Martial World ศิลาลึกลับกับวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ - ตอนที่ 52 เด็กหนุ่มตระกูลหลิน
“ข้าให้ยอมให้เจ้ายืมป้ายหยกที่บันทึกพลังที่สืบทอดมานานจาก
ตระกูลของข้า ‘สัจธรรมทั้งเก้า’ แต่ให้เวลาได้เพียงแค่6ชั่วโมงเท่านั้น
และเงินอีก 5000 เหรียญทอง! ถึงแม้ว่ามันจะเป็นแค่ข้อเสนอของข้า แต่
เจ้าก็อย่าได้ไปพูดแพร่งพรายเรื่องนี้ให้ใครรู้เด็ดขาด ไม่เช่นนั้นจะต้องเกิด
เรื่องขึ้นอย่างแน่นอน ไม่แน่ว่านายอาจจะถูกตามล่าด้วย” หวังหยานเฟิง
พูดด้วยเสียงที่แผ่วเบาที่สุด
ยาเม็ดไขกระดูกมังกรทองไม่สามารถซื้อได้ด้วยเงืนเพียงอย่างเดียว
แต่หวังหยานเฟิงก็ยังพยายามจะขอซื้อด้วยเงินทั้งหมดเท่าที่มันมี และมัน
ยังเสนอวิชาลับของตระกูลของมันให้อีก ‘สัจธรรมทั้งเก้า’ ซึ่งเป็นวิชาลับ
ที่ตกทอดจากรุ่นสู่รุ่น มันเป็นสมบัติล้ำค่าและถูกเก็บเป็นความลับเฉพาะ
ของคนในตระกูลมาตลอด
หวังหยานเฟิงคาดการณ์ว่าหลินหมิงนั้นรู้เพียงเรื่องการฝึกหัวใจให้
แข็งแรงเท่านั้น และยังไม่ได้ฝึกเคล็ดบ่มเพาะใดใด มันจึงเสนอเคล็ดบ่ม
เพาะลับของมันให้เขา ตราบใดที่หลินหมิงไม่บอกเรื่องนี้กับใคร ก็ไม่มีทาง
ที่ใครรู้ได้ หวังหยานเฟิงเองก็รู้ว่าหลินหมิงคงไม่โง่พอจะทำอะไรแบบนั้น
หากเผยแพร่เรื่องมีเคล็ดบ่มเพาะ ‘สัจธรรมทั้งเก้า’ออกไปคนในตระกูล
ของมันก็จะไล่ล่าสังหารเขาเอง
หวังหยานเฟิงประเมินว่าหลินหมิงคงจะมีพรสวรรค์ระดับกลางๆ เขา
น่าจะไม่สามารถทำความเข้าใจทั้งหมดได้ภายในเวลา 6 ชั่วโมงเป็นแน่
“ เคล็ดบ่มเพาะ ‘สัจธรรมทั้งเก้า’ 6 ชั่วโมงรึ ” หลินหมิงยิ้มเยาะ
เคล็ดบ่มเพาะนี้เมื่อเทียบกับ ‘ชีพจรปราณเทพคลั่ง’ แล้ว ‘สัจธรรมทั้ง
เก้า’ ก็ไม่ต่างอะไรกับของเคล็ดบ่มเพาะไร้ค่า “ข้าไม่ได้สนใจมันแม้แต่
น้อย”
หวังหยานเฟิงหน้าแดงปรี๊ด “หลินหมิง แกรู้ถึงสถานะของตัวแกเอง
หรือไม่ ด้วยพลังของแกในตอนนี้ มันเป็นไปไม่ได้เลยที่จะฝึกฝนให้ถึงขั้นที่
สามได้ ต่อให้แกกินยานั่นเข้าไปก็ตาม แต่ถ้าแกพยายามฝึก ‘สัจธรรมทั้ง
เก้า’ มันจะเพิ่มพูนพลังของแกอย่างมากมายมหาศาล แกมีแต่ได้กับได้
กระบวนท่าลับนี้ตกทอดมารุ่นสู่รุ่น แม้แต่เงินเป็นล้านเหรียญทองก็ซื้อ
ไม่ได้ด้วยซ้ำ”
หลินหมิงตอบกลับว่า “สำนักเจ็ดแก่นแท้ก็มีเคล็ดบ่มเพาะให้ฝึกฝน
