Martial World ศิลาลึกลับกับวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ - ตอนที่ 54 การเดิมพัน
ชายหนุ่มคนนั้นอยู่ในชุดสีฟ้าทั้งตัว และมือของเขาก็ถือกระบี่ยาว
สามก้าวเอาไว้ และกระบี่เล่มนั้นก็เป็นกระบี่แบบไร้ที่ป้องกันมืออีกด้วย
ในบรรดานักสู้ คนที่ใช้กระบี่นั้นมีน้อยมากเมื่อเทียบกับคนที่ใช้ดาบ
ซึ่งหลินหมิงก็สนใจในอาวุธประเภทนี้เช่นเดียวกัน ด้วยด้ามจับที่สั้นกว่า
มาก มันไม่ง่ายเลยที่จะกวัดแกว่งได้อย่างอิสระ และมันก็ไม่มีที่ป้องกันมือ
อีกด้วย ซึ่งง่ายต่อการได้รับบาดแผลที่มือมากขึ้น แต่ก็มีข้อดีอยู่ในเรื่อง
ความเร็วที่เหนือกว่า ซึ่งแลกมาด้วยการป้องกันที่ลดลง นั้นก็พิสูจน์ได้ว่า
ผู้ใช้นั้นต้องเก่งมากแน่ๆ
บางทีมันอาจจะเก่งกว่า ลุ่ยหมิงเซียง ด้วยซ้ำ หลินหมิงเพิ่มความ
ระมัดระวังมากขึ้น เขาลังเลสักพักก่อนจะถามออกไป “เจ้าต้องการ
อะไร”
“ก็ไม่มีอะไรมาก ข้าแค่อยากจะมาดูหน้าอันดับหนึ่งในปีนี้ซะหน่อย
ถ้าจำไม่ผิด นายมีการฝึกฝนอยู่ขั้นที่2สินะ”
“ปีนี้มีแต่พวกอ่อนๆทั้งนั้น การฝึกฝนขั้นที่สองได้เป็นอันดับหนึ่งใน
การสอบ แสดงว่าปีนี้มีแต่พวกขั้นหนึ่งขั้นสองมาเข้าทดสอบงั้นสินะ”
ลุ่ยหมิงเซียงกล่าวเสริม แต่ที่จริงมันก็รู้อยู่แล้วว่า หลินหมิงมีพรสวรรค์
ระดับสามกลางๆ ซึ่งระดับพรสวรรค์นี้อาจจะสูงเมื่อเทียบกับคนทั่วๆไป
แต่หากมาอยู่ในสำนักเจ็ดแก่นแท้แล้วละก็ ต่ำยิ่งกว่าต่ำเสียอีก มันตั้งใจที่
จะยั่วยุให้หลินหมิงเกิดโทสะ
“ระดับพรสวรรค์ของข้าหนักหัวพวกแกมากงั้นรึ ” หลินหมิงโต้ตอบ
กลับไปอย่างใจเย็น เขารู้ว่าสองคนนี้ต้องการจะยั่วโมโหเขา และจะหลอก
ล่อเดิมพันกับเขาเหมือนที่ทำกับหวังหยานเฟิง
ในอาณาจักลิขิตฟ้าเป็นเรื่องปกติมากที่จะมีการต่อสู้และเดิมพันกัน
เกิดขึ้น จะไม่มีใครมาขัดขวางได้หากทั้งสองฝ่ายเห็นชอบตอบตกลงกัน
แล้ว
วิธีการเหล่านี้เป็นที่นิยมกันมาก แม้แต่ในสำนักเจ็ดแก่นแท้ก็เช่นกัน
“ฮ่าๆ แน่นอนว่ามันไม่ได้หนักหัวพวกข้าหรอก แค่ได้ยินข่าวมาว่า
น้องหลิน มีพรสวรรค์ต่ำขนาดนั้นแต่กลับสอบเข้ามาได้ทั้งยังเป็นอันดับ
หนึ่งอีกด้วย ทำให้ข้ารู้สึกแปลกใจเล็กน้อย ถึงแม้พวกที่เข้ามาทดสอบ
ร่วมกับพวกแกจะมีแต่พวกขยะก็เถอะ แต่แกก็ไม่น่าจะเป็นอันดับหนึ่ง
ได้”
หลินหมิงตอบกลับไปด้วยการเหยียดหยาม “พวกแกทำเรื่องไร้
ศักดิ์ศรีเหล่านี้ในสำนักเจ็ดแก่นแท้งั้นรึ เป็นศิษย์พี่แต่หลอกล่อยั่วยุเพื่อจะ
เดิมพันเอาหินลมปราณจากพวกเด็กใหม่ เพื่อยืนยันถึงการมีอยู่อันน่า
