Martial World ศิลาลึกลับกับวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ - ตอนที่ 53 หินลมปราณ
ถึงแม้ว่าตระกูลหลักจะมีมรดกมากมายก็ตาม แต่ถ้าทางตระกูล
ต้องการจะพัฒนาแบบยั่งยืนแล้วละก็ พวกเขาก็ยังจำเป็นต้องจดจ่ออยู่กับ
ด้านการเงินเป็นอย่างดี ธุรกิจของตระกูลนั้นจะถูกส่งต่อให้ผู้ที่สืบทอด
โดยตรงเท่านั้น
หลินหมิงที่เกิดในตระกูลย่อย ซึ่งถูกแยกออกมาเป็นเวลาหลายชั่ว
อายุคนแล้ว ไม่มีทางเป็นไปได้เลยที่เขาจะยกให้หลินหมิงมาบริหาร
กิจการ ตั้งแต่เกิดมา หลินหมิงแทบจะไม่ได้ติดต่อกับทายาทของตระกูล
หลักเลย จึงไม่แปลกที่เขาจะจำสองคนนี้ไม่ได้
หลินหวู่พูด “พวกเราพึ่งรู้เมื่อไม่กี่วันมานี้ว่ามีคนจากตระกูลหลินอีก
คนที่สอบเข้ามาได้ ซึ่งก็คือนาย ยิ่งไปกว่านั้นนายยังมาจากตระกูลย่อยอีก
ด้วย นายมาถึงจุดนี้โดยไม่ต้องพึ่งทรัพยากรจากตระกูลหลักเลย มันทำให้
ข้ารู้สึกอับอายเสียจริง ”
หลินเฟิงหยวนกล่าวสนับสนุน “ข่าวที่ว่าพี่ได้เป็นอันดับหนึ่งในการ
สอบดังไปถึงทางตระกูลหลักเรียบร้อยแล้ว นี่เป็นความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่
มากทีเดียว ท่านผู้นำตระกูลไปเยี่ยมพ่อแม่ของพี่และมอบภัตตาคารให้กับ
พวกท่านด้วย ท่านผู้นำตระกูลฝากแสดงความยินดีกับพี่ที่นำชัยชนะใน
ครั้งนี้มาสู่ตระกูลหลินของเรา เมื่อท่านพี่กลับไปรับรองว่าพี่จะได้รับการ
ต้อนรับอย่างอบอุ่นเป็นแน่”
หลังจากที่ได้ยินสองคนนั้นพูด หลินหมิงก็พูดไม่ออก เขาไม่คิดมา
ก่อนว่าสิ่งพวกนี้จะเกิดขึ้น สำหรับเขาแล้วเขาไม่ค่อยมีความสัมพันธ์กับ
ทางนั้นมากนั้น เขาจึงไม่ค่อยรู้สึกสนใจพวนนั้นมากเท่าไหร่
ถึงอย่างไรหลินหมิงก็รู้ว่า นี่เป็นความฝันที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเท่าที่พ่อแม่
ของเขาจะหวังเอาไว้ ใครมั่งที่ไม่อยากให้ลูกของตนเองกลับมาบ้านพร้อม
กับชื่อเสียง,เกียรติยศและเงินทอง
ยิ่งไปกว่านั้น พ่อแม่ของเขาก็ยึดปฏิบัติตามธรรมเนียมอย่างเคร่งครัด
มาตลอด และหวังจะนำชื่อเสียงกลับมาให้แก่บรรพบุรุษ และชื่อเสียงที่
ได้มาจากการเป็นที่หนึ่งของสำนักเจ็ดแก่นแท้ ก็คงจะสร้างชื่อเสียงให้แก่
ตระกูลได้อีกหลายชั่วอายุคน ประชากรอาณาจักรแห่งนี้ก็ประมาณ70-80
ล้านคน การเป็นที่หนึ่งก็ไม่ต่างอะไรจากอยู่แถวหน้าสุดของคนเหล่านั้น
เลย
เมื่อคิดได้เช่นนั้น หลินหมิงก็รู้สึกพออกพอใจเป็นอย่างมาก ลูกๆที่
ไหนก็อยากทำให้พ่อแม่ภูมิใจทั้งนั้น
หลินหมิงยิ้มและตอบหลับไปว่า “เมื่อข้าได้มาที่สำนักเจ็ดแก่นแท้ ข้า