มากมาย และเคล็ดบ่มเพาะบางชนิดก็ทรงพลังมากกว่า ‘สัจธรรมทั้งเก้า’
หลายเท่า เหตุใดข้าต้องไปสนใจเคล็ดบ่มเพาะที่ไม่ได้ทรงพลังที่สุดเท่าที่
หาจะหาได้เช่นนั้นด้วย ”
“ฮึ่มม ถึงแม้สำนักเจ็ดแก่นแท้จะมีเคล็ดบ่มเพาะระดับสูงกว่า ‘สัจ
ธรรมทั้งเก้า’ๆอยู่ก็ตาม แต่มันก็ถูกถ่ายทอดเฉพาะศิษย์พิเศษเท่านั้น
ศิษย์พวกนั้นคือพวกที่ถูกเลือกจากเจ็ดปรมาจารย์แห่งขุนเขา แม้แต่ศิษย์
พี่หลิงเซ็น จากห้องสวรรค์ ก็ยังไม่มีคุณสมบัติพอที่จะถูกเลือกจากเจ็ด
ปรมาจารย์แห่งขุนเขาเลย เท่าที่ข้ารู้ นอกจากฉินซิงเซวียนแล้ว ก็คงไม่มี
ผู้ใดในอาณาจักลิขิตฟ้าที่จะถูกเลือกจากเจ็ดปรมาจารย์แห่งขุนเขา อย่าง
แน่นอน ศิษย์พิเศษเหล่านั้นมักจะมาจากตระกูลโบราณลึกลับจาก
อาณาจักรอื่นๆ แกคิดว่าแกยังจะมีหวังอยู่อีกหรือไม่ ”
อย่างไรก็ตามหลินหมิงก็มี ‘ชีพจรปราณเทพคลั่ง’ อยู่แล้ว แม้จะเป็น
เคล็ดบ่มเพาะสูงสุดของสำนักเจ็ดแก่นแท้ก็ไม่ทำให้เขารู้สึกอิจฉาแม้แต่
น้อย
หลินหมิงตอบ “แค่เพราะเจ้าหมดหวัง ไม่ได้หมายความว่าข้าจะ
หมดหวังไปกับเจ้าด้วย ข้าเสียเวลากับเจ้ามามากพอแล้ว ลาก่อน”
“แก… แกคิดว่าการบังเอิญเอาชนะข้าได้ครั้งหนึ่ง หมายความว่าแก
จะเก่งกว่าข้างั้นรึ รอก่อนเถอะ ข้าจะเหยียบย้ำให้แกกองอยู่ใต้เท้าของข้า
แกคิดว่าแกจะได้เป็นศิษย์พิเศษอย่างนั้นรึ อย่าให้ขำหน่อยเลยน่า ข้าจะ
รอดูแกเป็นซากศพให้คนอื่นๆเหยียบย้ำขึ้นไป อย่างทุกข์ทรมาน…”
หลินหมิงเลิกสนใจหวังหยานเฟิงแล้ว เขาล้มหวังหยานเฟิงได้แล้ว ใน
ความคิดของเขา หวังหยานเฟิงอ่อนแอกว่าจูเอี๋ยน ฉินซิงเซวียน และ
หลิงเซ็น แต่เขาจะไม่ยอมแพ้ให้กับคนที่เคยเอาชนะมาแล้วแน่นอน หาก
เป็นเช่นนั้น ถ้าวันหนึ่งเขาต้องแพ้ให้กับคนที่เขาเคยชนะมาก่อน เขาก็คง
ต้องพิจารณาตัวเองใหม่เสียแล้ว
ก่อนจะถึงเวลาเที่ยงเล็กน้อย หลินหมิงได้ย้ายข้าวของทั้งหมดของ
เขาเข้าไปในที่พักใหม่ ในสำนักเจ็ดแก่นแท้ ทันกว้างใหญ่มาก มันมีพื้นที่
เพียงพอสำหรับศิษย์ห้องพสุธาทั้งห้องเลยทีเดียว
ที่พักของหลินหมิงอยู่บนพื้นที่เล็กๆหลังภูเขา ซึ่งภายในมีลำธารอยู่
ด้วย ในนั้นเป็นสีเหมือนกับไม้ที่มีอายุร้อยปี ถึงจะเป็นฤดูร้อนก็ยังรู้สึกถึง
ความเงียบสงบและสดชื่น มันเป็นที่ๆเหมาะสำหรับการฝึกฝนเป็นอย่าง
