองกระหึ่ม แสงสีทองปรากฏขึ้นที่แขนของเขา และพุ่งฝ่ามือไปยังซ่
วนหวู๋จี๋
ในขณะเดียวกัน มู่อวี้หวงก็ประหลาดใจ หนานอวิ๋นหวังเองก็
เคลื่อนไหว เขาหัวเราะเสียงดังและพลิกฝ่ามือ สร้างเป็นกระบี่สีแดงฉาน
ขึ้นมาและฟันไปยังซ่วนหวู๋จี๋
เมื่อซ่วนหวู๋จี๋มองเห็นผู้เชี่ยวชาญขั้นทำลายชีวิตทั้งสองโจมตีพร้อม
กัน เขาหน้าซีด และทำอันใดไม่ได้นอกจากถอย
บึมมม!
ปราณแท้ปะทะกันอากาศสั่นสะเทือน คลื่นกระแทกปราณแท้เหล่านี้
มิใช่สิ่งที่นักสู้ขั้นหลอมรวมแก่นแท้ทั่วไปจะสามารถต่อต้านได้
ร่างของมู่อวี้หวงแว่บขึ้นและไปโผล่ที่ด้านข้างของหลินหมิง นางกอด
เขาเอาไว้ด้วยแขน สร้างโล่เพลิงป้องกันสีแดงขึ้นมาเพื่อปกป้องเขาจาก
พายุปราณแท้
แครกก แครกก แครกก!
คลื่นกระแทกปราณแท้ปะทะกับโล่เพลิงและเกิดเสียงแตกขึ้น ราว
กับว่ามันจะพังทลายลง
ด้านข้างมู่อวี้หวง หลินหมิงถอนหายใจยาว เขาผ่านสถานการณ์นี้ไป
ได้อย่างหวุดหวิด หากนักบวชคิ้วขาวไม่ได้ช่วยเขาเอาไว้ เขาคงจะต้องตก
ตายที่นี่เป็นแน่
อย่างไรก็ตาม ผู้อาวุโสท่านนั้น มิใช่เขามีนามว่าหนานอวิ๋นหวังหรอก
หรือ? เหตุใดเขาจึงได้ช่วยข้า?
“หนานอวิ๋นหวัง!”
ซ่วนหวู๋จี๋มองไปยังหนานอวิ๋นหวังด้วยสีหน้าที่มืดมน
หากนักบวชคิ้วขาวช่วยเหลือหลินหมิง เขาก็ไม่มีสิ่งใดจะกล่าวว่าได้
แต่หนานอวิ๋นหวังกลับทำเช่นนั้นด้วย เขาเพียงแค่อยากจะป่วนเท่านั้น
เมื่อไม่กี่วันก่อน ซ่วนหวู๋จี๋และหนานอวิ๋นหวังแทบจะต่อสู้กันอย่างรุนแรง
ขึ้นที่ด้านนอกของตำหนักจักรพรรดิเทพปีศาจ นับตั้งแต่ตอนนั้น หนา
นอวิ๋นหวังก็จะต่อต้านซ่วนหวู๋จี๋ทุกทางเท่าที่มีโอกาส
“ฮ่าฮ่า” หนานอวิ๋นหวังยิ้มเย้ยหยันและกล่าว ‘แล้วเจ้าจะทำอันใด
หรือ?’ ในด้านความแข็งแกร่งเพียงอย่างเดียว หนานอวิ๋นหวังแข็งแกร่ง
กว่าซ่วนหวู๋จี๋เล็กน้อย เขาจึงไม่จำเป็นที่จะต้องหวาดกลัวนั่นเอง
ดวงตาของซ่วนหวู๋จี๋แวบแสงสีดำขึ้น จากนั้นซ่วนหวู๋จี๋ก็ได้ระงับความ
โกรธเอาไว้ เขาเค้นเสียงเย็นชาและไม่โจมตีอีกต่อไป
การต่อสู้กับผู้เชี่ยวชาญขั้นทำลายชีวิตถึง 2 คนนั้นย่อมเป็นการตัด
สิ้นใจที่โง่เขลา
“ฮ่าฮ่า!” ขณะที่หนานอวิ๋นหวังมองเห็นซ่วนหวู๋จี๋ยอมแพ้ ความคิด
ของเขาก็ปลอดโปร่ง เขาหันไปกล่าวกับหลินหมิง “เจ้าหนุ่ม เจ้าก็มีทักษะ
อยู่บ้าง เจ้าอยู่เพียงแค่ขั้นปราณต้นฟ้ากับสามารถที่จะกลายมาเป็นศัตรู