สมเพชของพวกแก ทางที่ดีพวกแกรีบไสหัวไปซะดีกว่า อย่าทำให้ตระกูล
พวกแกขายขี้หน้าไปมากกว่านี้เลย”
“ไอ้เด็กนรกนี้ แกอยากตายมากสินะ” หนุ่มคนนั้นเลือดขึ้นหน้า “ มี
ระดับพรสวรรค์ไม่ต่างกับพวกสวะ แกก็แค่โชคดีได้กินยาดีๆเข้าไปก็
เท่านั้น ในสายตาของข้า แกมันก็ยังเป็นเศษสวะอยู่ดี”
ได้ยินคำด่าเหล่านั้น หลินหมิงก็เริ่มเดือดขึ้นมาบ้าง “ปกติข้าก็ไม่
ค่อยชอบทะเลาะวิวาทหรอกนะ แต่ก็ได้ ถ้าแกอยากหาเรื่องใส่ตัวมากนัก
ข้าก็จะเดิมพั… ”
“หลินหมิง” เสียงตะโกนดังมาจากด้านหลังของเขา “อย่าไปหลงกล
มันนะ”
หลินหมิงหันหน้ากลับไปก็เห็น หลินหวู่ และ หลินเฟิงหยวน กำลังวิ่ง
ตรงมาหาเขา คนที่ตะโกนเตือนเขาก็คือ หลินหวู่ สีหน้าเขาดูไม่ค่อยดีนัก
ถ้าให้พูดแล้วละก็ ตระกูลลุ่ย ก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าตระกูลหลินเลยแม้แต่
น้อย แต่ถ้าพูดถึงเรื่องพลังในตอนนี้แล้วละก็ หลินหวู่สู้ไอ้ศิษย์พี่สารเลว
ทั้งสองคนนี้ไม่ไหวแน่
“หลินหวู่ถ้าแกยังมีสมองและคิดได้อยู่ ก็รีบไสหัวออกไปซะดีกว่า”
หนุ่มคนนั้นตะโกนออกมาพร้อมกับแผ่รังสีอาฆาต ดาบของหนุ่มคนนั้น
สัมผัสได้ถึงจิตของเจ้านายพร้อมกับเริ่มสั่นขึ้นมา
หนุ่มคนนั้นสามารถเป็นหนึ่งเดียวกับดาบได้แล้วอย่างนั้นหรือ
หลินหมิงมีความทรงจำเรื่องนี้ ถ้าผู้ใช้ดาบสามารถรวมเป็นหนึ่ง
เดียวกับดาบได้แล้วละก็ ดาบก็จะสามารถสัมผัสถึงจิตและอารมณ์ของผู้
ใช้ได้ มันจะตอบสนองออกมา ซึ่งการจะทำเช่นนั้นได้ต้องมีระดับ
พรสวรรค์ที่สูงมาก มันไม่ใช่สิ่งที่หวังหยานเฟิงจะเทียบได้เลย แม้ว่าหวังห
ยานเฟิงจะมีสมบัติระดับสูงก็ตาม
ยิ่งไปกว่านั้น มันยังแผ่จิตสังหารแห่งการฆ่าฟันออกมาอีกด้วย มันคง
จะฆ่าคนไปแล้วไม่น้อย ไม่ใช้เรื่องง่ายเลยที่จะปะทะกับคนประเภทนี้
หลินหมิงถึงกับแสดงสีหน้าเครียดออกมา ไม่ว่าจะเจ้านี้หรือ ลุ่ยหมิ
งเซียง ต่างก็มีทักษะการต่อสู้ที่ทรงพลัง ไม่มีทางที่เขาจะต่อกรได้อย่าง
แน่นอน
หลินหวู่โดนจิตสังหารกดดัน สีหน้าของเขาบิดเบี้ยวไปไม่น้อย แม้ว่า
เขาจะเป็นคนจากห้อพสุธา แต่เขาก็รู้ว่าฝีมือของเขาห่างกับสองคนนี้อีก
มาก ถ้าจะให้สู้กันคงไม่ใช่เรื่องที่ฉลาดนัก เขาดึงแขนเสื้อหลินหมิงแล้ว
บอกว่า “หลินหมิง ไปกันเถอะ”
“จะไปงั้นเหรอ ฮ่าๆ หลินหวู่ ตระกูลหลินของแกนี้มันพวกขี้แพ้ชัดๆ
ข้าล่ะแปลกใจจริงๆที่ตระกูลเศษสวะอย่างตระกูลของแก มีคนที่สามารถ
สอบเข้าสำนักเจ็ดแก่นแท้มาได้ ทั้งยังอยู่ในห้องพสุธาอีกด้วย เหลือเชื่อ
จริงๆ เมืองใบหม่อนสีเขียวมีแต่พวกขี้ขลาดสินะ”