มาก
ขณะที่หลินหมิงกำลังพออกพอใจกับที่พักใหม่ของเขาอยู่ เขาก็เริ่ม
อ่านสิ่งที่อยู่ในป้ายหยกที่ได้รับมาจากอาจารย์คนนั้น
ป้ายหยกนั่นอธิบายเกี่ยวกับกฎของสำนักเจ็ดแก่นแท้รวมถึง การฝ่า
ฝืนกฎและการถูกลงโทษด้วย การแข่งขัน ชั่วโมงเรียน กำหนดการฝึก
และอื่นๆอีกมากมาย สุดท้ายเขาก็อ่านจบ จนถึงรางวัลของแต่ละอันดับ
ที่จัดขึ้นโดยสำนักเจ็ดแก่นแท้
เมื่ออ่านทุกอย่างจบ หลินหมิงก็รู้สึกอยากรู้อยากเห็นขึ้นมาทันที
เหตุผลส่วนใหญ่ที่เขาเข้ามาร่วมก็เพื่อสิ่งนี้
สำนักเจ็ดแก่นแท้นั้นมีศิษย์อยู่มากมาย ซึ่งแต่ละคนก็มีอันดับของ
ตนเอง
หลายร้อยปีที่แล้วเจ็ดปรมาจารย์แห่งขุนเขาคนหนึ่งได้สร้างอักขระ
อาคมขึ้นมา ในการจัดอันดับศิษย์นั้น เขาจะใช้อาคมแบบเดียวกับในมหา
เจดีย์วิจิตร ซึ่งสำนักเจ็ดแก่นแท้จะถูกควบคุมโดยเจ็ดปรมาจารย์แห่ง
ขุนเขา
อักขระอาคมที่ใช้จัดอันดับถูกเรียกว่า อักขระอาคม สังหารหมื่น
อักษร ทันทีที่เข้าไป เขาจะต้องต่อสู้กับ ศัตรูนับไม่ถ้วย และศัตรูพวกนั้นก็
รวมถึงปีศาจดุร้ายด้วย
และอันดับของพวกเขาจะถูกตัดสินโดยจำนวนที่ฆ่าไปกับระดับของ
ศัตรู
ในบรรดาศัตรูพวกนั้น พวกที่อ่อนแอที่สุดก็จะเทียบได้กับการฝึกฝน
ขั้นที่สอง หากฆ่าได้ตัวหนึ่ง ก็จะได้หนึ่งแต้ม แต่ถ้าหากฆ่าพวกขั้นสอง
ระดับสูงได้ ก็จะได้5แต้ม ขั้นสามได้ 10แต้ม ขั้นสามระดับสูงได้ 50 แต้ม
ขั้นสี่ได้ 100 แต้ม ขั้นสี่ระดับสูงได้ 500 แต้ม เป็นต้น
ศัตรูเริ่มแรกก็เป็นพวกระดับสอง และค่อยๆแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ
จนถึงขั้นสี่ระดับสูงที่จะเข้ามาสู่เรื่อยจนกว่าผู้ทดสอบจะตายลง
และผลคะแนนจะถูกคำนวณก่อนตาย นั้นก็เป็นการสาธิตในการจัด
อันดับละนะ
ถ้ามีอันดับสูงๆ ก็จะได้ประโยชน์หลายอย่าง เช่น ยาเม็ดผสาน
วิญญาณ ถ้าอันดับที่200 ก็จะได้ยาเม็ดผสานวิญญาณ ทุกๆสามเดือน ถ้า
ได้สิบอันดับแรก ก็จะได้ยาเม็ดผสานวิญญาณถึง10เม็ด ในทุกๆเดือน ซึ่ง
ยาเม็ดผสานวิญญาณ10เม็ดนั่นมีมูลค่าถึง 2000 เหรียญ ซึ่งก็เป็นจำนวน
ที่ เด็กจากตระกูลขุนนางไม่สามารถหาซื้อได้ง่ายๆ
ซึ่งความจริงแล้ว ยาเม็ดผสานวิญญาณเป็นแค่ส่วนหนึ่งเท่านั้น ถึง
ยังไงมันก็เป็นยาที่สามารถหาซื้อได้อยู่แล้วถ้ามีเงินทองมากพอ แต่ก็มี