กับเจ้าสุนัขชราซ่วนได้แล้ว ไม่เอาน่า บอกข้าหน่อย เจ้าทำได้อย่างไรกัน”
หนานอวิ๋นหวังกล่าวด้วยเสียงที่ดัง ตั้งใจที่จะให้ซ่วนหวู๋จี๋ได้ยิน สิ่งนี้
ทำให้หลินหมิงถึงกับพูดไม่ออก เขาครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่ และสรุปเหตุผล
ทั้งหมดให้หนานอวิ๋นหวังฟังผ่านกระแสเสียงปราณแท้
“มันเป็นเช่นนี้เอง! เจ้าได้สังหารเจ้าขี้แพ้น้อยซ่วนจี๋นี่เอง! ทำได้ดี
อย่างยิ่ง! สังหารได้เยี่ยม!” หนานอวิ๋นหวังปรบมือ สำหรับพฤติกรรมการ
เพิ่มเชื้อเพลิงลงสู่กองไฟเช่นนี้ หลินหมิงไม่รู้ว่าตนจะหัวเราะหรือร้องไห้ดี
ไม่ว่าอย่างไร หนานอวิ๋นหวังก็มิได้หวาดกลัวซ่วนหวู๋จี๋ แต่เขาคือผู้ที่สังหาร
เหลนของซ่วนหวู๋จี๋ แน่นอนว่าซ่วนหวู๋จี๋ย่อมสังหารเขาทันทีที่มีโอกาส
ขณะที่เขามองไปยังซ่วนหวู๋จี๋ เขาได้เห็นสีหน้าของซ่วนหวู๋จี๋กลับมา
เป็นปกติแล้ว ไม่เพียงแค่เมินเฉยต่อหนานอวิ๋นหวัง แต่เมยเฉยต่อหลินหมิ
งอย่างสิ้นเชิงด้วย นี่ทำให้หัวใจของหลินหมิงระส่ำระส่ายยิ่งกว่าเดิม
หากเขาเดาไม่ผิด ผู้ที่ทิ้งอาคมตรวจสอบเอาไว้เบื้องหลังก็น่าจะเป็นซ่
วนหวู๋จี๋ ชายชราผู้นี้ฉลาดเกินไปและไม่สามารถเข้าใจได้ หลินหมิงรู้สึก
กระวนกระวายที่จะติดตามเขาไปเช่นนี้
หลินหมิงถอยห่างออกไปจากซ่วนหวู๋จี๋โดยไม่รู้ตัว
หนานอวิ๋นหวังที่สังเกตเห็นและดึงเอาแผ่นหยกออกมาจากแหวนมิติ
เขาหัวเราะและกล่าวว่า “ชายชราผู้นี้รู้สึกเหมือนเป็นสหายกับเจ้ามานาน
ข้าต้องกล่าวว่าพวกเรานั้นร่วมมือกันน่าจะดีที่สุด ฮ่าฮ่า แผ่นหยกป้องกัน
นี้ข้าขอมอบให้กับเจ้า หลังจากที่เปิดใช้งานมัน เจ้าจะสามารถต้านการ
โจมตีจากขั้นทำลายชีวิตระดับ 2 ที่ทุ่มพลังทั้งหมดได้ และมันสามารถ
ใช้ได้เพียงครั้งเดียว ในช่วงวิกฤตมันจะสามารถช่วยเจ้าได้”
ด้วยระดับการบ่มเพาะจุดสูงสุดขั้นทำลายชีวิตระดับ 3 ของหนา
นอวิ๋นหวัง การสร้างแผ่นหยกป้องกันระดับนี้ขึ้นไม่ได้ยากมากนัก ถึงแม้
มันจะไร้ประโยชน์เมื่ออยู่ต่อหน้าตัวตนระดับเดียวกับซ่วนหวู๋จี๋ แต่มันก็
สามารถที่จะถ่วงเวลาเอาไว้ได้เล็กน้อย มันจึงทำให้มีเวลามากพอที่
นักบวชคิ้วขาวหรือหนานอวิ๋นหวังเข้าไปช่วยเหลือเขาได้ทัน
หลินหมิงมองไปยังหนานอวิ๋นหวังด้วยความประหลาดใจและรับแผ่น
หยกมา “ขอบคุณ ผู้อาวุโส!”