หลินหวู่สูญเสียความเยือกเย็นในทันที โดยเฉพาะเมื่อมีคนเหยียด
หยามตระกูลของเขา เขาไม่สามารถทนได้อีกต่อไป เขาชักดาบออก
มาแล้วเดินตรงไปข้างหน้า แต่หลินหมิงห้ามเอาไว้ หลินหมิงรู้ดีว่า
หลินหวู่ไม่มีทางเอาชนะมันได้แน่
“ใจเย็นก่อน พวกมันมาเพราะข้า บางทีเดิมพันนี้อาจจะไม่ได้แย่
อย่างที่คิด”หลินหมิงกล่าว
“ฮ่าๆ ตรงไปตรงมาดีจริง บอกเวลาและสถานที่มา ข้าพร้อมเสมอ”
มันพูดพร้อมกับหัวเราะไปด้วย
หลินหวู่พูดกับหลินหมิงอย่างเร่งรีบ “หลินหมิง อย่าไปหลงกลพวก
มัน พวกมันมาเพื่อแย่งเอาหินของเจ้าไป มันชื่อ ซางฉาง มันมีการฝึกฝน
สูงสุดในขั้นที่สามมานาน อีกเพียงก้าวเดียวก็จะก้าวไปสู่ขั้นที่สี่แล้ว และ
วิชาดาบของมันก็ยังทรงพลังอย่างยิ่งอีกด้วย มันอยู่อันดับที่109 ของแท่น
หินนั้น เจ้ารู้ไหมว่ามันหมายความว่าอย่างไร แม้แต่ หลิงเซ็น, ต้ากู่ , ซาง
กวนยู่ และคนอื่นๆที่เป็นอันดับหนึ่งในการสอบก็ยังมีอันดับไม่ถึง 130
เลยด้วยซ้ำ”
หลิงเซ็น? หลินหมิงรู้จักเขา เขาเป็นศิษย์พี่จากห้องสวรรค์ ถ้าเขา
ไม่ได้เป็นหนึ่งในศิษย์พอเศษแล้วละก็ หลิงเซ็นก็คงจะเป็นอันดับต้นๆของ
สำนักเจ็ดแก่นแท้ พลังของเขาอาจจะเหนือกว่าฉินซิงเซวียนเสียอีก
ถึงเขาจะไม่เคยได้ยินชื่อของ ต้ากู่ และ ซางกวนยู่ ก็ตามแต่เขาก็พอ
เดาได้พวกนั้นก็คงมีระดับพอๆกับหลิงเซ็น
หลินหวู่พูดต่อ “ซางฉาง เป็นคนอันดับต้นๆของห้องพสุธา แต่จริงๆ
แล้วมันสามารถเข้าห้องสวรรค์ได้แน่หากมันต้องการ เจ้าไม่มีทางเอาชนะ
มันได้ย่างแน่นอน ”
หลินหมิงตอบกลับไป “ข้ารู้ดี ท่านพี่”
หลินหวู่ พูดต่อด้วยสีหน้าเคร่งเครียด “แล้วทำไมเจ้าถึงยังดื้อดึงอยู่
เล่า ข้ารู้ว่าเจ้าอาจจะสามารถต่อสู้กับคนที่มีการฝึกฝนในขั้นที่สามได้ แต่
กับขั้นที่สามที่เกือบจะขึ้นไปขั้นที่สี่ของเจ้านี่แล้ว รวมกับวิชากระบี่ของ
มัน ต่อให้เป็นคนที่มีการฝึกฝนขั้นที่สี่บางคนก็ยังสู้มันไม่ได้ด้วยซ้ำ”
ที่หลินหวู่พูดออกมาไม่ได้ผิดแม้แต่น้อย สำนักเจ็ดแก่นแท้เป็น
สถานที่ที่เหล่าอัจฉริยะมารวมตัวกัน แม้ว่าหลินหมิงจะมี ‘ชีพจรปราณ
เทพคลั่ง’ เคล็ดบ่มเพาะที่ทรงพลังอยู่ก็ตาม แต่มันก็ยังเป็นไปไม่ได้ที่จะ
ต่อกรกับอัจฉริยะที่มีการฝึกฝนสูงกว่าถึงสองขั้น
ขณะที่หลินหวู่กำลังพูดอยู่ ซางฉาง ก็กอดอกแล้วส่งสายตายิ้มปนดู
ถูกเหยียดหยามออกมา
“คุยกันเสร็จรึยัง แกจะเดิมพันกับข้า หรือใช้ตระกูลของแกถูกตรา
หน้าว่าเป็นพวกขี้ขลาดดีล่ะ”
หลินหมิงตอบกลับไป “หุบปากไปซะ สิ่งที่แกจะพูดออกมามีเพียง
ของที่จะนำมาเดิมพันกับข้าเท่านั้น”