บางอย่างที่แม้แต่เงินก็ซื้อไม่ได้ เช่นถ้า ได้อันดับ200 เขาสามารถเลือก
ฝึกฝนเคล็ดบ่มเพาะพื้นฐานที่อยู่ในสำนักได้ ยิ่งถ้าได้เป็น10อันดับแรกละ
ก็ พวกเขาสามารถเดินเข้าไปห้องเคล็ดบ่มเพาะลับที่พวกเขาต้องการ
ฝึกฝนได้เลย
แต่ถ้าได้ที่หนึ่ง เขาสามารถที่จะเรียนวิชาที่ถูกเก็บไว้เป็นอย่างดีใน
สำนักเจ็ดแก่นแท้ ซึ่งเป็นวิชาที่ศิษย์พิเศษเท่านั้นที่มีโอกาสเรียนได้ แม้แต่
คนจากเชื้อพระวงศ์ก็ไม่มีโอกาสได้เห็น
แน่นอนว่า หลินหมิงไม่ได้สนใจวิชาเหล่านั้นเท่าไรนัก เขาสนใจเรื่อง
ยาโอสถมากกว่า
เจ็ดปรมาจารย์แห่งขุนเขานั้นช่ำชองในเรื่องการสร้างอักขระอาคม
ในตอนที่เริ่มก่อตั้งสำนักเจ็ดแก่นแท้ พวกเขาได้ส่ง อาจารย์ขั้นปราณ
ปลายฟ้า มาตั้งเสาอาคมเหล่านั้นเพื่อให้ศิษย์ได้ฝึกฝนกัน เมื่อใช้เสานั้น
เหล่าศิษย์สามารถฝึกได้เร็วขึ้นเป็นสองเท่าและใช้ทรัพยากรเพียงครึ่ง
เดียวเท่านั้น แต่เสาก็มีอยู่จำกัด และยิ่งไปกว่านั้นพวกเขาต้องใช้พลัง
ปราณปริมาณมหาศาล เพื่อรักษาการคงอยู่ของมันเอาไว้ ด้วยเหตุนั้น
ไม่ใช่ทุกคนหรอกนะที่จะได้ใช้มัน แต่ต้องเป็นคนที่มีคุณสมบัติสูงพอ
เท่านั้น
เพราะฉะนั้น ในสำนักเจ็ดแก่นแท้ อันดับจึงสำคัญมาก ยิ่งมีอันดับ
ดีๆ ก็ยิ่งได้ยามากขึ้น พวกที่เก่งก็จะเก่งขึ้นไปอีก พวกอ่อนแอก็จะถูกทิ้ง
ห่างออกไปเรื่อยๆ การเหยียบพวกพ้องขึ้นไปสู่จุดสูงสุด ไม่ใช่เรื่องที่พูด
ขึ้นมาเล่นๆเท่านั้น
“ตอนนี้เขาก็ได้เข้าสำนักอย่างเป็นทางการแล้ว ถ้าอยากได้ของดีๆ ก็
ต้องทำอันดับดีๆให้ได้ แต่…เขายังฝึกการจารึกไม่สำเร็จ ถ้าให้ฝึกตอนนี้
อาจจะต้องใช้เวลาวาดอักขระนานถึงครึ่งเดือน เพื่อให้ได้ประสิทธิภาพ
สูงสุดในการใช้ยาเม็ดไขกระดูกมังกรทอง และ ยาโอสถพญางูทองคำ แต่
มันก็คุ้มค่ากับเวลาที่เสีย”
หลินหมิงพูดกับตัวเอง และเริ่มฝึกการจารึกอีกครั้ง
…
ในตอนเช้าวันที่สองห ลินหมิงลุกจากเตียงตั้งแต่เช้าๆ ไปอาบน้ำ
ชำระล้างร่างกาย วันนี้จะเป็นการเรียนการสอนครั้งแรกในสำนักเจ็ดแก่น
แท้
การเรียนการสอนไม่ได้เกี่ยวกับการ อธิบายกระบวนท่าอะไรทั้งนั้น
แต่มันเกี่ยวกับข้อควรรู้ของการฝึกฝน และความรู้เรื่องธาตุพื้นฐาน และ
วิธีดูแลร่างกาย ในสำนักเจ็ดแก่นแท้มีถึง7-8วิชาให้เรียน ศิษย์แต่ละคน