ก็ยังไม่ได้หาเพื่อนร่วมสำนัดเลย โชคดีที่ข้าได้พบกับพวกนายที่นี้ ท่านพี่
ช่างจิตใจดียิ่งนัก ข้าขอฝากเนื้อฝากตัวด้วย ”
“ฮ่าๆ น้องก็ชมกันเกินไปแล้ว ถ้ามีอะไรให้พวกเราช่วยก็บอกได้เลย
ถึงข้าจะไม่ค่อยเก่งอะไรก็เถอะ แต่ถึงยังไงทางตระกูลหลักก็สามารถส่ง
เงินมาช่วยได้”
“ข้าขอบใจท่านมาก”
หลังจากที่ได้แลกเปลี่ยนข้อมูลกันตามสมควรแล้ว ในห้องเรียนก็
เงียบลง และมีเสียงว่า “อาจารย์ มาแล้ว”
หลินหมิงมองไปยังเวทีด้านหน้า ตรงนั้นมีคนแก่สวมเสื้อสีขาวกำลัง
เดินเข้ามาที่โถงบรรยาย เขาถือตำราเก่าๆเล่มหนึ่งไว้ในมือขณะที่กำลัง
เดินเข้ามา พลังปราณของเขาต่ำกว่ามู่อี้อย่างเห็นได้ชัด เขาน่าจะมีการ
ฝึกฝนในขั้นผสานชีพจร
ในเมืองใบหม่อนสีเขียว ขั้นผสานชีพจรก็ถือว่าหายากอย่างยิ่ง แต่
หลังจากเข้าสำนักเจ็ดแก่นแท้ เขาก็พบกับระดับปรมาจารย์อยู่ทุกหนทุก
แห่ง มันดูเหมือนว่าอาจารย์ที่อยู่ที่นี่ทุกคนจะอยู่ในขั้นนี้เป็นอย่างต่ำ
ชายแก่คนนั้นวางตำราลงบนโต๊ะและพูดขึ้นมา “ตั้งแต่วันนี้ ข้าจะมา
เพื่อสอนพวกนางทุกๆคน ทั้งทักษะร่างกาย การใช้ดาบ การโจมตี การ
ป้องกัน การหลบหลีก และสิ่งที่จำเป็นในการต่อสู้อื่นๆอีกมากมาย ถ้าไม่
มีคำถามอะไรแล้ว เราจะเริ่มกันเลย”
ชายแก่เปิดตัวค่อนข้างรวบรัดเลยทีเดียว และเริ่มพูดถึงหัวข้อที่เขา
กำลังจะสอน เขาพูดเกี่ยวกับ ทักษะการเคลื่อนไหว และกระบวนท่าที่มี
ประโยชน์อีกหลายอย่าง เช่นวิธีฟื้นฟูพละกำลัง วิธีหลบการโจมตี วิธีพลิก
ตัวกลางอากาศ หรือแม้กระทั่งวิธีกดดันคู่ต่อสู้
ทักษะพวกนี้ก็ไม่ใช่ทักษะธรรมดาๆ ถ้าหากประยุกต์ใช้มันได้อย่าง
คล่องแคล่วและเชี่ยวชาญ มันสามารถเพิ่มทักษะในการต่อสู้ได้เป็นอย่างดี
และนี่ก็คือช่องโหว่ระหว่างคนที่มีประสบการณ์กับเด็กใหม่
ชายแก่พูดเกี่ยวกับเรื่องพวกนี้เป็นเวลาหนึ่งชั้วโมงเต็มก่อนจะกล่าว
ว่า “วันนี้พอแค่นี้ก่อน นักเรียนที่พึ่งมาใหม่รออยู่เพื่อรับหินลมปราณ
ก่อน”
“หินลมปราณ” หลินหมิงแปลกใจ เขาเคยได้ยินมาเหมือนกัน มันจะ
บรรจุพลังปราณไว้และมีประโยชน์หลายอย่าง เช่น เปิดใช้งานอักขระ
อาคมบางอย่าง
หลินหวู่พูด “น้องชาย เจ้าหินนั่นถือเป็นทรัพยากรชั้นดี มันบรรจุ
พลังปราณเอาไว้ข้างใน มันใช้เร่งการฝึกฝนได้ และยังมีความบริสุทธิ์สูง
มาก ง่ายต่อการสกัดอีกด้วย”
“พี่ชาย เพราะว่าพี่ได้เป็นถึงอันดับหนึ่ง พี่จะได้รับหินนั้นถึง10ก้อน
”หลินเฟิงหยวนกล่าวออกมาดังๆแกมอิจฉานิดๆ
“โอ้ หินนั้นมีค่าขนาดนั้นเลยหรอ?”