สำหรับเขาแผ่นหยกนี้มีประโยชน์อย่างมาก ถึงแม้จะไม่ได้ใช่มันใน
ครั้งนี้ เขาย่อมได้ใช้มันในอนาคต ตั้งแต่ที่เขาได้เข้ามาในสมรภูมิรบบรรพ
กาลนี้ เกี่ยวกับสมบัติช่วยชีวิตแล้วก็มีมากเช่นกัน 3 โอสถ 1 อักขระ
หลบหนี ทั้งหมดนี้ต่างช่วยเขาได้อย่างมาก
“ฮ่าฮ่า ชายชราผู้นี้ชื่นชอบเจ้า ข้ามองเห็นสิ่งดีในตัวเจ้า การบ่ม
เพาะดี ในอนาคตพยายามสังหารทั้งหลานและเหลนของเจ้านั่นให้มากขึ้น
ล่ะ! หรือจะให้ดีกว่านั้น ก็ทำลายดินแดนปีศาจแห่งทะเลทางใต้ให้หมด
เลย!ฮ่าฮ่า!”
ขณะที่หนานอวิ๋นหวังกำลังยินดีในการล้อเลียนซ่วนหวู๋จี๋ หลินหมิงก็
ใจสลด หนานอวิ๋นหวังผู้นี้พยายามที่จะยั่วยุซ่วนหวู๋จี๋อย่างแท้จริง
บางทีเขาอาจต้องการที่จะให้ซ่วนหวู๋จี๋โจมตีอีกครั้ง เพื่อที่เขาจะได้
โจมตีอย่างสะใจ…
เมื่อคิดได้เช่นนี้ หลินหมิงก็ถึงกับสะท้าน เดิมทีแล้วหลินหมิงหวังที่
จะพึ่งพาความทรงจำของจักรพรรดิปีศาจและรับเอาโชคบางอย่างที่ทุก
คนพลาดไป แต่ผู้ใดจะรู้เล่าว่าเหล่าคนชราขั้นทำลายชีวิตเหล่านี้จะระวัง
ตัวเป็นอย่างยิ่งและสามารถค้นพบเขาได้
“หลินหมิงเจ้าเข้ามายังตำหนักจักรพรรดิปีศาจได้อย่างไร?” น้ำเสียง
ของมู่เฟิงเซียนเต็มไปด้วยการดุด่า “นักบวชคิ้วขาวและหนานอวิ๋นหวัง
ช่วยได้แค่ตอนนี้ แต่ในอนาคตพวกเขาไม่สามารถอยู่ปกป้องได้ตลอด หาก
เริ่มมีการต่อสู้แย่งสมบัติขึ้นมา ในตอนนั้นก็คงไม่มีผู้ใดนึกถึงเจ้า เมื่อเวลา
นั้นมาถึง ซ่วนหวู๋จี๋จะต้องสังหารเจ้าอย่างแน่นอน! แม้แต่ข้าเองก็ยังไม่
อาจปกป้องเจ้าได้!”
“อีกอย่าง จะมีประโยชน์อันใดที่เข้ามาที่นี่? รากมังกรนิพพานมิใช่สิ่ง
ที่เจ้าสามารถต่อสู้แย่งชิงมาได้ ไม่ต้องกล่าวถึงเจ้า แม้แต่ข้าก็ยังไม่ง่าย
เพียงแต่หวังจะได้ยังโชคเล็กน้อยจากอย่างอื่นเท่านั้น ”
มู่เฟิงเซียนรู้สึกโกรธเล็กน้อย ผนึกด้านนอกคงปิดตัวลงอีกครั้งแล้ว
แม้แต่หลินหมิงอยากที่จะออกไป ก็ไม่อาจที่จะทำเช่นนั้นได้อีก เขาช่วย
ไม่ได้ที่จะตามกลุ่มคนเหล่านี้ไป หากจากไปตัวคนเดียว โอกาสที่จะถูก
ซวนหวู๋จี๋สังหารก็จะยิ่งมากขึ้นไปอีก
หลินหมิงยิ้มอย่างข่มขื่นและแจ้งเรื่องเกี่ยวกับการทรยศของมู่ชือหั่ว
ให้กับมู่เฟิงเซียนและมู่อวี้หวงฟังผ่านกระแสเสียงปราณแท้
มู่เฟิงเซียนสั่นสะท้าน “เจ้าว่าอย่างไรนะ? มู่ชือหั่วร่วมมืออย่าง
เปิดเผยกับเหล่ยจิงเทียนเพื่อที่จะสังหารเจ้าเช่นนั้นหรือ?”