สามารถเลือกเรียนได้หนึ่งวิชา หรือจะไม่เรียนเลยก็ได้
ในการเรียนวันนี้ ป้ายหยกได้บอกว่า วันนี้จะเป็นเรื่องเกี่ยวกับ
พื้นฐานร่างกาย
ถึงหลินหมิงจะมีความทรงจำในเรื่องนี้อยู่บ้าง แต่เขาก็ยังไม่เข้าใจ
ทั้งหมด เพราะฉะนั้น วิชานี้จึงสำคัญสำหรับเขามาก
สถานที่เรียนวิชานี้คือ โถงบรรยายแห่งสำนักเจ็ดแก่นแท้ เมื่อหลินห
มิงมาถึง เขาพบว่าที่แห่งนี้เต็มไปด้วยผู้คนมากมายที่นั่งรออยู่เรียบร้อย
แล้วกว่า80คน
ในบรรดาคนพวกนั้น ไม่ได้มีแค่ศิษย์ใหม่ 53 คนเท่านั้น แต่มีคนแก่ๆ
บางคนมานั่งฟังด้วยเช่นกัน
สำนักเจ็ดแก่นแท้ ห้องสวรรค์และห้องพสุธา มีศิษย์รวมกันทั้งหมด
230 คน ห้องมนุษย์มี 400 คน ทั้งหมดก็ประมาณ 600 คน นอกจาก
600 คนนี้แล้วก็มีอีกหลายสิบคน ที่มาโดยใช้เส้นสาย ถึงจะมาโดยใช้เส้น
สาย แต่มันก็ไม่ได้เลวร้ายเท่าไร
ในสำนักเจ็ดแก่นแท้ศิษย์แต่ละคน สามารถเรียนรู้ได้สูงสุด 5 ปีและ
ถ้าหากเขายังอายุไม่ถึง 22 ปี เขาก็ยังสามารถอยู่ต่อได้อีกหรือจะเลือกจบ
การศึกษาออกไปก็ได้
และถ้าหากมีพละกำลังมากพอ พวกเขาสามารถขอจบก่อนก็ได้ แต่
คนส่วนใหญ่เลือกที่จะอยู่ให้ครบห้าปี เพราะมันมีทรัพยากรที่หาไม่ได้
ง่ายๆมากมาย
หลังจากที่หลินหมิงเข้ามาแล้ว เขาก็มองหาที่นั่ง ขณะนั้นเขารู้สึกว่า
มีคนหลายคนจ้องมองมาที่เขา
หลินหมิงหันไปก็พบกับคนที่มองเขาอย่างเป็นมิตร และยิ้มให้ด้วย
พวกเขารู้จักเขาอย่างนั้นหรือ
“นายคือหลินหมิงสินะ” ชายหนุ่มรูปงามในชุดสีฟ้าถามด้วยใบหน้า
ยิ้มแย้ม
“ใช่ แล้วนายเป็นใคร” เขาถามกลับไป
“ข้าขอแนะนำตัวเลยละกัน ชั้นชื่อ หลินหวู่ นี่คือน้องสาวของข้า
หลินเฟิงหยวน ” ชายคนนั้นผ่ายมือมาทางเด็กผู้หญิงคนหนึ่งด้านข้างของ
เขา
หลินหวู่,หลินเฟิงหยวน หรือว่าจะเป็น…
หลินหมิงแปลกใจมาก เขาถามต่อว่า “พวกเจ้ามาจากเมืองใบหม่อน
จากตระกูลหลินอย่างนั้นหรือ?”
หลินหวู่ยิ้มและตอบว่า “ถูกแล้ว”
ตระกูลหลินเป็นตระกูลใหญ่ และเป็นที่น่านับถือใน เมืองใบหม่อนสี
เขียว ถึงจะไม่มีชื่อเสียงระดับขุนนาง แต่พวกเขาก็มีชื่อในทางธุรกิจและ
ความร่ำรวย ในตระกูลใหญ่ขนาดนี้ ก็ย่อมต้องมีคนที่สามารถเข้าสำนัก
เจ็ดแก่นแท้ได้อยู่แล้ว เมื่อหนึ่งเดือนก่อน หลินหมิงได้ยืมบัตรผ่านมาเพื่อ
เข้าฟังการบรรยายในแผนกพิณ ซึ่งยืมมาจากหลินเสี่ยวตง