“อืมม จริงอยู่ที่อาณาจักรแห่งนี้สามารถหาขุดเอาจากเหมืองได้ แต่
เขาก็ต้องยกมันมาให้สำนักเจ็ดแก่นแท้ พวกสำนักใหญ่จึงมีพวกมัน
มากมาย พวกมันหาซื้อได้ยากมากเลยนะ ”
ในอาณาเขตบริเวณนี้ทั้งหมด พวกเชื้อพระวงศ์ก็ต้องยอมให้กับ
อำนาจของเจ็ดปรมาจารย์แห่งขุนเขา พลังคือทุกสิ่งจริงๆ
“น้องชาย รีบไปเถอะ อีกเดียวนายก็จะถูกจัดอันดับที่หินนั้นแล้ว
นายอาจจะได้เพิ่มมาอีกก็เป็นได้”
หลินหมิงออกไปรับหินลมปราณมา 10 ก้อน มันสีเหมือน หินควอทซ์
แต่ไม่โปร่งแสง
หลังจากที่หลินหมิงและหวังหยานเฟิงรับหินนั้นแล้ว แต่มันได้รับมา
แค่5ก้อนเท่านั้น และ คนอื่นๆจะได้รับก 2 ก้อนสำหรับห้องพสุธา และ1
ก้อนสำหรับห้องมนุษย์ยิ่งไปกว่านั้น พวกเขายังถูกขู่อีกว่า ถ้าหากใน
อนาคตยังไม่สามารถเข้าห้องพสุธาได้ พวกเขาก็จะไม่มีโอกาสได้รับมีนอีก
แม้แต่ก้อนเดียว
หลินหวู่พูด “น้องชาย นานๆเราจะได้เจอกันสักที อยากไปดื่มกับข้า
หน่อยหรือไม่”
หลินหมิงรู้สึกลังเล จากนั้นก็กล่าวขอโทษ “น้องขอโทษจริงๆ แต่
น้องอยากจะฝึกฝนให้มากกว่านี้จนกว่าจะถึงการสอบอันดับ สำหรับการ
ดื่มแล้ว น้องจะขอเชิญท่านพี่มาดื่มในวันหลัง” การจารึก นั้นกินเวลาเป็น
อย่างมาก ทั้งยังการฝึกฝนการต่อสู้อีก หลินหมิงยังมีอีกหลายอย่างที่
จะต้องทำ และเขายังจะต้องฝึกควบคุมการหายใจขณะนอนหลับอีกด้วย
“ฮ่าๆ น้องชายช่างขยันเสียจริง ไม่แปลกใจเลยที่ทำมาได้ถึงขนาดนี้
ดีจริงๆ งั้นไว้เรามาดื่มวันหลัง”
หลินหมิงกล่าวอำลาหลินหวู่และหลินเฟิงหยวน หลังคาบเรียนเขา
เดินมาคนเดียวจนถึงทางแยกและได้พบกับหวังหยานเฟิงและคนอีกสอง
คนที่หน้าตาคล้ายๆว่าจะมาจากเมืองเดียวกัน หวังหยานเฟิงกำลังหน้าบูด
บึ้ง แน่นอนว่าคงไม่ใช่เรื่องดีแน่ๆ
“เฮ้ นั้นรึเปล่าอัจฉริยะจากตระกูลหวัง หวังหยานเฟิง ? ฮ่าๆ ตัวเต็ง
ของการสอบ เจ้าของเคล็ดบ่มเพาะ‘สัจธรรมทั้งเก้า’ ข้าก็คิดว่าแกจะเก่ง
กว่านี้ซะอีก แต่แกก็แพ้ให้กับใครที่ไหนก็ไม่รู้ มันทำให้เมืองเยว่ลู่เสื่อมเสีย