“ใช่แล้ว”
“มันเป็นไปได้อย่างไรกัน… มู่ชือหั่วเป็นบ้าไปแล้วเช่นนั้นหรือ เพียง
แค่ความแค้นเล็กน้อย เขาจะไม่สนใจการบ่มเพาะของตนเองเลยหรือ? มู่
อวี้หวงพบว่ามันน่าเหลือเชื่อยิ่งนัก ตั้งแต่ที่เกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ได้ก่อตั้ง
มามากกว่า 3000 ปี มันไม่เคยมีเหตุการณ์ที่ผู้อาวุโสสกุลมู่ทรยศนิกายมา
ก่อนเลย”
มู่เฟิงเซียนคิ้วขมวด สีหน้าของนางเปลี่ยนไปหลายครั้ง ในที่สุดนางก็
ถอนหายใจและกล่าวว่า “เจ้าปีศาจทรราชมู่ชือหั่วนั่น… วางแผนไว้ล้ำลึก
ยิ่งนัก และการสังเกตของเขาแหลมคมอย่างยิ่ง…. หลินหมิง ความจริงคือ
ข้าสังเกตมาได้นานแล้วถึงสัญลักษณ์เปลวเพลิงระหว่างคิ้วของเจ้า เจ้า
ได้รับสืบทอดสายเลือดฟีนิกซ์โบราณมาใช่หรือไม่?”
ขณะที่มู่เฟิงเซียนกล่าวเช่นนี้ออกมา จิตใจของมู่อวี้หวงก็สั่นสะท้าน
นางเองก็ได้ตระหนักถึงความล้ำค่าและทรงพลังจากสายเลือดของหลินห
มิง แต่ก็ไม่ได้คิดมากเกี่ยวกับเรื่องนี้ ในตอนนี้ มันได้ถูกเปิดเผยออกมา
โดยมู่เฟิงเซียน นางก็ได้เข้าใจในสิ่งที่สงสัยทันที
หลินหมิงผงกศีรษะ “มันเป็นสายเลือดของตระกูลฟีนิกซ์โบราณ –
สายเลือดฟีนิกซ์โบราณ”
“สายเลือดฟีนิกซ์โบราณ”
มู่อวี้หวงอ้าปากค้าง สายเลือดวิหคเพลิงและสายเลือดฟีนิกซ์โบราณ
นั้นห่างชั้นกันอย่างมหาศาล สายเลือดวิหคเพลิงเป็นสัตว์อสูรศักดิ์สิทธิ์
และสัตว์อสูรศักดิ์สิทธิ์ก็มีการแบ่งระดับกันอีกเช่นกัน ภายในระดับของ
สัตว์อสูรศักดิ์สิทธิ์ในทวีปนภารินไหล วิหคเพลิงนั้นถือว่ามีระดับค่อนข้าง
ต่ำ
แต่สายเลือดฟีนิกซ์โบราณคือ สัตว์อสูรเทวะ แม้แต่ภายในแดนเทวะ
สัตว์อสูรเทวะก็ยังเป็นตัวตนที่หาได้ยากเป็นอย่างยิ่ง! สายเลือดฟีนิกซ์
โบราณจึงไม่ใช่สิ่งที่สายเลือดวิหคเพลิงจะสามารถเทียบได้อย่างแน่นอน!
ไม่สงสัยเลยว่าเหตุใดมู่ชือหั่วจึงได้ยอมเดิมพันทั้งหมด หากเขา
สามารถที่จะครอบครองสายเลือดของหลินหมิงและสามารถขโมยเอา
แผ่นหยก ‘เคล็ดบ่มเพาะบัญญัติศักดิ์สิทธิ์ต้องห้ามวิหคเพลิง’ ทั้ง 8 ขั้นไป
ได้ มู่ชือหั่วก็มีโอกาสที่จะกลายเป็นผู้ทรงพลังระดับจักรพรรดิได้ใน
อนาคต!
“ทั้งหมดนี้เป็นความประมาทของข้า!”