ชื่อเสียไปไม่น้อยเลย ” หนุ่มคนหนึ่งในชายแปลกหน้าทั้งสองคนนั้นกำลัง
พูดจาเสียดสีมันอยู่ เขาน่าจะอายุ 18-19 ปี และเขามีการฝึกฝนอยู่บน
จุดสูงสุดของขั้นที่สามด้วย เขาถือดาบยาวเอาไว้ในมือ และแสดงท่าทาง
หยิ่งทระนงมากทีเดียว
หวังหยานเฟิงเริ่มมีอารมณ์โกรธพุ่งขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด “ลุ่ยหมิ
งเซียง แกมันก็แค่ลูกจนๆจากตระกูลลุ่น ยังมีหน้ามาพูดแบบนั้นต่อหน้า
ข้าอีกรึ ตระกูลแกมาของแบ่งยาไปตั้งมากมาย แต่จะทำให้ได้10อันดับ
แรงยังทำไม่ได้ด้วยซ้ำ แม้แต่หมาหน้าโง่ยังทำได้ดีกว่าแกอีก”
“เฮ้ย แกว่าใครเป็นหมาหน้าโง่ว่ะ ก็ดี มาลองกันหน่อยก็ดี มาดูกันว่า
แกจะโดนชั้นเหยียบอยู่ใต้ตีนได้มั้ย” ลุ่ยหมิงเซียง พูดด้วยน้ำเสียงดูถูก
และยิ้มเป็นเชิงเหยียดหยาม
หวังหยานเฟิงกำหมัดแน่น ศัตรูของมันเป็นถึงผู้มีการฝึกฝนสูงสุดใน
ขั้นที่สาม ทั้งยังศึกษาในสำนักเจ็ดแก่นแท้มาถึงสองปีแล้วด้วย เมือเทียบ
กับมันแล้ว โอกาสชนะมีไม่มากเท่าไร
แต่ถึงอย่างนั้นหวังหยานเฟิงก็ไม่อยากถอยอีกต่อไป เขารู้ว่าถ้าเขาไม่
รับคำท้าตอนนี้ ลุ่ยหมิงเซียง ก็จะกระจายข่าวเรื่องนี้ไปทั่วแน่ ว่ามันปอด
แหก ซึ่ง ‘สัจธรรมทั้งเก้า’ นั้นก็เป็นเคล็ดบ่มเพาะทรงพลังที่ใครๆก็รู้จัก
“ไอ้ลุ่ยหมิงเซียง แกไม่รู้เสียแล้วว่าใครเป็นใคร พรสวรรค์ก็ต่ำกว่าข้า อายุ
18ปีท้า15ปีสู้งั้นรึ ช่างกล้าหาญดีเหลือเกิน”
“ละเมออยู่รึไง ถ้าแกถูกฆ่าในสงครามแกจะบ่นว่าคนที่ฆ่าแกมีอายุ
มากว่า แก่กว่าแกได้อย่างนั้นหรอ หุบบอก แล้วมาสู้กันเลยดีกว่า”
“ทำไมข้าจะไม่กล้าว่ะ” หวังหยานเฟิงตะโกนลั่น ถึงจะรู้ว่านี่เป็นการ
ยั่วยุก็เถอะ แต่เขาก็ต้องรับคำท้า ถ้าเขายอมแพ้ เขาก็ถือว่าหัวใจของเขา
ไม่อยู่ในหนทางต่อสู้อีกต่อไป
“ดี งั้นเราจะดวลกันตามกฎของสำนักเจ็ดแก่นแท้ แต่ก่อนอื่นเรามา
พนันอะไรกันหน่อยมั้ย ได้ข่าวว่าพึ่งได้หินลมปราณมา 5 ก้อน เอามันมา
เดิมพันกับข้าหน่อยเป็นไง”
เดิมพัน?!