มู่อวี้หวงกล่าวโทษตนเอง หากนางไม่เชื่อในสัญญาโลหิตมาก
จนเกินไป นางก็คงไม่ยอมให้มู่ชือหั่วเข้ามาในโลกที่ล่มสลายนี้และ
กลายเป็นโอกาสอันดีในการทรยศนิกาย
ในตอนนี้ทางเข้าตำหนักจักรพรรดิปีศาจได้ถูกผนึกเอาไว้อีกครั้ง นาง
ไม่อาจจากไปได้แม้จะต้องการ ทำได้เพียงแค่มุ่งหน้าต่อไป
“ในตอนนี้มิใช่เวลากล่าวถึงเรื่องนั้น หลินหมิงได้เข้ามาที่นี่แล้ว ตาม
ข้ามาให้ติดๆ อย่าเข้าไปใกล้ซ่วนหวู๋จี๋เด็ดขาด สำหรับสมบัติหรือสิ่งต่างๆ
ไม่ต้องคาดหวัง สิ่งเหล่ามิใช่ของที่เจ้าสามารถครอบครองได้ ถึงแม้เจ้าจะ
มีโชคที่ท้าทายสวรรค์และได้รับสมบัติมา มันก็จะถูกแย่งไปโดยคนอื่น”
หลินหมิงผงกศีรษะ เขาย่อมเข้าใจความจริงเหล่านี้
ข้อได้เปรียบที่ใหญ่ที่สุดของเขาในตอนนี้คือความเข้าใจในรูปแบบ
ค่ายกลบรรพกาล อย่างไรก็ตาม หากตามเหล่าคนชราพวกนี้ไป เช่นนั้น
ต่อให้เขาพบสมบัติ ก็ต้องถูกแย่งไปอยู่ดี ไม่เพียงแค่นั้น แต่ในอนาคต
หากมีการต่อสู้ระยะประชิดอันรุนแรงแย่งชิงสมบัติขึ้นมา เช่นนั้นก็เท่ากับ
ว่าเขาจะพบกับหายนะด้วยเช่นกัน
เมื่อคิดได้เช่นนี้ หลินหมิงก็หนักใจด้วยความกังวล
ขณะที่ทุกคนในกลุ่มผ่านห้องโถงไป ในตอนนั้นเอง ก็ได้มีเสียง ‘ตึง
ตึง ตึง’ ราวกับว่ามีบางอย่างที่หนักอึ้งมุ่งหน้ามาทางพวกเขา
ทุกคนหยุดลงในทันทีและมองไปยังทิศทางของต้นเสียง ทุกคน
กลายเป็นสีหน้ามืดมน แม้แต่หนานอวิ๋นหวังที่ปกติมีสีหน้าไม่ใส่ใจ ก็ยังได้
ชักกระบี่สีแดงฉานออกมา และเผยให้เห็นถึงความตื่นเต้นบนใบหน้า
ซ่วนหวู๋จี๋เค้นเสียงเย็นชาและแบมือสองข้างออกมา กลิ่นอายของเขา
พุ่งขึ้น ทักษะที่เขาใช้นี้เหมือนกับเคล็ดบ่มเพาะปีศาจเอจีที่มหาจักรพรรดิ
อเวจีใช้
ในตอนนี้ สิ่งที่ดูหนักอึ้งก็ได้มุ่งหน้ามาถึงทางเดินหลัก มันสูงกว่า 10
ก้าว ทั่วร่างสร้างจากโลหิตสีแดงที่ไม่เป็นที่รู้จัก มันมีรูปลักษณ์คล้ายกับ
ปีศาจยักษ์ และถือค้อนขนาดใหญ่ในมือ การเคลื่อนไหวช้าอย่างยิ่ง
“หุ่นเชิดปีศาจยักษ์”
หลินหมิงนึกถึงชื่อของหุ่นเชิดตัวนี้ได้ หุ่นเชิดปีศาจยักษ์ตัวนี้มีพลัง
เทียบเท่าขั้นหลอมรวมแก่นแท้ช่วงปลาย ภายใต้กฏแห่งการยับยั้งของ
โลกใบนี้ จึงทำให้หุ่นเชิดปีศาจยักษ์สามารถที่จะกดดันขั้นทำลายชีวิต
ระดับ 1 ได้ แน่นอน ต่อหน้าซ่วนหวู๋จี๋และหนานอวิ๋นหวัง มันก็ไม่ได้
มากมายอันใด