หวังหยานเฟิงกัดฟันแน่น เขาไม่ได้โง่ เขารู้แล้วว่า ลุ่ยหมิงเซียงมา
เพื่ออะไร
นี่ถึงกับมาดักรอหาเรื่องเลยอย่างนั้นหรือ
ถึงเขาจะรู้อยู่แก่ใข เขาก็ถอยไม่ได้อยู่ดี เขาอาจจะเสียหินพวกนั้นไป
แต่เขาจะแพ้ไม่ได้เด็ดขาด
“ก็ได้ ตกลงตามนั้น”
หลินหมิงที่มองจากที่ไกลๆได้แต่ส่ายหัวไปมา เจ้านั่นรู้ถึงจุดอ่อนของ
หวังหยานเฟิงและได้ยั่วยุให้เขาต้องต่อสู้ พวกมันรู้ว่าหวังหยานเฟิงไม่ถอย
อยู่แล้ว เพราะถ้าถอย มันจะคงจะมีชีวิตที่มืดมนและน่าอัปยศไปอีกนาน
บางทีหวังหยานเฟิงอาจจะแพ้ก็ได้ ชายอีกคนได้ศึกษาที่สำนักเจ็ด
แก่นแท้มานานแล้ว พลังจริงๆของมันคงจะเทียบกับขั้นที่สี่ได้เลยก็เป็นได้
ต่อให้เป็นเขาก็ยังไม่แน่ว่าจะชนะได้
“เจ้าลุ่ยหมิงเซียงมันหยิ่งยะโสและมุทะลุเกินไป แต่พลังของมันก็ไม่
ใช้น้อยๆเลย แม้แต่ข้าก็คงจะยังไม่ชนะมันในตอนนี้ สำนักเจ็ดแก่นแท้นี่มี
แต่พวกตัวร้ายๆกันรึไงนะ” ฟลินหมิงคิดว่านี่ก็ถือเป็นเรื่องปกติ ทุกคนๆก็
ต้องแก่งแย่งกันเป็นธรรมดา ยิ่งมีทรัพยากรเยอะก็ยิ่งดี ทั้งยังอดทนฝึกฝน
มาตั้งนาน ถ้าไม่เอามาใช้แกล้งเด็กใหม่ซักหน่อยก็คงเสียดายแย่
เรื่องพวกนี้ไม่เกี่ยวกับหลินหมิงเลย เขาหันตัวกลับและกำลังจากไป
แต่ก็ได้ยินเสียงมาจากทางข้างหลัง “ไงๆ นั้นใช่คนที่ได้อันดับหนึ่งจากการ
สอบครั้งนี้หรือป่าวนะ บังเอิญจริงๆ ฮ่าๆ”
ถึงนั้นจะเป็นน้ำเสียงที่ดูมีความสุขก็เถอะ แต่มันก็แฝงความยั่วยุ
เอาไว้อย่างเห็นได้ชัด เขาหันกลับไปดูว่ามันเป็นใคร มันคือชายหนุ่มอีก
คนซึ่งมาพร้อมกับลุ่ยหมิงเซียง มันยืนอยู่ระหว่างลุ่ยหมิงเซียงกับและ
หวังหยานเฟิงหนุ่มคนนั้นดูท่าจะมีการฝึกฝนที่สูงมากทีเดียว